ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ทวี’ เผยคุย ‘รมว.สธ.’ เร่งออกกฎคุมขายใบกระท่อมหลังเป็นปัญหาสังคม

ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงการหารือกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงควบคุมการจำหน่าย ใบกระท่อม หลังพบปัญหาการนำ ใบกระท่อม หรือน้ำกระท่อมไปผสมกับสารเสพติดอื่น ทำให้เกิดปัญหาในสังคมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

‘ทวี’ เผยคุย ‘รมว.สธ.’ เร่งออกกฎคุมขายใบกระท่อมหลังเป็นปัญหาสังคม

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวว่า ขณะนี้ ใบกระท่อม ถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น การผสมกับสารเสพติดอื่น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ทั้งในพื้นที่ภาคใต้และทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง และกฎหมายเหล่านี้ต้องมีการบังคับใช้อย่างชัดเจน

รัฐมนตรียุติธรรมกล่าวต่อว่า ภายใต้กฎหมายเดิม รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจในการออกกฎกระทรวงควบคุมการจำหน่ายใบกระท่อมในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อไม่ให้ประชาชนซื้อหรือขาย ใบกระท่อม ได้โดยง่าย โดยเฉพาะในจุดที่เป็นปัญหา

แนวทางแก้ไขปัญหาใบกระท่อมแบบบูรณาการ

ในระหว่างการประชุม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอแนวทางการติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหาการใช้ยาเสพติดและ ใบกระท่อม อย่างใกล้ชิด โดยเสนอให้กระทรวงมหาดไทยต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในทุกสัปดาห์ ไม่รอครบ 3 เดือนตามแผนการทั่วไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีการดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังได้เน้นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงมหาดไทย ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีการประสานงานกับอัยการ เพื่อให้คดียาเสพติดสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การออกกฎกระทรวงไม่ใช่เพียงเพื่อควบคุม แต่ยังเป็นการแสดงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม และลดผลกระทบจากสารเสพติดที่สร้างความเสียหายในระยะยาว

หากคุณกำลังติดตามประเด็นการควบคุมใบกระท่อมในประเทศไทย นี่คือหัวข้อที่คุณไม่ควรพลาด นโยบายใหม่ ๆ กำลังจะเกิดขึ้น และส่งผลต่อทุกคนในสังคมอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘ทวี’ เผยคุย ‘รมว.สธ.’ เร่งออกกฎกระทรวงคุมขายใบกระท่อม หลังส่อเป็นปัญหาสังคม

กีฬาสร้างคน ชำนาญเกมส์ 68 เสริมสุขภาพ สร้างนักกีฬา

โรงเรียนชำนาญสามัคคีวิทยา จัดกีฬาภายในประจำปีการศึกษา 2568 ในชื่อว่า “ชำนาญเกมส์ 68 กีฬาสร้างคน ชำนาญสร้างความสามัคคี” อย่างยิ่งใหญ่ ณ สนามกีฬาโรงเรียน ตำบลคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมี นายวิเชียร แสงวงศ์กิจ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

กีฬาสร้างคน ชำนาญเกมส์ 68

งานนี้ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญผู้มีศักดิ์ยศ และบุคคลสำคัญในพื้นที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ได้แก่ นางวราลี ภุมภะ นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งควายกิน, นายทิวัตถ์ ผ่องแผ้ว ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา, นายสันติ มุกดาสนิท ผู้อำนวยการโรงเรียนชำนาญสามัคคีวิทยา และคณะผู้บริหาร ครู นักเรียน รวมกว่า 1,500 คน

สร้างสุขภาพ พัฒนาคุณธรรมด้วยกีฬา

นายสันติ มุกดาสนิท กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการจัดกีฬาภายในนี้ คือ การปลูกฝังจิตสำนึกในการออกกำลังกายให้นักเรียน มีน้ำใจนักกีฬา รู้จัก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย พร้อมทั้งพัฒนาเป็นคนดี มีวินัย รู้จักการทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด การแข่งขันแบ่งออกเป็น 9 ประเภทกีฬา ได้แก่

  • ฟุตบอล
  • ฟุตซอล
  • วอลเลย์บอล
  • บาสเกตบอล
  • แชร์บอล
  • เซปักตะกร้อ
  • เทเบิลเทนนิส
  • เปตอง
  • กรีฑา

บรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยความสนุกสนาน คึกคัก ด้วยการนำแสดงเชียร์ลีดเดอร์สุดแสบจากแต่ละสีที่เพิ่มสีสันให้กับงานอย่างมาก ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่สนับสนุนให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และชุมชน

ไม่เพียงแต่เสริมสร้างสุขภาพกายและใจ การจัดกีฬาภายในอย่างต่อเนื่องทุกปี เช่น กีฬาสร้างคน ชำนาญเกมส์ 68 นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการปลูกฝังจิตใจนักกีฬาให้กับเยาวชน งานกีฬาภายในโรงเรียนอย่าง “ชำนาญเกมส์ 68” ถือเป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชม เสริมสร้างคนดีของสังคมในอนาคต

ที่มา – กีฬาสร้างคน โรงเรียนชำนาญสามัคคีวิทยา จัดกีฬาภายใน ‘ชำนาญเกมส์ 68’ สร้างความสามัคคี มีน้ำใจนักกีฬา ไม่พึ่งพายาเสพติด

เร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ในลำไยไทย

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข่าวว่า ประเทศจีนอาจมีการปรับเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในผลิตภัณฑ์ลำไยไทย ที่ส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นการสุ่มตรวจที่อาจเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นจากเดิม โดยมีแนวโน้มว่าจะขยายขอบเขตการตรวจสอบจากเนื้อลำไย ไปยังทั้งเนื้อและเปลือกของผลผลิต

เร่งเจรจาจีนเพื่อขอผ่อนปรนมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ในลำไยไทย

ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้เริ่มเตรียมความพร้อม โดยวานนี้ (20 ส.ค. 68) ได้มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อวางแผนรับมือหากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

รมว.เกษตรย้ำนโยบายปกป้องผลประโยชน์เกษตรกรไทย

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า “ต้องทำให้กระทรวงเกษตรเป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้พวกเขา” และได้ระบุอีกว่า หากจำเป็นต้องมีการเจรจาทางการทูตกับทางราชการจีน ก็จะดำเนินให้ทันที เพราะเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีน ซึ่งมีมาอย่างยาวนาน จะช่วยเปิดโอกาสให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังเปรียบกับสถานการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไทยต้องรับมือกับการสุ่มตรวจสาร BY2 ในผลผลิตทุเรียนไทยที่ส่งออกสู่ตลาดจีน โดยมีหน่วยงานของกระทรวงทำงานร่วมกันอย่างเต็มศักยภาพจนผ่านสถานการณ์นั้นได้

  • การปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยเกษตรกร
  • การสนับสนุนข้อมูลด้านมาตรฐานจาก มกอช.
  • การประสานงานระหว่างกรมการค้าต่างประเทศกับเอกชน

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กรณีลำไยก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ กระทรวงมีความพร้อมและประสบการณ์ในการรับมือ และจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบต่ำที่สุด

ลำไยไทยยังมีศักยภาพบนโต๊ะผู้บริโภคจีน

ในช่วงอีก 2 – 3 เดือนข้างหน้า ภาคตะวันออกของไทยคาดว่าจะมีผลผลิตลำไยอีกกว่า 30,000 ตัน ซึ่งหากมาตรการใหม่ถูกนำมาใช้ทันที อาจกระทบกับรายได้เกษตรกรอย่างรุนแรง รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า “รัฐบาลเห็นปัญหานี้ดี และหากจำเป็นก็พร้อมใช้งบประมาณภาษีของประชาชน เพื่อสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรให้ผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้”

สิ่งสำคัญที่เราต้องทำร่วมกันคือการสร้างความตระหนักในมาตรฐานสินค้าส่งออกด้านความปลอดภัย และคุณภาพ ซึ่งไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศ แต่ยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์เกษตรไทยในเวทีโลกด้วย

ที่มา – เร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการอาจสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการสมาคมฯ เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

จากที่ประชุมได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในการแต่งตั้ง “เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล” ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ แทนนายวิทัย รัตนากร อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานในสมาคมฯ ก่อนหน้านี้

วาระงานที่เหลือของประธานกรรมการสมาคมฯ

นายฉัตรชัย ศิริไล จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2570 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหลืออยู่จากวาระการบริหารของผู้ที่ตนแทน โดยความมุ่งหมายของสมาคมฯ คือการขับเคลื่อนนโยบายการเงินของประเทศ การพัฒนาองค์กรของรัฐ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้กรอบการทำงานร่วมกับรัฐบาล

การแต่งตั้ง เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล ในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นข่าวที่สร้างความมั่นใจต่อวงการการเงินของรัฐ เนื่องจากผู้ได้รับเลือกมานั้นมีประสบการณ์ตรงมากในการบริหารงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ในภาคเกษตรกรรม และภาคสหกรณ์ทั่วประเทศ

  • ชื่อ-นามสกุล: ฉัตรชัย ศิริไล
  • ตำแหน่ง: ผู้จัดการ ธ.ก.ส.
  • ตำแหน่งใหม่: ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ
  • วันเริ่มวาระ: 18 สิงหาคม 2568
  • สิ้นสุดวาระ: 30 เมษายน 2570

ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ฉัตรชัย ศิริไล ต้องรับหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินของรัฐควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างในเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งการผลักดันแรงจูงใจให้กับพนักงานในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการรับช่วงภารกิจสำคัญ เช่นเดียวกับการดำเนินนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของธนาคารของรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายหลายประการ

เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล เป็นการเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมบทบาทของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท

หากคุณกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของคณะกรรมนโยบายการเงินเพื่อพัฒนาประเทศในปี 2025 เป็นต้นไป การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะยาว

ที่มา – เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

โครงการ AIA CI SHARE AND CARE คุ้มครองโรคร้ายแรง แบ่งปันน้ำใจสู่สังคม

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต พร้อมคณะผู้บริหารและพลังตัวแทน เดินหน้าจัดโครงการ AIA CI SHARE AND CARE ร่วมกับสภากาชาดไทย โดยมี นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เข้าร่วมเป็นเกียรติ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้กับคนไทยทั่วประเทศ และสนับสนุนผู้ป่วยยากไร้ด้วยการระดมทุนผ่านสภากาชาดไทย

โครงการ AIA CI SHARE AND CARE คืออะไร?

โครงการนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำดี โดยเมื่อลูกค้าซื้อสัญญาเพิ่มเติม AIA Critical Illness Premium Payment Rider ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568 เอไอเอจะร่วมบริจาคเงินจำนวน 30 บาทต่อ 1 กรมธรรม์ ไปยังสภากาชาดไทย ซึ่งมูลค่าการบริจาครวมกว่า 3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง

ความร่วมมือส่งเสริมสังคมไทย

โครงการ AIA CI SHARE AND CARE เป็นหนึ่งในตัวอย่างของกลยุทธ์ ESG ที่ยั่งยืนของเอไอเอ ที่ไม่เพียงแสวงหาผลกำไร แต่ยังใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 87 ปีในประเทศไทย ด้วยคำมั่นว่า “Healthier, Longer, Better Lives”

การลงทุนในสังคมและมูลนิธิอย่างสภากาชาดไทย ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้รับการรักษาที่จำเป็น การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังคือหนึ่งในเป้าหมายหลักของโครงการ

  • คุ้มครองสำหรับตนเองด้วยประกันโรคร้ายแรง
  • ร่วมบริจาคด้วยการซื้อประกันกับเอไอเอ
  • สนับสนุนสังคมโดยไม่ต้องใช้ทุนเพิ่มจากลูกค้า

นี่คือเวทีแห่งความร่วมมือที่ลูกค้า เอไอเอ และสภากาชาดไทยมารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรทางการแพทย์ หากคุณต้องการมีส่วนร่วมในความคุ้มครองและความห่วงใย สามารถติดต่อตัวแทนเอไอเอ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ aia.co.th ได้เลย

การเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วยประกันโรคร้ายแรง คือหนึ่งก้าวในการดูแลตัวเองและครอบครัวพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือให้ผู้อื่นในรูปแบบที่มีความหมาย

ที่มา – โครงการ AIA CI SHARE AND CARE เติมเต็มความคุ้มครองโรคร้ายแรง พร้อมแบ่งปันน้ำใจสู่สังคม

วัดโพธิ์ พัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘วัดโพธิ์’ ได้จัดการประชุมพระสังฆาธิการเพื่อพัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’ (e-Donation) อย่างจริงจัง โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

วัดโพธิ์ พัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’

การประชุมครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อพิธีรีตองอย่างเดียว แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ พัฒนาระบบการเงินและบัญชีของวัดให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการบริจาคอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่า ‘อี-โดเนชัน’ ถือเป็นหัวใจหลักในการปฏิรูประบบการรับบริจาคของวัดให้สอดคล้องกับมติของมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568

แนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน

มติดังกล่าวได้กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกจ่ายเงิน การทำบัญชี รวมไปถึงระบบการรายงานเงินคงเหลือ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการจัดการทางการเงินอย่างโปร่งใส ดังนั้น วัดโพธิ์จึงได้มีการปรับเปลี่ยนระบบให้ทันสมัยและเข้ากับมาตรฐานสากลมากขึ้น

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมให้คำแนะนำ ได้แก่ นางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการ และนางปูรณีนุช ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานศาสนสมบัติ ซึ่งได้มอบแนวทางการปฏิบัติให้ถูกหลักและถูกกฎหมาย พร้อมทั้งได้ร่วมอภิปรายกับพระราชาคณะ พระสังฆาธิการ และเจ้าหน้าที่แผนกการเงินของวัดโพธิ์ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจเดียวกันในการขับเคลื่อนระบบที่มีประสิทธิภาพ

  • ระบบบัญชีตามมาตรฐานสากล
  • การบริจาคผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
  • ความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • แนวทางการรายงานทางการเงิน

การพัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้มีจิตศรัทธา เพราะสามารถติดตามการใช้เงินบริจาคได้ง่าย ปลอดภัย และมั่นใจว่าทรัพยากรของท่านจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า คุ้มครอง คุ้มความหวังจริง ๆ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาพระพุทธศาสนา ก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ในวันใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกให้แก่ทุกชีวิตได้

ที่มา – ‘วัดโพธิ์’ ติวเข้มพระสังฆาธิการ พัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’

นพดล รับคำท้า มัลลิกา ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่ง-อาญา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่รัฐสภา นาย นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้กล่าวถึงประเด็นข่าวที่นาง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ออกรายการโทรทัศน์ สองช่องใหญ่ โดยใส่ร้ายและหมิ่นประมาทตัวเองอย่างรุนแรง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นการบิดเบือนความจริงและเจตนาให้ตนเองเสื่อมเสียงเสียศักดิ์ศรี

นพดล รับคำท้า มัลลิกา ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่ง-อาญา

นายนพดลเปิดเผยว่า เรื่องราวที่นางมัลลิกาอ้างนั้น มีความไม่เป็นจริงหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีเขาพระวิหาร ที่มีการกล่าวอ้างว่าตนเป็นคนทำให้คดีขึ้นศาลโลกในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเขาให้ข้อมูลว่าในปีนั้นตนไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว ขณะที่การนำคดีไปยังศาลโลกถูกดำเนินการโดยรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงไม่สามารถเป็นทางที่ตนจะ “ยอม” หรือ “ทำให้” ได้แต่อย่างใด

เผชิญหน้าทางกฎหมาย

นอกจากนี้ เรื่องเกี่ยวกับเขาพระวิหารที่มีการกล่าวว่าตนทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน นายนพดลชี้แจงว่า ที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558 ว่าการกระทำของเขาในปี พ.ศ. 2551 ถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ และประเทศได้รับประโยชน์ ไม่ได้สูญเสียใดๆ นายนพดลเน้นว่าการดำเนินการของเขาเป็นไปเพื่อปกป้องดินแดนไม่ใช่ยอมแพ้

เมื่อนางมัลลิกาท้าให้ฟ้อง นายนพดลยืนยันว่า รับคำท้า และพร้อมดำเนินการ ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่งและอาญา เพื่อปกป้องความถูกต้องและชื่อเสียงของตนเอง พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นพลเมืองผู้มีจิตพิสูจน์ความจริงอย่างเต็มที่

  • เตรียมฟ้องหลายคดี ทั้งแพ่งและอาญา
  • รักษาความถูกต้องตามหลักกฎหมาย
  • เรียกร้องให้สังคมรับรู้ความจริง

นายนพดลยังกล่าวชมบทบาทของกองทัพไทยที่ทำงานอย่างเข้มแข็ง ปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะภูมิลำเนาการณ์ในบริเวณเขาพระวิหาร รวมทั้งการประสานงานกับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งฝ่ายกัมพูชานั้นถูกเปิดโปงว่ามีการวางระเบิดใหม่ละเมิดอนุสัญญาสากล

ทั้งนี้ นายนพดลฝากถึงรัฐบาล กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพ 3 ข้อสำคัญ ได้แก่:

  • เข้มข้น ในการต่อต้านข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จที่ใช้โจมตีไทย
  • เข้มแข็ง ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่คลายความระวัง
  • ขยันทำ คือต้องสู้และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

สำหรับนายนพดล ที่เคยผ่านพ้นข้อกล่าวหาในอดีต ยืนยันว่าตนเป็นคนจังหวัดอีสานที่ไม่กลัวการรังแก และจะเดินหน้าปกป้องความจริงและชื่อเสียงตนเองตลอดจนนำค่าเสียหายที่ได้มาบริจาคช่วยสังคมต่อไป

เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นดราม่าระดับประเทศที่อาจกลายเป็นกรณีศึกทางศาล โดยมีทั้งมุมกฎหมาย ความจริง และการชิงคืนชื่อเสียงในชั้นสูงของสังคมไทย

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? หากคุณอยากให้สื่อและประชาชนมีความตื่นตัวต่อข้อมูลที่แพร่ออกมา และมีการตรวจสอบความจริงมากขึ้น อย่าลืมแชร์เรื่องนี้ออกไป เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการต่อต้านข่าวเท็จและเสริมพลังความจริงในสังคม

ที่มา – ‘นพดล’ รับคำท้า‘มัลลิกา’ ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่ง-อาญา

ณัฐพงษ์ ซัด รัฐ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 11.20 น. ที่รัฐสภาได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ณ ที่ประชุมมีการพิจารณากระทู้ถามสดของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในประเด็นเกี่ยวกับ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ประชาชนยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและพบปัญหาขั้นตอนการทำงานหลายด้าน

ณัฐพงษ์ ซัด รัฐ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า

การถามกระทู้ของนายณัฐพงษ์เป็นการสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะชาวบ้าน 4 จังหวัดเสี่ยงภัย ได้แก่ สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนเสียหาย การอพยพ และความเดือดร้อนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจากการรั่วไหลของสถานการณ์ในพื้นที่ และจากกระบวนการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ช้าและไม่ทั่วถึง

รัฐบาลแจงความคืบหน้าด้านการเยียวยาและช่วยเหลือ

ในการชี้แจงครั้งนี้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้อธิบายถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือประชาชน โดยระบุว่า รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการเยียวยาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ผ่านการสำรวจความเสียหายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยสรุปมีดังนี้:

  • จังหวัดสุรินทร์: บ้านเรือนเสียหาย 107 หลัง ซ่อมแล้ว 58 หลัง และอยู่ระหว่างซ่อม 49 หลัง
  • จังหวัดอุบลราชธานี: เสียหาย 137 หลัง ซ่อมแล้ว 129 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 8 หลัง
  • จังหวัดบุรีรัมย์: เสียหาย 16 หลัง ซ่อมแล้ว 14 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 2 หลัง
  • จังหวัดศรีสะเกษ: เสียหายถึง 445 หลัง ซ่อมแล้ว 134 หลัง และอยู่ระหว่างซ่อม 311 หลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุนบ้านมือถือแบบน็อคดาวน์ เพื่อช่วยเหลือการอยู่อาศัยของประชาชนระหว่างซ่อมแซม

การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายพื้นฐานช่วงเกิดเหตุ

น.ส.ธีรรัตน์ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อเยียวยาค่าน้ำและค่าไฟสำหรับรอบเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม มีกรณีประชาชนได้รับบิลค่าไฟสำหรับเดือนมิถุนายน เนื่องจากการไฟฟ้าฯ แจ้งหนี้ย้อนหลัง ทั้งนี้ ทางการได้ชี้แจงปัญหานี้แล้ว และหากประชาชนจ่ายค่าไฟเดือนกรกฎาคมไปแล้ว สามารถนำส่วนที่เกินมาใช้หักลบกับเดือนถัดไปได้

พรรคฝ่ายค้านเสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อเร่งการเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ทางนายณัฐพงษ์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้เสนอแนะแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม ทั้งในเรื่องของการตั้งศูนย์นวัตกรรมสต็อปเซอร์วิสแบบสัญจร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก และให้ช่องทางการแจ้งปัญหาจากประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มประชาชนที่ตกค้าง ไม่มีเอกสารสิทธิหรือทะเบียนบ้าน เช่น กรณีผู้สูงอายุและเด็กที่ไม่มีหนังสือเดินทาง ซึ่งรัฐบาลอาจต้องยืดหลักเกณฑ์หรือสร้างมาตรการเฉพาะสำหรับกรณีเหล่านี้

จากการชี้แจงของรัฐบาล ได้กล่าวว่า การแก้ไขระเบียบที่เป็นข้อจำกัด เช่น จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สามารถดำเนินการได้ตามความจำเป็น และขณะนี้มีการจัดวันสต็อปเซอร์วิสในพื้นที่เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์อย่างต่อเนื่อง ทว่าอาจมีความช้า อันเกิดจากขั้นตอนราชการแบบเดิม ๆ ซึ่งจะต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือตามความต้องการอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ฝ่ายค้าน raise ประเด็นช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก ณัฐพงษ์ ซัด รัฐ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้รัฐบาลได้มีการทบทวนและพัฒนาระบบบริการและการเยียวยาให้ดีขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตในรูปแบบใหม่ที่อาจไม่อยู่ในกรอบมาตรฐานเดิม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบ

ที่มา – ‘ณัฐพงษ์’ ซัด ‘รัฐ’ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า

ศาลรัฐธรรมนูญนัดยื่นแถลงปิดคดี ‘นายกฯอิ๊งค์’ 25 ส.ค.ชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อเวลา 13.02 น. วันที่ 21 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยานในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ‘นายกฯอิ๊งค์’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนอย่างมาก โดยมี นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในการไต่สวนครั้งนี้

คดีเกิดจากคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 36 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ‘นายกฯอิ๊งค์’ มีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยประเด็นหลักคือคลิปเสียงบทสนทนาที่เธอได้พูดคุยกับ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาเมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญนัดยื่นแถลงปิดคดี ‘นายกฯอิ๊งค์’ 25 ส.ค.

จากข้อมูลที่เผยแพร่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศว่าคู่กรณีจะต้องยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันที่ 25 ส.ค.2568 หากไม่ปฏิบัติตามถือว่าไม่ติดใจยื่นคำแถลง ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายของศาลต่อไป

ทั้งนี้ ศาลยังกำหนดให้มีการแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น. ก่อนจะอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.ในวันเดียวกัน

กำหนดเวลานัดหมายสำคัญ

  • ยื่นคำแถลงปิดคดี: วันที่ 25 ส.ค. 2568
  • แถลงด้วยวาจาและลงมติ: วันศุกร์ที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น.
  • อ่านคำวินิจฉัย: เวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน

นายประธานศาลย้ำว่า ตุลาการแต่ละท่านต้องใช้เวลาเพียง 1 วันในการทำคำวินิจฉัยส่วนตัว เพื่อให้คำตัดสินของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้อำนาจของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 31

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตัวในวงการการเมือง แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในสถาบันสำคัญของรัฐ เช่น สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ทุกขั้นตอนในอนาคตอันใกล้นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะกำหนดชะตาอนาคตทางการเมืองของ ‘นายกฯอิ๊งค์’ และประเทศชาติ

ขณะนี้ ทุกสายตาจับจ้องวันที่ 29 ส.ค.นี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากศาลมีคำวินิจฉัยว่านายกฯไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในทุกสถานการณ์ การตัดสินของศาลไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนถึงความยุติธรรมและการรักษาหลักนิติธรรมของระบอบประชาธิปไตย เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ขอให้ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดยื่นแถลงปิดคดี ‘นายกฯอิ๊งค์ ‘ 25 ส.ค. ชี้ชะตา 29 ส.ค.

“ภูมิธรรม” ฟ้อง “ธนพร ศรียากูล” ปม “ลองตัดขา” กระทบเกียรติภูมิประเทศ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบอำนาจให้นายธงชัย พรเศรษฐ์ และนายกณวรรธน์ อรัญ ทนายความ ยื่นฟ้อง “ธนพร ศรียากูล” ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมือง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ประเด็นความขัดแย้งเกิดจากคำพูดของ “ธนพร” ที่อ้างว่า “ให้ภูมิธรรมลองตัดขา” เพื่อจะได้เข้าใจหัวอกของทหารที่ประจำการอยู่ตามชายแดน ข้อความดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการโจมตีทางอ้อมอย่างรุนแรง และล่วงละเมิดความน่าเคารพของบุคคลและหน้าที่ของรัฐบุรุษ ดังนั้น “ภูมิธรรม” จึงใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเพื่อปกป้องเกียรติและตำแหน่งราชการ

“ภูมิธรรม” เห็นว่าคำพูดนี้กระทบเกียรติภูมิประเทศ

การออกมายื่นฟ้องของนายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ที่ปรึกษากฎหมายของ “ภูมิธรรม” ระบุว่า คำพูดของ “ธนพร” ไม่ใช่เพียงการหมิ่นประมาทต่อบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ ขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดกับเพื่อนบ้าน “ภูมิธรรม” เห็นว่าการเปิดเผยข้อความจำพวกนี้ อาจทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำไทยในสายตาบรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ

ข้อหากระทบเกียรติภูมิประเทศอย่างไร

ทนายธงชัย กล่าวว่าข้อกล่าวหาในคดีนี้ไม่เพียงคุกคามด้านบุคลิกร แต่ส่งผลกระทบในเชิงนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คำพูดของ “ธนพร” ถูกตีความว่าเป็นการตั้งใจเผยแผยเรื่องที่ไม่เป็นความจริง และไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ลบต่อผู้บริหารสูงสุดของชาติ

  • คำพูดสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง
  • กระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ
  • ทำลายภาพลักษณ์ต่อเวทีนานาชาติ

การเลือกใช้ข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ไม่ใช่เพียงฟ้องตอบโต้ส่วนตัว แต่มุ่งแสดงจุดยืนทางการเมืองที่เห็นว่า ค่านิยมในคำพูดต้องมีขอบเขต และไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีองค์กรหรือสถานทูตในช่วงเวลาสำคัญ

คดีนี้มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไร

หลายคนมองว่าการฟ้องครั้งนี้เป็นการเปิดฉากแห่ง “สงครามคำพูด” ที่อาจมีการลากยาวไปถึงการต่อสู้ทางภาพสาธารณะของสองฝ่าย นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่เริ่มได้รับการใช้ไม่ใช่แค่กับพลเมืองทั่วไป แต่ยังพุ่งไปถึงบุคคลที่มีบทบาทต่อการเมืองและสังคมอย่างลึกซึ้ง

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ผลตัดสินเพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “ดุลยพินิจในการวิจารณ์” ที่ควรคำนึงถึงผลต่อสังคมมากกว่าอคติส่วนตัว

ที่มา – “ภูมิธรรม” ฟ้อง “ธนพร ศรียากูล” ปม “ลองตัดขา” ชี้คำพูดกระทบเกียรติภูมิประเทศ