ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ยูทูบ ชอปปิง เปิดตัวครบ 1 ปี เผยคนชมคอนเทนต์ชอปปิงโต 400%

ยูทูบ ชอปปิง หรือ YouTube Shopping ได้เปิดตัวให้บริการในประเทศไทยครบรอบ 1 ปีแล้ว และตัวเลขที่เผยออกมาจากทีมงานของยูทูบเองนั้นถือว่าน่าทึ่ง เพราะมีการรับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับการช็อปปิ้งบนแพลตฟอร์มนี้เพิ่มขึ้นถึง 400% ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่ไม่ได้แค่ดูวิดีโอเท่านั้น แต่เข้ามาค้นหาข้อมูลสินค้า เปรียบเทียบวิดีโอจากครีเอเตอร์ และตัดสินใจซื้อสินค้าโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม

ยูทูบ ชอปปิง สร้างโอกาสใหม่ให้ครีเอเตอร์ไทย

น.ส.มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ ยูทูบ ประเทศไทย เผยว่า สำหรับยูทูบ ชอปปิง ในไทย นับเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้อีคอมเมิร์ซไทยเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีครีเอเตอร์กว่าหนึ่งในสามที่มีรายได้อยู่แล้วและเข้าร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ทำให้ครีเอเตอร์สามารถร่วมมือกับแบรนด์และพัฒนาคอนเทนต์ได้อย่างลงตัว

เน้นข่าว: ผลตอบรับจากครีเอเตอร์และแบรนด์

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ผ่านการเปิดตัวโปรแกรมแอฟฟิลิเอตของ ยูทูบ ชอปปิง ร่วมกับช้อปปี้ ทำให้แบรนด์ที่เข้าร่วมได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมียอดการเข้าชมเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า ยอดผู้ซื้อเพิ่มขึ้น 1.6 เท่า และยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 3.3 เท่า แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับคอนเทนต์แบบมีสินค้าแท็กบนยูทูบ และเลือกซื้อสินค้าโดยได้รับข้อมูลอย่างละเอียดจากครีเอเตอร์

นับเป็นภาพที่ชัดเจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคใหม่ที่ไม่ต้องการแค่โฆษณา แต่ต้องการข้อมูลที่แม่นยำ จากรีวิวหรือคอนเทนต์จากบุคคลที่เชื่อถือได้ ซึ่งครีเอเตอร์ยูทูบเป็นหนึ่งในตัวกลางที่สำคัญที่สุด

ยูทูบ ชอปปิง ทำให้การซื้อ-ขายน่าสนใจมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ทาง ยูทูบ ยังเตรียมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อให้การทำคอนเทนต์ช็อปปิ้งสะดวกขึ้น อย่างบน YouTube Shorts ที่มีการใช้งานสติกเกอร์เพื่อให้ผู้ชมสามารถคลิกไปยังลิงก์สินค้าได้ทันที อีกทั้งโปรแกรม Time Stamps ที่สามารถแสดงแท็กสินค้าได้ตอนที่ครีเอเตอร์กล่าวถึงสินค้าจริงๆ และ Chrome Extension อันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครีเอเตอร์เชื่อมลิงก์สินค้าจาก Shopee แล้วแท็กลงในวิดีโอได้อย่างง่ายดาย

  • ฟีเจอร์ใหม่ใน ยูทูบ ชอปปิง ช่วยให้การแท็กสินค้าเป็นเรื่องง่าย
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยการให้ครีเอเตอร์เป็นคนแนะนำ
  • เพิ่มยอดขายสินค้า ผ่านคอนเทนต์คุณภาพโดยไม่ต้องแอบใส่ลิงก์

เมื่อพูดถึงความเชื่อมั่นในตัวครีเอเตอร์แล้ว น.ส.สัปนา ชาดา รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ของ Google ให้ข้อมูลต่อว่า จากผลสำรวจของ Ipsos พบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มเชื่อคำแนะนำจากครีเอเตอร์ยูทูบมากกว่าครีเอเตอร์ในโซเชียลมีเดียอื่นถึง 98% ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการสร้างคอนเทนต์บน ยูทูบ ชอปปิง เป็นพื้นที่ที่สร้างแรงผลักดันให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง

เมื่อพิจารณาจากผลตอบรับที่น่าประทับใจนี้ นับว่าทั้งผู้บริโภค ครีเอเตอร์ และแบรนด์ ต่างได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจาก ยูทูบ ชอปปิง ซึ่งเปิดโอกาสรวมศูนย์ระหว่างการสื่อสาร การขาย และสร้างความสัมพันธ์ด้วยคอนเทนต์มีคุณภาพ การเติบโตครบรอบปีเดียวจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอีคอมเมิร์ซไทยกำลังเดินหน้าแรงขึ้นทุกปี และอีกไม่นาน ยูทูบ ชอปปิง น่าจะกลายเป็นหนึ่งในช่องทางขายที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกแบรนด์ในประเทศไทย

ที่มา – “ยูทูบ ชอปปิง” เปิดตัวครบ 1 ปีในไทย เผยคนชมคอนเทนต์ชอปปิงโต 400%

คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ! ยื่นฟ้องหย่าสามีเผยความเจ็บปวด

จากกรณีข่าวลือเรื่องชีวิตรักที่สั่นคลอนของนักแสดงชื่อดัง “คลาวเดีย จักรพันธุ์” กับสามีนักธุรกิจชาวพม่า ล่าสุดเธอได้เปิดใจกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในงาน Gala Premiere ภาพยนตร์เรื่อง “โศกาภิวัฒน์” โดยเผยถึงเรื่องราวความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญอยู่เพียงลำพังตลอด 1 ปีเต็ม

คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ! เผยความทุกข์ที่ไม่มีใครเข้าใจ

“ตอนนี้ระหว่างเรากับสามีก็ยังคงสถานะสามีภรรยาอยู่ ยังไม่ได้ถึงกระบวนการนั้น คืออยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว จริงๆที่โพสต์ก็ขอบคุณทีมงาน แต่จริงๆก็ได้ไปหลายรอบแล้วเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ก็ยังไม่มีใครมา” คลาวเดียเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เธอและสามียังไม่ได้แยกทางอย่างเป็นทางการ แต่ทุกอย่างอยู่ในการดำเนินการทางกฎหมายแล้ว

ความสัมพันธ์ยาว 17 ปีพังทลายเพราะการนอกใจ

เรื่องนี้เรารู้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว เราก็ทุกข์อยู่คนเดียวไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เพราะไม่อยากจะเอาพลังงานที่ไม่ดีไปให้ใครรับรู้ ก็ร้องไห้อยู่ มีหมอนเป็นเพื่อน ร้องไห้จนน้ำตาท่วมหมอน พลิกหมอนกลับไปกลับมา

คลาวเดียเล่าว่า เธอรู้ความจริงตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ชัดเจนในเดือนกันยายน หลังจากพยายามพูดคุยกับสามีหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ เธอกล่าวว่า “เรามีความรู้สึกว่าจากธันวาคมปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ เราค่อยๆ เข้าใจว่ามันก็คือเรื่องธรรมดา”

คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ ตัดสินใจยื่นฟ้องเพื่อความยุติธรรม

ซึ่งเรื่องมันเกิดตั้งแต่มกราคมต้นปีที่แล้ว แล้วคลาวเดียว่าถ้าคนอยู่กันมานานมันก็ต้องทราบถึงความห่างเหิน เมื่อเราทราบชัดเจนตอนเดือนกันยายน เราก็เริ่มพยายามที่จะคุย แต่ว่าเราก็ได้รับการปฏิเสธและถูกเบี่ยงเบนประเด็น

“เราก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ก็พยายามไปประมาณห้ารอบ บางทีเราร้องไห้ เราก็ไม่ได้ถูกเห็นอกเห็นใจ เราไม่ได้เสียดายเวลาเลยนะคะ เพราะว่า 16 ถึง 17 ปีที่ผ่านมาเป็นเวลาดีๆ ที่เรากับสามีมีมากมายเหลือเกิน”

ปัจจุบันคลาวเดียไม่ได้พูดคุยกับสามีเลยแล้ว แต่ก่อนหน้ายังให้โอกาสหลายครั้งในการเจรจา เพราะเธอไม่อยากให้เรื่องลุกลามไปมากกว่านี้ “แต่ถ้าสมมุติว่าไม่ได้ไกล่เกลี่ยแล้ว มันก็จะเข้าสู่กระบวนการ ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริง”

เขาจะเข้าใจถ้ารู้ว่า ‘คลาวเดียเปิดใจโดนนอกใจ’ แล้วเจ็บเพียงใด

สุดท้ายเธอกล่าวว่า “เราเข้าใจเราเครียดมาตลอด 365 วัน เราเข้าใจว่ามันเป็นยังไงแต่เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าเรารู้ ถ้าเราแยกย้ายกันเร็วเราจะได้ไปใช้ชีวิตที่สวยงามกันต่อ”

ข้อคิดจากความเจ็บปวดนี้ คือการรักตัวเอง ให้อภัย และมุ่งสู่ชีวิตใหม่ คลาวเดียเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี แม้จะมีจุดพับจากความรักก็ตาม

ที่มา – ‘คลาวเดีย’ ยอมรับยื่นฟ้องหย่าสามี เผยสุดทรมานหลังโดนนอกใจ

GLO จัดคิดดีแคมป์ Season 3 ครั้งที่ 2 เสริมทัพเยาวชนต้นแบบ รู้เท่าทันภัยการพนัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ร่วมเปิดกิจกรรม “คิดดีแคมป์ Season 3” ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ Kid Dee ต้นกล้าดีมีคุณธรรม Season 3 นำตัวแทนเยาวชนต้นแบบ จำนวน 55 คนจากทั่วประเทศ รวมพลังเรียนรู้ ปลูกฝังความเป็นผู้นำ รู้เท่าทันภัยพนันออนไลน์ ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันสังคมที่ยั่งยืน ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

GLO จัดคิดดีแคมป์ Season 3 ครั้งที่ 2 เสริมทัพเยาวชนต้นแบบ รู้เท่าทันภัยการพนัน

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการ Kid Dee ต้นกล้าดีมีคุณธรรม Season 3 มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังคุณธรรม รู้เท่าทันภัยพนันออนไลน์ให้กับเยาวชนไทย ภายใต้โครงการที่สร้างผลลัพธ์ในระยะยาว เพื่อพัฒนาเยาวชนให้คิดดี ทำดี และรู้เท่าทันภัยสังคมสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเยาวชนที่เข้าร่วมคิดดีแคมป์ Season 3 จะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

คิดดีแคมป์ Season 3 ครั้งที่ 2 คือโอกาสแห่งการเรียนรู้

สำหรับคิดดีแคมป์ Season 3 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นอย่างเข้มข้นและสร้างสรรค์เพื่อมุ่งเน้นให้เยาวชนได้เรียนรู้ อาทิ เวิร์กชอป การเสวนา กิจกรรมกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงลึกถึงผลกระทบของการพนันออนไลน์ และเรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่จะนำความรู้กลับไปขยายผลในชุมชนและโรงเรียนของตนเอง

“สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมที่สร้างผลลัพธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชนให้คิดดี ทำดี และรู้เท่าทันภัยสังคมสมัยใหม่ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า เยาวชนที่เข้าร่วมคิดดีแคมป์ Season 3 จะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการ GLO กล่าว

โอกาสนี้ ยังได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร รองประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมจัดกิจกรรมคิดดีทอล์ค เรื่อง “แบบอย่างการเสียสละและการเป็นเยาวชนที่ดี” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เยาวชน ในเรื่องการจัดการลำดับความคิด ให้เป็นคนที่คิดดี ทำดี และเข้าใจถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกด้วย

  • อบรมความรู้เกี่ยวกับภัยของการพนันออนไลน์
  • อบรมทักษะการเป็นผู้นำ
  • สร้างเครือข่ายเยาวชนดี มีคุณธรรม
  • ปลูกฝังจิตสำนึกพลเมืองดีตั้งแต่วัยเรียน

สำหรับคิดดีแคมป์ Season 3 ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 มีเยาวชนจากทุกภูมิภาคร่วมเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อร่วมรณรงค์ป้องกันภัยพนันออนไลน์ในสังคมไทย ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว โครงการ Kid Dee ต้นกล้าดีมีคุณธรรม ได้ที่ เว็บไซต์ www.glo.or.th, Facebook Fanpage : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, คิดดี และ Line Official: @GLO Lottery

เยาวชนคืออนาคตของชาติ การลงทุนเพื่อพัฒนาน้อง ๆ ให้เป็นผู้นำที่มีคุณธรรม คือการปูเส้นทางสู่สังคมที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และยั่งยืน สนใจมีส่วนร่วมกับโครงการ? ติดตามข่าวสารได้จากช่องทางที่ระบุไว้

ที่มา – GLO จัดคิดดีแคมป์ Season 3 ครั้งที่ 2 เสริมทัพเยาวชนต้นแบบ รู้เท่าทันภัยการพนัน

เด็กเล่นมือถือเกิน 3 ชม.ต่อวัน เสี่ยงอ้วน-โรคหัวใจ

หากใครคิดว่าการให้ลูกใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานๆ จะส่งผลเสียแค่สายตา… คุณกำลังเข้าใจผิดแล้วครับ! เพราะงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น!

ถ้าลูกใช้โทรศัพท์เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน… ระวัง “โรคหัวใจ” และ “โรคอ้วน” จะถามหา!

เด็กเล่นมือถือเกิน 3 ชม.ต่อวัน เสี่ยงอ้วน-โรคหัวใจ

ข้อมูลจาก สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ระบุว่า การที่เด็กใช้เวลาอยู่กับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นเกม มากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น “โรคหัวใจ” และ “โรคเมตาบอลิซึม” อย่างมีนัยสำคัญ!

ผลการวิจัยในเด็กกว่า 1,000 คน พบว่าทุกๆ 1 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นบนหน้าจอ จะทำให้คะแนนความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 18 ปี ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาอยู่หน้าจอสูงถึง 6.1 ชั่วโมงต่อวัน

ทำไมหน้าจอถึงทำร้ายหัวใจของลูกได้?

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักมาจาก

  • คุณภาพการนอนหลับที่แย่ลง: แสงสีฟ้าจากหน้าจอทำลายนาฬิกาชีวิต ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ง่วงน้อยลง และทำให้ระยะเวลาการนอนหลับสั้นลง
  • ระบบเผาผลาญผิดปกติ: ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน และยังกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารที่มากขึ้น นำไปสู่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้
  • ความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน: ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวานและโรคอื่นๆ

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ การที่พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในการใช้งานโทรศัพท์อย่างเหมาะสม และกำหนดเวลาการใช้หน้าจอที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องรับประทานอาหารและก่อนเข้านอน ควรเว้นระยะห่างจากการใช้หน้าจออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ และเติบโตอย่างแข็งแรง

การดูแลสุขภาพของลูก เริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขา แล้วคุณล่ะ จำกัดเวลาการใช้โทรศัพท์ของลูกกันอย่างไรบ้าง?

ที่มา – เด็กเล่นมือถือเกิน 3 ชม.ต่อวัน เสี่ยงอ้วน-โรคหัวใจ

ครม.มีมติแต่งตั้งบอร์ดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จำนวน 9 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสื่อให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น การแต่งตั้งครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กองทุนดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายหลักในการสนับสนุนการใช้สื่อที่มีคุณค่าและปลอดภัยสำหรับทุกกลุ่มประชากรในสังคมไทย

ครม.มีมติแต่งตั้งบอร์ดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้กับโครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนให้สื่อมีเนื้อหาที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับผู้บริโภคทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก เยาวชน และผู้ที่เปราะบางในสังคม

รายชื่อกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง

บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีรายชื่อดังนี้

  • นายธนกร วงษ์ปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
  • นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม
  • รองศาสตราจารย์จักรี ไชยพินิจ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา
  • รองศาสตราจารย์วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาเด็กเยาวชนและครอบครัว
  • นายจุมภฏ พรมสีดา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพจิต
  • นายสุพล บริสุทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคนพิการและผู้สูงอายุ
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุปราณี วัฒนสิน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
  • นายระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน
  • นางสาวประไพ ยั่งยืน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน

การแต่งตั้งกรรมการเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ การมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมงาน จะช่วยให้การตัดสินใจมีความหลากหลาย มีมุมมองครอบคลุม และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังมีเป้าหมายในการสนับสนุนให้สื่อมีบทบาทเชิงบวกมากขึ้น ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล รวมถึงการป้องกันและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน การมีคณะกรรมการที่หลากหลายทางด้านความรู้ ช่วยยกระดับให้กองทุนทำงานได้อย่างรอบด้านและยึดหลักประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก

การแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสื่ออย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นให้สื่อในประเทศไทยสามารถดำเนินงานได้อย่างมีจริยธรรมและสร้างสรรค์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค รวมทั้งมีคุณภาพต่อการถ่ายทอดความรู้และค่านิยมที่ถูกต้องแก่สังคม

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จึงไม่ใช่เพียงแค่แนวทางการเงิน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมสื่อที่มีความรับผิดชอบและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสาธารณะ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจด้านสื่อ หรือต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของกองทุนนี้ อย่าลืมติดตามข้อมูลการดำเนินงานของคณะกรรมการที่จะประกาศออกมาในอนาคต ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเสนอโครงการ การสนับสนุนกิจกรรม รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาสื่อให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – คณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้งบอร์ดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025

กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับงาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมรวมของเล่นและสินค้าคอลเลกชันลิขสิทธิ์ดิสนีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเต็ม 4 วันตั้งแต่วันที่ 4–7 กันยายน 2568 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ครอบคลุมพื้นที่จัดงานกว่า 1,700 ตารางเมตร และที่สำคัญที่สุดคือ เข้าร่วมงานฟรี!

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 จัดเต็มทั้งปี

งาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดย บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง อาซากิ อินเตอร์เนชั่นแนล, เซ็นทรัลพัฒนา, ช้อปปี้, ADVANCE WIRELESS และทอยโทเปีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการสานต่อความสำเร็จจากรอบแรกที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม 本次还邀请了不少来自泰国及海外的收藏商与玩具品牌共襄盛举,推动艺术玩具市场的发展。

ภายใต้คอนเซปต์ “Discover the world of Disney” งาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ตะลุยทุกมิติแห่งจักรวาลดิสนีย์ ให้แฟนๆ ได้สัมผัสโลกแห่งความบันเทิงแบบเต็มตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ด้วยสินค้าลิขสิทธิ์จากแบรนด์ชั้นนำโลกกว่า 2,000 รายการ

ไฮไลท์ต้องจัดจากงาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025

ภายในงานคุณจะได้พบกับสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น Beast Kingdom, Funko, Hot Toys, Bushiroad และ Sunday Home ที่นำคอลเลกชันใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

อย่าลืมไปชิมคิวต์ๆ กับโซนถ่ายรูปสุดปังกับเจ้าสติชช์ตัวยักษ์สูง 1.8 เมตรในสกิน Preserved Flower ที่มาพร้อมการ meet & greet กับตัวละครจากหนังเรื่อง Lilo & Stitch นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสุดๆ จากบูธต่างๆ ลดได้มากถึง 30% และรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในงานเท่านั้น

  • พบสินค้าลิขสิทธิ์แท้ Disney Pixar Marvel และ Star Wars
  • พื้นที่มากกว่า 1,700 ตารางเมตร 3 ชั้นเต็ม
  • ร่วมสนุกกับโซน Meet & Greet และของเล่นระดับพรีเมียม
  • เข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 4 วัน

งานนี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่แฟนดิสนีย์ นักสะสม และผู้ชื่นชอบอาร์ตทอยจะได้สัมผัสของจริงและออกแบบการสะสมของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีกิจกรรมมากมายพลิกโฉมประสบการณ์ให้การมาร่วมงานกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์เยี่ยมเยียนในรอบปีเลยทีเดียว

ใครที่พลาดงานในปีก่อนคงอดใจไม่ไหวอีกแล้ว เพราะปีนี้ยิ่งใหญ่ขึ้น เผยโฉมใหม่เต็มรูปแบบ จัดไปแบบไม่ยั้ง!

ที่มา – กลับมาอย่างยิ่งใหญ่: DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ครั้งที่ 2 เข้าร่วมงานฟรี! ตลอด 4 วันเต็ม

“เผ่าภูมิ”แจงกลไก “TouristDigiPay” ดึงเงินดิจิทัลเข้าไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอย่าง “นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล” ได้อธิบายถึงกลไกของโครงการ “TouristDigiPay” ว่าเป็นนวัตกรรมการเงินใหม่ที่เปิดทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถนำ Cryptocurrency มาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายผ่านระบบ e-money ได้อย่างสะดวก โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินให้กับผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

“TouristDigiPay” คืออะไร?

โครงการ “TouristDigiPay” ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีความชอบในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยผู้ใช้จะต้องดำเนินการเพียงไม่กี่ขั้นตอน ได้แก่ การเปิดบัญชีกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. พร้อมกับสร้าง “Tourist Wallet” ผ่านผู้ให้บริการ e-money ที่ได้รับอนุญาต จากนั้นจึงนำ Cryptocurrency มาแลกเป็นเงินบาทผ่านระบบ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋า “Tourist Wallet” แล้วนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าภายในประเทศไทยได้ทุกแห่งที่รับใช้บริการนี้

ประโยชน์ของ “TouristDigiPay”

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศจากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง แต่ยังเป็นช่องทางใหม่ในการรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ SMEs ที่สามารถรับชำระเงินผ่าน QR Code ได้ทันที ทำให้การเข้าถึงลูกค้าต่างชาติเป็นเรื่องง่าย คุ้มค่า และทันสมัย

  • เพิ่ม渠道ใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวในการใช้จ่ายในไทย
  • เปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
  • ใช้ QR Code สำหรับการชำระเงินอย่างสะดวกและรวดเร็ว
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวและค้าปลีก

นอกจากนี้ “TouristDigiPay” ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งาน โดยมีระบบ KYC (Know Your Customer) และ CDD (Customer Due Diligence) ที่เข้มงวด ร่วมกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจของไทย

รัฐบาลมีเป้าหมายให้ “TouristDigiPay” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับเทคโนโลยีการเงินของประเทศ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ย้ำว่าการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินผ่าน “TouristDigiPay” จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและปลอดภัยในการชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ โดยโครงการนี้จะมีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มรายได้ในภาคการค้า สนับสนุน SMEs และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม Digital Tourism ในเอเชีย

สำหรับใครที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองที่ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตในโลกยุคใหม่

ที่มา – “เผ่าภูมิ”แจงกลไก “TouristDigiPay” ช่วยดึงเงินใหม่จากต่างชาติลงสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

จตุพรฟันทุกโรงงานซื้อข้าวโพด9.80บ.หลังชาวไร่ขาดทุน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนหลังจากการหารือร่วมกับ ตัวแทนสมาคมการค้าพืชไร่ และ เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนักเนื่องจากราคาข้าวโพดที่ร่วงต่ำถึงกิโลกรัมละ 5 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึงไร่ละกว่า 6,600 บาท

จตุพรฟันทุกโรงงานซื้อข้าวโพด9.80บ.หลังชาวไร่ขาดทุน

รมว.พาณิชย์ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง และได้มีการหารือกับโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์อย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า ภายในวันศุกร์นี้ ทุกโรงงานจะต้องรับซื้อข้าวโพดในราคา 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ตามที่มติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 กำหนดไว้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกและผู้รวบรวม

ส่งสัญญาณยืนยันการรับซื้อภายในประเทศก่อนนำเข้า

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า สินค้าผลผลิตภายในประเทศจะต้องได้รับการรับซื้อให้หมดก่อน จึงจะพิจารณาการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศต่อ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการธงเขียวเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรมีภาระที่เบาลง

นอกจากนี้ นายจตุพรยังได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์และอธิบดีกรมการค้าภายใน ออกพื้นที่ตรวจสอบกระบวนการรับซื้อจริง โรงงานใดหากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวด

เกษตรกรเพชรบูรณ์เผยปัญหาราคาข้าวโพดร่วงลึก

ด้านตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ราคาข้าวโพดต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ผลผลิตเพิ่งออกสู่ตลาดเพียง 20% เท่านั้น หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เกษตรกรจะไม่สามารถอยู่รอดได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น “เมืองหลวงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ การรับประกันจากรัฐมนตรีว่าจะเร่งเปิดการรับซื้อภายในประเทศถือเป็นความหวังสำคัญสำหรับเกษตรกรกลุ่มนี้

“ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่มาฟังเรา และยอมรับสัญญาว่าจะดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้พวกเราชาวไร่มีความมั่นใจมากขึ้น หลายรายที่ขาดทุนหนักจนขายไม่ไหว อยากให้รัฐเข้ามามีบทบาทบริหารจัดการตลาดให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเสียหาย” ตัวแทนเกษตรกรกล่าว

วิเคราะห์ผลระยะยาว

การตั้งราคารับซื้อข้าวโพดที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัมอาจช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่สิ่งที่จำเป็นมากกว่านั้นคือการวางแผนจัดการตลาดข้าวโพดอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันวิกฤตเช่นนี้จากเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

รัฐบาลควรสร้างแพลตฟอร์มการซื้อขายที่โปร่งใส สามารถติดตามราคาและปริมาณการผลิตได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงให้การสนับสนุนด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันของผลผลิตภายในประเทศ

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตผ่านปุ๋ย อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้มากขึ้น

การดูแลเกษตรกรไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตในวันนี้ แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศทางการเกษตรในระยะยาว เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “จตุพร” ฟันทุกโรงงาน ต้องรับซื้อข้าวโพด  กก. 9.80 บ. หลังชาวไร่ขาดทุนยับร่วงเหลือ 5 บ.

‘นฤมล’ เปิดเหตุผลโยกซี 10 ศธ. ยันคัดเลือกตามหลักอาวุโส-โปร่งใส

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกมาเปิดเผยเหตุผลในการโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหาร 10 ราย เข้ารับตำแหน่งบริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเสนอรายชื่อดังกล่าว เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ

‘นฤมล’ เปิดเหตุผลโยกซี 10 ศธ. ยันคัดเลือกตามหลักอาวุโส-โปร่งใส

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ยืนยันว่า ขบวนการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ ดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักลำดับอาวุโส ไม่มีการแต่งตั้งแบบ “ในใจ” หรือมีอิทธิพลจากบุคคลภายนอกใด ๆ อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ รัฐมนตรีระบุว่า ได้มีการสอบถามความเห็นจากผู้บริหารในตำแหน่งปัจจุบัน เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเหมาะสมของบุคลากรที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ อย่างเช่น กรณีการเสนอชื่อตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

เน้นความเหมาะสมและประสบการณ์

มีการพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งด้านความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งรองเลขาธิการกพฐ. ของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น เป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเคยทำงานภายใต้สังกัดสำนักงาน กพฐ. มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังได้รับการประเมินจากข้าราชการผู้บริหารในตำแหน่งปัจจุบันว่าเหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ที่จะรับผิดชอบ

  • ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ โยกจากที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา (สพฐ.) เป็นรองเลขาธิการกพฐ.
  • นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โยกจากรองเลขาธิการกพฐ. เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)
  • นายพิเชฐร์ วันทอง โยกจากผู้ตรวจราชการศธ. เป็นรองเลขาธิการกพฐ.
  • นายวีระ แข็งกสิการ โยกจากผู้ตรวจราชการศธ. เป็นรองปลัดศธ.
  • นายศุภชัย จั่นปุ่ม โยกจากผู้ตรวจราชการศธ. เป็นรองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าการโยกย้ายในครั้งนี้จะมีเพียง 5 ตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งรองเลขาธิการกพฐ. อีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งผู้ตรวจราชการศธ. อีก 4 ตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ ซึ่งในเร็วๆ นี้ กระทรวงจะมีการประกาศคณะกรรมการสรรหาข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงภายในกระทรวงศึกษาธิการ โดยภายในสัปดาห์นี้ควรจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ศธ.ยังอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะสามารถเสนอรายชื่อบุคลากรที่เหลือต่อที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ได้หรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับขอบเขตของกระบวนการสรรหาและการดำเนินงานที่อาจซับซ้อน

การคัดเลือกข้าราชการในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความรอบคอบ โปร่งใส และไม่ลำเอียง เพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของระบบการศึกษาไทย

ที่มา – ‘นฤมล’ เปิดเหตุผลโยกซี 10 ศธ. ยันคัดเลือกตามหลักอาวุโส-โปร่งใส

จุฬาฯ มอบทุนภรรยาทหารกล้า เข้าศึกษาพยาบาลจิตเวช

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แสดงความห่วงใยและสานฝันทางการศึกษา ให้แก่ น.ส.ตะวันฉาย ลินลา ภรรยาของ ส.อ.อัมรินทร์ ผาสุข แห่งกองพันทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยการมอบโอกาสในการศึกษาต่อในหลักสูตร พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต (ภาคนอกเวลาราชการ) ภาคต้น ปีการศึกษา 2568 พร้อมทุนการศึกษาเต็มจำนวนตลอดระยะเวลา 2 ปี

จุฬาฯ มอบทุนภรรยาทหารกล้า เข้าศึกษาพยาบาลจิตเวช

ทุนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมอบให้ ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม ค่าครองชีพรายเดือน ค่าหนังสือ อุปกรณ์การศึกษา และค่าใช้จ่ายในการสืบค้นวารสารทางวิชาการ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนภรรยาของทหารผู้เสียชีวิตเพื่อชาติ ในการพัฒนาตนเองและมีโอกาสสานต่อความฝันในการเป็นพยาบาลจิตเวช

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 11 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาและให้โอวาทแก่นิสิตใหม่ พร้อมย้ำความสำคัญของการช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมหาวิทยาลัย

ศึกษาต่อปริญญาโทด้วยทุนเต็มรูปแบบ

พิธีมอบทุนครั้งนี้เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวทหารผู้เสียสละ น.ส.ตะวันฉายได้รับคัดเลือกจากเกณฑ์ของบัณฑิตวิทยาลัย จึงมีสิทธิ์ได้เข้าศึกษาต่อหลักสูตร พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต ซึ่งเป็นการเรียนนอกเวลาราชการ ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลประจำได้ควบคู่กับการเรียน

“การศึกษาครั้งนี้คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทั้งของตนเองและครอบครัว การได้ศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาที่สนใจ คือก้าวสำคัญในการเป็นพยาบาลจิตเวชที่พร้อมรับใช้สังคมอย่างแท้จริง” น.ส.ตะวันฉายกล่าวภายหลังได้รับทุน

  • ทุนเต็มจำนวนตลอด 2 ปี
  • ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายรายเดือน และอุปกรณ์การศึกษา
  • เรียนนอกเวลาราชการ
  • ได้พัฒนาศักยภาพในสาขาการพยาบาลจิตเวช

น.ส.ตะวันฉายมีความมุ่งมั่นในการใช้ความรู้ที่ได้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทยในปัจจุบัน การมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ การมอบทุนการศึกษาไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านการเงิน แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและรักษาคุณค่าของความเสียสละของทหารผู้ปกป้องชาติอีกด้วย

หากคุณมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของน.ส.ตะวันฉาย อย่าลืมตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาตนเองเสมอ เพราะทุกความฝันล้วนมีโอกาสกลายเป็นจริง

ที่มา – จุฬาฯ มอบทุนแก่ภรรยาทหารกล้าเพื่อศึกษาปริญญาโท สานฝันสู่การเป็นพยาบาลจิตเวช