ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โฉนดต้นยางช่วยสร้างรายได้ด้วยคาร์บอนเครดิต

ในยุคที่โลกร้อนกลายเป็นปัญหาระดับโลก การค้นหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือ โฉนดต้นยาง ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราเข้าร่วมโครงการ คาร์บอนเครดิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับสร้างรายได้ให้กับตนเอง

โฉนดต้นยางช่วยลดโลกร้อนและสร้างรายได้

กิจกรรมการปลูกต้นยางพารานานาปีถือเป็นสิ่งที่กักเก็บคาร์บอนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเข้าร่วมกับโครงการคาร์บอนเครดิต ทำให้ต้นยางกลายเป็น ‘สินทรัพย์’ ทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถซื้อขายได้ในระบบตลาด ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับเงินสนับสนุนเฉลี่ย 2,750 บาทต่อไร่ตลอดระยะเวลา 7 ปี ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ถึง 15 ล้านไร่

ประโยชน์ต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

นอกจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้ว การเข้าร่วมโครงการยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการจัดการสวนยางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้สารเคมี และการบริหารจัดการสวนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของยางไทยในตลาดโลกอีกด้วย

นายจิรวิทย์ มีชูภัณฑ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การจัดทำโฉนดต้นยางนั้นใช้นวัตกรรมที่แม่นยำ มีการใช้ดาวเทียมและเซ็นเซอร์ในการระบุตำแหน่งของแต่ละต้น เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนสามารถใช้ในการกำหนดมูลค่าของต้นยางในเชิงสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง

เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ

  • ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย
  • มีสวนยางตั้งอยู่ในพื้นที่ของ RAOT
  • มีเอกสารแสดงสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • สวนยางต้องไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (ความลาดชัน < 35 องศา)
  • อายุต้นยางอยู่ระหว่าง 1–18 ปี
  • ไม่ตัดต้นยางหรือเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ภายใน 7 ปี
  • สวนต้องไม่ทับซ้อนกับโครงการอื่นที่ได้รับการรับรองแล้ว

ด้วยแผนระยะยาวในการสร้างสวนยางให้เข้าสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2593 การดำเนินการในรอบระยะเวลาต่างๆ เริ่มจากการขยายเข้าร่วม 1 ล้านไร่ภายในปี 2570 และเพิ่มเป็น 10 ล้านไร่ภายในปี 2573 และสุดท้ายครอบคลุมพื้นที่สวนยางทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียน

โฉนดต้นยาง จึงไม่ใช่เพียงการจดทะเบียนต้นไม้ทั่วไป แต่ยังเป็นการยืนยันถึงบทบาทที่สำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ หากคุณเป็นเกษตรกรที่สนใจหรือต้องการ了解更多เกี่ยวกับโครงการ ควรเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อรับความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในอนาคต!

ที่มา – “โฉนดต้นยาง” สร้างรายได้สู้โลกร้อน ด้วยคาร์บอนเครดิต

พลังรักของครอบครัว ก้าวสู่ฝันดนตรีบนเวที THE POWER BAND

เวที THE POWER BAND โดย คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ถือเป็นเวทีวงดนตรีระดับประเทศที่ให้โอกาสเยาวชนได้แสดงศักยภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของศิลปินมือใหม่หลายคน ที่เปิดโอกาสให้ทั้งวงจากโรงเรียนเดียวกัน ต่างโรงเรียน หรือแม้แต่สมาชิกจาก พลังรักของครอบครัว ก็สามารถรวมตัวกันเป็นวงดนตรีได้อย่างเต็มที่

พลังรักของครอบครัวที่ผลักดันฝันทางดนตรี

ไม่ว่าจะเป็นวงไหนในเวที THE POWER BAND ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความสามารถของเด็กเท่านั้น เพราะอีกหนึ่งแรงผลักสำคัญก็คือ “พ่อแม่” ที่อยู่เคียงข้าง สนับสนุนในทุกก้าว และไม่ลังเลที่จะเป็นลมใต้ปีกให้ลูกได้บินสู่ฝัน

คุณแม่กวาง กับวง MOOMA สายดนตรีสุดเข้มข้น

คุณแม่กวาง – นางสาวภาณุมาศ อภัยจิตต์ เป็นหนึ่งในแม่ที่เชื่อว่า “เด็กต้องมีความสุขกับสิ่งที่ทำ” เธอจึงเลือกที่จะ Homeschool เพื่อให้ลูกชายทั้ง 3 คน ได้มีเวลาเต็มที่ในการพัฒนาวงดนตรี MOOMA ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับการซ้อม หรือพาลูกไปเปิดประสบการณ์บนเวทีกว่า 100 รายการ คุณแม่กวางไม่เคยมองความฝันของลูกว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ เพราะการเดินทางบนสายดนตรีของลูกคือ “การวิ่งตามโอกาส”

“เราพากันวิ่งไปหาโอกาส เพราะโอกาสอาจไม่มาหาเราเอง” คุณแม่กวางกล่าว

คุณแม่อ๊อฟ กับวง Destiny สตรองสุดสามพราน

อีกหนึ่ง พลังรักของครอบครัว ที่กำลังสร้างชื่อเสียงในวงการเพลงไทยคือ ครอบครัวของ คุณแม่อ๊อฟ – นางสาวหทัยชนก รุจิเทศ พร้อมด้วยลูกสาว 3 คน ในวง Destiny ที่เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อนุบาล และใช้ชีวิตครบครันกับจังหวะเสียงดนตรีกว่า 10 ปี

ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน พวกเธอจะมีเวลาสำหรับการบ้านเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มซ้อมดนตรีในช่วงเย็นถึงสามทุ่ม “พวกเขาเข้าใจว่าการเรียนหนังสือหรือการเล่นดนตรี ล้วนเป็นเรื่องของการเรียนรู้ทั้งนั้น” คุณแม่อ๊อฟกล่าว

ทำไมครอบครัวคือโด่งในเส้นทางดนตรี

  • สนับสนุนทางอารมณ์: การมีครอบครัวอยู่เคียงข้างช่วยให้เยาว์มีแรงผลักดันและมั่นใจขึ้น
  • จัดประสบการณ์ได้ง่าย: พ่อแม่ช่วยเด็กเปิดโอกาสเข้าสู่วงการในหลากหลายเวที
  • สอนให้มีวินัย: การบริหารเวลาแบบครอบครัวช่วยให้เด็กเรียนและฝึกดนตรีได้สมดุล

พลังรักของครอบครัว ไม่ใช่แค่การให้ของหรือกำลังใจ เพียงแต่คือการเป็นตัวตนที่นักดนตรีหนุ่มสาวสามารถกล้าหาญที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า และกล้าฝันในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้จริง

หากคุณคือพ่อแม่ผู้มีลูกที่รักในการเล่นดนตรี อย่าลังเลที่จะเป็นแรงผลัก ไม่ว่าจะเส้นทางนี้จะยากเพียงใด ความรักของคุณจะกลายเป็นตั๋วใบสำคัญ ที่พาลูกรักไปถึงตรงที่เขาฝันไว้

ที่มา – พลังรักของครอบครัว! ตั๋วใบสำคัญ สู่ความฝันทางดนตรีของลูก บนเวที “THE POWER BAND”

แม่ทัพภาคที่ 2 รับสิ่งของจากพี่น้องชาวไทย มั่นใจชายแดนยังสงบ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจำนวนมากจากพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นน้ำใจที่มีต่อเจ้าหน้าที่และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

แม่ทัพภาคที่ 2 รับสิ่งของจากพี่น้องชาวไทย มั่นใจชายแดนยังสงบ

พลโท บุญสิน กล่าวว่า สิ่งของที่ได้รับเป็นการสนับสนุนอย่างดีจากประชาชนทั่วไป ซึ่งจะถูกนำไปส่งต่อให้แก่กำลังพลในพื้นที่ เพื่อช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่าทหารทุกนายมีขวัญและกำลังใจพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทุกอย่าง

เสียงระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ไม่เกี่ยวข้องกับไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า กรณีเกิดเสียงระเบิดที่บริเวณปราสาทตาควาย จากรายงานเบื้องต้นพบว่าเป็นกับดักลั่นของฝ่ายกัมพูชาเอง คาดว่าเป็นกรณีเหยียบพลาด ไม่เกี่ยวข้องกับอาศัยทหารไทย และไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ของประเทศไทย

นอกจากนี้ กรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการรื้อถอนแนวรั้วบริเวณช่องอานม้า พลโทบุญสินชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะไทยยังคงรักษาแนวรั้วเพื่อป้องกันการล้ำละเมิด และแม้จะมีการปรับเปลี่ยนหลังเกษียณ ก็ยังคงมีการขึงแนวรั้วต่อไป เว้นแต่จะมีการเจรจาและทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา

การประชุมระดับแม่ทัพไทย-กัมพูชา เลื่อนเป็นวันที่ 27 ส.ค. นี้

ทั้งนี้ การประชุมหารือระดับแม่ทัพไทยและกัมพูชาได้มีการเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ณ ช่องสนั่ม จังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมหาข้อสรุปและแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นมิตร แม้อำนาจการตัดสินใจสุดท้ายจะอยู่ที่ผู้นำของฝ่ายกัมพูชา แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการสร้างบรรยากาศเพื่อขจัดข้อขัดแย้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า กองทัพไทยดำเนินการตามแผนที่กำหนด ตามมาตราส่วน 1:50,000 และยึดมั่นในหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย์ของประเทศ แม้ว่าจะพบว่าฝ่ายตรงข้ามมีการเสริมกำลังอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่กองทัพภาคที่ 2 พร้อมรับมือกับสถานการณ์ใดก็ตาม

“ไม่มีความกดดันใดๆ ทุกอย่างเราทำด้วยความเป็นหน้าที่ และด้วยความสุข เมื่อผมเกษียณแล้ว ก็ยังยินดีจะเป็นพลเมืองดีที่คอยช่วยประเทศชาติในขอบเขตที่ทำได้” พลโท บุญสิน กล่าวพร้อมฝากขอบคุณประชาชนทั่วประเทศที่ให้การสนับสนุน ทั้งในด้านกำลังใจและสิ่งของจำเป็น

จากการรายงานข่าวนี้ จะเห็นได้ว่า แม้สถานการณ์ในแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ขวัญกำลังใจของทหารไทยไม่เคยลดลง ความมั่นคงอยู่ที่การยึดมั่นในกติกา ความโปร่งของแผนที่ และการกรอบความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง

ร่วมเป็นกำลังใจให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ และสนับสนุนชาติของเราด้วยใจที่อบอุ่นจากประชาชนทั่วแผ่นดิน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 รับสิ่งของจากพี่น้องชาวไทย มั่นใจชายแดนยังสงบ

โฉนดต้นยาง ปราบยางเถื่อน ช่วยเกษตรกรไทย

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางพาราอย่างมาก นั่นคือปัญหายางเถื่อน ซึ่งมีการลักลอบนำเข้ายางพาราจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปราศจากการตรวจสอบคุณภาพและการควบคุมที่เหมาะสม ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ทำให้ราคาส่งออกยางภายในประเทศลดลง แต่ยังกระทบกับเกษตรกรไทยที่ทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของยางพาราไทยในเวทีโลก

ดร. เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โฉนดต้นยาง จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหายางเถื่อน เนื่องจากสามารถระบุรายละเอียดที่แม่นยำได้ เช่น ตำแหน่งของต้นยาง ปริมาณการผลิต และเจ้าของทรัพย์สิน ทำให้ไม่สามารถสวมสิทธิ์ของคนอื่นนำมาใช้งานได้อีกต่อไป

โฉนดต้นยาง เทคโนโลยีใหม่เพื่อพาเกษตรกรไทยไปต่อ

ในอดีต การดำเนินงานปราบปรามยางเถื่อนมักประสบกับข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งการขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และไม่มีระบบที่รองรับการติดตามข้อมูล ส่งผลให้ปัญหายางเถื่อนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่แม้ในปัจจุบัน การนำระบบ โฉนดต้นยาง มาใช้แล้ว สิ่งเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแค่ช่วยจัดการเรื่องการซื้อขายผ่านแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์กับกฎระเบียบระดับโลก เช่น EUDR (European Union Deforestation Regulation) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าเบรลุกเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป

ประโยชน์ของโฉนดต้นยาง

  • ช่วยลดปัญหายางเถื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการตรวจสอบแหล่งที่มาของยางได้อย่างถูกต้อง
  • เพิ่มมูลค่ายางไทยในตลาดโลก ด้วยการันตีด้านความปลอดภัยและการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และสร้างความยุติธรรมให้แก่เกษตรกรไทย

นอกจากนี้ ระบบโฉนดต้นยางยังเปิดโอกาสให้สามารถติดตามข้อมูลย้อนกลับได้ในระดับรายไร่ รายแปลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการให้ความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศ

การผลักดันระบบดังกล่าวไม่เพียงแค่ตอบโจทย์การปฏิรูปอุตสาหกรรมยางในระดับนโยบาย แต่เป็นการวางรากฐานของการทำงานอย่างโปร่งใสและยั่งยืนสำหรับเกษตรกรในระยะยาว “การมีโฉนดต้นยางคือการยกระดับวิถีการเกษตรของคนไทยให้ก้าวไกลไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น” ดร.เพิกกล่าวสรุป

หากคุณเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง อย่ารอช้า! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางไทยที่โปร่งใสและยั่งยืนด้วยโฉนดต้นยาง

ที่มา – “โฉนดต้นยาง” เครื่องมือปราบ ยางเถื่อน ช่วยเกษตรไทย

อ.ส.ค. มอบรางวัลตั้งชื่อลูกโคนมเรดเดนตัวแรกของไทย

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดตั้งชื่อลูกโคนมสายพันธุ์เรดเดนตัวแรกที่เกิดในประเทศไทย ภายใต้โครงการ Red Cow Diplomacy ณ ลานการแสดงกิจกรรมคาวบอย ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อ.ส.ค. อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

อ.ส.ค. มอบรางวัลตั้งชื่อลูกโคนมเรดเดนตัวแรกของไทย

โครงการนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานจากพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ในการร่วมก่อตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์คเมื่อ 63 ปีก่อน

ฟื้นคืน legend ของวัวแดงในไทย

ลูกโคนมเรดเดน (Red Den) ตัวแรกของไทย เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 เป็นโคเพศเมีย หมายเลข TD680036 ซึ่งได้จากการใช้เทคโนโลยีผลิตโคหลอดแก้วและย้ายฝากตัวอ่อนในแม่โคนมพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชี่ยน โดยการกลับมาของสายพันธุ์เรดเดนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ แต่ยังสะท้อนความร่วมมือไทย–เดนมาร์กอย่างลึกซึ้ง

ในการประกวดตั้งชื่อลูกโคนมเรดเดน คณะกรรมการคัดเลือกชื่อ “ดานิกา (Danika)” ซึ่งมีความหมายถึงแสงแห่งเช้าวันใหม่ สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ของวงการโคนมไทย ผู้ชนะคือคุณเวสารัช ตุ้มทอง ซึ่งได้รับรางวัลพิเศษมากมาย รวมทั้งโอกาสสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างใกล้ชิด

กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในงานนี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนาน แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ โครงการ Red Cow Diplomacy ถือเป็นการสร้างรากฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมโคนมไทยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

อ.ส.ค. มอบรางวัลพิเศษเพื่อแทนคำขอบคุณแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งไม่เพียงสร้างความประทับใจ แต่ยังเป็นโอกาสให้ทุกคนสัมผัสบรรยากาศของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์คอย่างใกล้ชิด

ความสำเร็จของโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมโคนมไทย มิใช่แค่ในด้านพันธุกรรม แต่ยังแสดงถึงความยั่งยืน ด้วยการร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพน้ำนม ส่งเสริมอาหารปลอดภัย และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

กิจกรรมมากที่สำคัญเช่นนี้เป็นอีกหนึ่งการสะท้อนบทบาทของ อ.ส.ค. มอบรางวัลตั้งชื่อลูกโคนมเรดเดนตัวแรกของไทย ที่แรงกล้าเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยและกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารจาก อ.ส.ค. อย่างใกล้ชิด

ที่มา – อ.ส.ค. มอบรางวัลประกวดตั้งชื่อลูกโคนมเรดเดนตัวแรกของไทย ภายใต้โครงการ “Red Cow Diplomacy”

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งอันดามัน ที่โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต

หากคุณกำลังมองหาที่พักที่สามารถให้ประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งทะเลอันดามัน โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ รีสอร์ท 5 ดาวจากแบรนด์เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น ที่ไม่เพียงแต่ให้ความหรูหรา แต่ยังผสานวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างลงตัว

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งอันดามัน ที่โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต

ตั้งอยู่บนเกาะนาคาใหญ่ท่ามกลางทะเลสีคราม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต มอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดพร้อมบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของโลกภายนอก และสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งอันดามัน ที่โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคต

ไม่ใช่แค่คำพูด “รู้ประหยัด รักษ์สิ่งแวดล้อม” คือหนึ่งในหลักการดำเนินงานของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ลดพลาสติกอย่างเข้มงวด รวมถึงการรักษาความสะอาดของชายหาดอย่างสม่ำเสมอ โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นผ่าน Naka School Community Outreach Program และการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนด้วยผลิตภัณฑ์กระเป๋ากระจูดจากพัทลุง ที่รายได้จะเข้าถึงแก่ช่างฝีมือโดยตรง

กิจกรรมทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเพื่อความสุขสูงสุด

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งอันดามัน ที่โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต ด้วยกิจกรรมยอดนิยมอย่าง Naka Garden Tour ที่จะพาผู้เข้าพักเยี่ยามสวนสมุนไพรและพืชพันธุ์ท้องถิ่นใกล้ชิด หรือร่วม Epicurean Program เพื่อเรียนรู้การทำอาหารไทยจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่แท้จริง

  • พายคายัคผ่านป่าโกงกางริมทะเล
  • ชมนกกับทีมสันทนาการภายในเกาะ
  • ร่วมกิจกรรม Sunset Ceremony สัมผัสตำนานท้องถิ่น

ทรีตเมนต์เพื่อผ่อนคลายแบบแท้จริง

ภายในสปาของโรงแรม แขกที่เข้าพักสามารถรับทรีตเมนต์ซิกเนเจอร์อย่าง Naka Indigenous Massage ซึ่งใช้สมุนไพรพื้นบ้านผสมกับเทคนิคการนวดโบราณ เพื่อฟื้นคืนชีพจรให้ร่างกาย ดำเนินการร่วมกับห้องซาวน่า อบไอน้ำ และห้องน้ำแข็ง รวมถึงคลาสโยคะและการบำบัดด้วยเสียงขันทิเบต

ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อการพักผ่อนคนเดียว การพาครอบครัวไปเที่ยว หรือเป็นคู่รักที่มองหาที่พักโรแมนติก โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ พร้อมมอบความทรงจำที่ลึกซึ้งและยั่งยืน

หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ +66 (0) 76 371 400 หรืออีเมล [email protected]

เพราะที่นี่ ความรักต่อธรรมชาติและการพักผ่อนอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่ขายได้ แต่การสร้างประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งอันดามัน ที่โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต

ที่มา – สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับบนเกาะส่วนตัวแห่งอันดามัน ที่โรงแรม เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ ภูเก็ต

มาลี ลั่น เขมร ไม่สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาไม่อนุมัติหรือสนับสนุนการเผยแพร่ ข้อมูลเท็จ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

มาลี ลั่น เขมร ไม่สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

โฆษกกระทรวงกลาโหมฯ ได้ชี้ให้เห็นว่า การเผยแพร่ ข้อมูลเท็จ หรือ ข่าวปลอม ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถลดความตึงเครียดระหว่างประเทศได้ แต่กลับเป็นการสร้างความเสียหายต่อความรู้สึกของประชาชนในทั้งสองฝ่าย และยังไม่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ

ยอมรับข้อเท็จจริงและต้องการส่งตัวทหารกลับคืน

ในแถลงการณ์นี้ พลโทหญิงมาลี ยังได้ย้ำถึงข้อเรียกร้องของทางราชการกัมพูชา ที่ต้องการให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทย ให้กลับคืนมายังราชอาณาจักร

เธอเน้นว่า การเปิดเผยข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนความจริง จะไม่ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ แต่กลับเป็นการเพิ่มความไม่ไว้วางใจในระดับชาติพันธุ์และภูมิภาค ซึ่งขัดขวางแนวทางการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสงบ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวหลายแห่งได้ยืนยันว่า พลโทหญิงมาลี ได้กล่าวในทำนองเดียวกันกับการที่หน่วยข่าวดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเริ่มแพร่กระจายข่าวลือหรือเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ของไทย-กัมพูชา ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ทางด้านกัมพูชาได้ชี้ให้เห็นว่าหากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใสและถูกต้อง ก็สามารถลดแรงกดดันทางสังคมและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเจรจาเพื่อความสงบสุขในภูมิภาค

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและสื่อมวลชนได้ตั้งข้อสังเกตว่าการกระจายข่าวปลอมในยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่เพิ่มความซับซ้อนให้แก่การกำหนดนโยบายต่างประเทศ เพราะส่งผลต่อความคิดเห็นสาธารณะ และอาจกระตุ้นให้เกิดกรอบคิดที่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในระยะยาว

สรุปและมุมมอง

จากสถานการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าแม้บางฝ่ายจะพยายามใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเพื่อผลักดันเป้าหมายทางการเมือง แต่การใช้ข้อมูลเท็จไม่สามารถสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศได้เลย ภายในยุคสมัยที่การเชื่อมโยงระหว่างผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น การเป็น ข้อมูลเท็จ คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง การใช้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นกลางคือทางออกเดียวที่จะนำประเทศเข้าสู่เส้นทางแห่งการเจรจาอย่างสันติ

เราในฐานะผู้บริโภคข้อมูลควรเลือกที่จะตรวจสอบแหล่งข่าวอย่างถี่ถ้วน และหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายข่าวลือที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ของชาติ เป็นการร่วมมือในการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันและเป็นกลาง

ที่มา – ‘มาลี’ลั่น‘เขมร’ ไม่สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ชี้ข่าวปลอมไม่ช่วยเจรจาสันติ

ชุดสืบสวนตรวจสอบที่ดินเขากระโดง พบหลักฐานสำคัญที่มาของที่ดิน

การตรวจสอบที่ดินเขากระโดงที่เกิดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการคลี่คลายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าว พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะชุดสืบสวนสอบสวนที่ 97/2568 ได้เดินทางไปเก็บข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเขากระโดงใน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

ชุดสืบสวนตรวจสอบที่ดินเขากระโดง พบหลักฐานสำคัญที่มาของที่ดิน

การดำเนินการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงการคลัง และแขวงการทางรถไฟลำปลายมาศ ซึ่งการตรวจสอบเนื้อที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยแผนที่เดิมในปี 2531 และ 2562 ระบุว่ามีพื้นที่ 5,083 ไร่ แต่การวัดใหม่ในปี 2567 พบว่าจริงๆ มีเพียง 4,414 ไร่

การค้นพบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง

นอกจากพื้นที่ที่น้อยลง ยังพบว่ามีสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งตั้งอยู่บนพื้นที่ทางสาธารณะ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างในบริเวณดังกล่าว ทีมสืบสวนยังพบการทำนิติกรรมอำพรางในโฉนดที่ดินหลายแปลง ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของประชาชนและรัฐ

หน่วยงานรัฐถึง 12 แห่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบต่อ เนื่องจากเข้ามายึดครองหรือก่อสร้างในพื้นที่การรถไฟ ซึ่งระบบเดิมไม่เคยมีการรับรอง การตรวจสอบเส้นทางรถไฟตามแผนที่เก่าแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ขุดหินที่เคยถูกใช้ในอดีต

  • การลงพื้นที่ครั้งนี้ใช้เวลา 3 วัน
  • รวบรวมหลักฐานเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาคดีพิเศษ
  • พื้นที่ทางสาธารณะที่ถูกบุกรุกต้องมีการตรวจสอบเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง

สำนักงานที่ดินได้เปิดเผยข้อมูลการรับรองและไม่รับรองจากสำนักงานการรถไฟตั้งแต่ปี 2513 จนถึงปี 2539 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญในการไขคดีที่ดินเขากระโดงให้กระจ่าง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบที่ดินอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ การแย่งชิงพื้นที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคล หรือส่วนกลุ่ม หากไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในวงกว้าง

ความคืบหน้าชุดสืบสวนตรวจสอบที่ดินเขากระโดงครั้งนี้ ถือเป็นทางแยกสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความชัดเจน ทั้งในด้านกฎหมาย การใช้ที่ดิน และความโปร่งใสของรัฐ

ที่มา – ชุดสืบสวนตรวจสอบที่ดินเขากระโดง พบหลักฐานสำคัญชี้ชัดที่มาของที่ดิน

เมียนมาเตรียมจัดเลือกตั้งเฟสแรก ได้เกือบ 1 ใน 3 ของเขตปกครอง

เมียนมาเตรียมจัดเลือกตั้งเฟสแรกในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะดำเนินการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ 102 เขต จากทั้งหมด 330 เขตการปกครองทั่วประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญภายใต้กรอบการยุติวิกฤตทางการเมืองที่ยืดเยื้อมายาวนาน

เมียนมาเตรียมจัดเลือกตั้งเฟสแรก ได้เกือบ 1 ใน 3 ของเขตปกครองทั้งหมด

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า เดอะ โกลบอล นิว ไลต์ ออฟ เมียนมา ซึ่งเป็นสื่อสื่อสารของภาครัฐ ได้เปิดเผยว่าพื้นที่ที่มีการจัดเลือกตั้งจะครอบคลุมกรุงเนปิดอว์และพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งยังรวมถึงเขตภูมิภาคย่างกุ้งซึ่งมีเมืองย่างกุ้งเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศและมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 7 ล้านคน

อุปสรรคทางการเมืองในพื้นที่紛争

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มกบฏหรือกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เช่น รัฐยะไข่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนตะวันตกของประเทศ และส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอาระกัน (AA) จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้เพียง 3 เขต จากทั้งหมด 17 เขต

เช่นเดียวกัน พื้นที่ภูมิภาคสะกายทางตอนเหนือซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารหลายฝ่าย ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้เพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการจัดการหาเสียงในพื้นที่ราษฎรที่มีสถานการณ์หลากหลาย

กฎหมายใหม่ที่ส่งผลต่อเสรีภาพในการเลือกตั้ง

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทหารของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมบรรยากาศการเมืองในช่วงเตรียมเลือกตั้ง โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี สำหรับผู้ใดที่วิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วงการเลือกตั้ง นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังห้ามมิให้ทำลายบัตรเลือกตั้ง สถานที่เลือกตั้ง หรือข่มขู่เจ้าหน้าที่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผู้สมัครรับเลือกตั้ง ด้วยบทลงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

กฎหมายเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกลไกในการควบคุมสื่อและประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม กรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินกระบวนการให้เป็นไปอย่างสงบสุขและได้ผลตามที่หวัง

ความเคลื่อนไหวในการจัดเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เมียนมาอาจก้าวสู่เส้นทางแห่งประชาธิปไตยต่อไป แม้อุปสรรคทั้งในด้านภูมิศาสตร์ การเมือง และกฎหมายจะยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ต้องฝ่าฟัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเลือกตั้งเฟสแรกจะขึ้นอยู่กับการรับฟังเสียงของประชาชนและการเคารพสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง

ที่มา – เมียนมาเตรียมจัดเลือกตั้งเฟสแรก ได้เกือบ 1 ใน 3 ของเขตปกครองทั้งหมด

ป.ป.ช. กำแพงเพชรแจงผลการดำเนินงานรอบปี ทั้งป้องกันและปราบปราม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมซุ้มกอศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร นายณัฏฐกิตต์ สุหจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดกำแพงเพชร ได้ให้การแถลงข่าว ผลการดำเนินงานรอบปี ภายใต้โครงการรณรงค์สร้างกระแสต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดกำแพงเพชร

เข้าร่วมในโอกาสดังกล่าวมี หัวหน้าส่วนราชการ คณะโค้ช คณะกรรมการชมรม STRONG ประจำอำเภอต่าง ๆ และสื่อมวลชนในพื้นที่ ซึ่งผู้เข้าร่วมต่างมีความสนใจใน ผลการดำเนินงานของ ป.ป.ช. กำแพงเพชร โดยเฉพาะในด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต

ผลการดำเนินงานในรอบปีของ ป.ป.ช. กำแพงเพชร

นายณัฏฐกิตต์ เปิดเผยว่า สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดกำแพงเพชร มีบทบาทสำคัญ ทั้งในการป้องกัน การเฝ้าระวัง และด้านการปราบปรามทุจริต โดยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานได้รับเบาะแสจากหลากหลายช่องทางผ่านศูนย์ป้องกันและปราบปรามทุจริต และได้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด

กิจกรรมด้านป้องกันทุจริต

ในส่วนของการป้องกันและลดการทุจริต มีกิจกรรมลงพื้นที่หลายจุด ร่วมกับผู้แทนจากรัฐ ภาคประชาชน และเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางในการเฝ้าระวังปัญหาทุจริตในพื้นที่ ทั้งยังมีการให้ความรู้และคำแนะนำเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินโครงการจำนวน 17 โครงการ ประกอบด้วยการสร้างถนนคอนกรีต ปรับปรุงสวนสาธารณะ และบำรุงรักษาถนนผิวลาดยาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามประเมินผลงานเฝ้าระวัง 23 โครงการ จากหน่วยงานที่เข้าร่วม 12 แห่ง โดยเน้นการออกแบบการสื่อสารกับประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลโครงการ และยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสตามนโยบายที่หน่วยงานหลักกำหนด

ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ปี 2568

ในการประเมินตามเกณฑ์ ITA ประจำปีงบประมาณ 2568 ของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ พบว่าหน่วยงานในจังหวัดกำแพงเพชรอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยได้คะแนนเฉลี่ย 98.46 คะแนน ในขณะที่ภาพรวมของพื้นที่จังหวัดอยู่ที่ 93.58 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้า 1.36 คะแนน

ทั้งนี้ มีหน่วยงานบางแห่งที่ได้รับการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ 6 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 6.59 ที่ได้คะแนนต่ำกว่า 85 คะแนน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมานับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและดูแลให้มีคุณภาพมากขึ้น

ดำเนินคดีทุจริตสำคัญ 3 คดี

ในด้านการปราบปราม ป.ป.ช. กำแพงเพชร ได้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 59 เรื่อง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการ 28 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการเบิกจ่ายที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

สำหรับคดีที่เป็นประเด็นสำคัญจากประชาชน มี 3 คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดสำคัญที่มีขึ้นจริงตามกฎหมาย

  • เรื่อง การทุจริตในโครงการสาธารณะ โดยอดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรานและพวกได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้บริหารเข้ามามีส่วนได้เสีย
  • คดี สร้างถนนแต่ไม่มีการก่อสร้างจริง โดยก่อสร้างภาพลวงตา ซึ่งส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญาแล้ว
  • กรณี ทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณ ของเทศบาลตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล โดยอดีตเจ้าพนักงานเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ผลการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการยังไม่ถือเป็นการตัดสินสุดท้าย ผู้ถูกกล่าวหาจะถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

การสำนึกหน้าที่ของ ป.ป.ช. จังหวัดกำแพงเพชร ในการทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและเที่ยงธรรมย่อมเป็นต้นแบบที่มีคุณภาพสำหรับหน่วยงานอื่น ๆ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรัฐและสังคม

หากคุณเป็นหน่วยงานที่ต้องการให้มาตรวจสอบ หรือนำเสนอบริการใด ๆ ของจากระบบ ป.ป.ช. สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ได้

ที่มา – ป.ป.ช. กำแพงเพชรแจงผลการดำเนินงานรอบปี ทั้งป้องกันและปราบปราม