ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อิ๊งค์ไปศาลเอง ยืนยันความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก มีการนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และแกนนำคนอื่นๆ รวม 13 คน เป็นจำเลยในข้อหาชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 เมื่อช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ปี 2552

อิ๊งค์ไปศาลเอง

ล่าสุดในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดไต่สวนวินิจฉัยคดีนายกรัฐมนตรี อิ๊งค์ แพทองธาร กรณีมีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อิ๊งค์ไปศาลเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวน มีรายงานว่า น.ส.แพทองธารจะเดินทางไปศาลด้วยตนเองในเวลา 10.00 น. พร้อมทีมทนายความส่วนตัว

สถานการณ์การเมืองรอบด้าน

ในวันเดียวกัน ล่าสุดศาลยังเลื่อนการพิจารณาคดีนปช.ออกไป 1 นัด โดยมีการแจ้งจากที่ปรึกษานายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่าอยู่ระหว่างประชุมสภา จึงขอเลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 ตุลาคมนี้

“ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวถึงคดีของ อิ๊งค์ไปศาลเอง ว่าประชาชนตัดสินเรื่องนี้ไปแล้วตั้งแต่มีคลิปเสียงออกมา และยืนยันว่าศาลจะเป็นผู้ตัดสินโดยไม่มีดีลใดๆ ส่วนกรณีของทักษิณ ชินวัตร ที่มั่นใจว่าจะรอดคดี ม.112 เป็นเรื่องปกติของคนเป็นจำเลย แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

ขณะเดียวกัน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ว. เผยว่า ส.ว.บางกลุ่มเตรียมคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2569 นี้ เพราะการเลื่อนวันพิจารณาหลังวันที่ศาลวินิจฉัยคดี อิ๊งค์ไปศาลเอง เพราะหวังผลหากศาลตัดสินเป็นลบ

  • ยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินคดี
  • แสดงพลังประชาชนหลังถูกกล่าวหา
  • ไม่มีการชี้นำทางการเมือง

ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในเชิงลบ อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมืองระดับประเทศและสร้างช่องทางให้ฝ่ายค้านเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่ อิ๊งค์ไปศาลเอง สามารถตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้นำที่ไม่หลบหนีความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นต่อมหาชนได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “อิ๊งค์” ไปศาลเอง

จับหนุ่มซ่อนไม้พะยูงในสระน้ำ 179 ท่อน เตรียมส่งให้นายทุน

เจ้าหน้าที่ในพื้นที่อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดการจับกุมชายวัย 33 ปี ที่มีพฤติกรรมลักลอบตัดไม้พะยูง ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม จำนวน 179 ท่อน และซุกซ่อนไว้ในสระน้ำใกล้บ้าน เพื่อลดความน่าสงสัยก่อนส่งต่อให้นายทุนรายใหญ่

จับหนุ่มซ่อนไม้พะยูงในสระน้ำ 179 ท่อน มูลค่านับล้านบาท

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบ พบว่าชายคนดังกล่าวซุก ไม้พะยูง ซึ่งเป็นไม้ที่ถูกกฎหมายห้ามครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไว้ในที่ซ่อน ซึ่งคาดว่าหากสามารถนำออกไปจำหน่ายได้ จะมีมูลค่าหลายล้านบาท

ความผิดเกี่ยวกับการครอบครองไม้หวงห้าม

โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า “มีไว้ครอบครองซึ่งไม้หวงห้าม (พะยูง) อันยังไม่ได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือ รอยตรารัฐบาล หรือไม่ได้รับอนุญาต และยังรับไว้ซ่อนเร้น เพื่อจำหน่ายให้กับบุคคลอื่น”

จากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่านายธีรยุทธ ชื่อเดิมที่ใช้ในการซ่อนตัว ได้ลักลอบตัด ไม้พะยูง จากพื้นที่ป่าหวงห้าม ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง มาซุกซ่อนที่บริเวณสระน้ำ หมู่ที่ 7 ต.อาโพน อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ โดยคาดว่าน่าจะมีเจ้าของทุนอยู่เบื้องหลัง

  • ไม้พะยูง 179 ท่อน ซุกในสระน้ำ
  • มูลค่ากว่าล้านบาทหากหลุดจากการดำเนินคดี
  • กล่าวหาว่ามีพฤติกรรมซ่อนเร้นในความผิด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานกันนำ ไม้พะยูง ที่ถูกซ่อนไว้ไปยังพื้นที่ปลอดภัย และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกระบวนการของกฎหมาย โดยมีความพยายามร่วมกันจากหลายหน่วยงาน เช่น สภ.บัวเชด, สส.ภ.จว.สุรินทร์ และหน่วยงานด้านทรัพยากรป่าไม้

กรณีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาการค้าไม้ผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยิ่งแสดงให้เห็นว่า การสอดส่องจากเจ้าหน้าที่มีความสำคัญอย่างไรต่อการรักษาความปลอดภัยของทรัพยากรธรรมชาติ

หากคุณพบพฤติกรรมหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้าไม้ผิดกฎหมาย รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการรักษาทรัพยากรธรรมชาติคือหน้าที่ของเราทุกคน

ที่มา – จับหนุ่มซ่อนไม้พะยูงในสระน้ำ 179 ท่อน มูลค่านับล้านบาทเตรียมส่งนายทุนใหญ่

คู่อาหารที่ไม่ควรกินด้วยกัน มีอะไรบ้าง?

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าการกินอาหารหลายอย่างในมื้อเดียวกัน แม้จะอร่อย แต่ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ คู่อาหารที่ไม่ควรกินด้วยกัน ที่อาจเป็นอันตรายหรือทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ รู้ไว้จะได้ไม่พลาดหรือเสี่ยงกับอาหารที่ไม่ควรเชื่อมโยงกันไว้ในจานเดียว

คู่อาหารที่ไม่ควรกินด้วยกัน

อาหารบางรายการที่เราชอบ搭配กัน อาจไม่ได้เหมาะสมจากมุมมองทางโภชนาการหรือเคมีภายในร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของการดูดซึมสารอาหารหรือการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีภายในร่างกาย

1. ทุเรียน กับ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทุเรียนมีกำมะถันสูง และเมื่อทานคู่กับแอลกอฮอล์จะทำให้สารนี้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการเมาก่อนวัย อ่อนเพลีย และระคายเคืองต่อระบบหายใจ

2. ทุเรียน + น้ำอัดลม

เมื่อทุเรียนและน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูงรวมกัน จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นแบบกระฉับ และส่งผลร้ายต่อผู้ที่มีปัญหาเบาหวานกว่าจะรับได้

3. น้ำผึ้ง + ชาร้อน/น้ำร้อน

น้ำร้อนจะทำลายคุณค่าทางโภชนาการในน้ำผึ้ง แม้กลิ่นจะอร่อย แต่ประโยชน์จะลดลง จนอาจโดนดูดซึมไม่สมบูรณ์

4. แอลกอฮอล์ + อาหารรสเผ็ด

อาหารรสเผ็ดร่วมกับแอลกอฮอล์ทำให้เลือดไหลเร็วขึ้น จำเป็นต้องระมัดระวังกับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพื่อป้องกันอาการแผลในกระเพาะหรือการแพ้

5. กล้วย + เผือก

ทั้งกล้วยและเผือก มีคาร์โบไฮเดรตสูง ถ้ากินรวมกันในปริมาณมากอาจทำให้ท้องอืด และเพิ่มพลังงานสะสมมากเกินความจำเป็น เชิญกลุ้มกระทุ้งหยุดอิ่มเข้ากัน

6. นม + ผัก/อาหารที่มีไฟเบอร์สูง

ไฟเบอร์ในผักจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในนม ดังนั้นเวลาอยากได้ประโยชน์จากทั้งสองชนิดนี้ กินแยกกันจะดีมากกว่า

7. ชา + ยา

จะดีกว่าหากดื่มน้ำเปล่าแทนชา เพราะน้ำชาอาจเข้าไปลดประสิทธิภาพในการดูดซึมของยาในร่างกาย

8. เนื้อหมู + ไอศกรีม

เนื้อหมูเป็นโปรตีนที่ย่อยยาก เมื่อรวมกับอาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม จะทำให้การย่อยลดลง โดยเฉพาะในลำไส้ ต้องระวังเรื่องหนัก

10. ไข่ต้ม + กาแฟ (เครื่องดื่มคาเฟอีน)

คาเฟอีนในกาแฟจะเข้าไปรบกวนกระบวนการดูดซับธาตุเหล็กที่มีอยู่ในไข่ต้ม ส่งผลให้ร่างกายขาดธาตุเหล็กสำคัญ หากอยากกินคู่กัน แนะนำว่าใช้ไข่ที่ปรุงแบบอ่อนก่อน eg. ไข่ดาวหรือไข่เจียว

10. ข้าวสวย + ก๋วยเตี๋ยว

วิตามิน B1 จะต้องทำงานหนักขึ้นในการย่อยข้าวเมื่ออาหารมี carbohydrateg รวมกันทั้ง 2 ชนิดนี้ และมีการเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล ทำให้อ้วนง่าย

เมื่อรู้ว่าบางคู่อาหารนี้อาจเป็นโทษถ้าทานไปด้วยกัน ก็อย่าลืมเลือกอาหารให้เหมาะสมกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น การเลือกกินให้ถูกโภชนาการไม่ใช่เพียงเรื่องของอร่อยอย่างเดียว แต่ยังช่วยสร้างสุขภาพที่ดี

ที่มา – คุณรู้ไหม… 10 คู่อาหาร ที่ไม่ควรกินด้วยกัน มีอะไรบ้าง ?

“นาโปลี” เดินหน้าจีบ “ฮอยลุนด์” หลังปัดซบมิลาน

หลังจากที่ข่าวการปัดข้อเสนอจาก เอซี มิลาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด นาโปลี แชมป์กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ก็แสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้าคว้าตัว ราสมุส ฮอยลุนด์ หัวหอกทีมชาติเดนมาร์กของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทัพ โดยหวังให้ดาวเตะวัยเยาว์ช่วยเติมเต็มแนวรุกของทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างที่ทราบกันดีว่า นาโปลี กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกองหน้าหลังจากที่ โรเมลู ลูกากู เจ็บต้นขาอย่างรุนแรง และได้รับการคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องพักยาวถึง 3-4 เดือน ทำให้ทีมต้องเร่งหาตัวสำรองที่มีคุณภาพซึ่ง ฮอยลุนด์ คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของพวกเขา

“นาโปลี” เดินหน้าจีบ “ฮอยลุนด์” หลังปัดซบมิลาน

ด้านรายงานล่าสุดระบุว่า นาโปลี พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอสัญญายืมตัว ฮอยลุนด์ เป็นระยะเวลา 1 ฤดูกาล พร้อมมีเงื่อนไขในการซื้อขาดหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เป็นแนวทางที่พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ภายใต้สถานการณ์งบประมาณและโครงสร้างทีมในฤดูกาลใหม่

ลุย Champions League ดึงดูด ฮอยลุนด์?

จุดขายอีกด้านหนึ่งของ นาโปลี คือการคว้าตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือว่าเป็นเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักเตะได้โชว์ฝีเท้าต่อหน้าแฟนบอลทั่วโลก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทีมคาดว่า ฮอยลุนด์ จะตัดสินใจมาร่วมทัพ เพื่อโอกาสได้ลงเล่นใน赛事ที่มีคุณภาพสูงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญที่เกิดขึ้นคือทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ ฮอยลุนด์ เอง ยังมีความคาดหวังสูงว่าการทำข้อตกลงในครั้งนี้ควรเป็นการย้ายสังกัดอย่างถาวรมากกว่ายืมตัวเลย จึงทำให้ความลุ้นเรื่องอนาคตของกองหน้าวัย 22 ปียังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามให้ใกล้ชิดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

หากการย้ายทีมในครั้งนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นดีลใหญ่สำหรับทั้ง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะ นาโปลี ที่กำลังไล่ล่าตำแหน่งในรายการสำคัญ และต้องการผู้เล่นที่ยังมีอนาคตไกลอย่าง ฮอยลุนด์ เข้ามาร่วมทัพโดยด่วน

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลตัวยิ่ง ต้องจับตาดูการพัฒนาการต่อรองนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอนาคตของหัวหอกทีมชาติเดนมาร์กอาจเปลี่ยนได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!

ที่มา – “นาโปลี” เดินหน้าจีบ “ฮอยลุนด์” หลังปัดซบมิลาน

คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง”

วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ อาร์เซนอล หรือที่แฟนบอลไทยนิยมเรียกกันว่า “ปืนใหญ่” กำลังจะได้ตัว เอเบเรชี เอเซ จอมทัพตัวเก่งของทีม คริสตัล พาเลซ เข้ามาร่วมทัพ โดยข่าวดังกล่าวกลายเป็นการ “พลิกคดี” อย่างแท้จริง เพราะการคว้าตัว เอเซ ครั้งนี้ “ปืนใหญ่” สามารถตัดหน้า “ไก่เดือยทอง” อย่าง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ได้สำเร็จ

คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง”

จากข่าวที่รายงานโดย ดิ แอธเลติก สื่อดังของอังกฤษ เปิดเผยว่า อาร์เซนอล ได้บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ มิดฟิลด์วัย 27 ปีจากทีม “ปราสาทเรือนแก้ว” สำเร็จแล้ว โดยมีมูลค่าค่าตัวอยู่ที่ 68 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,992 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขน้ำหนักตัวที่เท่ากับที่ทอตแนม ฮอตสเปอร์ สละเพื่อคว้าตัวเขาไปร่วมทัพเช่นกัน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของ “ปืนใหญ่”

การคว้าตัว เอเซ ของ อาร์เซนอล ถือเป็นการเซ็นเนื้อเงินในช่วงซัมเมอร์ที่ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก และเป็นการส่งสัญญาณให้กับคู่แข่งว่า ฤดูกาลหน้าพวกเขาตั้งใจลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว

ขณะเดียวกัน เอเซ ก็เตรียมบอกลาทีมเก่า หลังคาดว่าเขาจะลงสนามเป็นครั้งสุดท้ายให้กับ คริสตัล พาเลซ ในเกม คอนเฟอเรนซ์ ลีก รอบเพลย์ออฟ กับ เฟรดริคสตัด ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งหากเขาลงสนาม เขาจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลที่ถือเขามาเป็นหนึ่งในตำนานของทีม

  • ค่าตัว เอเซ อยู่ที่ 68 ล้านปอนด์
  • เป็นจำนวนเงินเดียวกับที่ สเปอร์ส เสนอ
  • อาร์เซนอล อัดเงินเต็มข้อตกลง 68 ล้านปอนด์
  • คาดว่าจะได้เห็นเขาในชุด ปืนใหญ่ ฤดูกาลหน้าแน่นอน

นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ “ไก่เดือยทอง” จาก ทอตแนม จะต้องยอมรับความจริงว่า แพ้เป้าหมายรายใหญ่ในตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะถูก อาร์เซนอล กวาดตากล้องคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ ไปแล้ว และตอนนี้ สเปอร์ส จะต้องเคลื่อนไหวหาเป้าหมายรายอื่นแทน

การเสริมทัพของ ปืนใหญ่ นั้นถือเป็นแผนธุรกิจระยะยาว หลังจากฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จสูงอย่างไม่คาดฝันในปีนี้ พวกเขาต้องการให้ เอเซ มาทำงานหนักกับ ไมเคิล อาตต้า และทีมแนวรุกที่มีอยู่แล้ว สร้างความแกร่งให้กับทีมยิ่งขึ้น

และไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะบนสนามเท่านั้น เอเซ ยังเป็นผู้เล่นที่มีไบหนึ่งในตัวเอง เขามีประสบการณ์ระดับพรีเมียร์ลีกและอยู่ในช่วงสูรสมรรถภาพที่ดี เหมาะสมอย่างยิ่งกับ อาร์เซนอล ที่จำเป็นต้องมีผู้เล่นอย่างเขาเพื่อขับเคลื่อนทีมสู่จุดสูงสุดในฤดูกาลหน้า

สรุป : การได้ คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง” เป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลในทุกแคมเปญ ทั้งบ้าน“ปืน” และ “ไก่เดือยทอง” เพราะเป็นการเติมเต็มแนวรุกของอาร์เซนอล และลดโอกาสของสเปอร์สในการเฟิร์มอัปทีมในช่วงซัมเมอร์ได้มากเลยทีเดียว

หากคุณเป็นแฟนของ ปืนใหญ่ ต้องเฝ้าดูข่าวต่อไป เพราะการย้ายทีมของ เอเซ น่าจะตอกย้ำอีกครั้งว่าทีมจอมบุญมีแผนการที่ชัดเจนในตลาดครั้งนี้

ที่มา – คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง”

สุดฮีลใจ! ครูสาวสวยสอนเด็กพิเศษ พบตัวเองเป็น ‘ออทิสติก’ ตอนอายุ 24

หลายคนอาจไม่คาดคิดว่า ความรักในอาชีพครูสอนเด็กพิเศษของ “ครูเอิร์น ครูสอนเด็กพิเศษ” จะนำไปสู่การค้นพบที่สำคัญในชีวิตของเธอ ท่ามกลางการเปิดเผยเรื่องราวที่สร้างความประหลาดใจบน TikTok เธอเผยว่าตอนอายุ 24 ปี ตนเองได้รับการวินิจฉัยว่ามี ภาวะออทิสติกสเปกตรัมในรูปแบบแอสเพอร์เกอร์ หลังผ่านประสบการณ์การรักษาทางจิตเวชมานาน

สุดฮีลใจ! ครูสาวสวยสอนเด็กพิเศษ พบตัวเองเป็น ‘ออทิสติก’ ตอนอายุ 24

ตามที่ครูเอิร์นเล่าให้ฟัง เธอเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมานานถึง 5 ปี เนื่องจากบาดแผลในวัยเด็ก ทว่าการรักษาหลายรูปแบบกลับไม่ให้ผลดีเท่าที่ควร จนกระทั่งเธอตัดสินใจเปลี่ยนแนวทาง ไปพบนักจิตบำบัดถึง 3 คน ซึ่งทุกคนต่างสังเกตและแนะแนวให้เธอไปตรวจเรื่องของ ออทิสติก

การค้นพบที่เปลี่ยนชีวิต

ภายหลังจากการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลในย่านสามย่าน แพทย์ได้ซักถามข้อมูลทั้งในอดีตและพฤติกรรมในวัยเด็กของเธอ พบว่ามีพฤติกรรมหลายอย่างที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในกลุ่ม ออทิสติกสเปกตรัม เช่น ความไม่เข้าใจสังคม การพูดไม่เข้าที่ และการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็ก

เมื่อรับคำยืนยันว่ามีภาวะออทิสติก ครูเอิร์นรู้สึกตกใจและน้ำตาซึม เธอเริ่มกังวลว่า เธอยังสามารถเป็นครูสอนเด็กพิเศษที่ดีต่อไปได้หรือไม่ แต่มีคำพูดจากหมอที่เปลี่ยนมุมมองของเธอ “ชีวิตคุณไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะคำวินิจฉัยของผมหรอก คุณสอนเด็กกลุ่มนี้มาตั้งนานเท่าไหร่แล้ว…สิ่งที่คุณทำมันดีพอมาตลอด”

มีแรงผลักดันเพิ่มเติมจากความรักของผู้ปกครองลูกศิษย์ที่บอกว่า “ครูเอิร์น แม่ไม่สนหรอกว่าครูเอิร์นจะป่วยเป็นอะไร…แม่สนแค่ว่าตอนนี้ครูสอนลูกแม่ได้ แค่นี้แม่โอเคที่สุดแล้ว” นี่คือคำพูดที่ทำให้เธอเข้าใจว่า ทุกข้อจำกัดที่เธอคิดว่ามีอยู่ แท้จริงแล้วกลับสามารถกลายเป็นจุดแข็งได้

  • มุมมองใหม่: การมี ออทิสติก ทำให้ครูเอิร์นค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
  • แรงบันดาลใจ: เธอเป็นแรงผลักดันให้เด็กกลุ่มนี้เข้าใจโลกในแบบของตนเอง
  • เสียงกริ่ง: ความรักจากผู้ปกครองสร้างแรงใจต่อเนื่องในการทำงาน

เรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการรู้จักตนเอง แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่าใครจะทิ้งคำตอบไว้ตรงไหน ยังสามารถเดินกลับมารับมันได้เสมอ หากเรายังมีหัวใจที่กล้าและรักในสิ่งที่ทำ เพราะในทุกความผิดปกติ มีเส้นทางให้คนใกล้เคียงเข้าใจและรักเราในแบบที่แท้จริง

หากคุณสนใจเรื่องราวแบบนี้ต่อ ลองติดตามและเป็นกำลังใจให้ครูเอิร์นได้ที่ TikTok @earn.nalinrat

ที่มา – สุดฮีลใจ! ครูสาวสวยสอนเด็กพิเศษ พบตัวเองเป็น ‘ออทิสติก’ ตอนอายุ 24

ฮือฮา! ฉลามยักษ์สีส้มทอง หายากสุดในโลก

เรื่องราวของฉลามยักษ์สีส้มทองที่หายากที่สุดในโลกเพิ่งกลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกโซเชียลมีเดีย เนื่องจากมันมีลำตัวสีส้มทองอร่ามและดวงตาสีขาวซีดที่ดูแปลกตาอย่างมาก ความยาวของมันมีมากถึง 2 เมตร หรือราว 6 ฟุต ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ถูกจับภาพได้อย่างหายาก

ตัวฉลามตัวนี้ถูกจับได้โดยคุณจอห์น สมิธ นักกีฬาตกปลาบริเวณชายฝั่งคอสตาริกา และนับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลกสำหรับฉลามยักษ์สีส้มทองที่แสดงอาการผิดปกติทั้งทางพันธุกรรมและการเผือกในตัวเดียวกัน

ฮือฮา! ฉลามยักษ์สีส้มทอง หายากสุดในโลก

โดยทั่วไปแล้ว ฉลามสายพันธุ์ “ฉลามพยาบาล” (Nurse Shark) จะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงน้ำตาลอ่อนเพื่อช่วยในการพรางตัว แต่ฉลามตัวนี้กลับมีสีส้มสดใสรุ่งเรือง เห็นได้ชัดเจน แม้มีลักษณะแปลก แต่ก็มีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง

วิทยาศาสตร์น่าทึ่งในธรรมชาติ

จากการตรวจสอบพบว่าหลังจากที่มีการจับฉลามยักษ์สีส้มทองตัวนี้มาวิเคราะห์ พบว่ามันมีภาวะ “แซนทิซึม” (Xanthism) ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเหลืองมากกว่าปกติ และในขณะเดียวกันก็มีอาการ “โรคเผือก” (Albinism) ร่วมด้วย ส่งผลให้ดวงตาของมันซีดขาวและไม่มีเม็ดสี

ดร.มาริอา ซานโตส นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Federal University of Rio Grande กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้มีความหายากและสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากการมีทั้งแสันทิซึมและโรคเผือกรวมกันในตัวเดียวบนฉลามยักษ์สีส้มทองนี้ยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน

  • คำอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับแสันทิซึม
  • เป็นภาวะการกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดเม็ดสีเหลืองมากผิดปกติ
  • เพิ่มความสวยงามแต่ลดความสามารถในการพรางตัว
  • คู่กับโรคเผือกทำให้ลักษณะโดดเด่นยิ่งขึ้น

ความน่าทึ่งของฉลามยักษ์สีส้มทองตัวนี้คือแม้มีลักษณะที่สะดุดตาแต่มันยังคงสามารถเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัยได้ แสดงว่าสีและรูปลักษณ์ที่แปลกไปจากพวกของมันยังไม่ส่งผลเสียต่อความสามารถในการอยู่รอดมากนัก

“สิ่งนี้ทำให้เรามองเห็นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นจากพันธุกรรม ซึ่งอาจชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสายพันธุ์นี้ด้วย” ดร.มาริอา กล่าวสรุป

การค้นพบฉลามยักษ์สีส้มทองนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นในวงการวิทยาศาสตร์ แต่ยังเตือนถึงความเปราะบางของสิ่งมีชีวิตธรรมชาติและพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

หากคุณมีโอกาสพบเจอลักษณะแปลก ๆ เช่นนี้ในธรรมชาติ อย่าลืมรักษาความลับของธรรมชาติไว้ด้วยการไม่รบกวน นี่อาจเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ค่อยมีโอกาสมีอีกครั้ง

ที่มา – ฮือฮา! ฉลามยักษ์สีส้มทอง หายากสุดในโลก ผสานสองภาวะผิดปกติในตัวเดียว

‘หมาก-ปริญ’ วางแผนมีลูก ลุ้นหลังณเดชน์-ญาญ่า

หลังจากที่พระเอกหนุ่ม หมาก-ปริญ และนางเอกสาว คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เข้าพิธีแต่งงานกันอย่างสมหวังเมื่อปี 2566 ก็ทำเอาบรรดาแฟนคลับต่างลุ้นไม่เป็นว่าทั้งคู่จะมีข่าวดีเรื่อง ลูกหยอด เมื่อไหร่ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีข่าวว่าทั้งคู่ไปฝากไข่กับแพทย์แล้วแต่ก็ยังไม่มีเบาะแสใดๆ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในงานเปิดตัวแว่นตา ic!berlin คอลเลกชันใหม่ คู่รักหน้าหวานได้ออกมาเปิดใจกับสื่อถึงแผนการมีลูกของทั้งสอง

แผนการมีลูกของ ‘หมาก-ปริญ’ อย่างเป็นทางการ

ในงานดังกล่าว หมาก-ปริญ ได้เผยให้ทราบว่าทั้งคู่วางแผนไว้แล้วว่าจะมีลูกเมื่อไหร่ โดยไม่ยึดกับคำทำนายของหมอดูอีกต่อไป แทนที่จะเลือกฤกษ์ คู่รักกลับเน้นวางแผนให้สอดคล้องกับลักษณะงานและสุขภาพของคิมเบอร์ลี่มากกว่า

“เราตัดสินใจกันแล้วว่าจะมีลูกเมื่อไหร่ ไม่ยึดตามหมอดูแล้ว เอาที่เราสบายใจดีกว่า แต่ในใจก็มีเชื่อหมอดูอยู่บ้าง ถามว่าจะมีช่วงไหน ก็อีกไม่นาน เราพยายามเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย จะไม่เดินทาง ไม่ทำงานหนัก” หมากเผยอย่างมั่นใจ

ลุ้น! เบบี๋อาจเกิดหลังงานแต่งของณเดชน์-ญาญ่า?

เมื่อถูกถามว่า ลูกหยอด จะมาหลังงานแต่งของคุณ ณเดชน์-ญาญ่า หรือไม่ หมากก็ตอบออกมาด้วยรอยยิ้มงดงามว่า “งานแต่งณเดชน์ใกล้มากแล้วนะ ไหนจะต้องบินไปแต่งที่ต่างประเทศอีก (ยิ้มๆ) พูดแค่นี้ดีกว่า ถ้ามีพร้อมกับณเดชน์ ญาญ่าก็ไม่เป็นไร จะได้โตพร้อมกัน”

ท่าทางคิมเบอร์ลี่เองก็เปิดใจไม่แพ้ใคร โดย หมาก-ปริญ บอกอีกว่า “คิมเขาอยากได้ลูกสาว ผมอยากได้ลูกชาย เดี๋ยวเราเป่ายิงฉุบกัน ผมอยากได้ลูกชายแต่ก็ตามใจน้องคิม”

มีลูกหนีไม่พ้นวิธีธรรมชาติ…หรือวิทยาศาสตร์?

หมาก-ปริญ ยังเปิดเผยว่า ตนเองต้องการลองมีลูกแบบธรรมชาติเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย

“ถามว่ามีลูกด้วยวิธีธรรมชาติไหม เราอยากลองวิธีธรรมชาติก่อน แต่เรื่องที่เคยบอกไปก็คือการฝากไข่เราก็ทำขั้นตอนนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่จะเริ่มด้วยวิธีธรรมชาติ แต่ถ้าจะทำด้วยวิธีวิทยาศาสตร์จริงๆ ก็ยังไม่อยากรู้ก่อนจะให้คุณหมอจัดการให้” กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ให้ข่าวลือเบาๆ ว่าลูกอาจจะเวียนมาในเร็ววัน

นับเป็นข่าวดีที่แฟนๆ ของคู่รัก หมาก-ปริญ ต่างจับตาดูว่าเมื่อไหร่จะได้เป็น ‘ตาแห่งความรัก’ ควบคู่กับงานแต่งของคุณ ณเดชน์-ญาญ่า ที่ยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนของวงการบันเทิงเช่นกัน

ลุ้นไปพร้อมกับคู่รักคนดัง สัมผัสความอบอุ่นของความรักจริงๆ ที่กำลังจะสานต่อเป็นครอบครัวน้อย!

ที่มา – ‘หมาก ปริญ’ เผยแพลนมีทายาท ลุ้นเบบี๋อาจมาหลัง ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ แต่งงาน

เหยียบระเบิดเอง? ทัพภาคที่2 แจง หลังชาวบ้านสุรินทร์แตกตื่น

เมื่อช่วง 20.50 น. วันที่ 20 ส.ค. 68 โลกออนไลน์พูดถึงกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตกใจกับเสียงระเบิดดังสนั่นรายงานจากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ระบุว่า เสียงดังนั้นเกิดจากทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่เข้ามาฝั่งประเทศไทย ใกล้กับปราสาทตาควาย ต.บักได ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตระหนก รีบอพยพซ่อนตัว และเช็กข่าวจากผู้นำชุมชนเพื่อความปลอดภัย

เหยียบระเบิดเอง? ทัพภาคที่2 แจง หลังชาวบ้านสุรินทร์แตกตื่น

ต่อมา กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการยิงปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชานั้น ไม่เป็นความจริง หลังจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยในพื้นที่อย่างละเอียดพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เหยียบระเบิดเอง โดยทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาเองวางไว้บริเวณด้านหลังของปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ไม่มีการยิงจากฝั่งกัมพูชา และได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย รวมถึงติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด

พยานหลักฐานจากผู้สื่อข่าว

รายงานจากผู้สื่อข่าวยังระบุว่า แม้ทางทหารจะสื่อสารอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นเพราะการ เหยียบระเบิดเอง แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงไม่ค่อยมั่นใจ โดยเฉพาะหลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ บ่งบอกว่ากัมพูชาอาจก่อเรื่องเพื่อจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการอ้างว่าฝ่ายไทยเปิดฉากก่อน

สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีทูตต่างประเทศหลายประเทศเดินทางเข้าพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งก่อให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มเติมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

  • เสียงระเบิดเกิดจากทหารกัมพูชาเหยียบระเบิดที่ตัวเองวางไว้
  • กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันไม่มีการยิงจากฝั่งกัมพูชา
  • ประชาชนหวาดกลัวและพร้อมอพยพหากมีสถานการณ์เลวร้ายลง
  • มีความเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นหลักฐานทางการเมืองหากเกิดความเข้าใจผิด

ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นจุดตึงเครียดทางการทหารระหว่างไทยและกัมพูชามายาวนาน ขณะนี้ยังต้องพึ่งเครือข่ายข้อมูลอย่างถูกต้องและการสื่อสารอย่างโปร่งใสจากหน่วยงานทหารไทยเพื่อสงบสติอารมณ์ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม เราควรให้ความสำคัญกับข่าวจากช่องทางอย่างเป็นทางการ และไม่กระจายข่าวลือ ส่งเสริมให้สังคมสงบและปลอดภัยไปด้วยกัน

ที่มา – เหยียบระเบิดเอง? ทัพภาคที่2 แจง หลังชาวบ้านสุรินทร์แตกตื่นเสียงบึ้มดังสนั่น

เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทยยืนยัน รัฐบาลงดเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟ 2 เดือนในพื้นที่อพยพ

จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าถูกเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหลังจากกลับจากศูนย์อพยพในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย ออกมาชี้แจงแล้วว่ารัฐบาลได้มีคำสั่งให้งดการเก็บค่าน้ำและค่าไฟในพื้นที่ที่ถูกประกาศให้อพยพแล้ว ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม

เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทยยืนยัน: ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ-น้ำ พื้นที่อพยพ

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) งดเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและค่าน้ำในพื้นที่ที่ประกาศอพยพแล้ว 2 เดือน อย่างไรก็ตาม อาจมีความคลาดเคลื่อนในขั้นตอนการดำเนินการ เลขานุการจึงขออภัยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และระบุว่า PEA ได้ออกหนังสือชี้แจงเพื่อคลายความสับสนแล้ว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคชี้แจงเพิ่มเติม

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้ชี้แจงกรณีชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กลับมาจากศูนย์พักพิงหลังสถานการณ์ความไม่สงบทางชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้า โดยระบุว่า ค่าไฟที่ปรากฏในใบแจ้งหนี้เกี่ยวข้องกับช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ซึ่งการจดมิเตอร์และการออกใบแจ้งหนี้เกิดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม จึงทำให้เกิดความสับสน

ตามนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการผู้สูงอายุ เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย มีคำสั่งให้ PEA จัดสรรงบประมาณเยียวยาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่อพยพในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม หากประชาชนได้ชำระเงินไปแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยการหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

  • สิ่งที่ประชาชนควรรู้: หากได้รับใบแจ้งหนี้ในช่วงเดือนที่มีมาตรการเยียวยา ให้ตรวจสอบว่าวันจดมิเตอร์อยู่ในช่วงเดือนใด
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะ ไม่เรียกเก็บเงินค่าไฟในใบแจ้งหนี้ ประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม สำหรับบ้านในพื้นที่อพยพ
  • หากจ่ายไปแล้ว สามารถติดต่อ PEA เพื่อ ขอรับเงินคืนได้ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกครัวเรือนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับความเป็นธรรมจาก มาตรการเยียวยาของรัฐบาล ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ทั้งนี้เราเห็นว่าการสื่อสารของภาครัฐควรชัดเจนมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เราขอแนะนำให้ตรวจสอบสถานะใบแจ้งหนี้ของคุณใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ในอนาคต

ที่มา – ‘เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย’ ยืนยัน รัฐบาลงดเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟ พื้นที่อพยพ 2 เดือน