ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘โฆษกทบ.’โต้‘เขมร’ภาพลักษณ์ทุ่นระเบิดบนเวทีโลกย้อนแย้ง

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาโต้ข้อความของฝ่ายกัมพูชา หลังจากพล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนควรเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์เท่านั้น พร้อมระบุว่าคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเป็นทางการ

‘โฆษกทบ.’โต้‘เขมร’ภาพลักษณ์ทุ่นระเบิดบนเวทีโลกย้อนแย้ง

โฆษกกองทัพบกของไทยได้ชี้ให้เห็นว่า การกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชานั้นกลับบ่งบอกถึงความจริงที่แฝงอยู่ นั่นคือการยอมรับโดยตรงว่าฝ่ายกัมพูชานั้นได้ใช้ทุ่นระเบิดในการคุกคามและทำร้ายฝ่ายไทยอย่างแท้จริง แม้จะมีการพูดในเวทีโลกเกี่ยวกับความตั้งใจที่จะต่อต้านทุ่นระเบิดเพื่อประโยชน์ด้านมนุษยธรรม แต่พฤติกรรมในความเป็นจริงกลับแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งกับภาพลักษณ์ดังกล่าว

ภาพลักษณ์ทุ่นระเบิดของเขมรที่ย้อนแย้งกับเวทีโลก

ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน กัมพูชานั้นยังคงใช้ทุ่นระเบิดไม่เพียงแค่เพื่อป้องกันตนเอง แต่กลับใช้เป็นอาวุธในการทำลายความมั่นคงของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักฐานมากมายที่ชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกสังเกตจากการทำลายพื้นที่ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง แม้ประเทศนี้จะได้รับการสนับสนุนทุนจำนวนมากจากนานาชาติเพื่อการขจัดทุ่นระเบิด ทว่ากลับไม่มีการลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การแสดงภาพลักษณ์ที่ห่วงใยมนุษยธรรมในการประชุมนานาชาติ เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน กลับส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกัมพูชา และอาจกระทบต่อการสนับสนุนจากภาคีผู้ให้การช่วยเหลือในอนาคต

  • การยอมรับโดยปริยายถึงการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา
  • ข้อจำกัดของคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค
  • การขัดแย้งกับภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติ
  • ความล่าช้าในการดำเนินการขจัดทุ่นระเบิด

เขาได้ระบุเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็ไม่มีทางที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ได้ เพราะพื้นฐานของความไว้วางใจถูกทำลายโดยการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แฝงไว้ด้วยเจตนาร้าย

ข้อเท็จจริงที่ผ่านมายังคงยืนยันว่า ภาพลักษณ์ทุ่นระเบิดบนเวทีโลกของกัมพูชานั้นเป็นเพียงการปกปิดความเป็นจริงที่ว่าพวกเขากำลังใช้ทุ่นระเบิดเป็นอาวุธในการทำร้ายและคุกคามฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง การกระทำที่ขัดแย้งกับคำพูดนี้จึงต้องได้รับการตอบสนองทั้งในระดับนโยบายและการทูต

ในตอนท้าย ความจริงจึงควรได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรม รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยความซื่อสัตย์จากทุกองค์ประกอบในการดำเนินการเพื่อความสงบสุขของภูมิภาค

ที่มา – ‘โฆษกทบ.’โต้‘เขมร’ภาพลักษณ์ทุ่นระเบิดบนเวทีโลกย้อนแย้ง ใช้ทำร้ายฝ่ายไทย

เกิดอะไรขึ้น? ‘อ.ตฤณห์’ โพสต์คำเดียวว่า ‘หนี’ กระตุกข้อสงสัยชาวเน็ตกันสนั่น

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สื่อมวลชนรายงานข่าวว่า อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ดร.ตฤณห์ นักจิตวิทยาอาชญากรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมอาชญากร ได้ทำการโพสต์ข้อความสั้น ๆ ผ่านแฟนเพจ “Aj. Trynh Phoraksa” ด้วยพื้นหลังสีแดงเข้มและตัวหนังสือสีขาวเพียงคำว่า “หนี” เท่านั้น ทำเอาชาวเน็ตแห่กันตั้งคำถามทันทีว่า หมายถึงใครหรือเรื่องอะไรกันแน่?

เกิดอะไรขึ้น? ‘อ.ตฤณห์’ โพสต์คำเดียวว่า ‘หนี’ กระตุกข้อสงสัยชาวเน็ตกันสนั่น

ข้อความเพียงคำเดียวอย่าง “หนี” จาก อาจารย์ตฤณห์ กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยหลายคนพยายามตีความ และคาดเดาไปตามแนวทางต่าง ๆ ว่าข้อความนี้อาจเป็นการบ่งบอกถึงบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลในวงการต่าง ๆ หรือไม่

ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์猜测纷纷

ภายหลังจากที่ข่าวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างคึกคักของชาวเน็ต โดยมีผู้ใช้งานจำนวนมากแสดงความเห็นหลากหลาย เช่น “เป็นข้อความของคนที่มีพลัง”, “ให้ความรู้สึกว่านี่คือคำเตือน”, และอีกมากมาย ซึ่งหลายความคิดเห็นเห็นพ้องต้องกันว่า มีลุ้นว่าเจ้าของโพสต์ต้องมีพื้นหลังที่ไม่ธรรมดา

  • ติดตามประเด็น: ผู้คนอยากรู้ว่า “หนี” นั้นพูดถึงใคร
  • มีแรงบันดาลใจ: เผยถึงพฤติกรรมที่ลึกลับ/ซ่อนเร้น
  • แพร่ไวรัล: กลายเป็นกระแสบนโซเชียลภายในชั่วข้ามคืน

แม้ข้อความจะสั้นเพียงคำเดียว แต่ผลกระทบกลับกว้างขวาง โดยเฉพาะการใช้สีแดงสดประกอบกับคำว่า “หนี” ไม่ว่าจะสื่อถึงอะไร ล้วนมีพลังในการกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคเนื้อหาออนไลน์อย่างมหาศาล

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทาง อาจารย์ตฤณห์ เลยว่าประโยคสั้น ๆ อันนี้มีเจตนาอะไรจริง ๆ ดังนั้นเรื่องราวก็คงต้องรอเวลาอีกสักพัก เพื่อให้ภาพรวมชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นได้ชัดเลยว่า “ความลึกลับ” คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนสนใจ เพราะมนุษย์เรามักจะอยากค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ หากคุณเป็นแฟนคลับของอาจารย์ตฤณห์ เราแนะนำให้ติดตามช่องทางทางการของเขา เพื่อรับข่าวสารล่าสุดอย่างตรงไปตรงมา

ที่มา – เกิดอะไรขึ้น? ‘อ.ตฤณห์’ โพสต์คำเดียวว่า ‘หนี’ กระตุกข้อสงสัยชาวเน็ตกันสนั่น

รวบแก๊งแอปเงินกู้เถื่อนดอกเบี้ยโหด ซ้ำผิดนัดชำระโดนทวงถี่จนอับอาย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บัญชาการกองปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย (ปอศ.) ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผู้กำกับกองกำนัน 5 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ภาคิน สุขพรหม รองผู้กำกับกองกำนัน 5 และ พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัต สว.กก.5 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุม นายนรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ในข้อหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายหลายคนมาฟ้องร้องว่าได้ใช้บริการแอปเงินกู้เถื่อนชื่อ “New Wallet” ซึ่ง แอปเงินกู้เถื่อนดอกเบี้ยโหด นี้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายมากมายก่อนให้กู้เงิน และมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3,474.80% ต่อปี

รวบแก๊งแอปเงินกู้เถื่อนดอกเบี้ยโหด ซ้ำผิดนัดชำระโดนทวงถี่จนอับอาย

หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ กลุ่มจะเริ่มตามทวงหนี้แบบถี่เหลือเกิน โดยโทรศัพท์จะดังขึ้นแบบไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นผู้กู้เองหรือบุคคลในครอบครัว ทำให้หลายคนรู้สึกอับอาย ทั้งยังสร้างความลำบากต่อชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

หลักฐานชัดเจนหลังสอบสวน

เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับได้สำเร็จหลายราย โดยเฉพาะ แอปเงินกู้เถื่อนดอกเบี้ยโหด นายนรินทร์ที่เพิ่งพ้นโทษคดีก่อนหน้าเกี่ยวกับการเสพติด และเพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจสินเชื่อผิดกฎหมายอีกครั้งในพื้นที่อยุธยา

หลังถูกควบคุมตัว นายนรินทร์ยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนโดย พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ซึ่งข้อกล่าวหาของกลุ่มนี้มีทั้งการเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดกฎหมาย และการบีบคั้นผู้กู้จนเกินกว่าควร

  • ใช้มาตรการทวงหนี้แบบข่มขู่
  • เรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่เป็นธรรมก่อนให้วงเงินกู้
  • อัตราดอกเบี้ยต่อปีสูงถึง 3,474.80%
  • ข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

คำสั่งศาลและผลการสอบสวน สามารถช่วยผู้กู้อีกหลายรายหลุดพ้นจากหนี้กู้ที่มีอัตราสูง และสิ้นสุดวงจรการจัดเก็บหนี้ที่ไร้ความเป็นธรรมนี้ได้

หากคุณเคยใช้บริการ แอปเงินกู้เถื่อนดอกเบี้ยโหด เช่นเดียวกัน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ (ศปน.ตร.) เพื่อความปลอดภัยและสิทธิของตนเอง

ดูแลตนเองเป็นอันดับแรก อย่าหลงเชื่อสัญญาหรือกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อที่ดูดีแต่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง หากเจอมิจฉาชีพแบบนี้ รายงานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ที่มา – รวบแก๊งแอปเงินกู้เถื่อนดอกเบี้ยโหด ซ้ำผิดนัดชำระโดนทวงถี่จนอับอาย

ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่าในช่วงหนึ่งระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อ้างว่า ได้รับคำมั่นสัญญาจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ว่าจะไม่ปฏิบัติการทางทหารต่อไต้หวัน ตราบใดที่ทรัมป์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทรัมป์ตอบว่า เขาขอบคุณอีกฝ่ายสำหรับคำพูดนั้น และชื่มชม “ความอดทนอย่างมาก” ของทั้งสองฝ่าย ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ ว่าประเด็นเกี่ยวกับไต้หวัน “ถือว่าเปราะบางและมีความสำคัญมากที่สุด” ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน

ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า สหรัฐควรยึดมั่นต่อหลักการจีนเดียว และแถลงการณ์ร่วมอย่างน้อย 3 ฉบับ เพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีอย่างจริงใจ และเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพให้กับช่องแคบไต้หวัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันเผชิญกับแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักและต่อเนื่องจากจีน รวมถึงการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชน (พีแอลเอ) จัดการซ้อมรบหลายครั้ง ในบริเวณที่ถือเป็น “จุดยุทธศาสตร์” รอบเกาะไต้หวัน โดยรัฐบาลปักกิ่งพยายามยืนยันการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือเกาะแห่งนี้มาตลอดว่าเป็น “มณฑลโพ้นทะเล” ส่วนไต้หวันยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอดเช่นกัน

สถานการณ์ทางการเมืองของไต้หวัน

ไต้หวันถูกจีนแผ่นดินใหญ่ถือว่าเป็นภูมิภาคที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยภายใต้หลักการ “จีนเดียว” อย่างไรก็ตาม ไต้หวันมีระบอบประชาธิปไตยของตนเอง และจัดการเลือกตั้งอย่างอิสระ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองฝ่ายมายาวนาน

มีหลายประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไต้หวันตึงเครียด โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทหารและการทูต ทว่าในครั้งนี้ เมื่อทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ ก็ถือเป็นการสร้างแรงฉุดสำคัญในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

บทบาทของสหรัฐอเมริกาในความขัดแย้งนี้

สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในแง่ของการสนับสนุนทางทหารและการทูตต่อไต้หวัน แม้จะไม่ได้รับการยอมรับทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่สหรัฐมีกฎหมายเฉพาะที่สนับสนุนการป้องป้องไต้หวัน เช่น Taiwan Relations Act

แม้ทรัมป์จะมีแนวทางการเมืองที่แตกต่างออกไปจากผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้า แต่การที่เขาได้รับคำมั่นจากจีนว่าจะมิได้ใช้กำลังกับไต้หวัน เผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางอำนาจระดับสูง และความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของพื้นที่นี้ที่กระทบต่อเสถียรภาพโลก

  • การใช้คำมั่นจากจีนเพื่อควบคุมสถานการณ์ในภูมิภาค
  • บทบาทของสหรัฐต่อการส่งเสริมความมั่นคงในเอเชีย
  • การรักษาความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ของจีน-สหรัฐในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียด

จากข่าวที่ว่า ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ เผยให้เห็นถึง_detective_และกลยุทธ์ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของผู้นำคนนี้ ที่สามารถแปลงคำพูดเป็นการเมือง และใช้ประโยชน์ทางทูตเพื่อรักษาภูมิภาคให้มีเสถียรภาพ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบหนึ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐ ว่าจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไรภายใต้พรมแดนทางการเมืองและความขัดแย้งที่มีมานานหลายสิบปี

ทั้งนี้ การเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างไต้หวัน ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าดูให้มาก โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวทางทหารจากจีน แต่หากสหรัฐและจีนสามารถรักษาสมดุลได้ ก็อาจเปิดทางให้เกิดสันติภาพในระยะยาว

อ่านต่อเกี่ยวกับข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ที่มา – ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ

DSI ลุยเขากระโดง! จ่อขอข้อมูลที่ดิน 5,083 ไร่

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองและออกเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งคาดว่าเป็นที่ดินของรัฐและเกี่ยวข้องกับบุคคลและหน่วยงานหลายฝ่าย

DSI ลุยเขากระโดง! จ่อขอข้อมูลที่ดิน 5,083 ไร่

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า การสืบสวนเน้นไปที่พื้นที่ เขากระโดง ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ โดย DSI ได้รับข้อมูลจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาแล้ว รวมถึงแผนที่เดิมที่ใช้เป็นหลักฐาน เช่น แผนที่การรถไฟ พ.ศ. 2465 (แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา)

แผนที่เปรียบเทียบเพื่อหาข้อเท็จจริง

เพื่อให้ได้ภาพรวมของพื้นที่อย่างชัดเจน แผนกแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศของ DSI จะจัดทำ “แผนที่การจัดซื้อที่ดินประกอบพระราชกฤษฎีกามาซ้อนทับกับภูมิประเทศในปัจจุบัน” เพื่อมาเทียบกับโฉนดที่ดิน นส.3 และภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างคล่องแคล่ว

ภายหลังจากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว DSI เตรียมเดินทางลงพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงวันที่ 19-22 สิงหาคม เพื่อเข้าขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินและสำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าใครเป็นผู้ครอบครองหรือถือครองพื้นที่ของรฟท. และสามารถตรวจสอบข้อมูลจาก สารบบที่ดิน 995 แปลง และหน่วยราชการอีก 12 หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ได้ด้วย

  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารระบบราชการ
  • รับฟังคำให้การจากพยานสำคัญ
  • เปรียบเทียบข้อมูลด้วยแผนที่ปัจจุบันและแผนที่เดิม
  • เตรียมชี้แจงแนวทางทางกฎหมายในขั้นถัดไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าพื้นที่ DSI จะประสานงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้มีเจ้าหน้าที่เข้าให้คำอธิบายและข้อมูลในฐานะพยาน เพื่อให้ข้อมูลที่ดีในการสืบสวนต่อไป

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้อธิบายว่า ศาลฎีกาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ทั้งหมดเป็นของรฟท. และศาลปกครองกลางได้มีคำวินิจฉัยสุดท้ายว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ เป็นกรรมสิทธิ์ของรฟท. ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ DSI ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และยืนยันข้อเท็จจริงจากข้อมูลทางราชการที่มีอยู่แล้ว

ข่าวการดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ เพราะอาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการบริหารพื้นที่ของรัฐ และเพิ่มความโปร่งใสในเรื่องที่ดินที่กลายเป็นจุดพิพาทมายาวนาน

เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน DSI จะทำรายงานเสนอต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาให้เป็นคดีพิเศษภายในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ที่มา – DSI ลุยเขากระโดง! จ่อขอข้อมูลที่ดิน 5,083 ไร่ เตรียมชงคดีพิเศษสิ้นเดือน ส.ค.นี้

พล.อ.ณัฐพล​แจง​ศบ.ทก.​ไม่เคลื่อนไหว​ รอวงถกRBC- GBC ​ก่อน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้รายงานเกี่ยวกับกระแสข่าวการลดการดำเนินงานของศูนย์​เฉพาะกิจ​บริหาร​สถานการณ์​บริเวณ​ชายแดน​ไทย​-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ซึ่งดูเหมือนจะชะลอการเคลื่อนไหวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ให้ข้อมูลชี้แจงถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน

พล.อ.ณัฐพล​แจง​ศบ.ทก.​ไม่เคลื่อนไหว​ รอวงถกRBC- GBC ​ก่อน

จากข้อมูลที่ได้รับ พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่า เหตุผลที่ ศบ.ทก. ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในขณะนี้ เนื่องจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรอผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งแบ่งเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่

  • committee ชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ภายใต้ บัญชาการกองกำลังป้องกันจันทบุรีตราด (กปช.จต.) และกองทัพภาคที่ 1
  • committee ชายแดนในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 2

หลังจากการประชุม RBC เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะประเมินสถานการณ์และจัดทำแนวทางไปสู่การประชุมระดับสูงต่อไป นั่นคือ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 8-10 กันยายน 2568 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

เตรียมฉากทัศน์ระยะยาว รองรับการพัฒนา

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ท่านได้เชิญที่ปรึกษาระดับสูงของกระทรวงกลาโหมจำนวน 8 ท่าน มาร่วมพิจารณาและให้คำแนะนำในการกำหนด “ฉากทัศน์” ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้ ศบ.ทก. สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีระบบ เหมาะสมกับสถานการณ์ในอนาคต และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

ฉากทัศน์ดังกล่าวจะถูกนำเสนอทั้งต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อไป แสดงให้เห็นว่า การวางแผนเชิงกลยุทธ์ของไทย ไม่ได้มุ่งเพียงการบริหารพื้นที่ แต่รวมถึงการเตรียมความพร้อมในระยะยาวทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค

บทบาทของ RBC และ GBC ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ถือเป็นกลไกสำคัญในการจัดการปัญหาความมั่นคงและข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามพรมแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาในระดับทั้ง 2 นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ทั้งสองฝ่าย

  • RBC ดูแลประเด็นในระดับท้องถิ่น เช่น ข้อพิพาทพรมแดน ปัญหาอาชญากรรมข้ามแดน และการจัดการชุมชนชายแดน
  • GBC เน้นประเด็นเชิงนโยบายระดับประเทศ เช่น การร่วมมือในมาตรการทหาร การรักษาความปลอดภัย และการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การติดตามสถานการณ์ครั้งสำคัญ

การกระทำของประเทศไทยที่ยังคงรอการพิจารณาก่อนลงมือเป็นครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมองถึงความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา การประชุมในระดับทั้ง RBC และ GBC จะช่วยให้สามารถจัดการภัยคุกคามและผลักดันให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่ ศบ.ทก. ยังไม่มีการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะความล้าช้า แต่เพื่อให้แน่ใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อมูลครบถ้วน และคำตอบที่ได้จะนำไปสู่การจัดการสถานการณ์อย่างรอบคอบและรอบด้าน

เราเชื่อว่าการวางแผนอย่างมีระบบในครั้งนี้ จะช่วยวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกภาคส่วน

ที่มา – ‘พล.อ.ณัฐพล​’แจง​‘ศบ.ทก.’​ไม่เคลื่อนไหว​ รอวงถก‘RBC​- ​GBC​ ‘ก่อน

กทท. นำร่องใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ท่าเรือกรุงเทพแห่งแรก

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เริ่มใช้งานระบบ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ NSW e-D/O อย่างเป็นทางการที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นแห่งแรก ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการทันสมัยของระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจาก นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กทท. นำร่องใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ท่าเรือกรุงเทพแห่งแรก

ระบบ NSW e-D/O นี้จะช่วยลดขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างมาก โดยระยะเวลาในการปล่อยสินค้าที่เคยใช้เวลาถึง 3 วัน สามารถลดเหลือเพียง 1 วัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน แต่ยังลดการใช้กระดาษ ทำให้ระบบโลจิสติกส์มีความยั่งยืนมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเล การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

ตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

การดำเนินการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน และวางรากฐานพัฒนา กทท. ให้กลายเป็น Smart Port ที่มีระบบเทคโนโลยีทันสมัย พร้อมให้บริการที่มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วสูงสุด ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร และบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

เรือโท ภูมิ แสงคำ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ กล่าวว่า การพัฒนาระบบ NSW e-D/O นี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่มุ่งเน้นให้บริการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีความโปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยระบบใช้แพลตฟอร์ม THAI NSW ซึ่งถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การชำระเงินไปจนถึงขั้นตอนการปล่อยสินค้า

สอดคล้องแผนพัฒนาดิจิทัลกระทรวงคมนาคม

การทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาด้านดิจิทัลของกระทรวงคมนาคม ระยะปี 2566 – 2570 ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และสร้างระบบ Digital Logistics ที่น่าเชื่อถือ

เมื่อท่าเรือกลายเป็น Smart Port อย่างเต็มตัว ทุกขั้นตอนในการขนส่งจะถูกยกระดับให้ทันสมัยและไร้รอยต่อ ช่วยรองรับการเติบโตในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำ ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเป็นขุมพลังสำคัญให้ภาคขนส่งทางน้ำสามารถเติบโตไปได้ไกลยิ่งขึ้น

การเริ่มต้นใช้ NSW e-D/O ที่ท่าเรือกรุงเทพไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการเติมเต็มวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศในยุคโลจิสติกส์ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่งสินค้า ควรเริ่มศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับระบบที่ทันสมัยแบบนี้ เพราะอนาคตของ secter logistics จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวของคุณ

ที่มา – “กทท.” นำร่องใช้ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ “ท่าเรือกรุงเทพ” แห่งแรก

ตีความแน๊ก-ชาลีในเอ็มวีเพลง Pieces แหลกสลาย – Sammy Niche

เมื่อพูดถึงความเคลื่อนไหวในวงการเพลงไทย งานล่าสุดของ Sammy Niche ภายใต้สังกัด iAM ที่ปล่อยเอ็มวีเพลง “Pieces (แหลกสลาย)” ได้กลายเป็นกระแสแรงระดับทวิตเตอร์และอินสตาแกรมอย่างรวดเร็ว ทั้งเพลงและเอ็มวีนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่acemark ความรู้สึกเศร้าหมองผ่านท่อนฮิตที่ว่า “ทำไมมันจะต้องเป็นฉัน” ซึ่งทำให้หลายคนตกใจในพลังของเนื้อเพลงที่ เป้ MVL รับหน้าที่ทั้งเขียนและยังนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ให้กับผลงานนี้ด้วย

หนึ่งในตัวช่วยสำคัญของเพลงนี้คือการแสดงของ แน๊ก ชาลี ที่เข้ากับบทบาทอย่างสุดตัว เชิญชวนผู้ชมให้เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกที่สูญเสียทางความรักอย่างลึกซึ้ง แม้จะมีเวลาในการถ่ายทำไม่มากนัก แต่ภาพรวมของเอ็มวีเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับอารมณ์ผ่านการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ และแววตาของ “แน๊ก” เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเปิดประตูสู่หัวใจเจ็บๆ ของคนที่เคยผ่านรักพังทลายมาก่อน

ตีความแน๊ก-ชาลีในเอ็มวีเพลง Pieces แหลกสลาย

โดยรูปแบบของเอ็มวีนี้มาในสไตล์ แนวทดลอง (ทดลองเทค) ไม่มีคัทสำร็จระหว่างการถ่ายทำ มีเป้าหมายให้เกิดกระแสไหลลื่นของอารมณ์ความรู้สึกแบบต่อเนื่อง โดยใช้ภาพถ่ายด้วยทีมงานจำนวนจำกัดและใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายทำ เพื่อให้อารมณ์ของตัวละครสื่อออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

เรื่องราวเบื้องหลังที่ทุกคนอยากทราบ

แน๊กเล่าถึงบทบาทของเขาในมิวสิกวิดีโอนี้ว่า “พวกเราถ่ายทำในแบบลองเทค ไม่มีคู่แสดง และไม่มีบทพูดใดๆ โดยใช้ทีมงานไม่มาก มีเวลาจำกัด เพื่อให้แสงในฉากออกมาตรงกับที่ต้องการ พอได้คัทช็อตที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี พากันมารวมตัดต่อจนจริงๆ จนเกิดเป็นสิ่งที่เราได้เห็นในตอนนี้”

การตีความเรื่องราวผ่านสายตาของ “แน๊ก ชาลี” ที่.rmtree เช่นเดียวกับเนื้อเพลง ทำให้หลายคนอินตามและเข้าใจโจทย์ของเพลงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่เคยดูเหมือนดีแต่กลับพังทลายของคนสองคน จนกระทั่งต้องตั้งคำถามในท่อนเพลงว่า “ทำไมมันจะต้องเป็นฉัน” ซึ่งเป็นจริงกับใครหลายคน เมื่อความหวังยิ่งมากขึ้นเจ็บก็ยิ่งมากขึ้นเช่นกัน

  • เพลงถ่ายทอดความเศร้าในความรักที่พังทลาย
  • แน๊กเผยข้อมูลเบื้องหลังการถ่ายทำเอ็มวี
  • เป้ MVL ครองบทเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง
  • อารมณ์ความรู้สึกถูกถ่ายทอดผ่านสายตาและการแสดงของ “แน๊ก”

ในแง่มุมของเพลง เจ้าตัว “แน๊ก” ยังยอมรับว่าเพลงนี้เขย่าใจจริงๆ ทั้งเสียงร้องที่ coquine่วเส้นบางๆ และอินเนอร์ในระดับที่แทบฉีกหัวใจ จำพวกที่เคยผ่านสถานการณ์ที่รักเท่านี้มาก่อน จะเข้าใจในความหมายที่ถูกต้องที่สุดอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่ยังไม่มีโอกาสฟังเพลง “Pieces (แหลกสลาย)” ของ Sammy Niche ขอแนะนำให้ลองเปิดฟังจากแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น YouTube Music Spotify หรือ Apple Music เพราะนอกจากจะได้ยินเสียงเพลงที่อบอุ่นแต่เข้มข้นแล้ว ยังได้ภาพความรู้สึกที่สื่อผ่านเอ็มวีที่หลายคนยกให้เป็น franchise ใหม่ที่กล้าพูดความจริงตรงๆ กับความรู้สึกของคนที่เคยเจ็บจากความรักมาแล้ว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยมีอดีตบางอย่างที่ไม่จบง่ายๆ บอกเลยว่าเพลงนี้ อาจเป็นทางคลี่คลายความรู้สึกที่คุณไม่เคยได้พูดออกมา

ที่มา – ตีความกันรัวๆ “แน๊ก-ชาลี” ในเอ็มวี เพลง Pieces(แหลกสลาย) ของ ‘Sammy Niche’ สื่ออะไร?

อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อินโดนีเซียก้าวเข้าสู่วงการพลังงานระดับโลกด้วยการเปิดตัว “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแบบอย่างของการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอนาคต

อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าอินโดนีเซียได้เปิดตัวโครงการโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้เทคโนโลยีลอยน้ำ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,100 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านเมตริกตันต่อปี

นี่ถือเป็นโรงงาน LNG แบบลอยน้ำแห่งแรกของอินโดนีเซีย และเป็นแห่งที่ 9 ของโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนพลังงานในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการส่งออกพลังงาน และตอบสนองต่อความต้องการด้านพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ที่ตั้งและรายละเอียดโครงการ

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอฟักฟัก จังหวัดปาปัวตะวันตก ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญที่ชื่อว่า อาแซป คิโด เมราห์ (Asap Kido Merah) ในอำเภอเตลุก บินตูนี โดยคาดว่าจะสามารถผลิตก๊าซถึง 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน เริ่มการดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี 2570

การเลือกใช้โครงสร้างแบบเรือหรือลอยน้ำช่วยให้การสร้างโรงงานมีความยืดหยุ่น ใช้เวลาในการก่อสร้างน้อย และสามารถย้ายไปประจำการยังพื้นที่ที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้นในอนาคตตลอดแนวชายฝั่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเหมือนเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศ

  • ขนาดการลงทุน: 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กำลังการผลิต: 1.2 ล้านเมตริกตัน/ปี
  • แหล่งก๊าซ: อาแซป คิโด เมราห์
  • สถานที่ตั้ง: อ.ฟักฟัก จ.ปาปัวตะวันตก
  • เริ่มดำเนินงาน: ปี 2570

อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาพลังงานในยุคใหม่ การลงทุนในครั้งนี้ไม่เพียงลดภาระต้นทุนการขนส่งก๊าซเท่านั้น แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาด LNG โลก

นอกจากนี้ คาดว่าโครงการนี้จะสร้างโอกาสทางการทำงานให้กับประชาชนในพื้นที่ และทำให้เศรษฐกิจของพื้นที่บนเกาะพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของแผนเศรษฐกิจสีฟ้าของอินโดนีเซียที่เน้นการแปรรูปทรัพยากรทางทะเลอย่างสมดุลกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะมองในแง่เศรษฐกิจ การค้า หรือพลังงานสะอาด อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายการเป็นผู้นำทางด้านพลังงานสะอาดระดับภูมิภาคและโลก

หากคุณกำลังติดตามประเด็นโลกพลังงาน การพัฒนาในอินโดนีเซียครั้งนี้คือบทใหม่ของการแปรรูปก๊าซธรรมชาติที่สามารถนำไปสู่อนาคตของพลังงานในเอเชีย อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับโครงการนี้ เพราะนี่อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรม LNG ขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้

ที่มา – อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ไมเคิล อัลฟาโร เยือนไทย รับฟังมุมมองรัฐบาลไทย-กัมพูชา

ล่าสุด นายไมเคิล อัลฟาโร (Michael Alfaro) บุคคลที่เคยอ้างว่าเป็น “นักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและความมั่นคงประจำทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา” ได้ออกมาเปิดเผยถึงภารกิจของเขาในการเยือนประเทศไทย โดยระบุว่าได้รับคำเชิญจากรัฐบาลไทยให้เดินทางเข้าประเทศ เพื่อรับฟังมุมมองจากฝั่งไทยเกี่ยวกับปมขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ไมเคิล กล่าวผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า ขณะนี้เขาอยู่ในกัมพูชา และได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยให้เดินทางข้ามไปฟังมุมมองของทางการไทย “ในฐานะนักข่าว ภารกิจของผมคือการเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งสองฝ่าย และรายงานต่อประชาชนชาวอเมริกันและสังคมโลก”

ไมเคิล อัลฟาโร เยือนไทย รับฟังมุมมองรัฐบาลไทย-กัมพูชา

ภายหลังการเยือนใหญ่ของเขาในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับดินแดนจังหวัดបันทายมีชัยของกัมพูชา ไมเคิลได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณะชนภายหลังที่มีการกล่าวอ้างว่าเขาเป็น “นักข่าวทำเนียบขาว” อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการตรวจสอบกลับพบว่าเขาเป็นเพียงคนทั่วไปที่เข้าไปเกี่ยวข้องในวงการล็อบบี้ฯ ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือตัวแทนทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด

เป้าหมายก้าวต่อไปของไมเคิล

เขาชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า “หลังจากได้พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยแล้ว ผมจะนำข้อมูลที่ได้รับไปวิเคราะห์ และรายงานให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อที่ท่านจะได้ตัดสินใจอย่างรอบด้านว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร เพื่อไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชากับไทย”

ท่าทีนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเขาจะนำข้อมูลนี้ไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใด และจะได้รับการตอบรับจากฝ่ายสหรัฐฯ อย่างไร เพราะการกระทำของเขาถูกมองว่าอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ชาวเน็ตแห่ตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของการรายงานข่าว
  • พบความคลาดเคลื่อนจากคำกล่าวอ้างตัวตนของ “ไมเคิล อัลฟาโร”
  • ประชาชนในไทยและกัมพูชาร่วมติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

จากกรณีที่เกิดขึ้น นับเป็นบทพิสูจน์ว่าสื่อมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพราะคำพูด และภาพลักษณ์ของบุคคลหนึ่ง อาจสร้างความเข้าใจผิดต่อการทูต หรือต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ง่ายนัก

หากไมเคิลจะสามารถรับฟังมุมมองจากทั้งสองฝ่าย และสร้างผลงานที่เป็นกลางและเปิดเผยความจริงแก่สาธารณชนโลกจริงหรือ คงต้องลุ้นรายงานของเขาในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

อยากรู้ข่าวสารอื่นๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ติดตามเราได้ที่นี่

ที่มา – ‘ไมเคิล’ เปิดภารกิจเยือนไทย รับฟังมุมมองรัฐบาล ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา