ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จีน-อินเดียเปิดเที่ยวบินตรง รื้อความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์

ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-อินเดีย กลับมาอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากการประชุมระดับสูงที่กรุงนิวเดลี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง และส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายด้าน

จีน-อินเดียเปิดทางเดินทางสู่ความร่วมมือใหม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ว่า หลังจากการเยือนของหวังอี๋ รัฐมนตรีการต่างประเทศจีน ไปยังอินเดีย จีนและอินเดียตกลงร่วมมือกันในหลายประเด็น ทั้งการเจรจาข้อพิพาทชายแดน การออกวีซ่าให้ประชาชน และการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศเพื่อผลักดันด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ การกลับมาของเส้นทางการบิน จีน-อินเดีย เตรียมเปิดประตูใหม่ให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจสองประเทศ ที่หยุดชะงักไปหลายปีจากความตึงเครียดทางการเมือง

เปิดประวัติความขัดแย้งไทย-อินเดีย และจุดเปลี่ยนเชิงบวก

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียเริ่มตึงเครียดหลังการปะทะทางทหารในปี 2020 ที่ฉลาดดุ่ง (Ladakh) ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ความร่วมมือหลายด้านหยุดนิ่ง แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงในเดือนตุลาคมปี 2023 เมื่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี พบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอด BRICS ที่รัสเซีย โดยได้เปิดทางเดินทางสู่ความร่วมมือใหม่

“การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่าง จีน-อินเดีย เป็นสัญญาณชัดเจนว่าทั้งสองประเทศมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างสันติ และผลักดันการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

  • เปิดเที่ยวบินตรงหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในปีนี้
  • เพิ่มจำนวนเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ระหว่างกรุงปักกิ่ง–นิวเดลี
  • ผ่อนคลายการออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ
  • วางแผนจัดงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน

พร้อมกับนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางเยือนปากีสถาน ซึ่งเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ของอินเดียอย่างเป็นทางการ แต่จีนมองว่าเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ จึงมีเป้าหมายที่จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเพื่อนบ้านขนาดใหญ่สองประเทศนี้

ในมุมมองของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดเที่ยวบินตรง จีน-อินเดีย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนทั้งสองฝั่ง ซึ่งการลดความตึงเครียดและเพิ่มช่องทางการติดต่ออย่างเปิดกว้าง เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สองคงคาราชใหญ่แห่งเอเชียสามารถอยู่เคียงข้างกันได้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองภูมิภาคเอเชีย หรือข่าวสารการท่องเที่ยวในเส้นทางอาเซียน–จีน–อินเดีย อย่าลืมติดตามอัปเดตของเราอย่างสม่ำเสมอ เพราะข่าวสารที่คุณต้องรู้ ที่นี่

ที่มา – “จีน-อินเดีย” ให้คำมั่น เปิดบริการเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง

ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ ร้อง ‘วันนอร์’ ขอความเป็นธรรมหลังถูกเลิกสัญญากะทันหัน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา กลุ่มผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ นำโดยนายศุภโชค เวชราภรณ์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในการถูกเลิกสัญญากะทันหันจากคณะกรรมการสวัสดิการสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่

ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ เรียกร้องความเป็นธรรม

นายศุภโชค กล่าวว่า ร้านค้าสวัสดิการในสภาฯ เคยมีนโยบายสนับสนุนอาชีพเสริมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยและญาติพี่น้อง ด้วยการทำสัญญาเช่าพื้นที่ปีต่อปี เพื่อใช้เป็นอาชีพเสริม อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา ได้มีการปรับปรุงสถานที่หลายแห่ง รวมถึงแจ้งข่าวว่าจะมีการคัดเลือกร้านค้าใหม่โดยพิจารณาร้านเก่าและใหม่ร่วมกัน ซึ่งทำให้ร้านค้าเก่าคาดหวังว่าจะมีสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

การเลิกสัญญาอย่างกะทันหันก่อให้เกิดปัญหา

แต่กลับกลายเป็นว่าในช่วงเดือนเมษายน ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่เซ็นรับ โดยระบุว่าร้านค้าจะต้องย้ายออกภายในวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเวลาเตรียมตัว และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเจรจาหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของร้านค้าเก่าอย่างหนัก เนื่องจากหลายรายพึ่งพาธุรกิจนี้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ จึงขอเรียกร้องให้นายวันนอร์ 介入เข้ามากำหนดแนวทางที่เป็นธรรม และขอให้มีการพิจารณากลับสัญญาที่ถูกยกเลิกอย่างกระทันหัน

  • การสนับสนุนการมีอาชีพเสริมให้ข้าราชการ
  • การเช่าพื้นที่ในรูปแบบปีต่อปี
  • ความไม่ชัดเจนของกระบวนการคัดเลือกร้านค้าใหม่
  • การส่งหนังสือขับไล่อย่างเร่งด่วนโดยไม่มีการแจ้งให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดใหม่ยังมีแผนจะเรียกคืนพื้นที่ชั้นหนึ่ง ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อสงสัยว่ามีการกำหนดนโยบายที่คลุมเครือ ไม่โปร่งใส และส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกในการซื้ออาหารราคาถูก

ด้านนายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สส.พิษณุโลก ในฐานะรองประธานฯ กิจการสภาฯ ได้ระบุว่า จะนำประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในคณะกรรมการกิจการสภาฯ เพื่อหาทางออกที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จากการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ นี้ คาดว่าจะมีการติดตามสถานการณ์จากสาธารณะชนอย่างใกล้ชิด และอาจมีการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น การยื่นเรื่องไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. หากไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นธรรม

การฟื้นฟูความเป็นธรรมและการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย เป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในรายได้และคุณภาพชีวิต

หากคุณเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสังคมและการกระจายรายได้ ควรให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะการดูแลอาชีพเล็ก ๆ คือการสร้างเสถียรภาพให้สังคม

ที่มา – ‘ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ’ ร้อง ‘วันนอร์’ ขอความเป็นธรรมหลังถูกเลิกสัญญากะทันหัน

กองทุนกีฬาชี้แจงเบี้ยเลี้ยงซีเกมส์ช้า เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ในช่วงนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับการจ่าย เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซีเกมส์ ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายตามกำหนด ได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬาที่เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปี 2568

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดพลาดใดๆ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินตามระเบียบอย่างเข้มงวด รวมถึงต้องมีการขอความยินยอมจากกรมบัญชีกลางก่อนเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งมีวงเงินกว่า 310 ล้านบาท

กองทุนกีฬาแจงขั้นตอนเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซีเกมส์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เร่งประชุมเพื่อหาทางออก อย่างใกล้ชิดกับนโยบายของกองทุนกีฬา เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของวงการกีฬาอย่างมาก โดยมีการพูดคุยในหลายประเด็น เช่น การพิจารณากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และความถูกต้องของเอกสารต่างๆ

ระบบสารสนเทศที่ถูกกฎหมาย

ประเด็นอีกด้านหนึ่งที่ย้ำเตือนนักกีฬาและสมาคมคือ การนำ ระบบสารสนเทศ เข้ามาช่วยในการดูแลกระบวนการเบิกจ่าย และจัดเก็บข้อมูลการขอรับทุนนักกีฬา ซึ่งกองทุนยืนยันว่าระบบดังกล่าวพัฒนาอย่างรอบคอบ และเป็นการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนพร้อมทำให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสมากขึ้น

ทั้งนี้ การใช้ระบบจะเริ่มเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 และมีการทดลองใช้งานแล้วหลายเดือน ซึ่งความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ที่ระดับมากกว่า 90% บ่งบอกว่า ระบบใหม่สามารถรองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การลงนามในบันทึกข้อตกลง
  • การส่งเอกสารครบถ้วนจากสมาคม
  • ตรวจสอบภายในของฝ่ายคลังกองทุน

ทางกองทุนได้อธิบายด้วยว่า ทุกขั้นตอนในการดำเนินงานนี้ เป็นกระบวนการที่บางทีอาจทำให้ดูช้า แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากเบิกเงินโดยไม่เป็นไปตามระเบียบ แม้ทำด้วยความตั้งใจดี ก็อาจส่งผลให้มีบทลงโทษถึงจำคุก

ต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการ กองทุนกีฬา ในระยะยาวนี้ ไม่เพียงแค่รองรับนักกีฬาในการแข่งขันระดับโลกเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์ในด้านประสิทธิภาพ การบริหารทรัพยากร และความยั่งยืนของระบบภายในอีกด้วย

ข้อคิดเห็น: แม้การช้าในเรื่องเบี้ยเลี้ยงอาจส่งผลต่อจิตใจนักกีฬา แต่การรักษาความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย คือรากฐานสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสียหายในระยะยาว

ที่มา – ‘กองทุนกีฬา’ แจงเบี้ยเลี้ยงซีเกมส์ช้า ต้องทำตามขั้นตอน รอบคอบ มิเช่นนั้นอาจ ‘ติดคุก’

สมุทรสงครามยกระดับท่องเที่ยวรัฐ-เอกชนแห่ถกเข้มหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

การประชุมที่ดำเนินอย่างเข้มข้นของหน่วยงานรัฐ เอกชน และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อ ยกระดับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาพักค้างในพื้นที่มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างแท้จริง

สมุทรสงครามยกระดับท่องเที่ยวรัฐ-เอกชนแห่ถกเข้มหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว โดยมีนายสุภาพล ศิริไกรวัฒนาวงศ์ เจ้าของหน่วยงานท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ จัดเป็นผู้จัดประชุม ที่ประชุมได้วิเคราะห์ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวของจังหวัด

ปัจจุบันแม้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเด่นอย่างตลาดร่มหุบ แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกลับเดินทางกลับทันทีหลังจากเยี่ยมชม โดย ไม่มีการพักค้าง เพื่อต่อยอดกิจกรรมยามค่ำคืนหรือสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่

ปัญหาที่กระทบการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่

นายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ ขาด กิจกรรมท่องเที่ยวในยามค่ำคืน ที่น่าสนใจหลากหลาย เช่นเดียวกับการไม่มีระบบขนส่งสาธารณะหรือศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่สามารถแนะนำเส้นทางและกิจกรรมได้อย่างครบวงจร

ประกอบกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่นแม้จะโดดเด่นแตกต่างจากจังหวัดอื่น แต่กลับยังไม่ได้รับการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับสินค้าท้องถิ่นที่เริ่มหายไปจากแหล่งท่องเที่ยว ทำให้การตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรายใหม่ทำได้ยาก

แนวทางการยกระดับท่องเที่ยวเพื่อสะสมรายได้

  • การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลการท่องเที่ยวครบวงจรทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
  • เพิ่มรถสาธารณะที่ให้บริการช่วงค่ำ เช่น การฟื้นฟูรถตุ๊กตุ๊กให้กลับมามีบทบาท
  • จัดกิจกรรมยามค่ำคืนต่างๆ ทั้งทางวัฒนธรรม ดนตรี และอีเวนต์ในชุมชน
  • จัดโปรโมชั่นสำหรับนักท่องเที่ยวเช่น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือวัดราษฎร์ฟรี พร้อมลดราคาที่พักในวันธรรมดา
  • ฟื้นฟูเรื่องราวของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นบ้าน งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ออกแบบจุดถ่ายรูปเด่นบนเส้นทางการเดินทาง และจัดแจกแผนที่นำเที่ยวในพื้นที่
  • เปิดสอนวิชาทักษะด้านการบริการและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น

การเคลื่อนไหวของภาคเอกชน

ภาคเอกชนโดยนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานหอการค้าสมุทรสงคราม เผยว่า เตรียมจัดทำแผนขับเคลื่อนโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ภายในสิ้นปี 2568 และเบิกต้นปีหน้าจะเริ่มเปิดตัวโครงการทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย เพื่อแพร่ภาพลักษณ์ว่า สมุทรสงครามนั้น “พร้อมให้คุณอยู่ยาว ๆ” ไม่ใช่แค่จุดแวะพักบนเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น

การขับเคลื่อนลักษณะนี้ ไม่สร้างรายได้เพียงเท่านั้น แต่ยังสานต่อวัฒนธรรม ความคึกคัก และจิตวิญญาณของชาวพื้นที่ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมให้ผู้มาเยือนได้ถ่ายทอดภาพและความทรงจำดี ๆ กลับไปแชร์ให้ผู้อื่นร่วมสัมผัส

สมุทรสงครามยังมีความศักยภาพมากมายที่รอการขับเคลื่อน การนำทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง จะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ และเดินหน้าอย่างก้าวกระโดดในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้นานขึ้น เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะกลายเป็นจุดหมายกลางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยが多くมิติของประสบการณ์

ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกคนให้มาสัมผัส วัฒนธรรมสมุทรสงครามอย่างละเอียดผ่านการพักค้าง ลิ้มรสชีวิตชุมชน และสัมผัสความหมายที่แท้จริงของการท่องเที่ยว

ที่มา – สมุทรสงครามลุยยกระดับท่องเที่ยวรัฐ-เอกชนถกเข้มหวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มนักท่องเที่ยวพักค้าง

เทศบาลตำบลกระดังงาจัดแข่งกีฬาพื้นบ้านเสริมสุขภาพ

ที่โดมอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลกระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม นายสุรชัย ลี้สุทธิพรชัย นายกเทศมนตรีตำบลกระดังงา เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน “กีฬาพื้นบ้านชุมชน” ประจำปี 2568 โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างคุ้มค่า

เทศบาลตำบลกระดังงาจัดแข่งกีฬาพื้นบ้านเสริมสุขภาพ

พิธีเปิดจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยมีขบวนพาเหรดจาก 4 ชุมชนในเขตเทศบาล ได้แก่ ชุมชนเกาะใหญ่ร่วมใจพัฒนา (สีแดง), ชุมชนกระดังงาร่วมใจ (สีเหลือง), ชุมชน 7,8,9 ร่มไทรพัฒนา (สีเขียว) และชุมชนเกาะแก้วพัฒนา (สีส้ม) ซึ่งแต่ละชุมชนต่างตั้งใจแสดงศักยภาพและความเป็นหนึ่งเดียวในการเข้าร่วมกิจกรรม

นางรจนา ชูสกุล ปลัดเทศบาลตำบลกระดังงา เปิดเผยวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่สูญหายไป อีกทั้งยังเสริมสร้างพลานามัย พัฒนาร่างกายและจิตใจของคนในชุมชน ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานแต่สร้างสรรค์

กีฬาพื้นบ้านยอดนิยมสร้างความสามัคคี

การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน ในปีนี้มีหลากหลายประเภท ทั้ง เตะปี๊บไกล, แย้ลงรู, วิ่งเปี้ยว, ชักคะเย่อ, กินวิบาก และ หอบแป้งข้ามหัว ซึ่งเป็นกีฬาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นกิจกรรมที่ผู้เข้าแข่งขัน ทุกอายุ ทุกวัย เข้าร่วมด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน และน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง

ผลการแข่งขันในแต่ละประเภทสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • เตะปี๊บไกล และ แย้ลงรู – ชนะเลิศ: ชุมชน 7,8,9 ร่มไทรพัฒนา (สีเขียว)
  • วิ่งเปี้ยว และ ชักคะเย่อ – ชนะเลิศ: ชุมชนเกาะแก้วพัฒนา (สีส้ม)
  • กินวิบาก – ชนะเลิศ: ชุมชนเกาะใหญ่ร่วมใจพัฒนา (สีแดง)
  • หอบแป้งข้ามหัว – ชนะเลิศ: ชุมชนกระดังงาร่วมใจ (สีเหลือง)
  • ประกวดขบวนพาเหรดสวยงาม – ชนะเลิศ: ชุมชนกระดังงาร่วมใจ (สีเหลือง)

ผู้ชนะจากแต่ละประเภทได้รับรางวัลจากเทศบาลตำบลกระดังงา และถ้วยรางวัลแสดงความยินดีจากผู้เข้าร่วม ทั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่า การจัดกิจกรรมกีฬาไม่ได้มุ่งเน้นที่การแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน

นายสุรชัย ลี้สุทธิพรชัย กล่าวภายหลังพิธีว่า กิจกรรมเช่นนี้เป็นเวทีที่ดีให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ และผูกมิตรภาพกับเพื่อนบ้านในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในยุคที่วิถีชุมชนอาจจางหายไปจากการใช้ชีวิตในแบบร่วมสมัย

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ การมาร่วมแข่งขันกีฬาพื้นบ้านเป็นโอกาสอันล้ำค่าในการรักษาสุขภาพและฟื้นฟูค่านิยมของสังคม การเสริมสร้างความสามัคคีอย่างเป็นรูปธรรมจึงเกิดขึ้นในพื้นที่จิตใจของคนทุกคน ภายใต้ชื่อ “ทีมสี” และ “ชุมชนที่เคียงบ้านเคียงเมือง”

หากคุณมีโอกาสพบเห็นการจัดกิจกรรมเช่นนี้ในชุมชนของคุณ อย่าลังเลที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และสนับสนุนคนในพื้นที่ให้กลับมามีกิจกรรมสำหรับทุกคนในชุมชนมากขึ้น นี่คือพลังของ “น้ำใจนักกีฬา” และความสามัคคีจากคนที่รักและรู้จักกันดี

ที่มา – “เทศบาลตำบลกระดังงา”จัดแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน เติมสุขภาพ เสริมสามัคคีชุมชน สร้างพลังน้ำใจนักกีฬา

ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พลตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย ได้จัดกิจกรรม “ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์” ขึ้น ณ บริเวณสวนสาธารณะ บ้านริมลาว หมู่ที่ 3 ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย เป็นการรวมพลังของภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ร่วมงานกว่า 100 คน ประกอบด้วย พันตำรวจเอก พงษ์พิเชษฐ์ นิลจันทร์ รองผู้การตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประธานในพิธี และ พันตำรวจทั่วไป ธนวินท์ พวงมะลิ สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กลุ่มจิตอาสา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่

ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

วัตถุประสงค์หลักของกิจกรรม ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ปลูกต้นไม้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ นี้ คือเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา รวมไปถึงเป็นการปลูกฝังความรู้สึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชน

ใจนึง แรงหนึ่ง เพื่อสังคมที่ยั่งยืน

งานปลูกต้นไม้ดังกล่าวไม่เพียงแต่เพื่อความเขียวขจีของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงพลังจิตอาสาที่ดีของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานความมั่นคงอย่าง ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ที่มุ่งให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แต่ยังใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ภายในงานมีการแบ่งพื้นที่ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันขุดหลุมและลงต้นกล้าอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นทั้งด้านอุปกรณ์ ต้นไม้ และอาหารว่าง นอกจากนี้ บรรยากาศในงานยังแฝงไปด้วยพลังบวก ความตั้งใจแน่วแน่ และความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยทำประโยชน์ร่วมกัน

  • ปลูกฝังจิตอาสามากขึ้นในสังคม
  • อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • ร่วมมือกับชุมชนอย่างใกล้ชิด
  • สื่อสารค่านิยมขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายกิจกรรม พันตำรวจเอก พงษ์พิเชษฐ์ ได้กล่าวโอ้สัยให้กำลังใจแก่ทุกคน และเชิญชวนให้ขยายผลกิจกรรมเหล่านี้ออกไปในระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเยาวชนให้มีจิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นพันธกิจที่ต้องสืบทอดกันต่อไป

การจัดกิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย ที่นอกจากจะเป็นเกราะป้องกันความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีส่วนในการพัฒนาสังคมและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

หากคุณก็เป็นจิตอาสาคนหนึ่ง ลองหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทำดี ทำเพื่อชุมชน แล้วจะรู้ว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่ซื้อหาได้ แต่เกิดจากการให้และแบ่งปัน

ที่มา – ตร.ท่องเที่ยวเชียงราย จิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ปลูกต้นไม้

LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ กับคอนเสิร์ต NONT TANONT

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank ตอกย้ำความสำเร็จของแคมเปญ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ การเงิน และดนตรี แคมเปญนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่างการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย และประสบการณ์ความบันเทิงสุดพิเศษผ่าน Music Marketing ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ทันสมัยของธนาคาร

LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ ชวนร่วมมหกรรมความสุข

ภายใต้แคมเปญ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” ลูกค้าใหม่เพียงเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน LHB You และฝากเงินขั้นต่ำ 2,000 บาทขึ้นไปภายในช่วงระยะเวลา ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 รับฟรีทันที เสื้อ LH Bank X NONT TANONT ลิมิเต็ด อิดิชัน ลายเซ็นต์จากศิลปินสุดฮอตแห่งยุค “นนท์ ธนนท์” จำนวนจำกัดเพียง 3,500 ตัวเท่านั้น

ส่งท้ายด้วยคอนเสิร์ตความสุขระดับพรีเมียม

เพื่อตอบแทนความรักและความเชื่อมั่นจากลูกค้า LH Bank จัดคอนเสิร์ต “LH BANK x NONT TANONT Thank You Party Concert” ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 18.00 – 20.30 น. ณ Phenix Grand Ballroom ชั้น 5 ศูนย์การค้า Phenix ประตูน้ำ กับการแสดงสดจากศิลปินสุดฮอต “นนท์ ธนนท์” พร้อมทั้งบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้มีสิทธิ์จำนวนจำกัดเพียง 1,000 ที่นั่ง

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมคอนเสิร์ตสามารถรับบัตรได้ที่ บูธกิจกรรม LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ ในช่วงวันที่ 20 – 21 และ 27 – 31 สิงหาคม 2568 ณ สถานที่ต่าง ๆ ตามกำหนดการ โดยมีการแจกบัตรคอนเสิร์ต 4 รอบต่อวัน ดังนี้:

  • รอบที่ 1: เวลา 11.00 – 13.00 น.
  • รอบที่ 2: เวลา 13.00 – 15.00 น.
  • รอบที่ 3: เวลา 15.00 – 17.00 น.
  • รอบที่ 4: เวลา 17.00 – 19.00 น.

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการผสาน Lifestyle Banking เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านดนตรี การเงิน และความสัมพันธ์ทางอารมณ์

ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่สามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอป LHB You หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LH Bank Call Center โทร. 1327 หรือติดตามรายละเอียดข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ทางการ www.lhbank.co.th

อย่าพลาด! โอกาสสุดพิเศษในการเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมความสุข พร้อมสัมผัสประสบการณ์ระดับพรีเมียมร่วมกับศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมสร้างเรื่องราวดี ๆ ไปด้วยกันกับ LH Bank ในสไตล์ที่เป็นคุณ

ที่มา – ตอกย้ำความสำเร็จ “LH Bank แบงก์ที่ใช่กับคนที่ชอบ” กับคอนเสิร์ต “LH BANK x NONT TANONT Thank You Party”

ภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดซ้อมแผนอุบัติภัยหมู่ จ.สงขลา

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมกับสาขาวิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและซ้อมแผน “การจัดการภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ในกรณีอุบัติภัยหมู่ (Mass Casualty Exercise)” ระหว่างวันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง Laguna Queen A โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา

ภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดซ้อมแผนอุบัติภัยหมู่ จ.สงขลา

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือสถานการณ์อุบัติภัยหมู่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเสริมความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ การเตรียมความพร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และการประสานงานตามมาตรฐานสากล

การฝึกซ้อมครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไร?

การฝึกซ้อมภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย สามารถทำงานร่วมกันเป็นระบบเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจริง โดยลดความเสียหายทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผล

กลุ่มเป้าหมายของการฝึกซ้อมประกอบด้วยบุคลากรจาก ปตท.สผ. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา โรงพยาบาลในพื้นที่ ศูนย์สื่อสารและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล (ศรชล.) ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รวมถึงมูลนิธิและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมทั้งสิ้นกว่า 80–100 คน

  • ฝึกการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินจริง
  • เชื่อมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดช่วงเวลาตอบสนองในภาวะวิกฤต
  • สร้างความเข้าใจระบบสั่งการและการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน

ในการจัดกิจกรรมมีการบรรยายให้ความรู้ การจำลองสถานการณ์ การฝึกประสานงาน และการอภิปรายข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

การฝึกซ้อมภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่เป็นระบบ เพื่อสร้างความพร้อมและการรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีอุบัติภัยหมู่ที่ต้องการการตอบสนองแบบโคordinated และเร่งด่วน

ที่มา – ภาคเอกชน-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดซ้อมแผนการแพทย์ฉุกเฉินอุบัติภัยหมู่ จ.สงขลา

มาสเตอร์คูล 100 ความเย็นสู่สังคม เสนอจุดร้อนที่ต้องการความเย็น

เมื่อพูดถึงอากาศร้อนในประเทศไทย หลายคนคงต้องทนทุกข์จากการเผชิญความร้อนจัดในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน โรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะ ด้วยความเข้าใจนี้ มาสเตอร์คูล แบรนด์ผู้นำด้านพัดลมไอเย็น จึงได้จัดตั้งโครงการเพื่อสังคมที่มีชื่อว่า “100 ความเย็นสู่สังคม โดยเสนอจุดร้อนที่ต้องการความเย็น” เพื่อมอบความเย็นและความสุขให้แก่ชุมชนที่ต้องการมากที่สุด

โครงการนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอชื่อสถานที่สาธารณะที่ร้อนจัด เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือบ้านพักคนชรา ที่ควรจะได้รับความเย็นจากทีมงานมาสเตอร์คูล เราเชื่อว่าการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนได้เป็นอย่างดี

มาสเตอร์คูล 100 ความเย็นสู่สังคม

การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ง่ายมาก เริ่มต้นเพียงแค่กดไลก์เพจเฟซบุ๊ก Masterkool และแชร์โพสต์กิจกรรมจากแฟนเพจ จากนั้นแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์โดยระบุชื่อสถานที่ที่ต้องการความเย็น และเหตุผลที่สถานที่นั้นควรได้รับการสนับสนุน สถานที่ที่ได้รับการคัดเลือกจะกลายเป็น “จุดเย็นใจ” ซึ่งทีมงานมาสเตอร์คูลจะเข้าไปถ่ายภาพและแจกจ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลมไอเย็น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในพื้นที่

วิธีร่วมกิจกรรม

หากคุณสนใจเข้าร่วมกิจกรรม มาสเตอร์คูล 100 ความเย็นสู่สังคม สามารถทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้:

  • กดไลก์เพจ Facebook: Masterkool
  • แชร์โพสต์กิจกรรม
  • คอมเมนต์ใต้โพสต์โดยระบุ: ชื่อสถานที่ + เหตุผลที่ควรได้รับความเย็น
  • ติดแฮชแท็ก #มาสเตอร์คูล100ความเย็นสู่สังคม #อยากให้ที่นี่เย็น #มาสเตอร์คูลผู้นำตัวจริงพัดลมไอเย็น

ระยะเวลาในการร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ผู้เข้าร่วมสามารถติดตามผลการประกาศผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของโครงการได้

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่เป็นการสนับสนุนด้านสิ่งของเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นถึงพลังของการให้ ซึ่งเป็นกุศลที่สามารถเย็นใจผู้ให้และผู้รับได้ในเวลาเดียวกัน มาเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้วยการเสนอให้ “จุดร้อน” ของคุณ กลายเป็น “จุดเย็นใจ” ผ่านมือของมาสเตอร์คูล

ที่มา – มาสเตอร์คูล จัดโครงการ 100 ความเย็นสู่สังคม “เสนอจุดร้อน ที่ต้องการความเย็น”

‘บิ๊กเล็ก’ ยันไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเรือไทยได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชา ซึ่งมีวิดีโอหลักฐานการวางทุ่นระเบิด PMN-2 โดยชัดเจน พล.อ.ณัฐพลได้ระบุว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ การเผยแพร่หลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะ และการใช้กลไกผ่านคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา เพื่อขอดำเนินการระดับนานาชาติ

‘บิ๊กเล็ก’ ยันไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แม้รัฐบาลไทยจะแสดงความจริงใจด้วยการหยุดยิง แต่หากมีการฝ่าฝืนจากกำลังพลในพื้นที่ ก็เป็นการบ่งบอกถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหากกัมพูชามีความจริงใจก็ควรดูแลลูกน้องให้มีวินัย แต่หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นฝ่ายกัมพูชานั้นไม่มีความจริงใจ ก็จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม

กลไกคณะกรรมการออตตาวา

ประเทศไทยเตรียมส่งหลักฐานไปยังคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา โดยในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม จะมีการประชุมใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้ขอลำดับพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากไทย ซึ่งไทยก็จะส่งข้อมูลไปประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นประธาน ได้รับการติดต่อเพื่อขอให้มีการประชุมเบื้องต้นก่อนถึงการประชุมใหญ่ ซึ่งได้รับการตอบรับจากทางญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว

จนถึงขณะนี้ กลไกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และไทยได้ใช้กลไกอาเซียน เช่น ARMAC (ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม) เป็นหลักในการบริหารจัดการ ส่วนภูมิภาคนอกอาเซียนขอให้เป็นผู้สังเกตการณ์เพียงอย่างเดียว

  • เชื่อมั่นในข่าวสารและความจริง
  • ยืนยันบทบาททวิภาคี
  • ใช้กลไกภายในอาเซียนในการดูแล

การตอบโต้ข่าวลือเกี่ยวกับการจัดฉากวางทุ่นระเบิดของฝ่ายไทย พล.อ.ณัฐพลได้ชี้แจงว่า ถ้าข้อมูลมีความเป็นจริง มันก็จะไม่ถูกบิดเบือนง่าย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีการบิดเบือน ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบให้ละเอียด และยืนยันว่า การใช้ความจริงในการสู้กับข่าวปลอม คือการปกป้องเครดิตของประเทศ.

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งคลิปหลักฐานดังกล่าวไปยังประเทศที่ให้การสนับสนุนงบประมาณให้กับกัมพูชา ในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งหากประเทศเหล่านี้ตรวจสอบแล้วเห็นความเป็นจริง ก็จะสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการสนับสนุนต่อไปได้

แม้ประธานของ ARMAC จะเป็นชาวกัมพูชา แต่ประเทศไทยมั่นใจว่าการดำเนินการยังคงมีความโปร่งใส เพราะมีความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่ยังมีบทบาทอยู่ในการดำเนินงานร่วมกัน

พล.อ.ณัฐพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IO/T และ EO/T ซึ่งเป็นกลไกของผู้สังเกตการณ์ที่ประเทศไทยนำมาใช้ โดยปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ในกรอบของ IO/T ซึ่งใช้บุคลากรภายในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน สำหรับ EO/T ยังอยู่ในช่วงการศึกษาที่ต้องใช้กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน และต้องมีการตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาก่อนดำเนินการ

ในมุมมองของพล.อ.ณัฐพล เรื่องนี้ต้องใช้กรอบการคิดที่รอบด้าน ทั้งในเชิงทหาร ความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ดังนั้นไทยจึงมีจุดยืนที่ชัดเจน คือการใช้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และอยู่ในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น

การเผยแพร่ ‘บิ๊กเล็ก’ ยันไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ จึงเป็นการปลุกความตระหนักให้ทั้งโลกเห็นถึงความสำคัญของการใช้ความจริงในการแก้ไขปัญหา และเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้กลัวการตรวจสอบ

สุดท้าย ประเทศไทยขอเน้นว่า ไม่มีเจตนาทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่เพียงต้องการให้โลกเห็นและเข้าใจความถูกต้อง และพร้อมร่วมมือภายใต้กลไกที่โปร่งใส

หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องติดตามข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และยึดถือข้อเท็จจริงเป็นหลัก

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ ยัน ไทยส่งคลิป ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดฟ้องนานาชาติ-คณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา