ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” ปิดตัวแล้ว

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ Capitol Hill & Friends ซึ่งเชื่อว่าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวของ “ไมเคิล อัลฟาโร” หรือที่อ้างตำแหน่งว่านักข่าวและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา ได้ปิดตัวลงอย่างไม่เป็นทางการ โดยประชาชนไม่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บได้อีกต่อไป

การปิดเว็บไซต์นี้เกิดขึ้นหลังจากหลายสื่อได้รายงานข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมในวงการการเมืองของ ไมเคิล อัลฟาโร จนทำให้เขาได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง โดยก่อนที่เว็บไซต์จะถูกปิด มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานในด้านการล็อบบี้ การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย และกิจกรรมด้านสังคมของผู้บริหารรายนี้ไว้อย่างกว้างขวาง

เว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” ปิดตัวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ข่าวลือเกี่ยวกับบทบาทของเขาในหลายเหตุการณ์ทางการเมืองถูกเปิดเผยออกมามากมาย ส่งผลให้เกิดแรงกดดันและความสงสัยจากสาธารณะ ทำให้วันนี้เว็บไซต์ที่เคยเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานของเขานั้นไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป

สาเหตุการปิดเว็บยังไม่ชัดเจน

แม้จะมีการคาดเดาว่าการปิดเว็บครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระแสข่าวที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากทางตัว ไมเคิล อัลฟาโร เอง จึงทำให้หลายคนยังคงสงสัยว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการปิดเว็บไซต์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าก่อนที่จะมีการปิดเว็บ ไมเคิล อัลฟาโร เคยเดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะไปยังจุดชายแดนที่จังหวัดสระแก้ว บริเวณที่มีการติดตั้งลวดหนามเพื่อป้องกันการเข้ามาของชาวบ้านกัมพูชา พร้อมทั้งทำการไลฟ์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยโจมตีการจัดการของฝ่ายไทยในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภายหลังถูกเพจ Drama-addict เปิดโปงว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับรัฐบาลสหรัฐ และเป็นเพียง “ล็อบบี้ยิสท์” ทั่วไปเท่านั้น

  • เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองของคนสำคัญ
  • มีการตรวจสอบจากสื่อหลายแห่งหลังมีพฤติกรรมแปลกปลอม
  • เว็บปิดพร้อมกับคลื่นกระแสข่าวเกี่ยวกับบุคคลนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลและความโปร่งใสในการทำงาน เช่นเดียวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบข้อมูลเท็จ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของบุคคลหรือเว็บไซต์

ข้อคิด: โลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถสร้างอิทธิพลได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ อาจเกิดความเข้าใจผิดที่นำไปสู่ปัญหาได้

ที่มา – เว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” ปิดตัวแล้ว เผยยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

จ่ายิมล่าจ่าฝูงเดือดลุ้นแชมป์วินด์เซิร์ฟโลก

การแข่งขันวินด์เซิร์ฟ “เวิลด์แชมเปี้ยนชิพส์” ประเภทเทคโน 293 พลัส รุ่นทั่วไป ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-23 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศเวลส์ ประเทศสหราชอาณาจักร ถือเป็นเวทีระดับโลกที่นักวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทยจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยทางสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทยได้ส่ง “จ่ายิม” จ่าเอกนาวิน สิงสาท นักกีฬารุ่นแนวหน้าของเมืองไทย ไปร่วมชิงชัยในครั้งนี้ ซึ่งเขาถือเป็นความหวังในการล่าเหรียญทองจากการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะจัดขึ้นช่วงปลายปีนี้

จ่ายิมล่าจ่าฝูงเดือดลุ้นแชมป์วินด์เซิร์ฟโลก

จากข้อมูลที่ได้รับ หลังจากการแข่งขันผ่านพ้นไปแล้ว 3 วัน หรือรวม 9 เรซ “จ่ายิม” ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจเมื่อสามารถสะสมแต้มเสียเพียง 35 แต้มเท่านั้น โดยในตอนนี้เขารั้งอันดับที่ 2 ของทั้งสนาม ทว่าจ่าฝูงดันเป็น “ไดโกะ โคมัตสึ” จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีแต้มเสียแค่เพียง 27 แต้ม ส่วนอันดับ 3 เป็น “ยูโตะ เอโอกิ” จากญี่ปุ่นเช่นกัน ที่มีแต้มเสียมากถึง 47 แต้ม

พัฒนาฯ เผยวางแผนตั้งแต่ต้น

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมของทีมนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ “จ่ายิม” ทำงานได้อย่างตั้งใจ และตั้งเป้าหมายไว้สูง โดยอากาศในช่วงการแข่งขันในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างหนาวเย็นโดยมีอุณหภูมิประมาณ 12-18 องศาเซลเซียส รวมถึงยังมีฝนตกบางวัน ส่วนแรงลมมีลักษณะกระปรี้กระเปร่า สลับกับช่วงเวลาที่ลมพัดเบา

“เราได้เน้นย้ำให้นักกีฬาตั้งเป้า รักษาความมั่นใจในตัวเอง และเล่นตามแผนที่ฝึกซ้อมมาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ“จ่ายิม” ที่แสดงฟอร์มได้ดีมากก่อนเข้าสู่ 3 วันสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งยังเหลืออีก 6 เรซ ผมเชื่อว่าในความฝันของนักกีฬาไทยทุกคนมีความตั้งใจสูงสุดคือการเป็นแชมป์โลกคนแรกของชาติไทย และตอนนี้เรามั่นใจว่ามันเป็นไปได้” พ่อหนุ่มกล่าว

ความคาดหวังของชาวไทยทั้งประเทศต่างจับตามองการเคลื่อนไหวของ “จ่ายิม” เพราะหากเขาสามารถคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้ ก็จะเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกวินด์เซิร์ฟระดับเทคโน 293 พลัส ประเภททั่วไป

เป็นเส้นทางที่ภูมิใจในการเดินทางของนักกีฬาอีกคนหนึ่ง ซึ่งนอกจากการฝึกฝนอย่างเต็มที่แล้ว นักวินด์เซิร์ฟยังต้องอาศัยทักษะการอ่านลม อ่านคลื่น และการควบคุมสมดุลของร่างกาย กาแฟก็เป็นพันธมิตรในตอนเช้า ถ้าหากคุณติดตามความเคลื่อนไหวของ “จ่ายิม” แล้วอยากติดตามเรื่องราวไม่พลาด อย่าลืมหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และให้กำลังใจผ่านหน้าจอของคุณด้วยนะครับ

ที่มา – ‘จ่ายิม’ ล่าจ่าฝูงเดือด! ลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ ‘แชมป์วินด์เซิร์ฟโลก’

ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

การปราบปรามยาเสพติดในประเทศไทยได้ผลสำเร็จอีกครั้งจากการร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามที่นำเอ็กซ์ตาซีและอุปกรณ์อัดเม็ดเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานเพื่อแอบส่งต่อไปประเทศอื่นและจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว

ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับฝ่ายข่าวศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก กรมศุลกากร และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดชาวเวียดนาม

ตามรายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้มีการประชุมความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติดระหว่างไทย-เวียดนาม ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดชาวเวียดนามที่กวาดล้างหนักภายในประเทศ จึงมีแนวโน้มจะใช้ไทยเป็นจุดเชื่อมต่อหรือฐานในการผลิตและค้ายา

การดำเนินการสืบสวนจับตาพฤติกรรม

จากการติดตามกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการจับกุม โดยวันที่ 15 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตรวจยึดคีตามีน 5,200 กรัมจากพัสดุระหว่างประเทศที่มาจากเนเธอร์แลนด์ โดยซุกซ่อนในถุงของขวัญ หลังจากนั้นได้ขยายผลไปยังผู้รับพัสดุ

พอถึงวันที่ 18 ส.ค. เจ้าหน้าที่เริ่มเฝ้าสังเกตบริเวณคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าลาดพร้าว พบชายชาวเวียดนาม 2 คน ขับรถมารับพัสดุ จึงแสดงตัวจับกุม และเข้าค้นบ้านเช่า พบชายชาวเวียดนามอีก 2 คน รวมทั้งสิ้น 4 คน พร้อมของกลาง เครื่องอัดเม็ดอัตโนมัติ หัวตอก logo ต่างๆ และ เอ็กซ์ตาซี (ยาอี) จำนวน 514 เม็ด

จากการสอบสวนผู้ต้องหายอมรับว่าเตรียมนำคีตามีนผสมกับ MDMA เพื่อเป็นผงยาอีและอัดเม็ด โดยเครื่องที่ยึดได้นี้สามารถผลิตได้วันละมากกว่า 100,000 เม็ด หลังจากนั้นจะให้สมาชิกในเครือข่ายนำไปขายในสถานบันเทิงแบบปิดรับเฉพาะกลุ่มที่รู้จักกันเท่านั้น

ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดอยู่ภายใต้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กระจายตัวอยู่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งถูกใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม ส่งผลให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยขณะนี้เชื่อว่า เอ็กซ์ตาซีบางส่วนอาจถูกแสวงส่งกลับไปจำหน่ายในเวียดนามเช่นเดียว

  • ยึดเครื่องอัดเม็ดอัตโนมัติและหัวตอกยาอีลักลอบผลิต.
  • จับกุมประชาชนชาติอื่นที่ลักลอบใช้ไทยเป็นฐาน.
  • ติดตามขบวนการการค้าผ่านพัสดุระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด.
  • ร่วมมือกับต่างประเทศเตรียมป้องกันการรุกกลับของเครือข่าย.

พบว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ป้องกัน drug trafficking ผ่าน ‘ความร่วมมือสากล’

สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้สร้างโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับนานาชาติหลายประเทศ เพื่อจัดตั้งระบบที่เอาชนะ nimbleness ของเครือข่ายยาเสพติดที่ข้ามชาติ การใช้เทคโนโลยีติดตามข้อมูลขนส่ง พัสดุระหว่างประเทศ รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีตรงประเด็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลในการลดจำนวนเสพติดของเยาวชนและประชาชนทั่วไป

ไม่ว่าจะเป็น “ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน” หรือกรณีการใช้ช่องโหว่พันธมิตรการท่องเที่ยวอื่นๆ หากไทยควบคุมได้ ก็สามารถลดความเสียหายจากการเสพติดและการทำลายสุขภาพของคนไทยในระยะยาว

ร่วมกันเฝ้าระวังและรายงานข่าวเบาะแสถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย่อมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนความปลอดภัยของเรา

ที่มา – ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

ยืนยัน ปลดภาพ ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ แล้ว

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเคยอยู่ในหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ ณ สมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้เกิดความสนใจและความเคลื่อนไหวอย่างมากในวงการการศึกษาและสาธารณชน

ล่าสุด นายวิธาน พรหมสินธุศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ ยืนยันว่า ทางสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ได้มีมติร่วมกันในการนำภาพของหลวงพ่ออลงกตออกจากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์แล้ว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา

ยืนยัน ปลดภาพ ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ แล้ว

หอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่นำเสนอความสำเร็จของศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งมีคุณธรรมและคุณประโยชน์แก่ชุมชน ประเทศชาติ โดยภาพของบุคคลในหอเกียรตินั้น ต้องมีข้อมูลชัดเจนว่าเป็นศิษย์เก่าที่จบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์อย่างแท้จริง

รวมพลังรักษาความบริสุทธิ์

เมื่อทราบว่า หลวงพ่ออลงกต ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองไม่ได้จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์จริงๆ ทางสมาคมจึงรีบดำเนินการประชุมฉุกเฉิน และมีมติร่วมกันให้ลบภาพออกจากหอเกียรติยศโดยด่วน

“เราต้องการให้หอเกียรตินี้สะท้อนความเป็นจริง สำหรับผู้คนที่มีผลงานดีๆ และมีคุณประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะศิษย์เก่าที่เรียนจบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์จริงๆ” ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์กล่าวในที่ประชุม

ข้อคิดจากกรณีนี้

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาความถูกต้องในข้อมูล และความโปร่งใสของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษา ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของความรู้ แต่ยังเป็นเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์อีกด้วย

ความจริงอาจไม่หวานเสมอไป แต่การรับรู้และยอมรับความจริงนั้นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในระดับบุคคล และองค์กร

หากคุณคิดว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ อย่าลังเลที่จะแชร์ให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับรู้เช่นกัน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในสังคมไทย

ที่มา – ยืนยัน ปลดภาพ ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ แล้ว

ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี

ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไทเปว่านายโช จุง-ไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวันได้แถลงแผนการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1.01 ล้านล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วน 3.23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี

การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวันต่อการรักษาเอกราชและความมั่นคงของประเทศ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากจีนซึ่งถือว่าไต้หวันเป็น “มณฑลโพ้นทะเล” อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากสภานิติบัญญัติ (สภาหยวน) ก่อนจะเป็นทางการ

สถานการณ์ในสภาหยวน

ปัจจุบันพรรครัฐบาล “พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า” (ดีพีพี) มีเสียงข้างน้อยในสภา โดยพรรคก๊กมินตั๋งเป็นฝ่ายค้านที่มีสมาชิกมากกว่า จึงทำให้มีความไม่แน่นอนว่างบประมาณเพิ่มเติมนี้จะผ่านการอนุมัติได้หรือไม่

แผนเพิ่มงบกลาโหม ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของไต้หวันในการเสริมความพร้อมทางทหาร ภายใต้การเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน โดยหลายปีที่ผ่านมายังได้มีการลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีทางทหารและการผลิตอาวุธภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

  • งบประมาณที่ประกาศ: 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
  • สัดส่วนของจีดีพี: 3.23%
  • การรับรองจากรัฐสภา: ยังไม่ชัดเจน
  • ผลที่ตามมา: เพิ่มความมั่นคงทางทหารภายใต้ภัยคุกคามจากจีน

ข่าวดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดเจนว่าไต้หวันไม่เพียงแต่ต้องการรักษาเอกราช แต่ยังเตรียมพร้อมทั้งทางการเมืองและการทหาร เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่แน่นอนในภูมิภาค

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองในเอเชีย ข่าว ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปลูกฝังความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตทางภูมิศาสตร์ในเอเชียตะวันออก

ที่มา – ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี

ค้าภายใน บี้เจ๊ไฝ ขายแพงเกินราคา สั่งแจงต้นทุน วัตถุดิบ เครื่องปรุง โทษหนักคุก 7 ปี

เรื่องราวของร้านเจ๊ไฝที่ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อยูทูบเบอร์ถูกคิดเงินไข่เจียวปูราคา 4,000 บาท ทั้งที่เมนูระบุเพียง 1,500 บาท ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเป็นทางการแล้ว

ค้าภายใน บี้เจ๊ไฝ ขายแพงเกินราคา สั่งแจงต้นทุน วัตถุดิบ เครื่องปรุง โทษหนักคุก 7 ปี

นายนวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เปิดเผยว่าจากการที่เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ตรวจสอบร้านเจ๊ไฝ ซึ่งอยู่ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แล้วพบว่าร้านไม่ได้ระบุราคาขายที่ชัดเจนสำหรับเมนูไข่เจียวปูที่เป็น “พิเศษ” จึงถือว่าผิดกฎหมายเกี่ยวกับราคาสินค้าและบริการ

ดังนั้น ร้านเจ๊ไฝจึงถูกเปรียบเทียบปรับในอัตรา 2,000 บาท ซึ่งร้านได้ชำระไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมถูกกระตุ้นให้แสดงป้ายราคาอย่างชัดเจนและปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป

มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 68 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีบทบัญญัติเรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการอย่างโปร่งใส หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 28 โดยมีโทษสูงสุดคือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

  • ร้านค้าทั่วไป: ค่าปรับระหว่าง 1,000 – 2,000 บาท
  • นิติบุคคล: ค่าปรับ 3,000 บาท

ในกรณีของเจ๊ไฝ ถือเป็นร้านค้าทั่วไป จึงได้รับการพิจารณาในระดับปานกลาง และถูกเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท

กรณีราคาแพงเกินจริง – มีโทษถึงจำคุก 7 ปี

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ คือการตั้งราคาสูงเกินจริง ซึ่งกรมการค้าภายในได้เรียกร้านเจ๊ไฝให้ชี้แจงต้นทุนวัตถุดิบ เครื่องปรุง ไปจนถึงต้นทุนในการดำเนินการเพื่อวิเคราะห์ว่า “ราคาขายที่แจ้งลูกค้ายังเป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่”

หากพบว่าผู้ประกอบการตั้งราคาอย่างไม่เป็นธรรมหมายถึงการเพิ่มราคาขึ้นอย่างชัดเจนเกินกว่าที่จะถือว่ายุติธรรม อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น เรื่องราวนี้จึงเป็นเหตุการณ์เตือนใจผู้ประกอบการทุกประเภทว่า ทุก ๆ ร้านค้าหรือกิจการบริการต้องมีหน้าที่ในการแสดงราคาให้ชัดเจนก่อนการขาย และหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่พบว่าร้านอาหารหรือกิจการใดไม่แสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน หรือเลิกกี่สงสัยว่าถูกเรียกเก็บเงินสูงเกินจริง สามารถโทรแจ้งสายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันที

ที่มา – ค้าภายใน บี้เจ๊ไฝ ขายแพงเกินราคา สั่งแจงต้นทุน วัตถุดิบ เครื่องปรุง โทษหนักคุก 7 ปี

โรมหนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงแนวทางของพรรคร่วมกับประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ว่า พรรคทราบดีถึงความกังวลของประชาชนหลายกลุ่มที่เห็นว่า MOU 43-44 อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศ โดยเฉพาะการที่ข้อตกลงดังกล่าวมีข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา

โรมหนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44

พรรคประชาชนจึงเห็นว่า การพิจารณาอย่างรอบด้านและรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเห็นว่าหนทางที่เหมาะสมที่สุดคือการจัดตั้ง กรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาเนื้อหาของ MOU 43-44 อย่างละเอียด ซึ่งจะมีการเชิญนักการทูต นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา jointly เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว

ผลกระทบจากการยกเลิก MOU 43-44

“ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ขณะนี้ MOU 44 มีการดำเนินการเชิงปฏิบัติในพื้นที่ OCA (Overlap Claiming Area) ซึ่งมีทั้งเรื่องของก๊าซธรรมชาติและการแบ่งปันผลประโยชน์กับภาคเอกชน หากยกเลิกข้อตกลง ภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมอาจมีท่าทีหรือผลกระทบใดต่อประเทศไทยก็เป็นได้ โดยเฉพาะหากมีรัฐบาลต่างชาติที่อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น เราต้องเตรียมพร้อมทุกด้านในการตัดสินใจด้วย” นายรังสิมันต์กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ ยกเลิก MOU 43-44 ฝ่ายเดียว กฎหมายระหว่างประเทศจะรองรับหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่งที่ต้องนำไปวิเคราะห์รวมกับผลกระทบสตรีทมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในแง่ทรัพยากร ความสัมพันธ์ทางการทูต และการลงทุนจากต่างประเทศ

  • ข้อตกลง MOU 43-44 เกี่ยวข้องกับเขตพื้นที่ทะเลร่วมกับกัมพูชา
  • มีการแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติกับภาคเอกชนแล้ว
  • ต้องพิจารณาผลกระทบทางกฎหมายระหว่างประเทศ
  • พรรคประชาชนเสนอจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาอย่างรอบด้าน

เมื่อถูกถามถึงข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่าไม่สามารถยกเลิก MOU ได้เพราะเป็นกรอบที่ใช้อ้างว่ากัมพูชามีการละเมิด นายรังสิมันต์ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ที่จะพูดว่า “ยกเลิกได้/ไม่ได้” แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจที่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างชัดเจน จากการพิจารณาโดย กรรมาธิการวิสามัญ ที่ไม่ลำเอียงและเปิดกว้าง รัฐสภาไม่ควรถูกเว้นไว้เบื้องหลัง แต่ควรได้เข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของพรรคประชาชน การตั้ง กรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44 จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะตอบโจทย์ทั้งในด้านความโปร่งใส และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การตัดสินใจด้วยอารมณ์ หรือแรงกดดันภายนอก การศึกษาโดยกรรมาธิการจึงเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้สภาฯ และชาติได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือและไม่เสี่ยง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ การเร่งดำเนินการจัดตั้งกรรมาธิการฯ ให้ไว บนพื้นฐานของวิชาการ ความรู้ด้านกฎหมาย และการแสดงความเห็นที่เป็นกลาง เพื่อให้สามารถเสนอแนวทางที่ชัดเจนให้กับสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนได้รับรู้ร่วมกัน

โดยรวมแล้ว การตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการยกเลิก MOU 43-44 เป็นทางออกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนี้ การตัดสินใจเรื่องใหญ่เช่นนี้ควรใช้ความรอบคอบ ไม่ใช่ความเร็วเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ‘โรม’หนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44

ถอดหลวงพ่ออลงกตจากหอเกียรติยศ เหตุไรถึงผิดพลาด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรณีของ “หลวงพ่ออลงกต” หรือ พระราชวิสุทธิประชานาถ ที่ถูกถอดออกจาก หอเกียรติยศ ‘นักเรียนเก่าดีเด่น’ ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยทางสมาคมนักเรียนเก่าได้ออกมาเปิดเผยว่า ท่านไม่เคยเป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียนเทพศิรินทร์จริง ๆ

ถอดหลวงพ่ออลงกตจากหอเกียรติยศ

จากกรณีที่ เพจ นักเกรียน เทพศิรินทร์ ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า หลวงพ่ออลงกต อาจมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาผิดพลาด เช่น อุบัติเหตุที่ทำให้สมองเสื่อม จนคิดว่าตัวเองเคยเป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียน เพียงแค่มาเตะบอลเฉย ๆ ทำให้ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ต่างกันไป

ภายหลังปรากฏภาพที่ระบุข้อมูลผิดว่า หลวงพ่ออลงกต เป็น นักเรียนเก่าดีเด่นด้านการแพทย์และศาสนา ส่งผลให้เกิดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบจากสมาคมนักเรียนเก่า ซึ่งผลสรุประบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และทางสมาคมได้ดำเนินการ ถอดหลวงพ่ออลงกตจากหอเกียรติยศ เรียบร้อยแล้ว

สาเหตุที่เกิดความผิดพลาด

ต้นตอของปัญหานี้เกิดจาก การตรวจสอบข้อมูลที่ไม่ละเอียด โดยทางสมาคมระบุว่าแต่เดิมมีความตั้งใจดี เพราะเห็นผลงานของหลวงพ่ออลงกตที่ทรงคุณูปการแก่สังคม จึงนำข้อมูลท่านมาเชิดชูโดยไม่มีเจตนาครอบจักรวาล แต่กลับเกิดการพลาดจากความไว้วางใจ

ข้อมูลบางส่วนสูญหาย ในช่วงสงครามโลกมานาน ส่งผลให้ในบางกรณีอาจบันทึกข้อมูลผิดพลาดได้ ดังนั้นเมื่อพบข้อเท็จจริงว่า หลวงพ่อไม่เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนจริง ๆ ทางสมาคมจึงตัดสินใจ ถอดหลวงพ่ออลงกตออกจากหอเกียรติยศ อย่างเป็นทางการ

ความผิดพลาดครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น บทเรียนสำคัญ ที่จะทำให้การทำงานของสมาคมนักเรียนเก่าเข้มงวด แม่นยำ และโปร่งใสมากขึ้นในอนาคต

  • สงสัยข้อมูลที่ไม่ชัดเจนเพราะเกี่ยวกับอดีต
  • ความเคารพต่อบุคคลที่แท้จริง
  • การดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ

การที่ หลวงพ่ออลงกต ถูก ถอดจากหอเกียรติยศ นักเรียนเก่าดีเด่น อาจสร้างความสับสนแก่ผู้ติดตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่ถือเป็นโอกาสในการปรับระบบเพื่อความโปร่งใส และให้เกียรติแก่ผู้ที่มีผลงานจริง ๆ โดยไม่ยึดติดกับชื่อเสียงเท่านั้น

ในอนาคตหากยังมีข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อที่มีชื่อของ หลวงพ่ออลงกต เกี่ยวข้อง ทางสมาคมจะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาเหล่านั้นให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทันที

เราอาจยอมรับได้ว่าความผิดพลาดนี้เกิดจากความตั้งใจดี แต่การยอมรับและแก้ไขอย่างเปิดเผยย่อมสำคัญกว่า การเผชิญหน้ากับความจริงจึงเป็นก้าวแรกของการพัฒนา

หากคุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ด้านล่างบทความนี้ เราพร้อมรับฟังเสียงทุกเสียงอย่างเปิดใจ

ที่มา – ถอด ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศ ‘นักเรียนเก่าดีเด่น’ พร้อมเปิดเหตุผลทำไมถึงผิดพลาด

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เสริมความรู้คู่การศึกษา

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ได้จัดโครงการ “โครงการฝึกอบรมเทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ” ขึ้น ณ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส จังหวัดพัทลุง โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธีเปิด รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม และรศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กล่าวรายงานให้ทราบ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง

โครงการอบรมนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–18 สิงหาคม 2568 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนองพระก心愿ในพระราชดำริฯ ภายใต้แผนแม่บทระยะ 5 ปีที่เจ็ด (ต.ค. 2564 – ก.ย. 2568) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าใจการวางแผน และเทคนิคการจัดทำข้อเสนอการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอย่างมีประสิทธิภาพ

การเรียนรู้เชิงปฏิบัติเสริมสร้างประสิทธิภาพ

ภายในโครงการได้มีการบรรยายเชิงวิชาการเรื่อง “การวางแผนกระบวนการความคิดและวิธีการเขียนงบประมาณโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ” โดย ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการและเลขานุการคณะกรรมการโครงการฯ ระดับ 9 ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การออกแบบโครงการอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการงบประมาณ ตลอดจนมุมมองเชิงกลยุทธ์ในการวางแนวทางดำเนินงาน

ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยผู้จัดทำข้อเสนอโครงการตามพระราชดำริและโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชงบประมาณปี 2569–2570 รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันและสานต่อภารกิจที่ทรงคุณค่าต่อสังคมอย่างยั่งยืน

  • เพิ่มความรู้ด้านการวางแผนโครงการ – การเรียนรู้กระบวนการวางแผนขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
  • พัฒนาทักษะการเขียนงบประมาณ – ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ – ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและเสวนากลุ่ม

โครงการไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการฝึกอบรมเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศและสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระภิกษุในแนวทางสมัยใหม่

นี่คือก้าวสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของทุกภาคส่วนที่มีต่อภารกิจรักษาและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของพืชไทย เพราะการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชไม่ใช่เพียงเรื่องของคนรุ่นปัจจุบัน แต่เป็นมรดกแห่งอนาคตที่ต้องสานต่อให้ยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารของชาติ เราเชื่อว่าการมีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องจาก “มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ” จะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในการมีส่วนร่วมในงานที่มีคุณค่าสูงนี้

ที่มา – มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เสริมความรู้คู่การศึกษา

สิงห์ เอสเตท บุกตลาดลักชูรี เปิดตัวบ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ตลาดที่พักอาศัยแนวราบระดับ ลักชูรี ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนและผู้ซื้ออาศัย

สิงห์ เอสเตท บุกตลาดลักชูรี เปิดตัวบ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา

นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขยายพอร์ตธุรกิจให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ระดับลักชูรี โดยเฉพาะการเปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ S’RIN ที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

โครงการใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลักชูรี

ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว บ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 4,300 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพในโซนถนนพรานนก – พุทธมณฑลสาย 4 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 45 – 80 ล้านบาท สะท้อนถึงการสร้างคุณค่าแห่งการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวระดับพรีเมียม

โครงการ S’RIN พรานนก-กาญจนา ออกแบบภายใต้แนวคิด Infinite Living – บ้านเพื่อทุกการเติบโตไม่มีที่สิ้นสุด ผสานกับคอนเซปต์ดีไซน์ Mediterranean Revival เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่คัดสรรส่วนประกอบของวัสดุและดีไซน์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

รูปแบบบ้านมีพื้นที่ใช้สอยระหว่าง 440 – 630 ตารางเมตร พื้นที่หลังบ้านลึก 3 เมตร สามารถติดตั้งสระว่ายน้ำได้ในทุกหลัง โดยมีพื้นที่กลางแจ้งขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับห้องอาหารในลักษณะ Outside-In พร้อมสวนล้อมรอบด้วยสีเขียว ให้ความรู้สึกเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ลงตัว

  • จำนวนยูนิตทั้งหมด: 81 ยูนิต
  • ขนาดพื้นที่เฉลี่ยต่อหลัง: 160 ตร.วา
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: คลับเฮาส์ สระว่ายน้ำแยกโซน Co-Kitchen และ S-Gym
  • เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ: Active Air Flow System และระบบรกรองน้ำ

นอกจากนี้ โครงการได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ เช่น SCG ที่ให้หลังคาโมเดิร์น Excella, Solar D ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป และ Quattro Design ผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์ลักชูรีระดับพรีเมียม โดยมี Eichholtz เป็นแบรนด์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่ให้การตกแต่งภายในอย่างหรูหรา สะท้อนเอกลักษณ์ในทุกพื้นที่ใช้สอย

ตอบโจทย์ครบทุกรูปแบบของการอยู่อาศัย

ทุกแง่มุมของ บ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา ถูกออกแบบมาเพื่อให้ครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบอากาศที่ดี ความยืดหยุ่นในการออกแบบพื้นที่หรือการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ที่ช่วยเสริมสุขภาพและความสุขในการอยู่อาศัย

โครงการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาบ้านในทำเลดีในโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ครอบครัวระดับพรีเมียม ที่ต้องการความพิถีในทุกรายละเอียดของคุณภาพการก่อสร้าง ดีไซน์ และการใช้วัสดุเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด

สิงห์ เอสเตท ยังคงยืนมั่นในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชูรี ที่ไม่เพียงแต่มอบบ้าน แต่ยังมอบคุณค่าการใช้ชีวิตในแบบลักชูรีที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืนในทุกโครงการ

หากคุณสนใจค้นหาบ้านในแบบที่ไม่มีที่สิ้นสุด คำตอบคือ บ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา บ้านที่เติบโตไปกับคุณและครอบครัวอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สิงห์ เอสเตท’บุกตลาดลักชูรี เปิดตัวบ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา