ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ จุดประกายการยกระดับการบริโภคในชนบทของจีน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทของจีน ซึ่งกำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีชีวิตและการบริโภค ที่เห็นชัดเจนคือการเพิ่มขึ้นของ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ จุดประกายการยกระดับการบริโภคในชนบทของจีน

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน พบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่อหัวของประชาชนในชนบทอยู่ที่ 9,733 หยวน หรือประมาณ 1,360 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.1% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการบริโภคที่รุ่งเรืองของประชากรในพื้นที่ชนบท

การเติบโตของตลาด เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ กลายเป็นผลักเคลื่อนหนึ่งในห่วงโซ่อุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ที่เคยห่างไกลจากเทคโนโลยี เพียงแค่ในช่วงครึ่งปีแรก คำสั่งซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ส่งไปยังพื้นที่ชนบทมีสัดส่วนกว่า 30% ถึงขึ้น 40% ในพื้นที่มณฑลเจ้อเจียง สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของประชาชนในชนบทที่ต้องการใช้ชีวิตทันสมัยและสะดวกสบายมากขึ้น

ตัวอย่างจากเมืองไห่หนิง

ในหมู่บ้านลู่วาน เมืองไห่หนิง การใช้ชีวิตประจำวันได้รับการอัปเกรดด้วยการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ อย่างกลมกลืน ตัวอย่างเช่น บ้านของฉู่เสว่เฟินที่ติดตั้งเครื่องใช้ไม้ใช้สอยอัจฉริยะมากกว่า 10 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น พัดลมอัจฉริยะ ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ เครื่องกรองน้ำ และม่านที่ควบคุมจากระยะไกล ทั้งหมดนี้ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

  • พัดลมอัจฉริยะ: ควบคุมอุณหภูมิห้องได้แบบอัตโนมัติ
  • ระบบล็อกประตู: เพิ่มความปลอดภัยในบ้าน
  • เครื่องกรองน้ำ: ให้น้ำดื่มสะอาดและปลอดภัย
  • ม่านอัจฉริยะ: ควบคุมแสงเข้าบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาและการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนในชนบทเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์และร้านค้าออนไลน์ ทำให้เกิดวงจรของเศรษฐกิจที่มีการหมุนเวียนภายในท้องถิ่นมากขึ้น

ที่สำคัญ แนวโน้มนี้ยังชี้ให้เห็นว่าความต้องการด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทเพิ่มสูงขึ้น กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้ค้าขายหันมาออกแบบและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนชนบทมากยิ่งขึ้น

การเพิ่มขึ้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในพื้นที่ชนบทของจีนถือเป็นหนึ่งในสัญญาณของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของการบริโภค เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ หากเทรดนี้ยังคงเติบโตต่อไปในอนาคต เราอาจได้เห็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจจากใจกลางของจีนที่ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ แต่รวมถึงพื้นที่ชนบทที่กำลังก้าวไปอย่างมั่นคง

หากคุณสนใจเทคโนโลยีอัจฉริยะที่กำลังเปลี่ยนโลกแห่งอนาคต ลองพิจารณาลงทุนในสินค้าอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของคุณเองเช่นกัน!

ที่มา – เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ จุดประกายการยกระดับการบริโภคในชนบทของจีน (คลิป)

กรวีร์ เย้ย ภูมิธรรม-เดชอิศม์ ไม่มีอำนาจเพิกถอนเขากระโดง

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 14.30 น. ณ รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ออกมาแถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับ กรมที่ดิน

กรวีร์ เย้ย ภูมิธรรม-เดชอิศม์ ไม่มีอำนาจเพิกถอนเขากระโดง

ประเด็นที่เกิดคำถามคือ เหตุใดแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมีคำสั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ว่า จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงทั้งหมดในวันที่ 2 สิงหาคม แต่เมื่อผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? กรวีร์ ชี้แจงว่า ที่ประชุมคิดว่า รัฐมนตรีและรองรัฐมนตรีอย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย และ เดชอิศม์ ขาวทอง ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเพิกถอนสิทธิ์ที่ดินของประชาชน

กฎหมายไม่อนุญาตให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์โดยพลการ

จากการสอบถามในที่ประชุม ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่า รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีอำนาจในการสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของประชาชน ซึ่งพื้นที่เขากระโดงครอบคลุมมากกว่า 5,000 ไร่ และเกี่ยวข้องกับประชาชนเกือบ 1,000 คน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังถามถึงเรื่องที่ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า การรถไฟเป็นผู้ถือครองที่ดินในคดี 30 กว่าราย แต่พื้นที่อีก 5,000 กว่าไร่ กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ เพราะศาลระบุว่าคำตัดสินดังกล่าวมีผลเพียงในคดีที่วินิพากษ์แล้วเท่านั้น

รฟท.ต้องไปฟ้องศาลปกครองเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และความสูญเสียของประชาชน

ทาง การรถไฟ แจ้งว่าหากจะฟ้องคืนที่ดินทีละแปลง จะต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงมาก จึงเลือกฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งให้ กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยศาลปกครองรับฟ้องแค่ 2 ประเด็นหลักๆ จากทั้งหมด 4 ประเด็นที่รฟท.ฟ้อง

  • เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่สั่งยุติคดีตามมาตรา 61
  • เพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม ศาล ไม่รับฟ้องประเด็นที่จะให้กรมที่ดินเพิกถอนพื้นที่ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าหากดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าว จะกระทบกับสิทธิของประชาชนที่ได้รับโฉนดมาอย่างชอบธรรม

กรวีร์ ย้ำต้องยึดถือกฎหมายเป็นสำคัญ

นายกรวีร์ย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญกับ ข้อกฎหมาย เป็นหลัก ไม่ใช่คำสั่งทางการเมือง และหากมีตัดสินว่าที่ดินแปลงใดที่ดินแปลงหนึ่งเป็นของการรถไฟจริง ประชาชนก็ควรได้รับ ความยุติธรรมและสิทธิในการชดเชย

บทสรุป: ประเด็นเขากระโดงสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ กฎหมาย และผลประโยชน์ของประชาชน การดำเนินการครั้งนี้จึงต้องคำนึงถึงกฎหมาย และความเป็นธรรมมากกว่าการตัดสินใจเชิงสภาพแวดล้อมทางการเมือง

ที่มา – ‘กรวีร์’ เย้ย’ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ผ่านมาเกือบเดือน ยังไม่เพิกถอนเขากระโดง เหตุไม่มีอำนาจสั่งการ!!

งงทั้งห้องประชุม! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน MOU 43-44

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภาได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจากการพิจารณากระทู้ถามสดและกระทู้ถามทั่วไปเสร็จสิ้น จึงเข้าสู่วาระการพิจารณารับทราบรายงานประจำปี 2567 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ทว่าก่อนที่จะเข้าสู่วาระถัดไป กลับมีความเคลื่อนไหวที่สร้างความไม่เข้าใจในห้องประชุม เนื่องจากวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะประชุมลับเพื่อพิจารณาญัตติด่วน เรื่องการพิจารณาข้อตกลง MOU 43 และ 44 ของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ให้ส่งเรื่องไปยัง กมธ.สามัญดำเนินการแทน

งงทั้งห้องประชุม! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน MOU 43-44

แต่เมื่อวาระการรับทราบรายงานสิ้นสุดลงแล้ว นายไชยากลับประกาศปิดประชุมอย่างกะทันหันในเวลา 15.00 น. โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลจากวิปทั้งสองฝ่ายว่าตกลงกันแล้วว่าจะไม่ประชุมต่อ ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนอย่างมากในห้องประชุม เนื่องจากไม่มีใครรับรู้ถึงข้อตกลงดังกล่าวโจทย์

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ชัดเจนว่าไม่ได้ให้สัญญาณปิดประชุมแต่อย่างใด และสื่อว่าเรื่องดังกล่าวอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิดในการประสานงาน ซึ่งนำไปสู่การคาดเคลื่อนที่ไม่ควรมี โดยยืนยันว่าตนเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการตามมติร่วมของวิปทั้งสองฝ่ายต่อไป

ความขัดแย้งในประเด็นที่คาดไม่ถึง

ขณะที่นายไชยา พรหมา ยืนยันว่าการกระทำของเขาเพื่อป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น โดยระบุว่า วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าหากเสร็จสิ้นวาระที่กำหนดแล้ว ให้ปิดประชุมในทันที ซึ่งเขาดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวโดยไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นแต่อย่างใด

  • ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2568
  • มีการตกลงร่วมของวิป 2 ฝ่ายก่อนหน้านี้
  • วาระพิจารณา MOU 43 และ 44 ต้องระบุชัดเจน
  • การตัดสินใจหักล้างความเข้าใจร่วมของทุกฝ่าย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายฝ่ายประหลาดใจ แต่ยังเป็นจุดสะท้อนถึงกระบวนการสื่อสารภายในองค์กรทางการเมืองที่ควรได้รับการทบทวน กรณีนี้อาจมีบทเรียนที่สำคัญสำหรับผู้นำในสภาในการจัดการการประชุมในอนาคต

เหตุการณ์ ‘งงทั้งห้องประชุม! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน MOU 43-44’ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเฉพาะบุคคล แต่สะท้อนถึงโครงสร้างความสัมพันธ์และกระบวนการตัดสินใจในสภาฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ การประสานงานภายในวิปและการสื่อสารอย่างโปร่งใสกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐสภาต้องทำงานหนักเพื่อดำเนินนโยบายสาธารณะสำคัญ

หากต้องการความชัดเจนมากขึ้น คงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลภายในองค์ประชุมเพิ่มเติม ว่ามีการสื่อสารที่สับสนจริงหรือไม่ และแนวทางป้องกันในอนาคตควรทำอย่างไร จึงจะไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงปัญญาแบบนี้อีก

ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่เพจของเรา

ที่มา – งงทั้งห้องประชุม! ‘ไชยา’สั่งปิดประชุมหนีญัตติด่วน MOU 43-44 อ้างมติวิป2ฝ่าย

จำจนวันตาย! สาวเล่าประสบการณ์ใช้บริการไรเดอร์

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แฟนเพจ “Survive – สายไหมต้องรอด” ได้เผยเรื่องราวประสบการณ์เลวร้ายของสาวรายหนึ่ง หลังใช้บริการไรเดอร์จากอ่อนนุชไปส่งที่สุขุมวิท 13 โดยหญิงสาวรายนี้ออกมาบอกว่า ไรเดอร์ขับรถเร็วมาก ไม่สนใจสัญญาณไฟแดง และยังมีพฤติกรรมประชดประชันหลังจากถูกเตือน

หลังใช้บริการไรเดอร์และพบเหตุการณ์ขับรถอย่างไม่ปลอดภัย ทำให้หญิงสาวกลัวและกังวลมาก เพราะรายละเอียดที่เล่าออกมา ถือเป็นประสบการณ์ที่หวาดเสียวจน “จำจนวันตาย” จริง ๆ

จำจนวันตาย! สาวเล่าประสบการณ์ใช้บริการไรเดอร์

จากเรื่องราวที่แฟนเพจ “Survive – สายไหมต้องรอด” แชร์ให้เห็น มีข้อความจากหญิงสาวว่า “เรียกรถจักรยานยนต์จากอ่อนนุชมาส่งสุขุมวิท 13 คนขับขี่รวดเร็วมาก ผ่านไฟแดงเกือบทุกจุดที่เจอ ตอนแรกเราก็เพียงแค่เตือนว่าขับช้า ๆ ก็ได้ เพราะเรามองว่าอันตราย แต่คนขับกลับแสดงท่าทียิ่งขับเร็วเป็นการประชดแทน”

เกือบโดนชน! ไรเดอร์แสดงท่าทีโจมตี

ภายหลังจากถึงที่หมาย หญิงสาวบอกว่าไรเดอร์ยังมีพฤติกรรมไม่สงบ “พอมาถึงจุดส่ง ก็บิดรถไปเลย ตอนเราก็บอกว่าขี่เลยแล้ว แต่คนขับกลับโวยวายและพูดจาหยาบคาย ถ้ารีบทำรอบก็ไม่ต้องมาเอาได้แบบนี้ แล้วเมื่อเราโอนเงินเรียบร้อย คนขับก็ขับรถพุ่งมาใกล้จะชนเลย พร้อมกับด่าทอและเหมือนจะลงรถมาทำร้ายจริงๆ”

โชคดีที่มีผู้คนอยู่ในบริเวณนั้นมาก ทำให้ไรเดอร์รีบขับหนีไป หญิงสาวบอกว่ามีคนถ่ายคลิปไว้บางส่วน และจะไปขอดูกล้องวงจรปิดช่วงที่เกิดเหตุเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า “เรารู้สึกว่ามันอันตรายมากจริง ๆ ไม่ใช่แค่ขับเร็ว แต่จนเกือบเสียชีวิตจากการใช้บริการไรเดอร์คนนี้”

วอนเจ้าหน้าที่จัดการไรเดอร์อย่างเด็ดขาด

หญิงสาวที่ประสบเหตุไปเองได้ฝากเรื่องผ่านแฟนเพจว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างจริงจัง “เราอยากให้ พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรลุมพินี ช่วยเรียกตัวคนขับมาสอบสวนเพราะถือว่าเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง หากพบว่าผิดก็ขอให้ดำเนินคดีทุกข้อหาให้หนัก เพราะหน้าที่คือการพาผู้โดยสารไปถึงปลอดภัย ไม่ใช่สร้างความอันตรายหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม”

จากประสบการณ์ที่เล่าออกมา เราเห็นว่าการใช้บริการไรเดอร์ที่มีพฤติกรรมอันตราย เป็นความเสี่ยงที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราควรเริ่มจากการเลือกใช้แค่บริษัทที่มีระบบตรวจสอบและคัดกรองคนขับอย่างจริงจัง และหากพบเหตุการณ์เช่นนี้ ควรรายงานต่อเจ้าหน้าที่ทันที

คุณคิดอย่างไรกับประสบการณ์ของผู้หญิงสาวคนนี้? คุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายกันมั้ย? อย่าเงียบ บอกเล่าให้ทุกคนรู้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – จำจนวันตาย! สาวเล่าประสบการณ์ ใช้บริการไรเดอร์ วอนเจ้าหน้าที่จัดการเด็ดขาด!

โฉนดต้นยาง ลดฝุ่น PM2.5 และภัยสุขภาพ

ปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน การเผาป่า การเผาตอซังข้าวโพด และการเผาเศษซากพืชหลังเก็บเกี่ยว ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ปล่อยอนุภาคขนาดเล็กและก๊าซเรือนกระจกลงสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ การออก โฉนดต้นยาง จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โฉนดต้นยาง คืออะไร?

โฉนดต้นยางไม่ใช่แค่เอกสารแสดงสิทธิ์ในเชิงกฎหมาย แต่เป็นระบบนิเวศน์ดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี QR Code เพื่อบันทึกข้อมูลรายละเอียดของต้นยาง ตั้งแต่จำนวนต้น ตำแหน่งที่ตั้ง อายุ และผลผลิต ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน

โฉนดต้นยางกับการลดฝุ่น PM2.5

การมี โฉนดต้นยาง เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกยางพาราในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผา แทนที่จะเผาตอซังเพื่อเตรียมพื้นที่ใหม่ ช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสวนยางยังช่วยดูดซับคาร์บอน ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

  • ลดการเผาในพื้นที่เกษตร
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียว
  • ช่วยดูดซับคาร์บอน
  • ควบคุมจำนวนต้นยางอย่างแม่นยำ

กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของระบบนี้คือเกษตรกรในพื้นที่ “เขาหัวโล้น” ที่มีแนวโน้มสูงในการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ เมื่อมีการส่งเสริมให้ “เปลี่ยนการเผาเป็นการปลูก” ผ่านการออก โฉนดต้นยาง จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างรายได้ยั่งยืนจากผลผลิตยางพารา ทั้งยังรองรับการนำไปขายในรูปแบบของคาร์บอนเครดิต

ข้อมูลจากโฉนดต้นยางสามารถสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากล โดยระบุจำนวนต้นยางได้แม่นยำถึงรายไร่ รายแปลง ส่งผลให้สามารถวัดการดูดซับคาร์บอนได้อย่างชัดเจน เป็นแนวทางสำคัญในการเปิดตลาดการค้าโลกและเจรจาการค้าสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในอนาคต โฉนดต้นยาง จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งในระดับท้องถิ่นและโลก โดยพร้อมสร้างโอกาสในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจากต้นยางต้นเดียว

ถ้าคุณเป็นเกษตรกร หรือมีที่ดินที่เหมาะกับการปลูกยาง ควรเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการขอรับโฉนดต้นยางเพื่อประโยชน์ในระยะยาว

ที่มา – โฉนดต้นยาง ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ภัยคุกคามสุขภาพ

‘สำนักพุทธฯ’ ชี้ ‘หลวงพ่ออลงกต’ หลุดจาก ‘ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3’

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า หลวงพ่ออลงกต หรือ พระอาจารย์อลงกต ติกฺขปัญโญ ได้ถูกตัดสถานะจากตำแหน่งสำคัญอีกหนึ่งตำแหน่ง หลังจากลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ นั่นคือ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ในสายงานบริหารด้านพระธรรมและวินัยของคณะสงฆ์ในภาค 3

‘สำนักพุทธฯ’ ชี้ ‘หลวงพ่ออลงกต’ หลุดจาก ‘ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3’

นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสถานะทางศาสนาของหลวงพ่ออลงกต ภายหลังที่ได้มีการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ปรากฏว่าตำแหน่ง ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจและหน้าที่ร่วมกับเจ้าคณะภาค ก็ต้องหลุดตามไปด้วย เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มอบให้กับผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในคณะสงฆ์เท่านั้น

วุฒิการศึกษาของหลวงพ่ออลงกต

นอกจากนี้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังกล่าวอีกว่า การตรวจสอบข้อมูลวุฒิการศึกษาของหลวงพ่ออลงกตนั้น ต้องดำเนินการผ่านทางคณะสงฆ์เป็นหลัก เนื่องจากเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติการเสนอขอสมณศักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่ออลงกตได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระราชาคณะชั้นราชมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ทำให้การตรวจสอบแย้งข้อมูลในอดีตมีความยากลำบาก

แม้ขณะนี้จะมีประเด็นเรื่อง学历ในประวัติการเสนอสมณศักดิ์ แต่พศ. ยืนยันว่า เอกสารดังกล่าวไม่ได้มีการส่งผ่านจากสำนักงานพระพุทธศาสนา แต่จัดทำโดยทางพระภิบาลและคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่างๆ ได้อยู่ในระหว่างการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผู้ที่ติดตามเหตุการณ์มาร่วม 10 ปี อาจไม่แปลกใจ เพราะหลวงพ่ออลงกต ถือเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงกว้าง ทั้งด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การทำบุญบารมี และการจัดแคมเปญสังคมผ่านการถ่ายทอดธรรมด้วยคาถาพิเศษเหนือโลกจนได้รับการติดตามจากชนชั้นต่างๆ

ทั้งนี้สถานะปัจจุบันของหลวงพ่ออลงกต หลังออกมาจากวัดพระบาทน้ำพุอย่างเป็นทางการ คือ ในฐานะ พระลูกวัด ซึ่งไม่มีตำแหน่งทางบริหารหรือตำแหน่งพิเศษใดๆ กับคณะสงฆ์ และไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษที่เคยมีมาก่อนได้อีกต่อไป

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนของกฏเกณฑ์ภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทำให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสทบทวนความโปร่งใสของข้อมูลทางศาสนาและความจริงในขั้นตอนการดำรงตำแหน่งของพระในระบอบคณะสงฆ์ไทย

หากคุณมีความเห็นหรือติดตามประเด็นนี้สามารถแสดงความคิดเห็นได้ หรือหากพบข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ สามารถช่วยเผยแพร่เพื่อให้สังคมได้เข้าใจและติดตามเหตุการณ์นี้กันอย่างรอบด้านมากขึ้น

ที่มา – ‘สำนักพุทธฯ’ ชี้ ‘หลวงพ่ออลงกต’ หลุดจาก ‘ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3’ อีกตำแหน่ง

สี จิ้นผิง เยือนทิเบต พบปะตัวแทนทั่วภูมิภาค เร่งสร้างความทันสมัยแบบจีน

ล่าสุด ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้เดินทางไปยังนครลาซา เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งเขตปกครองตนเองทิเบต พร้อมทั้งพบปะกับตัวแทนจากทั่วทิเบต ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ในการเปิดโอกาสแลกเปลี่ยนและกระตุ้นให้ภูมิภาคนี้ก้าวทันสมัยในแบบจีนอย่างเต็มตัว

สี จิ้นผิง เยือนทิเบต พบปะตัวแทนทั่วภูมิภาค เร่งสร้างความทันสมัยแบบจีน

แม้ภูมิภาคทิเบตจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงจากระดับน้ำทะเลและมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ท้าทาย แต่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ความพยายามในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็นที่ประจักษ์ ในการชี้นำของ สี จิ้นผิง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงทางการทหาร ซึ่งแนวคิดการพัฒนาในรูปแบบใหม่ตามแบบจีนก็เริ่มแพร่หลายผ่านภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมพบปะกับบุคคลสำคัญทั่วทิเบต

ในโอกาสนี้ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางได้ส่งต่อคำทักทาย ถึงประชาชนชาวทิเบตทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ทหาร พลเมืองต้นแบบ รวมถึงผู้มีบทบาทในวงการศาสนาที่มีความรักชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นหนึ่งของชาติ

ภาพบรรยากาศในระหว่างการพบปะแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน โดย สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของทิเบตในการยึดมั่นเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค เพื่อประสบการณ์การพัฒนาในระยะยาวที่เน้น “ความทันสมัยแบบจีน”

  • การส่งเสริมเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ
  • การอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่น
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • การเสริมสร้างความมั่นคงทางการทหารและสังคม

การเยือนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อ “การสร้างความทันสมัยแบบจีน” ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของจีน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยหรือเขตรับผลกระทบจากภูมิศาสตร์

การขับเคลื่อนตามแบบอย่างนี้ ไม่เพียงแต่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเป็นหนึ่งของชาติภายใต้แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งทุกภาคส่วนต้องมาร่วมมือกันในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาของประเทศจีน ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจากผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง และการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “สี จิ้นผิง” พบปะตัวแทนจากทั่วทิเบต กระตุ้นสร้างความทันสมัยแบบจีน

ม.กาฬสินธุ์ เปิดวิสัยทัศน์มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและสากล

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จัดกิจกรรมสัมมนาเครือข่ายสื่อมวลชน ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการพัฒนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดยมีตัวแทนสื่อมวลชน นักข่าว และคณะกรรมการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ม.กาฬสินธุ์ เปิดวิสัยทัศน์มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและสากล

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณ สุดสนธิ์ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ KSU NEXT ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการเพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับมหาวิทยาลัยสู่มาตรฐานสากล

เป้าหมาย 4 ปีของ ม.กาฬสินธุ์

ภายใต้วิสัยทัศน์ KSU NEXT : Maximizing University มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์วางกลยุทธ์สำคัญในระยะ 4 ปี (2568–2571) โดยมีประเด็นเร่งด่วน 4 ด้าน ได้แก่:

  • ยกระดับคุณภาพการศึกษา และหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและแรงงาน
  • ขยายงานวิจัยและบริการวิชาการ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและเศรษฐกิจ
  • อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมพัฒนาแหล่งรายได้ใหม่
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจสมัยใหม่

นอกจากนี้ ยังมี โครงการ Quick Wins ที่เห็นผลเร็ว เช่น การจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ โรงเรียนสาธิต และอุทยานวิทยาศาสตร์เพื่อนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Science & Innovation Park for Smart Agriculture) ที่จะส่งเสริมทั้งการเรียนรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติ

พร้อมสู่ความยั่งยืนในระดับนานาชาติ

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ยังเน้นการร่วมมือทั้งในระดับท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม และต่างประเทศ อีกทั้งตั้งเป้าเผยแพร่ผลงานวิจัยใช้ประโยชน์จริงกว่า 20 โครงการต่อปี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมกาฬสินธุ์สู่ความยั่งยืน พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรและสร้างโอกาสในการจ้างงานที่ทันสมัยแก่นิสิตนักศึกษาทุกคน

ดร.สิทธิพงษ์ โทไข่ษร (หมอลำวีระพงษ์ วงศ์ศิลป์) กล่าวเสริมว่า ความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมในบทบาทในการสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนรุ่นใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของมหาวิทยาลัย ทำให้เชื่อมั่นว่า ม.กาฬสินธุ์ พร้อมเป็นสถาบันการศึกษาที่ก้าวทันโลกและมีคุณภาพ

“เราต้องการให้นักศึกษาจบแล้วมีงานทำ มีชีวิตที่ดี และมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง” รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณ กล่าวปิดท้าย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ที่กิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” พร้อมกับ “การประกวดวงดนตรีลูกทุ่งแห่งประเทศไทย ลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ครั้งที่ 5” และงานเกษตรแฟร์ กาฬสินธุ์ ครั้งที่ 4 ที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้!

ที่มา – ม.กาฬสินธุ์ เปิดวิสัยทัศน์มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและสากล

Pet Expo ปีนี้คนแห่รวมงาน 8 หมื่นคน เงินสะพัด 78 ล้าน

งาน Pet Expo Championship 2025 กลับมาสร้างกระแสแรงเกินคาดอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่พุ่งสูงถึงกว่า 80,000 คน ทำให้เงินสะพัดภายในงานมากกว่า 78 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง

Pet Expo สะท้อนความนิยมของตลาดสัตว์เลี้ยงไทย

นายสุรพล อุทินทุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้จัดงาน Pet Expo Championship 2025 เปิดเผยว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยมีมูลค่าสูงถึง 92,000 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 13.2% จากปีที่แล้ว ภายใต้ปรากฏการณ์ “Pet Humanization” ที่คนมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว ทำให้ Pet Expo เป็นเวทีรวมพลคนรักสัตว์และเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง

หลายโซนสร้างความน่าสนใจ

งาน Pet Expo ปีนี้ยังจัดโซนที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์ เช่น โซน Exotic Pet Land ที่แสดงตัวสัตว์หายาก เช่น กระต่ายสายพันธุ์มาตรฐาน หนูเกวี แฮมเตอร์ และชินชิลลา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสุดน่ารักอย่างการแข่งขันกีฬาสัตว์เลี้ยง การประกวดสายพันธุ์ และการแสดงของเหล่า “แมวเหมียว” ที่จัดเต็มความน่ารัก ในงานยังได้ร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ชื่อดังอย่าง Me-O Gold x Billkin และ Thonglorpet x Benz Atthanin ที่มาเสริมพลังจรรโลงใจกว่าที่เคย

ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่สัตวแพทย์ชั้นนำอย่างโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อยังมาร่วมงาน โดยรายงานผลว่ายอดขายและการตอบรับจากลูกค้าดีมาก โดยเฉพาะแพ็กเกจโปรโมชันสินค้าและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรคให้สัตว์เลี้ยง ทำให้การ chăm sócเพื่อนสี่ขามีคุณภาพสูงสุด

  • โซน Exotic Pet Land
  • การประกวดสายพันธุ์สัตว์เลี้ยง
  • เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสัตวแพทย์
  • โปรโมชันจากแบรนด์ชั้นนำ

Pet Expo ไม่ใช่งานแสดงสินค้าธรรมดา แต่เป็นมหกรรมที่รวมทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่อาหาร เครื่องใช้ ของเล่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เวชภัณฑ์ ไปจนถึงบริการทางการแพทย์และนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับสัตว์เลี้ยง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มองสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่ “เพื่อนเล่น” แต่เป็น “สมาชิกในครอบครัว” ที่พร้อมดูแลอย่างดีที่สุด

믿อิมลิฟว์ของแวดวงศัตว์เลี้ยงในไทยจะยังคงขยายตัวต่อ เพื่อตอกย้ำว่า Thailand is the New Asia Pet Market Hub และจากความสำเร็จของงาน Pet Expo ครั้งนี้ ทางผู้จัดงานได้เตรียมงานใหม่ Cat Expo Thailand 2025 ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคมนี้ ณ Hall 6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นงานเฉพาะสายเมี๊ยวที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ใครที่พลาดงาน Pet Expo ปีนี้ที่ตอบรับสุดล้น อย่าพลาดงาน Cat Expo ที่จะพากับความอรรถรสด้านแมวแบบจัดเต็มอีกครั้ง

ที่มา – ‘Pet Expo’ ปีนี้กระแสแรงเกินคาด คนแห่รวมงาน 8 หมื่นคน

ดีใจน้ำตาไหล! ปิดตำนานก่อสร้าง”ถนนพระราม2” ได้แล้ว 10 กม.

ผู้คนต่างตื่นเต้นและดีใจน้ำตาไหล เมื่อรับทราบข่าวดีว่า การก่อสร้างถนนพระราม 2 มอเตอร์เวย์ M82 ระยะทาง 10 กิโลเมตร ในเฟสแรกได้สร้างเสร็จแล้ว เตรียมเปิดใช้งานอย่างไม่เป็นทางการในเดือนกันยายน 2568 นี้

โครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 มอเตอร์เวย์ M82 เฟสแรก

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 บนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมอเตอร์เวย์ M82 เฟสแรก ช่วงจากทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน ถึง เอกชัย มีระยะทางรวม 10.564 กิโลเมตร ความกว้าง 6 ช่องจราจร โดยมีจุดขึ้น-ลง ได้แก่ ด่านฯ พันท้ายนรสิงห์ และด่านฯ มหาชัย 1

ทั้งนี้ การก่อสร้างโครงการฯ แบ่งสัญญาออกเป็น 3 ส่วน และก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งเป็นความสำเร็จสำคัญหลังจากที่ประชาชนต้องทนกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดมายาวนานหลายปี และยังมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าเดือนหน้าจะสามารถเปิดใช้งานได้แล้ว

เปิดเดือนกันยายนนี้อย่างไม่เป็นทางการ

จากข้อมูลที่ได้รับการยืนยันเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการถนนพระราม 2 เฟส 1 จะเริ่มให้บริการผ่านทางฟรีในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งจะช่วยลดความแออัดและเวลาเดินทางระหว่างเขตบางขุนเทียนถึงอ.เมือง จ.สมุทรสาครอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเชื่อมต่อทางด่วนจากพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนตะวันตก ของ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ เนื่องจากโครงการทางเชื่อมยังไม่เสร็จสมบูรณ์

การขยายเฟส 2 และปัญหาเดิมที่ยังไม่จบ

ทั้งนี้ เฟส 2 ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว มีระยะทางรวม 16.4 กิโลเมตร แบ่งเป็น 10 สัญญา และขณะนี้มีความคืบหน้าที่ 83.43% แต่ยังไม่ได้ระบุวันเปิดเดินหน้าก่อสร้างจนเสร็จอย่างชัดเจน

นายสุริยะ จึงรุ่งรองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เคยประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ทุกโครงการบนถนนพระราม 2 จะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2568 เพื่อปิดตำนานการก่อสร้างถนน 7 ชั่วโคตร ซึ่งเป็นหายนะของคนใช้ถนน

แต่ในความเป็นจริง การก่อสร้างยังไม่ทันตามเป้าหมาย และโครงการบางส่วนยังคงดำเนินต่อ เช่น การขยายช่องทางขนาน และมอเตอร์เวย์จากบ้านแพ้วไปแยกวังมะนาว ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการทบทวนแผนงานอยู่ โดย กรมทางหลวง ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อศึกษาใหม่อีกครั้งด้วยงบประมาณ 39.4 ล้านบาท ทั้งที่เคยศึกษาเรียบร้อยแล้ว

โครงการนี้ไม่เพียงแค่ความหวังในการคลายปัญหาการจราจร แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและความตั้งใจของรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

ถ้าเป็นอย่างที่วางแผนไว้จริง เราจะได้เห็นการปิดตำนานก่อสร้างถนนพระราม 2 อย่างสมบูรณ์ในอีกไม่ช้า ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ในการพัฒนาระบบขนส่งในระบบทุกมิติ เพื่อให้ “ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวก สบาย และปลอดภัย”

ติดตามข่าวสารความคืบหน้าได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดรายละเอียดในอนาคต

ที่มา – ดีใจน้ำตาไหล! ปิดตำนานก่อสร้าง”ถนนพระราม2” ได้แล้ว 10กม. มอเตอร์เวย์M82เฟสแรกสร้างเสร็จเปิดเดือนหน้า