ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ม.เกษมบัณฑิต ร่วมกับสมาคมเบ่งกล้าม อบรมเพาะกายทุกวัย สดใสทุกวัน

ในยุคที่สุขภาพกลายเป็นหัวใจสำคัญของชีวิต มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ร่วมกับสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “เพาะกายทุกวัย สดใสทุกวัน” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

เพาะกายทุกวัย สดใสทุกวัน

ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เปิดเผยว่า สังคมไทยได้ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในแต่ละเพศและวัย เพื่อให้ทันต่อวิถีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันการจัดการกีฬาเพื่อองค์กรกีฬา (WISDOM) โครงการอบรม เพาะกายทุกวัย สดใสทุกวัน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.00 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 10 อาคาร 3 มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ โดยเปิดให้เข้าร่วมฟรีสำหรับทุกท่าน

วิทยากรระดับชาติ และนานาชาติ

โครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนทั่วไป บุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่าร้อยละหนึ่งร้อยของจำนวนที่เปิดรับ เนื่องด้วยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยด้านกีฬาเพาะกายที่มีผลงานโดดเด่นระดับโลก

การอบรมเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พร้อมด้วยเทคนิคการออกกำลังกายใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายให้เหมาะกับทุกวัย ตั้งแต่เยาวชนจนถึงผู้สูงอายุอย่างเหมาะสมยิ่ง

  • ลงเรียนฟรี
  • วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจริง
  • เนื้อหาที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย
  • 颁发ใบรับรองการเข้ารับการอบรม

ผศ.ดร.รัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และภาคีเครือข่ายเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการผลักดันนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างคนที่มีทักษะสมรรถนะในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้การอบรม เพาะกายทุกวัย สดใสทุกวัน ไม่เพียงแค่แสวงหาความรู้ด้านการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมนำองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสุขภาพ การปฏิบัติตัว และคุณภาพชีวิตโดยรวม

หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ให้มีพลังและมั่นใจมากขึ้น อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรมนี้ที่ให้คุณทั้งความรู้ ทักษะ และแรงบันดาลใจในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – “ม.เกษมบัณฑิต” ผนึกกำลัง “สมาคมเบ่งกล้าม” จัดการอบรม “เพาะกายทุกวัย สดใสทุกวัน”

เปิด2แนวทางคำตัดสินแพทองธาร รอด-ไม่รอด?

สถานการณ์การเมืองไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเตรียมฟังคำวินิจฉัยคดีคำร้องเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาของแพทองธาร ชินวัตร หลังจากการไต่สวนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 โดยกำหนดฟังคำตัดสินในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งผลลัพธ์จะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและอนาคตการเมืองไทย

เปิด2แนวทางคำตัดสินแพทองธาร รอดหรือไม่รอด

หากศาลวินิจฉัยว่าแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีจะต้องออกจากตำแหน่งทันที ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการบริหาร กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่ 2 สถานการณ์หลัก ได้แก่:

1.1 การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่

หากสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ “ภูมิธรรม เวชยชัย” จะเข้ารับตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีชั่วคราว ภายใต้อำนาจในการบริหารประเทศ รวมถึงการจัดตั้งกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน เพื่อเลือกนายกฯ และสมาชิกสภาฯ ชุดใหม่

1.2 การไม่ยุบสภาและเลือกนายกฯ คนใหม่

หากไม่มีการยุบสภา สภาจะต้องดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากแคนดิเดตที่มีอยู่ในขณะนั้น โดยปัจจุบันพรรคเพื่อไทยมีแคนดิเดตอยู่เพียง “ชัยเกษม นิติสิริ” ในขณะที่พรรคอื่น ๆ เช่น พรรคภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์ ยังมีชื่ออยู่ในบัญชี เช่น “อนุทิน ชาญวีรกุล”, “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” และ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ตามลำดับ

หากแพทองธาร ชินวัตร รอดจากคำตัดสิน

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งต่อ นายกฯ จะสามารถกลับมารับตำแหน่งและบริหารประเทศอย่างเต็มอำนาจ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อเสถียรภาพรัฐบาล รวมถึงการเร่งดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม แม้จะรอดจากศาล ยังมีคดีอื่นที่ยังต้องรอการพิจารณาจาก ป.ป.ช. ในเรื่องการโยกงบประมาณ 35,000 ล้านบาทให้ธนาคารรัฐ โดยอาจมีความเสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 144 อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบคาดว่าจะสรุปภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ในการยุบสภาเพื่อเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่ในปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการทางการเมืองในระยะยาว

ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร คำถามที่ต้องติดตามคือ พลเมืองไทยจะได้เห็นแนวทางชัดเจนสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาชายแดน และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่?

หากคุณกำลังอยากติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด ขอแนะนำให้จับตาดูคำตัดสินนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะอาจส่งผลต่ออนาคตของประเทศอย่างยิ่งใหญ่

ที่มา – เปิด2แนวทางคำตัดสิน ‘แพทองธาร’ จะเกิดอะไรขึ้นหากรอด-ไม่รอด?

โชคปรีชาหวังตามเสือคิมสู่เวทีระดับโลก

“โชคปรีชา พีเค.แสนชัย” นักมวยไทยวัย 34 ปี จากระยอง ซึ่งมีประสบการณ์แน่นในวงการมวยไทย และเป็นหนึ่งในนักชกดีของค่ายแสนชัยมวยไทย เปิดเผยถึงความสัมพันธ์อันดีภายในแวดวงมวยกับ “เสือคิม สจ.โต้งปราจีน” มวยรุ่นน้องวัย 30 ปี จากจันทบุรี ที่กำลังโด่งดังระดับโลกด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในศึก ONE Championship

โชคปรีชาหวังตามเสือคิมสู่เวทีระดับโลก

ล่าสุด “โชคปรีชา” พิสูจน์ศักยภาพตัวเองอีกครั้งบนสังเวียน ONE ลุมพินี โดยเตรียมพบกับ “ตุย ลิน ทัต” มวยวัย 22 ปี จากเมียนมา ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.) ในฐานะคู่รองของการแข่งขัน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ เริ่มเวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

เพื่อนซี้เสือคิมสร้างแรงบันดาลใจ

“ผมกับเสือคิมสนิทกันมานานเป็นสิบปี เรียกได้ว่าแค่มองตาก็รู้ใจกัน ที่เห็นแซวกันแรง ๆ ในโลกออนไลน์ เป็นแค่คอนเทนต์เท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนดีมาก” โชคปรีชา กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

เขาเผยเพิ่มเติมว่า “เสือคิม คอยให้คำแนะนำและช่วยผมฝึกซ้อมมาตลอด ไฟต์นี้เขาเตือนผมว่าอย่าใจร้อน ให้เลือกออกอาวุธให้ดี ผมดีใจที่เขาไประดับโลกแล้ว และผมเองก็อยากตามรอยไปให้ได้เหมือนกันครับ”

ผลงานล่าสุดของโชคปรีชา พึ่งพ่ายซ้ำต่อ “ก้องชัย ไฉนดอนเมือง” ในศึก ONE ลุมพินี 108 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้เขาต้องเร่งปรับแผนการทำท่าและสไตล์การสู้เพื่อกลับมายืนอยู่บนแท่นชัยชนะอีกครั้ง

“โชคปรีชาหวังตามเสือคิมสู่เวทีระดับโลก” ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่คือเป้าหมายที่เขากำลังมุ่งมั่นจะไปให้ถึง ด้วยความทุ่มเทและความจงรักภักดีต่อวิถีทางมวยไทยที่ไหลเวียนในเลือดของเขา

ส่วนทางด้าน “เสือคิม” ก็ยังคงความแรงและฮอตระดับโลก เมื่อต้องบินไปร่วมศึกในแดนซามูไร กับนักสู้ระดับโลกอย่าง “เจก พีค็อก” จากสหราชอาณาจักร-แคนาดา ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) ในศึก ONE 173 ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ณ สนาม อาริยาเกะ อารีนา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

  • ศึก ONE ลุมพินี 121 จะแข่งขันในวันศุกร์ที่ 22 ส.ค.นี้
  • เริ่มเวลา 19.30 น. ติดตามชมได้ทางช่อง 7HD กด 35
  • สามารถจองบัตรได้ผ่าน THAI TICKET MAJOR
  • ติดตามข่าวสารของ ONE Championship Thailand ได้ที่ Facebook, Instagram และ TikTok

แฟนกีฬาชาวไทยต้องห้ามพลาดทั้งสองศึกนี้ เพราะจะเป็นโอกาสอันดีในการสนับสนุนเหล่านักสู้ที่มีศักยภาพและกำลังก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก

ทั้งนี้ ใครที่สนใจอยากเห็น “โชคปรีชา” จบศึกอย่างสมศักดิ์ศรี และพร้อมเดินตาม “เสือคิม” ไปไกลสู่เวทีระดับโลก อย่าลืมเข้าสนามลุมพินีหรือรับชมผ่านโทรทัศน์ เพื่อให้กำลังใจเชียร์เด็ดขาด

ที่มา – “โชคปรีชา” หวังเดินตาม “เสือคิม” สู่เวทีระดับโลก

อั๋น ภูวนาทให้กำลังใจดิว อริสรา ชดใช้หนี้เพื่อลูก

เรื่องราวของนักแสดงสาว ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ กลายเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจอย่างลึกซึ้ง เมื่อเธอตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องหนี้สินที่ค้างค้างอยู่มานาน แม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน แต่ในวันนี้เธอตั้งเป้าชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว: ชดใช้หนี้เพื่อลูก

อั๋น ภูวนาทให้กำลังใจดิว อริสรา อย่างเต็มใจ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ดิว อริสรา ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนในครั้งแรก ภายหลังจากวิกฤติที่เกิดขึ้น แวดล้อมด้วยบุคคลสำคัญที่คอยให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าแฟนคลับ รวมไปถึงพิธีกรหนุ่มฮอต อั๋น ภูวนาท ที่ได้มาทำหน้าที่ MC ในงานสำคัญของเธอ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ อั๋น ภูวนาท ได้โพสต์ภาพคู่กับ ดิว อริสรา พร้อมข้อความให้กำลังใจผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “พี่อั๋น…ดิวกลับมาวันนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่หนูก่อไว้ และทุกอย่างจากนี้จะมีแต่ความจริง หนูดูพี่อ่านข่าวหนูตลอดเลย ขอบคุณพี่มากๆ”

แรงบันดาลใจที่ไม่ใช่ความรัก แต่เพื่อลูก

ในโพสต์ของอั๋น ยังมีข้อความที่สะท้อนถึงแรงบันดาลใจของ ดิว อริสรา ที่เลือกเดินทางกลับบ้านอย่างจริงจัง “วันนี้ของชีวิตอริสราในวันนี้ชัดเจนเหลือเกิน ไม่มีความรักอื่นใดนอกจากลูกค่ะ” ประโยคสั้นๆ แต่น้ำหนักของมันหนักจนหลายใจของคนที่ติดตาม

หลังจากที่อั๋นโพสต์ข้อความถึง ดิว อริสรา ด้านเธอเองก็ตอบกลับด้วยความจริงใจ “ขอบคุณที่พี่อั๋นก็อีกหนึ่งความอุ่นใจของหนูในวันนี้นะพี่ หนูขอขอบคุณพี่จากหัวใจจริงๆ นะคะ” ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอาจไม่ใช่เรื่องของหัวใจแต่มีแรงสนับสนุนอย่างลึกซึ้ง

ภาพบรรยากาศในงานที่ อั๋น ภูวนาท เป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับ ดิว อริสรา เต็มไปด้วยความอบอุ่น เต็มไปด้วยความจริงใจ และยังเป็นภาพที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นใหม่ของหญิงสาวคนนี้ที่กลับมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ชดใช้หนี้เพื่อลูก!

การกลับมาของดิว อริสรา ไม่ได้เพียงแต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เพื่อรับผิดชอบตัวเองและลูกอย่างเต็มที่ เธอกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ผ่านมา และชัดเจนในเป้าหมายที่ตั้งไว้

พิธีกรอั๋น ภูวนาท และแฟนๆ ที่อยู่เคียงข้างเธอเป็นกำลังใจแบบไร้ขีดจำกัด ด้วยความเข้าใจและความอยู่ตรงใจ ทำให้เห็นได้ชัดว่าในวันที่เราต้องเจ็บปวด ความจริงใจคือเครื่องเตือนใจที่มีค่ายิ่งกว่าคำพูดใดๆ

หากคุณยังติดตามความเคลื่อนไหวของ ดิว อริสรา หรืออยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอในเส้นทางใหม่ อย่าลืมเป็นกำลังใจให้เธอ เช่นเดียวกับที่ อั๋น ภูวนาท ได้ทำไว้ เพราะบางครั้ง “การกลับมา” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้มแข็ง

ที่มา – ‘อั๋น ภูวนาท’ ให้กำลังใจ ‘ดิว อริสรา’ เผยเป้าหมายชัดเจน ‘ชดใช้หนี้เพื่อลูก!’

ลำเพลิน วงศกร ชนะคดี! คู่กรณีเมาแล้วขับชนรถตู้ ถูกศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา

จากกรณีอุบัติเหตุรถยนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 ที่ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่วงการเพลงเมืองไทย เมื่อลูกทุ่งหมอลำหนุ่มชื่อดังอย่าง “ลำเพลิน วงศกร” ประสบเหตุถูกรถชนขณะเดินทางไปแสดงคอนเสิร์ต คู่กรณีเป็นคนเมาแล้วขับ ทำให้เจ้าของรถตู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลังจากที่เส้นเอ็นไหปลาร้าฉีกขาด

ลำเพลิน วงศกร ชนะคดี! คู่กรณีเมาแล้วขับชนรถตู้ ถูกศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา

หลังเกิดเหตุ คู่กรณีไม่มีการแสดงท่าทีใด ๆ ทั้งการโทรศัพท์มายกโทษหรือสอบถามอาการ ทั้ง ๆ ที่ลำเพลินให้โอกาสหลายครั้งเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ไม่มีความคืบหน้า สุดท้ายนักร้องหนุ่มจึงตัดสินใจดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งตั้งข้อหาทั้งความผิดเกี่ยวกับอุบัติเหตุและผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง

ศาลตัดสินจำคุกไม่รอลงอาญา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ลำเพลิน วงศกร ได้ส่งข่าวสารผ่านแฟนเพจอย่างเป็นทางการ ระบุว่าศาลได้มีคำตัดสินในคดีนี้อย่างชัดเจน โดยตัดสินให้จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีที่เมาแล้วขับรถชนรถตู้ของลำเพลิน จำคุก 3 ปี พร้อมไม่รอลงอาญา เนื่องจากจำเลยรับสารภาพผิดและแสดงความรู้สึกเสียใจ ศาลจึงให้ส่วนลดโทษเหลือเพียง 1 ปี 6 เดือน

การตัดสินความผิดในครั้งนี้นับเป็นการยืนยันว่าการเมาแล้วขับนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกมองข้าม การมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเข้ามาจัดการแบบจริงจังอย่างครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคมโดยรวม ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจเริ่มตระหนักว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตผู้อื่นได้

  • คดีเมาแล้วขับสร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ
  • การดำเนินคดีแสดงถึงความยุติธรรมให้เห็นผล
  • ศาลตัดสินให้จำคุกจริง ไม่รอลงอาญา

ลำเพลิน วงศกร ยังเปิดใจผ่านโพสต์ว่าตนเองไม่ได้ต้องการให้คู่กรณีรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบหรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม หากแต่เป็นการยืนยันว่าความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ควรถูกมองข้าม และทุกชีวิตมีคุณค่าเสมอ พร้อมทั้งยืนยันว่าหากคู่กรณีมีความลำบากจากเรื่องลูกน้อย เขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ

แม้จะได้รับบาดเจ็บรุนแรงและต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน แต่ลำเพลินเข้าใจว่าเราทุกคนควรตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ในสังคม โดยเฉพาะเมื่อยานพาหนะถือเป็นอาวุธล้ำสมัยที่อาจทำลายได้ทั้งชีวิตและครอบครัว หากใช้โดยไม่มีความรับผิดชอบ

เราขอเชิญชวนทุกคนให้หันมาใส่ใจในพฤติกรรมบนท้องถนนให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเมาแล้วขับ หรือแม้แต่การขับรถเสี่ยงอันตรายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็อาจลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนให้น้อยลงได้

ที่มา – ลำเพลิน วงศกร ชนะคดี! คู่กรณีเมาแล้วขับชนรถตู้ ถูกศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา

กสทช. ไฟเขียวทุนโครงการ กทปส. ปี 67 12 โครงการกว่า 94 ล้านบาท

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ให้ไฟเขียวอนุมัติทุนโครงการ กทปส. ประจำปี 2567 แล้วจำนวน 12 โครงการ ที่มีวงเงินรวมกว่า 94 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการตามขั้นตอนของคณะกรรมการกองทุน กทปส. ที่ต้องการสนับสนุนโครงการที่มีคุณภาพเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะชน

กสทช. ไฟเขียวทุนโครงการ กทปส. ปี 67

ในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ครั้งที่ 24/2568 (ต่อเนื่อง) ที่มีการดำเนินการในช่วงวันที่ 20-21 สิงหาคม 2568 ได้มีการพิจารณาโครงการที่ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ประเภทที่ 1 ประจำปี 2567 โดยมีจำนวนโครงการที่ยื่นเข้าร่วมทั้งสิ้น 119 โครงการ

จากนั้นคณะกรรมการกองทุน กทปส. ได้คัดเลือกโครงการที่ผ่านเกณฑ์เพื่อเข้าสู่การพิจารณาจากที่ประชุม กสทช. ไว้ 22 โครงการ และในการประชุมครั้งนี้มีการอนุมัติโครงการจริงจำนวน 12 โครงการ ด้วยวงเงินรวมทั้งสิ้น 94,938,325.37 บาท แบ่งเป็นโครงการตามมาตรา 52 (1) และมาตรา 52 (2) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระจายผลประโยชน์อย่างครอบคลุม

โครงการสำคัญที่ได้รับการสนับสนุน

โครงการที่ได้รับการอนุมัติมีความหลากหลายทั้งในด้านเป้าหมายและงบประมาณ โดยเริ่มจาก โครงการตามมาตรา 52 (1) ซึ่งมีเพียงโครงการเดียวได้รับการเลือก ได้แก่ โครงการขยายผลศูนย์บริการอินเตอร์เน็ตเพื่อสังคมด้อยโอกาสเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2567 ที่มีหน่วยงานดำเนินการโดย “มูลนิธิวิสาหกิจพลังงานชุมชน” โดยใช้งบประมาณรวม 5,347,078.90 บาท โครงการนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลและด้อยโอกาส

ส่วน โครงการตามมาตรา 52 (2) มีโครงการที่น่าสนใจเหมือนกัน ได้แก่

  • โครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ชนบท มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วงเงิน 5,308,719.40 บาท
  • โครงการวิจัยระบบชุดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้าน IoT สำหรับเด็กแอลดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วงเงิน 1,439,496.68 บาท
  • โครงการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมสำหรับภาคเกษตรกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • โครงการระบบแจ้งเตือนไฟป่าอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย วงเงินกว่า 6 ล้านบาท
  • โครงการโรงพยาบาลพหุภพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงเงินมากสุดกว่า 26 ล้านบาท

โครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การศึกษา และความมั่นคงของระบบสารสนเทศ

แนวทางการทำงานของ กสทช. ในลำดับถัดไป

นอกจากนี้ กสทช. ยังเห็นชอบให้นำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2568-2573) ที่ปรับปรุงให้เข้ากับปัจจุบันไปจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยกำหนดให้ดำเนินการเสร็จภายใน 90 วัน พร้อมทั้งให้ใช้แผนแม่บทฉบับก่อนหน้าไปก่อนจนกว่าจะมีการประกาศฉบับใหม่ใช้บังคับอย่างเป็นทางการ

การสนับสนุนทุนให้กับโครงการเหล่านี้ เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ โดยสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างยั่งยืนและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในด้านวิจัย การพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

บัญชาเรียกร้องประกันราคาข้าวโพดไม่ต่ำกว่ากก.ละ7บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการประกันราคาข้าวโพดให้เกษตรกร โดยเสนอราคาขั้นต่ำที่ กิโลกรัมละ 7 บาท เพื่อช่วยลดภาระของเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

บัญชาเรียกร้องประกันราคาข้าวโพดไม่ต่ำกว่ากก.ละ7บาท

ปัจจุบันราคาข้าวโพดของเกษตรกรในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ตกต่ำเพียง กิโลกรัมละ 4-5 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคายาฆ่าแมลงและปุ๋ยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรลดลงไปอย่างมาก

ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำกระทบเศรษฐกิจเกษตรกร

จากรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ปริมาณการผลิตข้าวโพดในประเทศอยู่ที่ปีละประมาณ 5 ล้านตัน แต่เกษตรกรหลายรายเชื่อว่าตัวเลขนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง และรัฐบาลควรทบทวนข้อมูลอีกครั้งเพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศในสัดส่วน 3 ต่อ 1 ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กระทบต่อราคาในท้องตลาด นายบัญชายังเสนอให้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศระงับหรือชะลอการนำเข้าข้าวโพดชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรภายในประเทศสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม

  • ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ กระทบรายได้เกษตรกร
  • การเรียกร้องเพิ่มราคาขั้นต่ำ ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7 บาท
  • ยืนยันให้รัฐบาลทบทวนปริมาณการผลิตภายในประเทศ
  • เสนอชะลอการนำเข้าข้าวโพด เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย

ที่ผ่านมามีการประท้วงจากเกษตรกรหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และเพชรบูรณ์ ที่ปิดถนนเพื่อแสดงออกทางการเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาด้านรายได้ แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดของครอบครัวเกษตรกรหลายหมื่นคนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ นโยบายที่คาดว่าจะช่วยเหลือไม่ทั่วถึง เช่น การช่วยเหลือเฉพาะข้าว ทำให้กลุ่มทำข้าวโพดรู้สึกถูกเมิน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง กระทรวงพาณิชย์ ควรออกมาดูแลอย่างจริงจังและไม่ล่าช้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวสะท้อนความไม่เท่าเทียมและความต้องการการปรับปรุงนโยบายการเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพ หากภาครัฐยังไม่เร่งหาทางแก้ไข ปัญหาอาจลุกลามสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจรวมของประเทศได้

ที่มา – ‘บัญชา’ ขอรัฐบาลเร่งประกันราคาข้าวโพดไม่ต่ำกว่ากก.ละ7บาท-พร้อมชะลอนำเข้า

เขื่อนภูมิพลยืนยัน แผ่นดินไหวไม่กระทบความมั่นคง

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.58 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.4 แมกนิจูด ณ นอกชายฝั่งตอนใต้ของประเทศเมียนมา ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ห่างออกไปประมาณ 211 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 500 กิโลเมตร

การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ ส่งผลให้หลายอาคารสูงในกรุงเทพมหานครรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งกระตุ้นให้มีการตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว

เขื่อนภูมิพลยืนยัน ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้าง

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นายทรงภูมิ พงษ์กสิเทวินท์ ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า แผนกบำรุงรักษาเขื่อนและอาคารโรงไฟฟ้า ได้ดำเนินการตรวจสอบภายในเขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่ปิงตอนล่าง และอาคารประกอบอื่นๆ อย่างละเอียด โดยไม่พบความผิดปกติหรือความเสียหายใด ๆ เลย

เขื่อนภูมิพลอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวไปประมาณ 258 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่ปลอดภัยมาก ทำให้สามารถยืนยันได้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงสร้างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนแม่ปิงตอนล่าง รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการ

สาเหตุเกิดจากรอยเลื่อนใต้ทะเลอันดามัน

จากข้อมูลที่ได้รับ การแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกายใต้ทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาปกติที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผ่นดินไหว

แม้ว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะมีขนาดค่อนข้างแรง และส่งผลถึงอาคารสูงในกรุงเทพฯ แต่ เขื่อนภูมิพลยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เนื่องจากการออกแบบโครงสร้างเขื่อนมีความแข็งแรงและมีการประเมินความเสี่ยงจากเหตุการณ์ธรรมชาติไว้อย่างรอบคอบตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง

  • แผ่นดินไหวขนาด 5.4 แมกนิจูด
  • จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเขื่อนภูมิพล 258 กม.
  • ไม่พบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างใด ๆ
  • สาเหตุเกิดจากรอยเลื่อนใต้ทะเลอันดามัน

รายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังระบุว่า ระบบตรวจวัดและการสื่อสารภายในเขื่อนยังคงทำงานได้อย่างปกติทุกระบบ ซึ่งเป็นหลักประกันว่า เขื่อนภูมิพลมีความมั่นคงและปลอดภัยอย่างสูง ก่อนและหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้

ในที่สุด เป็นความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าเขื่อนภูมิพลสามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย ประชาชนในพื้นที่สามารถมั่นใจได้ว่าโครงสร้างสำคัญของประเทศยังคงอยู่ในสภาวะดี และพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างเต็มที่

การประเมินและรายงานผลโดยเฉพาะครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันความมั่นคงของโครงสร้างเท่านั้น ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเขื่อนภูมิพลเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อความทนทานต่อภัยพิบัติได้อย่างยอดเยี่ยม

ที่มา – ‘เขื่อนภูมิพล’ ยืนยันเหตุแผ่นดินไหว ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคง

บิ๊กแรงงาน เอี่ยวรพ.เอกชนฝืนตรวจสุขภาพต่างด้าว 1.3 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่จังหวัดสมุทรสาคร นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.สาธารณสุข ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกรณีโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ฝืนตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ถึง 13,121 คน เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

บิ๊กแรงงาน เอี่ยวรพ.เอกชนฝืนตรวจสุขภาพต่างด้าว 1.3 หมื่นคน

จากข้อมูลที่ได้รับรายงานว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร คือโรงพยาบาล W medical ได้ดำเนินการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวให้กับ 4 สัญชาติ โดยไม่เป็นไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ทางกระทรวงฯ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานเพื่อดำเนินการดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาล

กระทำผิดกฎหมาย?

แม้โรงพยาบาลจะอยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นขอใบอนุญาต แต่การให้บริการก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตถือว่าผิดกฎหมายตามมาตรา 35 (4) ซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท การดำเนินการในครั้งนี้จึงถือว่าร้ายแรง และมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากโรงพยาบาลแห่งนี้มีการดำเนินการตรวจสุขภาพรายงานต่างด้าวมากถึง 13,121 คน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ส่งผลให้ใบตรวจสุขภาพจำนวนนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และกระทรวงสาธารณสุขต้องขยายผลการตรวจสอบไปยังบริษัทจัดหางาน หรือนายจ้างที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาความรับผิดชอบร่วมกัน

  • เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด
  • ตรวจสอบความถูกต้องของค่าใช้จ่าย 500 บาท/คน
  • ตรวจสอบว่ามีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

รมช.สาธารณสุข กล่าวอย่างชัดเจนว่า “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราดำเนินการเช่นนี้ แต่ครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นอย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคต่างประเทศแพร่เข้าสู่ประเทศไทยผ่านแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ”

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับสถานพยาบาลที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบเกี่ยวกับบิ๊กแรงงาน เอี่ยวรพ.เอกชนฝืนตรวจสุขภาพต่างด้าว 1.3 หมื่นคน เพื่อสร้างความโปร่งใส และรักษาความปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคม

ที่มา – บิ๊กแรงงาน เอี่ยวรพ.เอกชนฝืนตรวจสุขภาพต่างด้าว 1.3 หมื่นคน

ชบาแก้วเปิดสนามแพ้ออสซี่หวุดหวิดศึก16ปีอาเซียน

การแข่งขัน ฟุตบอลหญิงรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ชิงแชมป์อาเซียน 2025 เริ่มขึ้นแล้วที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา มีการแข่งขันในกลุ่ม C นัดแรก ระหว่าง ชบาแก้ว ทีมชาติไทย พบกับทีม ออสซี่ หรือทีมชาติออสเตรเลีย ที่สนามศรีเวดารี สเตเดียม การแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดฉากศึกที่คาดว่าจะดุเดือดและตื่นเต้น

ชบาแก้วเจาะสนามแพ้ออสซี่หวุดหวิดศึก16ปีอาเซียน

สำหรับ ชบาแก้ว ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เป็นทีมแชมป์เก่าและคว้าแชมป์มาแล้ว 3 สมัยซ้อนจากการจัดการแข่งขันมาทั้งหมด 4 ครั้ง ทำให้เป็นทีมที่มีประสบการณ์และฟอร์มการเล่นที่น่าจับตามอง ในขณะที่ ออสซี่ หรือทีมออสเตรเลียนั้น เป็นแชมป์เพียงสมัยเดียว ทำให้มีความพร้อมพอสมควร และสร้างความตื่นเต้นให้นักกีฬาและแฟนบอลได้ไม่น้อย

ผลการแข่งขันชบาแก้วพบออสซี่

ในครึ่งแรกของการแข่งขัน ออสซี่ สามารถออกนำไปก่อนได้ในนาทีที่ 17 จากจังหวะฟรีคิก จากนั้น เมฟ โจน นิโคลัส มีหน้าที่เป็นผู้ทำประตูเข้าสู่ประตูของทีมไทยได้สำเร็จ โดยการโหม่งบอลเข้าประตูอย่างแม่นยำ เป็นจังหวะที่กองหลังของทีมไทยยังหาทางป้องกันไม่ได้

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ในนาทีที่ 68 เวลาเริ่มเข้าใกล้จบทีมต้องเร่งทำประตูทีมไทยต้องพยายามดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อต้องการตีไข่แตก แต่กลับเกิดจังหวะโต้กลับของทีมออสซี่ และ คายา จูโกวิช เป็นผู้ทำประตูเพิ่มให้ทีมได้อีก 1 ลูก ทำให้สกอร์ขยับเป็น 2-0

ในช่วงท้ายเกมของนาทีที่ 88 ทีมไทยได้รับโอกาสทอง หลังจากที่ กวินธิดา กิขุนทด มีจังหวะที่ดี พาบอลไปให้ ณัฎฐธิดา ถิระผลิกะ ซึ่งใช้เท้าซ้ายจ่ายด้วยท่าทางมั่นใจ และได้ดวลบอลโค้งแรงเข้าประตูไปอย่างน่าพยศ แต่ก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ จบเกม ออสซี่ ชนะไทย 2-1 ทำให้เกมนี้ของทีมไทยถือว่าเป็นการเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้นในการแข่งขัน

สำหรับนัดต่อไปของทีมชาติไทย จะเผชิญหน้ากับทีมสิงคโปร์ ในวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 19.30 น. เป็นอีกหนึ่งเกมที่สำคัญมาก ในการเพิ่มโอกาสในการคว้าแชมป์กลุ่มที่น่าลุ้น

รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลหญิงรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปีชิงแชมป์อาเซียน

ในการแข่งขันครั้งนี้ จะแบ่งเป็นรอบแรกโดยแบ่ง 3 กลุ่มๆ ละ 3 ทีม โดยแชมป์ของ_GROUP และอันดับ 2 ที่ดีที่สุดจากทั้ง 3 กลุ่ม จะได้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ เพื่อชิงโอกาสเข้าสู่รอบสุดท้ายแห่งแชมป์อาเซียนในรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี โดยการแข่งขันในครั้งนี้ถือว่าเป็นเวทีที่สำคัญมากสำหรับนักกีฬาวัยเยาว์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ของการอบรม การพัฒนาทักษะรวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรม

  • นัดที่ 1: ออสซี่ ชนะ ชบาแก้ว 2-1
  • นัดที่ 2: ชบาแก้ว พบ สิงคโปร์ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 19.30 น.
  • จำนวนทีมผ่านเข้ารอบ: 6 ทีม (3 แชมป์กลุ่ม + 3 อันดับ 2 ที่ดีที่สุด)
  • ลำดับการเล่น: รอบแบ่งกลุ่ม > รอบรองชนะเลิศ > รอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ฟุตบอลหญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นหนึ่งในการผลักดันความมั่นคงและการพัฒนาความสามารถด้านกีฬาภายใต้หลัก DEMED (Development, Excellence, Motivation, Education และ Discipline)

ทีมไทยยังมีเวลาและความหวังอีกหลากหลายวงในการลุ้นคว้าแชมป์ในปีนี้ หากมีการเตรียมตัวและการฝึกซ้อมอย่างเต็มประสิทธิภาพ รับรองได้ว่าผลงานที่ปรากฏในครั้งนี้เป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เราพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม เราในฐานะแฟนบอลหรือผู้ติดตามการแข่งขันควรให้กำลังใจและสนับสนุนทีมชาติไทยอย่างเต็มแรง ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เพราะการเจริญเติบโตและความสำเร็จของทีมเรา ขึ้นอยู่กับทุกกำลังใจจากเรา

ที่มา – ‘ชบาแก้ว’ เปิดสนามแพ้ ‘ออสซี่’ หวุดหวิด ศึก 16 ปีอาเซียน