ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีการเปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉินภายใต้ชื่อ “กิจกรรม อบรมหลักสูตร ปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐาน และช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง” ซึ่งดำเนินการโดยได้รับมอบหมายจาก ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ให้นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ เพื่อให้การอบรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมแนวทางการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บฉุกเฉินในพื้นที่

รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

ภายในพิธีเปิดมีผู้ร่วมงานเป็นเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ พล.ต.เท iamศักดิ์ สุขานุยุทธ ที่ปรึกษานายก อบจ.สุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพนักงาน ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในจังหวัด

เป้าหมายของการอบรมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย รวมถึงเสริมสร้างความสามารถและความเชี่ยวชาญในเรื่องการช่วยชีวิตเบื้องต้นตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อคุณภาพของบริการที่เหมาะสมและเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับการฝึกฝนจากหลักสูตรแบบครบวงจร ทั้งในด้าน ทักษะการช่วยชีวิตขั้นสูง, การประเมินสถานการณ์, และ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างปลอดภัย โดยการนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้สร้างมาตรฐานการดูแลรักษาในสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • พัฒนาศักยภาพด้านการแพทย์ฉุกเฉินในจังหวัด
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการตอบสนองฉุกเฉินที่รวดเร็วและปลอดภัย
  • ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของเจ้าหน้าที่แพทย์และหน่วยปฏิบัติการ

การจัดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ในการยกระดับบริการสาธารณสุขให้ทันสมัยและครอบคลุมทุกชุมชนในจังหวัด

โครงการดังกล่าวไม่เพียงแค่เสริมสร้างทักษะทางการแพทย์ แต่ยังถือว่าเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพและเท่าเทียม ที่คาดหวังว่าจะสานต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจด้านสาธารณสุข หรือต้องการเข้าใจแนวทางการเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เช่น โครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉินนี้ จะช่วยเพิ่มความเข้าใจและเปิดโอกาสใหม่ในการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของชุมชน

ที่มา – รอง นายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดโครงการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

สยบลือ! ตำรวจยันยังไม่ออกหมายเรียก ‘เจ้าอาวาสวัดม่วง’

กรณีที่เจ้าอาวาสวัดม่วง ซอยเพชรเกษม 63 หายตัวไปจากกุฏิเจ้าอาวาส พร้อมกับเงิน 10 ล้านบาทและทองคำหนัก 250 บาทของพระราชวัชรพัฒนาทร (ณรงค์ ปสนฺโน) ที่ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดกระแสข่าวลือว่าจะมีการออกหมายเรียกตามข้อกล่าวหาต่าง ๆ นั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาให้ข้อมูลชี้ clear แล้วว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร

สยบลือ! ตำรวจยันยังไม่ออกหมายเรียก ‘เจ้าอาวาสวัดม่วง’

พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับตำรวจสถานีตำรวจภูธรเพชรเกษม ให้สัมภาษณ์ยืนยันชัดเจนว่า จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ออกหมายเรียกเจ้าอาวาสวัดม่วง หรืออดีตไวยาวัจกรใด ๆ มารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด แม้ว่ากระแสข่าวในโซเชียลมีเดียจะระบุว่าเตรียมมีการดำเนินคดีไม่ช้าก็ตาม

เจ้าหน้าที่ยังสามารถติดต่อเจ้าอาวาสได้

ผู้กำกับตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า หากมีการดำเนินคดีจริงก็จะไม่ต้องออกหมายเรียกทันที เพราะขณะนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารกับเจ้าอาวาสได้ทางโทรศัพท์ และไม่มีพฤติการณ์หนีจากสถานที่ สำหรับนักสึกษาสงฆ์ท่านนี้ยังพักฟื้นอาการอาพาธอยู่ภายในวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีกระแสข่าวออกมา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานได้เตรียมประชุมภายในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ เพื่อพิจารณาหลักฐานที่รวบรวมมาทั้งหมด ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายในขั้นตอนต่อไป

  • ยังไม่มีหมายเรียกออกมาอย่างเป็นทางการ
  • สามารถติดต่อเจ้าอาวาสได้ตามปกติ
  • ยังพักฟื้นอยู่ภายในวัด
  • จะมีการประชุมพิจารณาหลักฐานภายในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่มีอยู่ในครอบครองของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากพบว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถนำไปสู่ขั้นดำเนินคดีได้จริง จะมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่การพูดหรือข่าวลือที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่เรื่องราวนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชน โดยเฉพาะผู้ติดตามด้านศาสนาและสังคม เพราะกรณีนี้ถือเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในเชิงศีลธรรมและกฎหมาย ทำให้หลายคนเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใส

ในมุมของเจ้าอาวาสเองยังไม่มีการให้คำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหา แต่ที่ผ่านมาได้มีการยอมรับผ่านสื่อว่าได้เล่นบทช่วยขายทองคำที่ว่าจริง แต่ไม่ใช่เป็นการแอบนำเงินทองไปโดยตรง ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้จนกว่าจะทราบหลักฐานอย่างชัดเจน

หากคุณเป็นผู้ติดตามคดีนี้ การติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสำนักงานอัยการ จะช่วยให้ได้รับข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด ไม่หลงเชื่อในข่าวลือหรือข้อมูลที่อาจบิดเบือนจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ

ที่มา – สยบลือ! ตำรวจยันยังไม่ออกหมายเรียก ‘เจ้าอาวาสวัดม่วง’ รับทราบข้อกล่าวหา

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.68 เมื่อเวลา 09.02 น. ปรับตัวลดลง 150 บาท สู่บริเวณ 51,300 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของเมื่อวาน(จันทร์) ที่ระหว่างวันมีการประกาศราคาทองคำทั้งหมด 11 ครั้ง รวมราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 บาท

ส่งผลให้ ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 51,200 บาท ขายออกบาทละ 51,300 บาท และทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 50,179.60 บาท ขายออกบาทละ 52,100 บาท 

ราคาทองคำ Spot เช้าวันนี้ปรับตัวลดลงสู่บริเวณแถวๆ 3,331 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาลดลง 4.60 ดอลลาร์ สู่บริเวณ 3,378 ดอลลาร์ โดยตลาดต่างจับตาผลการประชุมเกี่ยวกับสันติภาพในยูเครน ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกับผู้นำยูเครนและบรรดาผู้นำชาติพันธมิตรยุโรป รวมทั้งจับตาการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮล ในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหาข้อมูลบ่งชี้แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท

ราคาทองคำวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 51,300 บาท โดยเทียบกับช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ที่ปิดที่ 51,450 บาท ส่งผลให้ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท การเคลื่อนไหวของราคาสะท้อนถึงปัจจัยภายนอกทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเหตุการณ์ทางการเมืองระดับโลกที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ผลกระทบจากผลประชุมเฟดและสถานการณ์ยูเครน

ตลาดทองคำในวันนี้ได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่แนวโน้มในอนาคตอาจมีการปรับขึ้นอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลี่ยงการถือครองทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในตัว อีกทั้งสถานการณ์ในยูเครนที่ยังคงตึงเครียดอาจส่งผลต่อกระแสทุนที่ไหลเข้าออกจากระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ จะมีการประชุมสุดยอดเพื่อหารือเส้นทางสันติภาพร่วมกับชาติพันธมิตร ซึ่งหากไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก็อาจทำให้อารมณ์ตลาดยังผันผวนต่อเนื่อง

  • ราคาทองคำแท่งรับซื้อ: 51,200 บาท/บาท
  • ราคาทองคำแท่งขายออก: 51,300 บาท/บาท
  • ราคาทองรูปพรรณรับซื้อ: 50,179.60 บาท/บาท
  • ราคาทองรูปพรรณขายออก: 52,100 บาท/บาท

วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำในช่วงสัปดาห์หน้า

จากข้อมูลราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท และปัจจัยภายนอกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าราคาทองคำในช่วงสัปดาห์หน้าอาจเคลื่อนไหวในกรอบเดิม หากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เช่น ข้อมูลจ้างงานและอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดทองคำได้

ในมุมมองส่วนตัว การลงทุนในทองคำยังถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรักษา’value of assets’ และกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกมีความผันผวนสูง

ทั้งนี้ หากคุณวางแผนลงทุนในทองคำเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ควรตั้งจุด stop loss และ take profit อย่างชัดเจน ส่วนใครที่ผลักดันเพื่อการออม ทองคำแท่งยังคงเป็นตัวเลือกที่มั่นคง

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค. ลดลง 150 บาท

ผวจ.เลย ลุยปราบยาเสพติด ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ “ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลุยปราบยาเสพติด” ผ่านแผนปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” ซึ่งมีเป้าหมายในการกวาดล้างยาเสพติดและยกระดับความร่วมมือกับประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลุยปราบยาเสพติด

แนวทางสำคัญในครั้งนี้ คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส ซึ่งจัดตั้ง “กล่องผ้าป่าแจ้งเบาะแส” ที่ชาวบ้านสามารถหย่อนรายชื่อผู้ค้าหรือผู้เสพยาเสพติดลงในกล่องได้แบบไม่เปิดเผยตัวตน ตามรายงานจากชุมชน พบว่าในหมู่บ้านนาหลวง มีผู้ค้ายาเสพติดอย่างน้อย 5 ราย และผู้เสพรวมทั้งหมด 23 ราย พร้อมทั้งผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการเสพยาบ้าอีก 1 ราย

ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’

กล่องแจ้งเบาะแสนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่มีโลจิสติกส์ในการดำเนินการชัดเจน โดยมีหน่วยงานรัฐและชุมชนร่วมตรวจสอบข้อมูล การดำเนินการในภาพรวมประกอบด้วย การค้นหาและตรวจน้ำปัสสาวะเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัด และหากพบเบาะแสผู้ร้าย ก็จะมีการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย นี่คือหนึ่งในแนวทางที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน

นอกจากนี้แผนปฏิบัติการยังมุ่งไปที่การ “ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’” เพื่อให้ประชาชนสามารถรายงานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะใช้ข้อมูลที่ได้รับไปสืบสวน และประสานฝ่ายปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย

  • จัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นจากชุมชน
  • ตั้งกล่องแจ้งเบาะแส
  • ดำเนินการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
  • ดำเนินการช่วยเหลือผู้เสพผ่านการบำบัด
  • ติดตามและเฝ้าระวังผู้ที่ผ่านการบำบัดอย่างต่อเนื่อง

หลังจากผ่านกระบวนการค้นหาและการให้ความช่วยเหลืออย่างเข้มข้น ชุมชนในพื้นที่เขาหลวงจะถูกประเมินผลภายใน 1 เดือน ถ้าผ่านเกณฑ์ หมู่บ้านนาหลวงจะได้รับ “ธงสีขาวปลอดยาเสพติด” ในวันที่ 19 กันยายน 2568

นี่คือความพยายามของ “ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลุยปราบยาเสพติด” ที่ไม่เพียงแต่มุ่งจับกุม แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน บำบัด และฟื้นฟูผู้เสพ เพื่อสร้างชุมชนที่ปลอดภัยและมั่นคงในระยะยาว

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นและรู้ แต่ไม่กล้าพูดออกมา รู้ไว้ว่ากล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’ คือทางเลือก

ที่มา – ผวจ.เลย ลุยปราบยาเสพติด ตั้งกล่อง ‘ผ้าป่าแจ้งเบาะแส’ ให้หย่อนรายชื่อผู้ค้า

ผวา! ต้นไม้ยักษ์หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมทองโค่นล้มหวั่นเกิดอาถรรพณ์

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์ที่น่าตกใจได้เกิดขึ้นที่บริเวณหน้า ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง บนถนนทุ่งกลมตาลหมัน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อต้นไม้ยักษ์ขนาดใหญ่ได้โค่นล้มลงมาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้กิ่งไม้และลำต้นพาดขวางถนน ทำให้การจราจรในพื้นที่ติดขัด และส่งผลให้รั้วของบ้านเรือนใกล้เคียงได้รับความเสียหาย

ต้นไม้ยักษ์โค่นหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง

ศาลเจ้าแม่ทับทิมทองและตำนานต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

ต้นไม้ที่โค่นล้มลงมานั้นไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่มีอายุหลายสิบปี และเป็นส่วนหนึ่งของศาลเจ้าแม่ทับทิมทองซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้าน ทั้งชาวไทยเชื้อสายจีนและคนในพื้นที่ ให้ความเคารพนับถืออย่างยาวนาน ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงสร้างความตกใจและวิตกกังวลแก่ชาวบ้านหลายคน ที่เกรงว่าหากต้นไม้ยักษ์ที่มีความเชื่อมโยงกับศาลเก่าแก่ได้ล้มลง จะมีสิ่งไม่คาดฝันหรืออาถรรพณ์ตามมา

ความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง

เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

เมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลห้วยใหญ่ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที และดำเนินการระดมกำลังนำเครื่องจักรเข้ามาตัดและเคลื่อนย้ายต้นไม้ยักษ์ที่ล้มออกจากผิวจราจร เพื่อให้สภาพพื้นที่กับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ทำให้การจราจรสามารถกลับสู่ภาวะคล่องตัวได้ในไม่ช้า

การช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

ความเสียหายจากต้นไม้ล้ม

แม้ว่าต้นไม้ยักษ์ที่ล้มลงจะสร้างความเสียหายในเชิงกายภาพ แต่ความเชื่อของคนในพื้นที่ต่อศาลเจ้าแม่ทับทิมทองกลับยังคงมั่นคงอยู่เสมอ เหตุการณ์นี้อาจเป็นเพียงธรรมชาติที่เคลื่อนไหว แต่ก็ปลุกเร้าความทรงจำและความเคารพที่ชาวบ้านมีต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกครั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อและธรรมชาติทำหน้าที่อยู่เคียงข้างกันเสมอ — ถึงแม้ว่าต้นไม้ยักษ์หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมทองจะล้มลง แต่จิตใจของผู้ศรัทธาต่อศาลศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่มีวันล้ม

หากคุณเคยเข้าไปสักการะศาลเจ้าแม่ทับทิมทองและมีประสบการณ์หรือความทรงจำดี ๆ กับพื้นที่แห่งนี้ อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวของคุณผ่านความคิดเห็นด้านล่างได้เลย

ที่มา – ผวา! ต้นไม้ยักษ์หน้า ‘ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง’ โค่น หวั่นอาถรรพณ์เกิดอาเพศ

เคยคิดว่าลืมเธอได้ บทเพลงสำหรับคนที่ยังไม่มูฟออน

ความรักเปรียบเสมือนเส้นทางที่เต็มไปด้วยพลัง แต่บางครั้งก็มีช่วงที่ต้องมาหยุดนิ่ง พยายามรับมือกับความทรงจำที่ยังไม่หายไป ล่าสุดวงThe BESTS พาเราผ่านอารมณ์แบบนี้ด้วยซิงเกิลใหม่ “เคยคิดว่าลืมเธอได้” Feat. SIMON & Saran เพลงที่ไม่ได้เป็นแค่บทเพลงรัก แต่ยังเป็นเสียงสะท้อนของใครหลายใจที่หลอกตัวเองว่า “มูฟออน” ได้แล้ว แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยเธออยู่เสมอ

เคยคิดว่าลืมเธอได้ – เรื่องราวของคนที่ยังไม่มูฟออน

หลังจากซิงเกิล “ไปต่อไม่ได้” ที่สะท้อนความรู้สึกตันของความรักไปเมื่อไม่นานมานี้ The BESTS กลับมาอีกครั้งกับเพลงใหม่ที่ไม่แพ้กัน “เคยคิดว่าลืมเธอได้” โดยคราวนี้พวกเขาร่วมงานกับ SIMON และ Saran จากวง D!EOUT เพื่อเติมเต็มอารมณ์ของเพลงให้เข้มข้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เพลงนี้เริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนไอเดียระหว่าง The BESTS และ SIMON ที่กลายเป็นเสียงกีตาร์ไพเราะ ที่ค่อยๆ พัฒนาจนกลายมาเป็นท่อนฮุคที่ทำเอาหลายคนสะดุด: “เคยคิดว่าลืมเธอได้ แต่ว่าสุดท้ายมันก็เปล่าเลย”

การร่วมมือแบบสัมผัสได้ของ The BESTS, SIMON และ Saran

เมื่อ The BESTS ตัดสินใจทำเพลงเดโม่เสร็จ พวกเขาก็รู้ว่าเพลงนี้ยังคงขาดบางสิ่งบางอย่างคือ “แร็ปที่คม” จึงเกิดไอเดียให้ Saran มาร่วมงานในท่อนแร็ปที่สอง โดยเวิร์สที่เขาแต่งขึ้นนั้นไม่ได้ช่วยเสริมเสียงเพลงเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริม “น้ำหนักทางอารมณ์” ให้กับเพลงได้อย่างพิเศษ

  • The BESTS ให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันเองก็ร่วมงานกับ SIMON ตั้งแต่แรกเริ่ม พอทำเดโม่เสร็จก็รู้ว่าเพลงนี้ต้องมีแร็ป ตอนนั้นนึกถึง Saran เลย เพราะเวิร์สของเขาช่วยเติมเต็มอารมณ์ได้เป็นอย่างดี”
  • การใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริง ทำให้เพลง “เคยคิดว่าลืมเธอได้” สื่อถึงความรู้สึกของคนที่หลอกตัวเองว่า “หาย” แล้ว แต่ในที่สุดยังคงคิดถึงเสมอ

เพลงนี้ไม่ได้ออกมาเรียกร้องหรือดราม่าแค่ในช่วงท่อนฮุคเท่านั้น แต่ยังเขียนจากความรู้สึกจริง ด้วยอิทธิพลของชีวิตจริงที่แต่ละคนเคยผ่าน ไม่ว่าจะเคยหวังว่าตัวเองจะลืมได้ แต่กลับล้มเหลว ไม่มีอะไรดีไปกว่าการมีเพลงมาเป็นเพื่อนท่ามกลางความทรงจำที่ยังแขวนค้างอยู่

ได้ฟังเพลง “เคยคิดว่าลืมเธอได้” แล้วหรือยัง?

ถ้าคุณยังกำลังรู้สึกค้างคาต่อคนๆ เก่า เพลงนี้อาจเป็นคำตอบในช่วงเวลาที่คุณต้องการปลอบใจตัวเอง เพลง “เคยคิดว่าลืมเธอได้” คือเสียงสะท้อนที่บอกเราว่า เราไม่ได้แปลกไปเลยที่ยังคิดถึง ยังจำ แทนที่จะเบลอเพลงๆ หนึ่ง ลองฟังและรับมือกับความรู้สึกอย่างเต็มที่ดูนะ

รับฟังเพลงได้แล้ววันนี้ที่ทุกแพลตฟอร์ม

ที่มา – “The BESTS” ทีมอัพกับ “SIMON” และ “Saran” ส่ง”เคยคิดว่าลืมเธอได้” บทเพลงสำหรับคนที่ยังไม่มูฟออน

เซเลนสกีลั่นพร้อมเจอปูติน เผยข้อตกลงกับสหรัฐรวมถึง “ต้องซื้ออาวุธ”

ล่าสุด ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำแห่งยูเครน ออกมายืนยันว่า พร้อมที่จะมีการพบปะหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย “โดยไม่มีเงื่อนไขและไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม” พร้อมเผยข้อตกลงล่าสุดร่วมกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงการที่ยูเครนจะต้องซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาลจากสหรัฐฯ

เซเลนสกีลั่นพร้อมเจอปูติน

จากข่าวกรองต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ผู้นำยูเครนอย่างเซเลนสกี ได้มีการหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในประเด็นแผนดินแดนบางส่วนของยูเครนที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย ซึ่งแม้จะมีประเด็นที่ไม่เห็นพ้อง แต่บรรยากาศของการพูดคุยโดยรวมถือว่านอบอุ่นและสร้างความหมาย

ข้อตกลงกับสหรัฐฯ และการซื้ออาวุธ

นอกจากนี้ เซเลนสกียังเปิดเผยว่า ได้มีการข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกับสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ซึ่งหนึ่งในข้อตกลงหลักที่สำคัญ คือ ยูเครนจะต้องซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 ล้านล้านบาท) โดยใช้งบประมาณผ่านกองทุนของยุโรป พร้อมกับร่วมมือกับสหรัฐในการผลิตอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้ เซเลนสกีเผยว่า แม้จะมีโอกาสที่เขาจะได้พบกับปูตินภายหลังจากการประชุมสามฝ่ายระหว่างผู้นำสหรัฐ รัสเซีย และยูเครน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดชัดเจนกับรูปแบบหรือเนื้อหาของการพูดคุยในครั้งนั้น

  • การเจรจาไม่มีเงื่อนไขกับรัสเซีย
  • ข้อตกลงด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ
  • โครงการร่วมมือด้านอากาศยานไร้คนขับ
  • การซื้ออาวุธมูลค่าสูงจากสหรัฐฯ

การเปิดเผยว่า “ต้องซื้ออาวุธ” นี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะนี่เปรียบเสมือนกับการที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ให้ความมั่นคงแก่ยูเครนผ่านการนำไปสู่ข้อตกลงทางทหารเชิงพาณิชย์ โดยมีความคาดหวังทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีร่วมด้วย

ทว่า ยังมีหลายเสียงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทิศทางของการเจรจา เช่น หากพบกับปูตินจริง ยูเครนจะสามารถรักษามาตรฐานการเจรจาไว้ได้อย่างไร รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์และการรับรู้ของโลกในเวทีระหว่างประเทศ

ดูเหมือนว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ของเซเลนสกีจะส่งผลต่อเส้นทางแห่งความสงบและความมั่นคงของยูเครนในอนาคต ท่ามกลางความซับซ้อนทางการเมืองและสงครามที่ยังคงลุกลามต่อไป

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์โลก อัปเดตในประเด็นนี้จะช่วยให้เข้าใจภาพใหญ่มากขึ้น ทั้งในมุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมือง และด้านเทคโนโลยีทางทหาร

ที่มา – เซเลนสกีลั่นพร้อมเจอปูติน เผยข้อตกลงกับสหรัฐรวมถึง “ต้องซื้ออาวุธ”

รถไฟทางคู่สายใหม่ บ้านไผ่-นครพนม สร้างล่าช้า 41%

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีความคืบหน้าล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้ถึง 41% ทำให้การเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบของโครงการอาจต้องเลื่อนออกไป

รถไฟทางคู่สายใหม่ บ้านไผ่-นครพนม เดินหน้าช้า

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กิโลเมตร วงเงิน 6.68 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสพัฒนาด้านการขนส่งและการค้าขายอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันงานก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ 22.89% ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าแผนงานมาก

สัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 มีปัญหา

ในสัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่-หนองพอก ระยะทาง 180 กม. ดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า เอเอส-ช.ทวี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ มีความคืบหน้า 40.84% ล่าช้า 27.64% ส่วนสัญญาที่ 2 ช่วงหนองพอก-สะพานมิตรภาพ 3 ระยะทาง 175 กม. โดย กิจการร่วมค้า ยูนิค มีความคืบหน้าเพียง 5.71% และล่าช้าสูงถึง 54.75%

สาเหตุหลักของความล่าช้ายังมาจากการเวนคืนที่ดิน ซึ่งยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างได้ครบ 100% โดยสัญญาที่ 1 ส่งมอบปัจจุบันอยู่ที่ 93% และสัญญาที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 85% คาดว่าจะสามารถส่งมอบพื้นที่ครบภายในสิ้นปีนี้

เวนคืนที่ดินและปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากการเวนคืน รฟท. ยังเผชิญกับปัญหาอื่น เช่น การปรับแผนการออกแบบตามข้อเรียกร้องชาวบ้าน เช่น การเปลี่ยนจาก สะพานข้าม (Overpass) เป็น สะพานลอด (Underpass) ซึ่งส่งผลให้งานก่อสร้างล่าช้าต่อไป

ภาวะอีกหนึ่งประการคือพื้นที่ที่ส่งมอบให้ก่อสร้างเป็น “ฟันหลอ” ทำให้เครื่องจักรขนาดใหญ่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายเข้ามาดำเนินงานได้ รฟท. วางแผนจะขอใช้พื้นที่ที่ยังไม่ได้เวนคืนของหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างทางเชื่อมให้เครื่องจักรเข้าถึงพื้นที่ก่อสร้างได้

แผนต่อไปของ รฟท. นัดชี้ปัญหา 19 ส.ค.

เพื่อเร่งความคืบหน้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะประชุมกับ รฟท. ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนและก่อสร้างโครงการ

ปัจจุบันสัญญาที่ 1 อยู่ระหว่างถมดิน เริ่มสร้างสถานีรถไฟ และติดตั้งรางและหมอนคอนกรีต ส่วนสัญญาที่ 2 อยู่ระหว่างเทคอนกรีตฐานรากและเสาเข็มเจาะสะพาน คาดว่าแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2570 ทั้งนี้ไม่มีผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาต้องกลับประเทศ

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ในเขตนี้ครอบคลุมพื้นที่ 70 ตำบล 16 อำเภอ 6 จังหวัด มีสถานีรถไฟรวม 30 แห่ง และมีลานตู้สินค้า 3 แห่ง แม้แผนเดิมจะเปิดใช้งานปี 2570 แต่ความล่าช้าอาจทำให้เปิดบริการช้ากว่ากำหนดการเดิม

การพัฒนาระบบขนส่งในภูมิภาคนี้ไม่ใช่เพียงแค่“โครงการก่อสร้างใหม่” แต่เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการค้าขายที่สำคัญ การดูแลโครงการเพื่อให้เดินไปตามแผนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – 19 ส.ค. “รฟท.” นัดเคลียร์งานเวนคืน ทางคู่สายใหม่ “บ้านไผ่-นครพนม” สร้างล่าช้า 41%

จับตา ‘มหาดไทย’ ชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายบิ๊กล็อต 25 ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวงการราชการไทย เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเสนอแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจำนวน 25 ตำแหน่ง ซึ่งถูกเสนอโดยกระทรวงมหาดไทย การดำเนินการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่มีอิทธิพลและหน้าที่สำคัญในระดับจังหวัดและกรมต่างๆ

จับตา ‘มหาดไทย’ ชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายบิ๊กล็อต 25 ตำแหน่ง

ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำรายการเสนอ ก่อนนำขึ้นพิจารณาในที่ประชุม ครม. ซึ่งมีรายชื่อข้าราชการที่จะได้รับการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ทั้งในการแต่งตั้ง และการย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ homicide ในฐานะผู้ปฏิบัติงานที่มีความเชี่ยวชาญ และผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ

รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งและโยกย้าย

มีการประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือโยกย้ายและการรวมตัวเป็นโยกย้ายครั้งใหญ่ ดังนี้:

  • นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
  • นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เปลี่ยนงานเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
  • ไม่น้อยไปกว่านั้น ยังมีรายชื่อสถานที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของข้าราชการจากผู้ว่าฯของจังหวัดหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งที่มีความท้าทายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการย้ายตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่เคยดำรงตำแหน่งในจังหวัดต่างๆ lotte ไปยังหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดนครสวรรค์

ทางด้านประสิทธิภาพของการบริหารราชการ การโยกย้ายครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสดชื่น และผสมผสานองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้าสู่ภารกิจของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาท้องถิ่นและบริหารจัดการทรัพยากรระดับจังหวัด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเพราะแต่ละตำแหน่งมีผลต่อการปฏิบัติงานและนโยบายในระดับท้องถิ่น

ผลต่อวงการข้าราชการและประชาชน

การได้รับการแต่งตั้งหรือย้ายตำแหน่งของข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการทำงานในระดับท้องถิ่น ซึ่งผู้นำแต่ละจังหวัดจะมีวิธีการบริหารและจัดการที่ต่างกัน ทั้งในเรื่องงบประมาณ โครงสร้างกิจการของท้องถิ่น และความสัมพันธ์กับชุมชน

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสของข้าราชการที่ได้เข้าสู่วาระใหม่ในตำแหน่งใหม่ ๆ ที่เขาอาจมีแรงบันดาลใจในการดำเนินการให้เกิดความสำเร็จในภารกิจ และนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ความคาดหวังหลังการเปลี่ยนแปลง

รองรับกับจุดยืนของรัฐบาลในเรื่องความโปร่งใสและการบริหารจัดการอย่างเที่ยงธรรม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถนำไปสู่บรรยากาศการทำงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่มีสลัก

การเฝ้ามอง ‘มหาดไทย’ และการตัดสินใจของ ครม. ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชน เพราะเป็นการกำหนดทิศทางของอุปกรณ์บริหารทุกหน่วยงานในระบบราชการไทย การติดตามในระยะยาวจึงจัดเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อการทำงานของหน่วยงานอย่างไร

ตามหลักการแล้ว การเปลี่ยนแปลงในระดับสูงมักสะท้อนถึงความต้องการในการปรับปรุงโครงสร้างและระบบการทำงาน เช่นเดียวกับการส่งเสริมความเชี่ยวชาญและโอกาสให้กับข้าราชการที่มีความสามารถอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า การประกาศจับตา ‘มหาดไทย’ ชง ครม. เรียนรู้เกี่ยวกับการแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงในอณูของระบบราชการไทย

หากคุณเป็นประชาชนที่ใส่ใจการเมืองและกิจการราชการ ควรจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะหยาดเหงื่อของข้าราชการเหล่านี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ประเทศไทยที่ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – จับตา ‘มหาดไทย’ ชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายบิ๊กล็อต 25 ตำแหน่ง

เตรียมรับมือ! กรมชลฯ เตือน 11 จังหวัดเฝ้าระวัง หลังระบายน้ำเจ้าพระยาเพิ่ม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 เพื่อเตือนผู้ว่าราชการ 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่นน้ำเจ้าพระยา

เตรียมรับมือ! กรมชลฯ เตือน 11 จังหวัดเฝ้าระวัง หลังระบายน้ำเจ้าพระยาเพิ่ม

จากข้อมูลการคาดการณ์ในช่วง 1-3 วันข้างหน้า พบว่าในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,650 – 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขามากถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณรวมระหว่าง 1,750-1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เพื่อรับมือกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น กรมชลประทานจะระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,200 – 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีการระบายน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ในอัตรา 400 – 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกด้วย

น้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำ

การระบายน้ำดังกล่าวจะทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกันน้ำ เช่น คลองโผงเผง จ.อ่างทอง, คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใน อ.เสนา, อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 0.10 – 0.90 เมตร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน แต่หากน้ำเพิ่มขึ้นจะมีการแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

  • จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ: อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, กรุงเทพมหานคร
  • วันที่คาดการณ์น้ำล้น: 21 สิงหาคม 2568
  • ปริมาณน้ำไหลผ่าน: 1,750 – 1,950 ลบ.ม./วินาที
  • ระดับน้ำเพิ่มขึ้น: 0.10 – 0.90 เมตร

ปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C. อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,551 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีระดับน้ำเหนือเขื่อน 15.75 เมตร/รทก. และระดับน้ำห่างจากตลิ่งยังมีช่องว่างถึง 4.52 เมตร จึงยังปลอดภัยในขณะนี้

ดังนั้น เพื่อให้การเตรียมความพร้อมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานจะควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนอย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้งขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ 11 จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสียหาย

การเฝ้าระวังและการเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม อย่าละเลยวิกฤติอาจมาถึงในพริบตา เพราะความปลอดภัยของคุณคือหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – เตรียมรับมือ! กรมชลฯ เตือน 11 จังหวัดเฝ้าระวัง หลังระบายน้ำเจ้าพระยาเพิ่ม