ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หมายเรียก ‘ดิว อริสรา’ ยักยอก 62 ล้าน หาก 7 วันไม่มาออกหมายจับทันที

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.อริสรา ทองบริสุทธิ์ หรือ “ดิว อริสรา” นักแสดงสาวชื่อดัง ซึ่งถูกทนายความของ น.ส.วาสนา อินทะแสง หรือ “เมย์” แจ้งความดำเนินคดีในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” มูลค่าตั้ง 62 ล้านบาท

พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยได้ออกหมายเรียกไปยังภูมิลำเนาของผู้ต้องหาในเขตกรุงเทพมหานครแล้ว จากข้อมูลตามกฎหมาย หากผู้ถูกหมายเรียกไม่มาพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน ถือว่ามีความเสี่ยงเข้าข่ายการหลบหนี ซึ่งจะนำไปสู่การออกหมายจับในขั้นตอนต่อไป

หมายเรียก ‘ดิว อริสรา’ ยักยอก 62 ล้าน หาก 7 วันไม่มาออกหมายจับทันที

ขณะที่สื่อมวลชนสอบถามถึงความคืบหน้าว่า ดิว อริสรา ได้มีการประสานตนเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่ พ.ต.อ.เอนก ระบุอย่างชัดเจนว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ เลย ทั้งจากตัวนักแสดงโดยตรงหรือผ่านทนายความ ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญ

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ย้ำถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินคดี โดยระบุว่าหากใน 7 วันที่กำหนด ดิว อริสรา ไม่เข้ามาให้ปากคำ หรือไม่แสดงความจำนงใด ๆ เลย ก็อาจจะทำให้ศาลตัดสินใจออกหมายจับเธอในทันที เพื่อป้องกันการหลบหนีและรับประกันกระบวนการยุติธรรมต่อไป

กระบวนการดำเนินคดียักยอกทรัพย์มีขั้นตอนอย่างไร?

การดำเนินคดีในความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษหนัก โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าความเสียหายสูงเช่นในกรณีนี้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงการบันเทิงอีกด้วย

  • ขั้นตอนแรก: การออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มาให้ข้อมูล
  • ขั้นตอนถัดไป: หากไม่มาตามหมาย อาจออกหมายจับตามกฎหมาย
  • สุดท้าย: นำคดีเข้าสู่ศาลเพื่อดำเนินการทางกฏหมายอย่างเป็นระบบ

กรณีของ ดิว อริสรา เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องในคดี ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่ หากถูกกล่าวหาในข้อหาทางอาญา ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ การปฏิเสธหรือไม่แสดงตัว จะนำไปสู่ผลกระทบที่หนักกว่าเดิม

จากกรณีนี้ หลายคนเริ่มให้ความสนใจในการจัดการทรัพย์สินภายในวงการบันเทิง และเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เปิดประเด็นการตรวจสอบความโปร่งใสในธุรกิจของศิลปิน

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายควรติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฟังเพียงด้านเดียว และเชื่อมั่นในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ยุติธรรมที่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของดิว อริสรา หรือมีความสนใจติดตามเหตุการณ์ในวงการบันเทิง การติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – หมายเรียก ‘ดิว อริสรา’ ยักยอก 62 ล้าน หาก 7 วันไม่มาออกหมายจับทันที

‘สุชาติ’ เผย ‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ’ ลาออกไม่มีผลตามกฎหมาย

ล่าสุด นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้มีการลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า การลาออกไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด เนื่องจาก เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ นั้นถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งทางศาสนา

“ถึงจะลาออกก็ยังเป็นเจ้าพนักงานอยู่ ซึ่งข้อหาหรือความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นการลาออกจึงไม่ใช่ทางออกในการหลีกเลี่ยงความผิด” นายสุชาติกล่าว

‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ’ ลาออกไม่มีผล?

กรณีที่เกิดกระแสข่าวดราม่าเกี่ยวกับเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ที่ลาออกจากตำแหน่งนั้น ได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ภายหลังจากมีรายงานว่าเกิดความผิดปกติหลายประการที่วัด ทั้งในเรื่องของการจัดการเงินบริจาค การดูแลผู้ป่วย และการดำเนินงานของมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีได้อธิบายว่า การลาออกเพื่อไม่ให้ขัดขวางการสอบสวน แต่กรณีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าออกแรงผลักหนุนด้านใด และความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจะถูกดำเนินการอย่างไร

คำถามเกี่ยวกับเงินบริจาคและภาษี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคที่เข้าไปในบัญชีรายบุคคลของพระ โดยได้รับการแจ้งว่าเงินจำนวนมหาศาลเข้าบัญชีทุกเดือน ตั้งคำถามว่ามีความผิดหรือไม่?

“ถ้าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าผิด” นายสุชาติกล่าว โดยเน้นว่า เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเจ้าหน้าที่ดังนั้นการใช้เงินบริจาคก็ต้องมีการตรวจสอบ ว่าเป็นการใช้ตามหน้าที่หรือไม่

ทั้งนี้ แม้ภาษีไม่ตกอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบโดยตรง แต่ก็มีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแลและกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาลของศาสนา

รายงานยังระบุว่า นายสุชาติเตรียมเดินทางไปยังจังหวัดลพบุรีในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อเข้าไปติดตามสถานการณ์โดยตรง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับมูลนิธิหลายแห่งที่อาจใช้เทคนิคหลบการตรวจสอบ รวมถึงการบริจาคเงินที่ไหลผ่านวัด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ และการใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรัฐมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเจ้าหน้าที่เข้ามารับฟังข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงผู้ที่เคยได้รับบริการและออกมาเปิดเผยข้อมูล

หากพบว่ามีการใช้เงินไม่ตรงตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ หรือใช้ในทางที่ผิด ก็จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด และไม่ละเลยความผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ใด

การเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างตรงไปตรงมาอย่างในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวัดและองค์กรทางศาสนา ที่ควรดำเนินชีวิตด้วยความโปร่งใสและถูกต้องตามหลักศาสนา

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามเหตุการณ์นี้ อย่าลืมแชร์ข้อมูลเพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจความเป็นไปจริงของสถานการณ์ดังกล่าวด้วยครับ

ที่มา – ‘สุชาติ’ ชี้ ‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทนำ้พุ’ ลาออกไม่มีผล เหตุ พระเป็นเจ้าพนักงาน

จบ ปวช.-ปวส. มีลุ้นได้เงินเดือนสูง นฤมล เตรียมปลดล็อคกฎหมาย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาอาชีวศึกษา (สอศ.) ครบรอบ 84 ปี โดยมีศาสตราจารย์ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เลขานุการคณะกรรมการกฤษฎีกาศึกษาธิการ และนายเทวัญ ลิปตภัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ

จบ ปวช.-ปวส. มีลุ้นได้เงินเดือนสูง นฤมล เตรียมปลดล็อคกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนเคยทำงานร่วมกับ สอศ. มาตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งในช่วงนั้นได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอาชีวศึกษาผ่านการสอนแบบทวิภาคี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และภาคอุตสาหกรรมต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ “ขาดช่างฝีมือที่มีทักษะเฉพาะทาง” ทั้งที่ประเทศผลิตบัณฑิตระดับเทคนิคออกมาจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานได้สาเหตุหลักก็คือ “ความไม่เท่าเทียมกันของโครงสร้างเงินเดือน” ระหว่างผู้มีวุฒิปวช./ปวส. กับบัณฑิตระดับปริญญาตรี

เปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมผ่านการพัฒนาอาชีวะ

“คนหลายคนคิดว่าจะต้องจบปริญญาตรีถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต” รมว.ศธ. อธิบายว่า ความเชื่อนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ผู้เรียนอาชีวะประสบกับรายได้ต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบัณฑิตระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหากมองกันจริงแล้ว คนที่จบอาชีวะมีทักษะที่พร้อมทำงาน และสามารถเข้าใจหน้างานได้รวดเร็วกว่าหลายครั้ง

รมว.ศึกษาธิการ ชี้ให้เห็นว่า ในต่างประเทศโครงสร้างเงินเดือนจะถูกกำหนดโดยยึดจาก “ทักษะวิชาชีพ” มากกว่า “วุฒิการศึกษา” เช่น ตำแหน่งช่างเชื่อมในโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีรายได้สูงถึงเดือนละ 50,000 บาท

ดังนั้น การปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนให้สะท้อนศักยภาพของคนจบอาชีวะจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายที่จะผลักดันในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “หน่วยงานราชการ” ที่ยังยึดตามกฎเดิมเกี่ยวกับอัตรเงินเดือนตามวุฒิ ดังนั้น “ดิฉันจะพยายามปลดล็อคกฎเกณฑ์ในส่วนนี้ เพื่อให้คนจบ ปวช. และ ปวส. ได้รับโอกาสมากขึ้น และเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้มองอาชีวะเป็นเส้นทางที่มีอนาคตและน่าภาคภูมิใจ” รัฐมนตรีระบุ

  • ปลดล็อคกฎหมาย: ทบทวนกฎหมายเก่าเพื่อปรับโครงสร้างเงินเดือนผู้จบ ปวช.-ปวส.
  • เปลี่ยนค่านิยม: เน้นทักษะมากกว่าวุฒิ และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ปกครองส่งลูกเรียนอาชีวะ
  • เพิ่มรายได้: ทำให้หางานทำง่ายขึ้น และเข้าสู่สายงานได้โดยไม่ต้องอบรมฝึกเพิ่มเติม

หากกฎหมายใหม่ออกมาในอนาคต จะช่วยพัฒนาทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์ของนักศึกษาอาชีวะ เน้นบทบาทช่างฝีมือระดับโลก และให้โอกาสทางเศรษฐกิจเท่าเทียมกับบัณฑิตระดับสูงยิ่งขึ้นจริง ๆ เพราะอาชีวะไม่ใช่ทางเลือกสำรอง แต่เป็นนาทีทองให้โอกาสที่ “ใช้ทักษะทำเงินได้ทันที”

อย่ามองข้ามอาชีวะอีกแล้ว เพราะอาจเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่งในอนาคต

ที่มา – จบอาชีวะมีลุ้น ‘นฤมล’ เตรียมปลดล็อคกฎหมาย อัพรายได้วุฒิปวช.-ปวส.

‘สรวงศ์’ ยันข่าวจับมือ ‘ประยุทธ์–ภูมิใจไทย’ ปลอมทั้งเพ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข่าวลือที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และพร้อมจะร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย

‘สรวงศ์’ ยันข่าวจับมือ ‘ประยุทธ์–ภูมิใจไทย’ ปลอมทั้งเพ

นายสรวงศ์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากพรรคเพื่อไทย และไม่มีความคิดใด ๆ ที่จะทำในลักษณะดังกล่าว โดยพรรคเพื่อไทยถือว่าความบริสุทธิ์ใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญเป็นลำดับแรก และมั่นใจว่าผลจากการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ น.ส.แพทองธารจะสามารถเดินหน้าต่อได้

สรวงศ์ เผย ข่าวส่วนใหญ่ล้วนเป็นข่าวปลอม

เมื่อถูกถามถึงแผนการรับมือกับกระแสข่าวลือ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มีการวางแผนใด ๆ ล่วงหน้า เพราะเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าความจริงจะชี้ให้เห็นในที่สุด ทุกคนกำลังจับตามองผลการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค. อย่างเดียว เพราะแม้ข้าราชการบางส่วนจะอยู่ใน “เกียร์ว่าง” แต่พรรคเพื่อไทยไม่หยุดทำงาน และตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ในการไต่สวนคดีคลิปเสียงที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.แพทองธาร ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการในวันที่ 21 ส.ค. นายสรวงศ์ เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธารน่าจะไปฟังพยานโดยตรง เพราะตรงกับวันเกิดของท่าน และยังมีกำหนดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของพรรคในวันเดียวกัน โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นให้กำลังใจผ่านการอยู่ร่วมประชุม

สำหรับกระแสข่าวลือที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีผลการลงคะแนยว่า “แพทองธาร รอด” 5 ต่อ 4 นั้น นายสรวงศ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ทราบผลอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่าขอบเขตของการทำงานของศาลนั้นเป็นอิสระ และไม่มีข่าวใดที่สามารถกดดันศาลได้

ประชาชนควรเชื่อข้อมูลทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายสรวงศ์ ย้ำว่า ช่วงนี้มีข่าวปลอมเกิดขึ้นมาจำนวนมาก โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงและการแต่งตั้งข้าราชการ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ได้ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนไม่ต้องเชื่อ “ข่าวเฟก” และข่าวที่น่าเชื่อถือควรเป็นข่าวที่มาจาก mouthpiece ของพรรคหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของรัฐบาลจากประชาชน นายสรวงศ์ ตอบว่า ทั้งพรรคและรัฐบาลพยายามใช้งานผ่านผลงานที่ชัดเจนจนประชาชนสามารถเห็นคุณค่าและจิตใจที่จริงจังต่อเมืองบ้านเกิด

สุดท้าย เมื่อถามถึงผลกระทบหาก 29 ส.ค. น.ส.แพทองธารถูกปลดจากตำแหน่ง นายสรวงศ์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “โอ้ว ไม่หรอกครับ” ลั่นว่าพวกเราไม่ใช่สไตล์ “เกียร์ว่าง” และทุกคนอยู่ในรัฐบาลเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – ‘สรวงศ์’ ยัน ข่าวจับมือ ‘ประยุทธ์–ภูมิใจไทย’ ปลอมทั้งเพ มั่นใจ ‘แพทองธาร’ ไปต่อได้

นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เปิดโลกนวัตกรรมและวัฒนธรรม

“ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ เหลือเชื่อจริง ๆ !” นายชัยพัฒน์ นะวง นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประเทศไทย กล่าวพลางโชว์ผลงานผ้ามัดย้อมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ

นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เพื่อเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้ระหว่างเยาวชนทั้งสองประเทศในรูปแบบที่เข้มข้นสูง

นักเรียนทดลองทำผ้ามัดย้อม ภาพโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว

นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เปิดโลกนวัตกรรม

ในช่วงบ่ายของวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักเรียนจำนวน 40 คน จากทั้งไทยและจีน ได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมที่จังหวัดกุ้ยโจว โดยมีนักเรียนจากหลายโรงเรียนชั้นนำ อาทิ โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และโรงเรียนมัธยม ในเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน

“ตั้งแต่ตอนที่เราไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มณฑลกุ้ยโจว ก็เฝ้ารอว่าจะได้ลองสวมชุดของกลุ่มชาติพันธุ์สักครั้ง พอได้ใส่จริง ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของที่นี่มากขึ้น” น.ส.ณพัสร พลูมีสัน นักเรียนไทย เล่าพร้อมส่งภาพถ่ายให้คุณพ่อคุณแม่ทันที

นักเรียนไทยถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ภาพโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว

กิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ไร้พรมแดน

นอกเหนือจากการสวมชุดชาติพันธุ์ นักเรียนยังได้เข้าร่วมกิจกรรมท่องโลกดิจิทัลผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะวัฒนธรรมที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมถึง观看การแสดงรอบปฐมทัศน์ในโรงภาพยนตร์ขนาดยักษ์ในเรื่อง “ธงแดงโบกสะบัด-บินข้ามกุ้ยโจว” ซึ่งพวกเขานั่งล้อมรอบเป็นวงมนและสัมผัสประสบการณ์พิเศษด้านเทคโนโลยีและศิลปะแบบเต็มรูปแบบ

“ที่ประทับใจที่สุดคือหมู่บ้านชาวเหมียวซีเจียง เหมือนเราได้บินอยู่เหนือหมู่บ้านจริง ๆ มองเห็นทั้งหมู่บ้านในครั้งเดียว” น.ส.พรรณประวี บังเกิดพล นักเรียนไทย พูดด้วยความตื่นเต้นหลังออกจากโรงภาพยนตร์

ที่โรงแรมที่จัดเตรียมไว้ นักเรียนไทยก็ประทับใจในอาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะ “ปลาต้มซุปเปรี้ยว” ที่รสชาติกลมกล่อม ทำให้เยาวชนหลายคนอยากกลับมาลองอีกครั้ง

คณะนักเรียนเยี่ยมชมท้องฟ้าจำลอง ภาพโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว

“เมื่อได้เห็นว่าการคำนวณอายุชั้นหินในพิพิธภัณฑ์เกิดจากความรู้ทางฟิสิกส์ ก็ทำให้รู้สึกว่าทฤษฎีที่เรียนในห้องเรียนมีชีวิตขึ้นมา” นายเอี้ยน เส้าชิน นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมสาธิตหยุนเหยียน มหาวิทยาลัยครูกุ้ยโจว กล่าว พร้อมเสริมว่า “ประสบการณ์นี้ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงพลังของความรู้จริง ๆ”

นอกจากนี้ นักเรียนไทยยังมีโอกาสประกอบโดรนใช้งาน และบันทึกวิดีโอเป็นการศึกษาวิจัยของตัวเองภายใต้โครงการนี้ “ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะประกอบโดรนได้สำเร็จ นี่ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจอยากเรียนด้านนี้ต่อไป” นายวงศทร นิ่มละมัย นักเรียนไทย กล่าวอย่างมั่นใจ

การเดินทางของเขาได้เป็นตัวแทนของค่ายนวัตกรรมไทย-จีนที่เมืองกุ้ยโจว อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม สร้างเครือข่ายความรู้ และการเชื่อมโยงออนไลน์ระหว่างวัยรุ่นทั้งสองฝ่าย นอกจากเป็นสนามฝึกปฏิบัติจริง ยังเป็นโอกาสในการฝึกนำธุรกิจเทคโนโลยีสู่สังคมด้วย

รวมถึงกิจกรรมสอนวิทยาศาสตร์ผ่านการทดลองจริง เช่น การวัดแกนพลังงานและการจัดทำฐานข้อมูลวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นระบบระเบียบเป็นระบบแบบร่วมมือกัน

หากมองกิจกรรมนี้ภายใต้ภาพรวมใหญ่มากขึ้น ยิ่งเห็นได้ว่า การเชื่อมโยงนิสิต-นักเรียนทั้งสองประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อศึกษาภายในประเทศ แต่ยังเป็นการปลูกฝังความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ทำให้ปัญญาและสายใยไม่มีพรมแดนแน่นอน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมณฑลกุ้ยโจว และดำเนินการโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กุ้ยโจว (ศูนย์กิจกรรมวิทยาศาสตร์เยาวชนมณฑลกุ้ยโจว) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเวทีการเรียนรู้เชิงวิจัยระหว่างประเทศจีนกับไทยในเชิงปฏิบัติจริง

จากประสบการณ์จริงและการเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ วงการศึกษาของทั้งสองประเทศควรดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ต่อไปไม่เพิ่มเท่านั้น แต่ยังต้องสานต่อด้วยเพื่อขายานมิติทางความคิดให้ก้าวไกลกว่าวันพรุ่งนี้

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครูที่สนใจวิธีการเชื่อมโยงเด็กวัยเรียนกับวัฒนธรรมครบวงจรแบบไร้พรมแดน อย่าลืมออกไปสำรวจโอกาสเช่นนี้ทุกครั้ง เพราะอนาคตของประเทศถูกก่อตั้งขึ้นจากวิสัยที่กว้าง และการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัด

ที่มา – นักเรียนไทย–จีนร่วมค่ายที่กุ้ยโจว เปิดโลกนวัตกรรมและวัฒนธรรมข้ามพรมแดน

‘ภูมิธรรม‘ เผย ไม่ปิดช่องฟ้องศาล ICC ‘ผู้สั่งการกัมพูชา‘

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการฟ้องร้อง ‘ผู้สั่งการกัมพูชา‘ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาอาชญากรสงคราม ว่า การดำเนินการนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ฝ่ายกฎหมายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพ กำลังร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ

นายภูมิธรรมกล่าวว่า หากรายงานและข้อเท็จจริงเพียงพอ และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการ ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่มีการปิดช่องทางใด ๆ ในการฟ้องร้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากมีความเป็นไปได้ตามกฎหมายและขั้นตอน

‘ผู้สั่งการกัมพูชา‘ และข้อกฎหมายระหว่างประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ กรอบอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีนักวิชาการให้ความเห็นว่า บางประเด็นอาจอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของศาลได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เข้าข่ายอาชญากรสงคราม ต่อการกระทำในช่วงเหตุการณ์ร้ายแรงในอดีต

“ก็ให้เขาทำเรื่องเสนอที่เป็นทางการ ให้ฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา” ภูมิธรรมระบุพร้อมยืนยันว่า ไม่มีการตัดสิทธิ์ในการดำเนินการใด ๆ หากมีความเหมาะสม

การมีปฏิกิริยาจากฝ่ายกัมพูชา

ภาชนะตอบโต้จากอีกฝ่าย อย่าง สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าจะฟ้องผู้นำของไทยในประเด็นนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภูมิธรรมเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ และขอเน้นว่า ไทยมีกระบวนการดำเนินคดีภายในประเทศอยู่ก่อนแล้ว โดยจะพิจารณาผลกระทบและตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างละเอียด

เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ในอดีต ที่ยังกระทบต่อกลุ่มคนบางส่วนของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทในการรักษาความปลอดภัย เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) นั้น นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ได้มีการสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมาให้จัดทำมาตรการเยียวยา ภายใต้การดูแลของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน

ขณะนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการเยียวยาลงทุนแล้ว และมีการพิจารณาเพิ่มเติมถึงการให้ความช่วยเหลืออย่างถาวรมากขึ้น ทั้งยังคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต โดยการดูแลในขั้นต้นจะดำเนินไปก่อน หากขอบเขตการเยียวยาเพิ่มเติมสามารถจัดทำได้ ก็จะพิจารณาตามหลักความเหมาะสม

สุดท้าย นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรอบคอบสูง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องกับกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ หากมีความเป็นไปได้ตามกฎหมาย ประเทศไทยยินดีที่จะดำเนินการต่อไป

หากคุณมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของศาลโลกและผลกระทบในประเด็นนี้ การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจากหลายแง่มุมจะช่วยให้เข้าใจภาพรวมของประเด็นได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ภูมิธรรม‘ เผย ไม่ปิดช่องฟ้องศาล ICC ’ผู้สั่งการกัมพูชา‘ ให้ฝ่ายกฎหมายดูรายละเอียด ยัน หากทำได้ก็ต้องทำ

ไม่น่าไว้ใจ! แห่อพยพ ‘คนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก’ หลัง ‘เขมร’ เมินข้อตกลงเคลื่อนกำลังพล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด หลังพบว่าทหารเขมรไม่ให้ความสำคัญกับข้อตกลงหยุดยิง พร้อมทั้งเคลื่อนกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้ามาใกล้ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเร่งอพยพหนีภัย โดยเฉพาะ คนแก่ ผู้ป่วย และเด็ก ที่ต้องพึ่งวัดใกล้บ้านเป็นที่หลบภัยชั่วคราว

ไม่น่าไว้ใจ! แห่อพยพ ‘คนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก’ หลัง ‘เขมร’ เมินข้อตกลงเคลื่อนกำลังพล

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ได้เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนที่มาพักอาศัยที่วัดศรีรัตนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีผู้อพยพรวม 178 คน โดยกลุ่มดังกล่าวมาจากพื้นที่ชายแดนในอำเภอ.gaบเชิง ที่ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ จึงพานำ คนแก่ ผู้ป่วย และ เด็ก มายังวัดเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ศูนย์พักพิงที่วัดศรีรัตนารามยังไม่ได้เป็นศูนย์อย่างเป็นทางการตามระเบียบราชการ แต่เป็นจุดพักพิงนอกระบบที่ถูกจัดตั้งโดยชาวบ้านเอง ด้วยความกังวลว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจไม่มีเวลาอพยพออกไปได้ทัน

ความเคลื่อนไหวของเขมรยังเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในพื้นที่

ในขณะเดียวกัน ที่วัดเทพสุรินทร์ในอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ก็มีประชาชนจากอำเภอ.gaบเชิงเดินทางมายังพักอาศัยเช่นกัน โดยมีจำนวนรวมกว่า 200 คน ทั้ง คนแก่ ผู้ป่วย ผู้ป่วยติดเตียง และ เด็ก โดยพวกเขาต่างเลือกอยู่ในวัดเพราะรู้สึกปลอดภัยและมีชุมชนคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แม้ยังไม่มีประกาศจากหน่วยงานรัฐให้อพยพ แต่ชุมชนท้องถิ่นได้เริ่มจัดเตรียมสถานที่ชั่วคราวด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการสูญเสียหากสถานการณ์ขยายตัวจนเกิดเหตุร้าย

ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองจากสถานการณ์ที่ไร้ความมั่นคง

ขณะนี้หากมีผู้ที่ประสงค์จะช่วยเหลือ สามารถเดินทางไปบริจาคสิ่งของจำเป็น เนื่องจากทางวัดยังไม่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐในการสนับสนุน ชุมชนจึงต้องพึ่งพาตนเองทั้งอาหาร การประกอบอาหาร และการแบ่งปันค่าน้ำค่าไฟภายในวัด

สิ่งสำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่เริ่มเสียความเชื่อมั่นในข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างทหารไทยกับทหารเขมร เพราะพบว่าฝ่ายเขมรยังคงเคลื่อนกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ต้องเตรียมตัวเผื่อว่าจะเกิดสงครามครั้งที่สองขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความไม่มั่นคงทางชายแดนไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของทหาร แต่กระทบโดยตรงต่อชีวิตของธรรมดาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงและไม่แน่นอน

หากคุณคิดว่าสถานการณ์นี้เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันสนับสนุนชุมชนที่ต้องเผชิญกับความไม่สงบบนพรมแดน

ที่มา – ไม่น่าไว้ใจ! แห่อพยพ ‘คนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก’ หลัง ‘เขมร’ เมินข้อตกลงเคลื่อนกำลังพล

กรมชลประทานแจ้งเตือนน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 โดยส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 11 แห่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

กรมชลประทานแจ้งเตือนน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

จากการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วง 1-3 วันข้างหน้า โดยในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,650 – 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจากลำน้ำสาขามีปริมาณเพิ่มอีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณระหว่าง 1,750 – 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โดยกรมชลประทานจะรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งในอัตรา 400 – 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,200 – 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายน้ำดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.10 – 0.90 เมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำเช่น คลองโผงเผง กรุงเทพฯ คลองบางบาล และอำเภอเสนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สถานการณ์น้ำปัจจุบันบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา

ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C. อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 1,551 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท อยู่ที่ 15.75 เมตร/รทก. และด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 11.82 เมตร/รทก. ซึ่งห่างจากตลิ่งอยู่ 4.52 เมตร โดยขณะนี้เขื่อนเจ้าพระยากำลังระบายน้ำในอัตรา 1,150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำที่อาจเพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้แจ้งเตือนให้ประชาชนใน 11 จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การวางแผนและการติดตามสถานการณ์จาก กรมชลประทานแจ้งเตือนน้ำลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ในครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรม

ที่มา – กรมชลประทาน ประกาศแจ้งเตือนหลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ

อำเภอสองพี่น้องรณรงค์มหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้การนำของนายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอ กำลังเดินหน้าโครงการ มหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs) อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้บุคลากรในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกรูปแบบ

อำเภอสองพี่น้องรณรงค์มหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมอบหมายให้กรมการปกครองจัดทำโครงการเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของบุคลากรในสังกัด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

จากการปฏิบัติการล่าสุด ได้มีการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของบุคลากรในสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลหัวโพธิ์ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการ คณะกรรมการสภา หัวหน้าส่วนราชการ และพนักงานจ้าง จำนวน 62 ราย ซึ่งผลการตรวจพบว่าไม่มีบุคลากรรายใดมีปัสสาวะมีสีม่วง แสดงถึงความบริสุทธิ์ของบุคลากรในพื้นที่

แนวทางการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างยั่งยืนและได้ผล นายอำเภอสองพี่น้องได้ขับเคลื่อนโครงการโดยการจัดให้มีการตรวจสุ่มเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันและสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยจากยาเสพติดในหน่วยงานราชการ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมุ่งวางกลไกภายในชุมชนเพื่อกำจัดปัญหาภายใน 3 เดือน และประกาศเป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอย่างแท้จริง

  • สุ่มตรวจบุคลากรเป็นประจำ
  • สร้างกลไกภายในชุมชน
  • ประกาศเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดภายใน 3 เดือน
  • ป้องกันการใช้และการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ

โครงการ มหาดไทยสีขาว เป็นแนวทางเชิงรุกที่สำคัญซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้ รักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการ และเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด ทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงานสู่เป้าหมายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

การเฝ้าระวังและการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของอำเภอนี้ ถือว่าเป็นตัวอย่างคุณภาพของพื้นที่บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติด

หากหน่วยงานต่างๆ ได้ชูดั่งแบบอย่างเช่นนี้เป็นแนวทาง ก็เชื่อได้ว่าปัญหายาเสพติดจะสามารถหยุดยั้งได้ในระยะยาว และชุมชนจะกลับมาปลอดภัย สมบูรณ์ และน่าอยู่อีกครั้ง

ที่มา – อำเภอสองพี่น้อง เดินหน้าโครงการมหาดไทยสีขาวสร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด

พ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหลวง หมู่ที่ 9 ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้มีการประชุมสำคัญภายใต้แนวทางของ “เลยโมเดล” โดยพ่อเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติการ “เลยโมเดล” ตามยุทธการพิทักษ์ไทเลย เพื่อกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่อย่างเด็ดขาด ภายใต้แนวคิด “No Drugs No Dealers” หรือ “ไม่มีผู้ค้า ไม่มีผู้เสพ ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดภัย”

พ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

เป้าหมายหลักของการดำเนินการในครั้งนี้คือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด โดยมีการจัดทำแนวทางที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เช่น การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแก่ผู้ค้าและผู้เสพ การเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสอย่างลับ และการปฏิบัติการร่วมกับคณะทำงานประจำหมู่บ้านในการค้นหาและเฝ้าระวังผู้เสพและผู้ค้ายาเสพติด (Re X-ray)

แนวทางการป้องกันและการบำบัด

นอกจากนี้ยังมีการนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูในชุมชน (CBTx) พร้อมการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลและคัดกรองในระดับครัวเรือน คุ้มบ้าน และหมู่บ้าน เพื่อรางวัล “ธงสีขาวปลอดยาเสพติด” ภายในเวลาเพียง 1 เดือน เพื่อยืนยันความสำเร็จของพ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยย้ำว่า “การขับเคลื่อนตามแผน “เลยโมเดล” นี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังของประชาชนในพื้นที่ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้กลับมาปลอดภัยจากภัยพิบัติที่เกิดจากยาเสพติด”

โครงการนี้จึงวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ ด้วยการสร้างต้นแบบของชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถดูแลและป้องกันตนเองจากปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติการแบบชั่วคราว แต่เป็นการวางระบบที่ประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของและสามารถดูแลกันเองได้ในทุกพื้นที่ ซึ่งถ้าสำเร็จในจังหวัดเลย ก็มีศักยภาพสูงที่จะแพร่ขยายไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนปลอดยาเสพติด เราเชื่อว่าทุกคนสามารถยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมกัน

ที่มา – พ่อเมืองลงพื้นที่เดินหน้าปฏิบัติการ “เลยโมเดล” กวาดล้างยาเสพติด