ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

บอย พิษณุ ล้มแล้วลุกเตรียมคัมแบ็กลุยตามคำขอแฟนๆ

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีที่แฟนๆ ต่าง翘首以盼 เมื่อนักร้องและนักแสดงชื่อดัง “บอย-พิษณุ นิ่มสกุล” ที่เพิ่งผ่านช่วงเวลาท้าทายหลายด้าน ออกมาเปิดใจถึงการเตรียมคัมแบ็กลุยงานอีกครั้งตามคำขอของแฟนๆ ที่คอยให้กำลังใจมาตลอด

บอย พิษณุ ล้มแล้วลุกเตรียมคัมแบ็กลุยตามคำขอแฟนๆ

หลังจากที่บอย พิษณุ เคยประกาศยุติความสัมพันธ์กับอดีตภรรยาอย่าง “อแมนด้า เพอร์สสัน” และตามด้วยการปิดกิจการขายแซลมอนที่ทำมานาน หลายคนอาจกังวลว่าเขาจะพักรู้สึกไปนาน แต่คำตอบที่ได้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ผ่านโพสต์ในโซเชียล บอย พิษณุ เผยข่าวดีด้วยข้อความว่า “เพื่อนๆแฟนคลับ อยากให้ขายแซลมอนอีกที ลองมาคิดๆจัดสิครับถ้ามีคนรอ ฝากทักไลน์แอด@monboy รอก่อนเลยครับ เร็วๆ นี้จะกลับมาอีกครั้ง ล้มแล้วลุกสิวะ บอย!!!! ฝากเป็นเพื่อนกันไว้ก่อนนะครับ” พร้อมแคปชันกระตุ้นใจผู้ติดตามว่า “ตอนแรกว่าจะไม่ทำแล้ว แต่กองเชียร์ให้ลุยต่อเยอะมากครับ งั้นขออนุญาตลุยนะครับ”

คำขอของแฟนๆ คือแรงผลักดัน

หลายเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบชีวิตของนักแสดงหนุ่มรายนี้ อาจทำให้เขาต้องหยุดพักเพื่อทบทวนหลายสิ่ง แต่ดูเหมือนความรักจากผู้ติดตามจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เขาลุกขึ้นอีกครั้ง การได้ยินเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับเพื่อให้กลับมาดำเนินธุรกิจขายแซลมอนนั้น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาพิจารณาเปลี่ยนทิศทางด้วยความใจเย็น

การตอบโต้จากคนบันเทิงและผู้ติดตามที่เข้ามาร่วมให้กำลังใจ เผยให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเห็นเขาประสบความสำเร็จ เช่น “รอสั่งแล้วครับ”, “เฮียเก่งมาก”, “สู้ๆ นะ” แสดงให้เห็นถึงฐานแฟนคลับที่ยังคงไว้ใจและสนับสนุนอย่างแน่นอน

  • ราคารวมคุ้มค่า โอกาสได้ลิ้มลองแซลมอนคุณภาพดี
  • ได้เข้าถึงสินค้าโดยตรงผ่านไลน์แอด @monboy
  • ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ล้วนมาจากคำแนะนำของลูกค้า

กับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวและทดลองลุกขึ้นสู้อีกครั้ง บอย พิษณุ กำลังแสดงให้เห็นถึงพลังภายในของผู้คนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โดยการฟังเสียงคนรักและใส่ใจในทุก feedback เพื่อก้าวเดินต่อในทางที่ถูกต้อง

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่คอยติดตามการพัฒนาธุรกิจของเขา อย่าลืมเข้าไปพูดคุยและทักทายผ่านช่องทางไลน์ที่เปิดใหม่ เพราะครั้งนี้เขาบอกเองว่า “ล้มแล้วลุกสิวะ บอย” และประจำการทุกคนที่อยู่เบื้องหลังกำลังใจแทนคำพูดดีๆ

ที่มา – ‘บอย พิษณุ’ ประกาศข่าวดี ล้มแล้วลุก เตรียมคัมแบ๊กลุยตามคำขอแฟนๆ!

เข้าชมฟรี! ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี ทูตไทย-จีน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานแถลงข่าว การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก ปี 2568 พร้อมกับการแข่งขัน ลูกยางหญิงนัดพิเศษระหว่างทีมชาติไทย และทีมชาติจีน เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ทางการทูตไทย-จีน

เข้าชมฟรี! ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี ทูตไทย-จีน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ได้แก่ นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชฑูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย รวมถึงนักตบจากทีมชาติไทยและจีน ที่มาร่วมเป็น见证ในงานแถลงข่าว ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอรีน พระรามเก้า

มหกรรมกีฬาเสริมสัมพันธไมตรีไทย-จีน

ทางด้าน นายกฤษฎา ได้กล่าวว่า การแข่งขันชิงแชมป์โลกถือเป็นรายการกีฬาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คล้ายกับฟุตบอลโลก โดยจะจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี แต่สำหรับวอลเลย์บอลก็จัดบ่อยขึ้น กล่าวคือทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้นัดพิเศษระหว่างทีมประเทศไทยกับจีนถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่าง 2 ประเทศ ที่มีมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

“การอุ่นเครื่องไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรมันจะทำให้ทีมเรามีประสบการณ์ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันระดับโลกได้ดีขึ้น ถ้าเราได้เรียนรู้ว่าวันนี้เราแพ้อย่างไร มันก็สามารถที่จะทำให้เราเอาไปปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก” นายกฤษฎา กล่าว

รูปแบบการแข่งขันที่เปิดโอกาสการแสดงฝีมือ

ในส่วนของ นายสมพร ใช้บางยาง เปิดเผยว่า การแข่งขัน ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันเพื่อความสนุก แต่ยังถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองทีมได้แสดงศักยภาพ และที่สำคัญทีมไทยจะได้เรียนรู้จากการเผชิญหน้ากับทีมอันดับต้นๆ ของโลกอย่างจีน

สำหรับการแข่งขันจะใช้รูปแบบ 3 เซตจริงจัง แทนที่จะใช้กฎเกณฑ์การแพ้ชนะปกติ ส่วนในเซตที่ 4 จะถือเป็นเซตพิเศษที่ผสมผสานนักกีฬาจากทั้งสองทีม โดยแบ่งออกเป็นทีมละ 7 คน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมกีฬาอย่างแท้จริง

Başbakanและพลเมืองทั่วไปสามารถเข้าชมการแข่งขันที่เกิดขึ้นในวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ สนามอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ได้อย่างฟรี โดยไม่มีการเก็บค่าเข้าชม ถือเป็นโอกาสที่ยากจะหาอีกครั้งในการมองเห็น ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย คู่ที่จะสวมบทบาทเป็นสายใยเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีในทวีปเอเชีย

อย่าพลาด! นัดหมายแห่งกีฬาและความเป็นมิตรที่คุณสามารถเชียร์ทั้งทีมไทยและทีมจีนไปพร้อมกัน สร้างแรงบันดาลใจ และบรรยากาศของความสัมพันธ์ไทย-จีนระยะยาวในวันที่ไม่ควรลืม

ที่มา – เข้าชมฟรี! ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ทางการทูตไทย-จีน ในวันที่ 19 ส.ค.นี้

ตรวจ รร.สอนภาษา 3 แห่ง ถูกร้องเรียนรีดเงินส่งงานญี่ปุ่น

ล่าสุดกรณีที่แรงงานไทยภายใต้โครงการฝึกงานเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นร้องเรียนว่าถูกเอกชนไทยเรียกเก็บเงินผิดกฎหมาย เอกสารรับรองไม่มี เรียกร้องโอนเงิน บังคับเปิดบัญชีม้า และยึดบัตร ATM ได้รับการเปิดเผยและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ สำนักข่าวรายงานว่า นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการสืบสวนกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้ได้ให้กองทะเบียนดำเนินการตรวจสอบทั้งในส่วนของ

ตรวจ รร.สอนภาษา 3 แห่ง ถูกร้องเรียนรีดเงิน

โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ที่เชื่อมโยงกับโครงการส่งแรงงานไปทำงานที่ญี่ปุ่น จำนวน 3 แห่ง รวมถึงองค์กรผู้ส่งในประเทศไทยซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ร่วมส่งแรงงานไปทำงานด้านเทคนิค ส่วนผลการสอบสวนเบื้องต้นจะมีในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

แรงงานไทยถูกรีดเงินก่อนไปงานที่ญี่ปุ่น

อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวต่ออีกว่า การส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ญี่ปุ่นในรูปแบบของการฝึกงานมีสองแบบ คือ: (1) ภายใต้โครงการ IM Japan ที่รัฐเป็นผู้จัดส่ง โดยกรมการจัดหางานดำเนินการ (2) ผ่านองค์กรเอกชนที่ร่วมมือกับองค์กรในญี่ปุ่น โดยต้องมีการขออนุมัติจากกรมการจัดหางาน หากดำเนินการผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี และทุกกรณีล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงแรงงาน สามารถร้องเรียนได้ทุกขั้นตอน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าตรวจสอบกรณีที่มีการเรียกเก็บเงินจากแรงงานโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมกับถูกบังคับเปิดบัญชีและยึดบัตร ATM สมชายกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าใครก็ตามหากถูกกระทำในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งในไทยและที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะสำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น

ควรรายงานหาก遭遇กับพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

เพื่อความปลอดภัยและสิทธิของแรงงาน การเปิดเผยข้อมูลว่าอยู่กับองค์กรใด ชื่อองค์กร และรายละเอียดของเหตุการณ์ ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม นี่คือเครือข่ายการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ปัจจุบันมีการตรวจสอบควบคู่กันไปทั้งในระดับกระทรวงศึกษาธิการ (เพื่อตรวจสอบโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น) และหน่วยงานแรงงานทั้งในไทยและญี่ปุ่น หากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริง จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

  • หากคุณเคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ อย่าเงียบ
  • แจ้งเบาะแสให้สำนักงานแรงงานใกล้บ้าน หรือหน่วยงานไทยในประเทศญี่ปุ่น
  • การรายงานคือหนึ่งในทางออกที่มีประสิทธิภาพ

ในที่สุด แรงงานไทยควรรู้ไว้ว่า สิทธิของคุณคือคุณ นายสมชายย้ำว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่การสมัคร จ่ายเงิน ไปจนถึงการทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นจะต้องมีความโปร่งใส หากเกิดปัญหา หน่วยงานภาครัฐพร้อมเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง

หากคุณเป็นผู้ที่วางแผนจะสมัครโครงการฝึกงานเทคนิคที่ญี่ปุ่น ควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ และอย่าลังเลที่จะสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้

ที่มา – ลุยตรวจ รร.สอนภาษา 3 แห่ง ถูกร้องรีดเงินส่งคนไทยฝึกงานเทคนิคที่ญี่ปุ่น

บินโดรนง่ายขึ้น! CAAT เปิดให้บินทุกประเภท พร้อมขึ้นทะเบียนโดรนเกษตรฟรี

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศสำคัญเกี่ยวกับการคลายล็อกกิจกรรมการบินโดรนทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 16-31 สิงหาคม 2568 โดยอนุญาตให้โดรนทุกประเภทสามารถบินได้ตามพื้นที่และเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรและผู้ใช้งานโดรนทั่วไปที่สามารถขึ้นทะเบียนโดรนเพื่อการเกษตรได้อย่างฟรีและง่ายดาย

บินโดรนง่ายขึ้น! CAAT เปิดให้บินทุกประเภท พร้อมขึ้นทะเบียนโดรนเกษตรฟรี

ประกาศดังกล่าวมาจากผลการพิจารณาสถานการณ์และความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนที่เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลง ทำให้ CAAT สามารถผ่อนคลายข้อจำกัดการใช้โดรน ภายใต้กรอบความปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้โดรนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เงื่อนไขการบินโดรนใหม่ที่ผู้ใช้งานต้องรู้

ผู้ใช้งานต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการบินอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย ดังนี้:

  • โดรนทุกประเภทสามารถบินได้ ยกเว้นพื้นที่ตามประกาศ เช่น จังหวัดชายแดน รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน และพื้นที่อื่นๆ ที่มีข้อห้ามบินเฉพาะ
  • ผู้ใช้งานต้องแจ้งข้อมูลการบินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือเว็บไซต์ uasportal.caat.or.th และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • สามารถบินได้เฉพาะช่วงเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น ห้ามบินในช่วงกลางคืน
  • หากต้องการบินนอกเหนือจากเงื่อนไข ต้องขออนุญาตพิเศษจาก CAAT ผ่านระบบ UAS Portal เหมือนกัน

นโยบายใหม่นี้ยังเน้นการส่งเสริมการใช้งานโดรนในภาคเกษตร โดยเปิดให้เกษตรกรสามารถ ขึ้นทะเบียนโดรนเกษตรฟรี ได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้การใช้งานโดรนในภาคเกษตรมีความถูกต้องตามกฎหมาย และขนานผลให้เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตร

ความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อความปลอดภัย

CAAT ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการพื้นที่บินอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงมีมาตรการความมั่นคงเข้มงวด พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT ย้ำว่า การผ่อนคลายครั้งนี้มิใช่การละเลยความปลอดภัย แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการรักษาความมั่นคง

หากพบการใช้งานโดรนที่ผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง สามารถแจ้งเหตุได้ที่:

  • กองพัฒนามาตรฐานฯ โทร. 02-568-8851 หรืออีเมล [email protected]
  • ศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานฯ กองบัญชาการตำรวจนครบาล โทร. 02-126-7846 หรืออีเมล [email protected]
  • สถานีตำรวจหรือหน่วยทหารในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้ผู้ใช้งานโดรนเกษตรขึ้นทะเบียนในระบบ UAS Portal จะช่วยเตรียมความพร้อมสู่ระบบกฎหมายใหม่ในอนาคตให้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นเจ้าของโดรน หรือเกษตรกรผู้ใช้งานโดรน อย่าลืมตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ เพื่อให้การบินโดรนของคุณเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

ที่มา – บินโดรนง่ายขึ้น! CAAT เปิดให้บินทุกประเภท พร้อมขึ้นทะเบียนโดรนเกษตรฟรี

ชู ‘ขบวนการลูกเสือ’ ปลูกฝังวินัยและคุณธรรมให้เยาวชน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ได้เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือ รุ่นที่ 147 ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยกล่าวถึงความสำคัญของ ขบวนการลูกเสือ ในการปลูกฝังคุณธรรมและวินัยให้แก่เยาวชน.

ชู ‘ขบวนการลูกเสือ’ ปลูกฝังวินัยและคุณธรรมให้เยาวชน

ดร.วรัท กล่าวว่า แผนพัฒนาลูกเสือไทย พ.ศ. 2567-2570 ได้วางวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยมีคุณลักษณะของพลเมืองดี เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยใช้แนวทางของ “ขบวนการลูกเสือ” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนเด็กเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณค่าทางจริยธรรม สังคม และจิตใจ

รากฐานที่สำคัญของชาติ

การนำขบวนการลูกเสือมาใช้ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมเสริม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้เยาวชนมีคุณลักษณะสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ วินัย ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ความเสียสละ และความสามัคคี ซึ่งล้วนเป็นคุณธรรมและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต

“ขบวนการลูกเสือ จะช่วยส่งเสริม สนับสนุน และสร้างสรรค์ ให้เกิดพลังของเด็ก เยาวชน และคนหนุ่มสาว ให้มีอุปนิสัยติดตัวอย่างมีวินัย ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความเสียสละ พร้อมที่จะทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ดร.วรัท กล่าวต่อหน้าผู้เข้ารับการฝึกอบรม

ขบวนการลูกเสือกับการสร้างลูกผู้ดีแห่งอนาคต

  • พัฒนาคุณลักษณะทางจริยธรรม
  • ส่งเสริมทักษะการเป็นผู้นำ
  • สร้างวินัยและการรับผิดชอบ
  • ปลูกฝังความสามัคคีและน้ำใจ

การอบรม L.T.C. ที่ดำเนินการโดย สลช. นี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ฝึกอบรมให้พร้อมเป็นผู้นำและแบบอย่างที่ดีของลูกเสือไทย โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์จริงและการพัฒนาตนเอง เพื่อกลับไปถ่ายทอดให้แก่เยาวชนในระดับโรงเรียนและชุมชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความจำเป็นในการปลูกฝังคุณธรรม วินัย และความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมยิ่งมากขึ้น การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จะช่วยให้ ขบวนการลูกเสือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการที่รอบด้านของเยาวชนไทย

กิจกรรมลูกเสือยังเป็นส่วนเสริมหลักสูตรการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะสามารถพัฒนาคุณลักษณะเชิงบวกในเยาวชนได้มากกว่าการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว การมีส่วนร่วมในกิจกรรมลูกเสือจะช่วยให้เยาวชนมีมุมมองที่กว้างขึ้น มีทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นดีขึ้น และมีความเข้าใจตัวเองมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ ขบวนการลูกเสือ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสังคมโดยรวม จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กิจกรรมลูกเสือเติบโตและมีคุณภาพตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์

การลงทุนในการฝึกอบรมครู แม่ลูกเสือ และผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมลูกเสือจึงเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศ เพราะเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีคุณธรรมและวินัย ย่อมจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการงาน ชุมชน หรือสังคม

ดังนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน “ขบวนการลูกเสือ” อย่างจริงจัง มุ่งสนองวัตถุประสงค์ของกิจกรรมลูกเสือตามคำขวัญของแผนพัฒนาลูกเสือไทยว่า “เรียนดี มีความสุข” ด้วยความร่วมมือและความตั้งใจจากคนทุกกลุ่มวัย

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือผู้ที่สนใจการพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชน ขอเชิญร่วมสนับสนุนหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณค่า

ที่มา – ชู ‘ขบวนการลูกเสือ’ ช่วยปลูกฝัง ‘วินัย ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ’ เด็กเยาวชน

หน.เขาใหญ่แจงเหตุไฟช็อต ‘พลายขุนศึก’ ยันจัดการตามระเบียบ-ถอดงาทำประวัติ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของช้างป่า พลายขุนศึก ที่ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิต พร้อมทั้งการจัดการซากของช้างตัวนี้ เพื่อชี้กระจ่างข้อข้องใจและป้องกันข่าวลือผิด ๆ ที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์

หน.เขาใหญ่แจงเหตุไฟช็อต ‘พลายขุนศึก’ ยันจัดการตามระเบียบ-ถอดงาทำประวัติ

จากการสอบสวนและตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าซากของช้างพลายขุนศึกมีร่องรอยของการถูกไฟฟ้าช็อต สายไฟฟ้าระบุว่ามาจากเสาไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างตัวใหญ่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า เหตุการณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับเหตุที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สรุปว่าช้างขุนศึกเสียชีวิตจากการช็อตของกระแสไฟฟ้า

การจัดการซากช้างตามระเบียบ

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยืนยันว่าการจัดการซากพลายขุนศึกนั้นเป็นไปตามระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีการแจ้งสถานการณ์ให้สัตวแพทย์ในพื้นที่รับทราบอย่างต่อเนื่อง แม้สัตวแพทย์จะไม่ได้เข้าร่วมในขั้นตอนฝังกลบ แต่ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อบังคับ มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าร่วมเคลื่อนย้ายซากช้างน้ำหนักหลายตันจากจุดเกิดเหตุไปยังจุดฝังกลบภายในพื้นที่อุทยาน และมีการบันทึกเหตุการณ์ไว้ในรายงานประจำวัน

นอกจากนี้ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยังระบุว่า: “การถอดงาออกจากซากช้าง พลายขุนศึก นั้นเพื่อบำเพ็ญกุศล และเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยแก่จิตใจผู้ที่รักและชื่นชอบช้างตัวนี้” งาที่ถอดออกมาก็ถูกนำไปต้มทำความสะอาดจากนั้นจึงนำไปประกอบพิธีทางศาสนาตามขนบธรรมเนียมไทย

หลังจากนี้งาจะถูกส่งมอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตั้งข้อสังเกตและคำเตือนกับประชาชน

เพื่อป้องกันเหตุเช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ทางอุทยานฯ ได้ประสานงานกับชุมชนในพื้นที่เพื่อขอความร่วมมือจากชาวบ้านในการตรวจสอบสายไฟฟ้าภายในที่ดินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบสายไฟฟ้าขาดหรือมีความเสี่ยง ให้รีบแจ้งการไฟฟ้าเพื่อให้ดำเนินการซ่อมแซมทันท่วงที

สำหรับพลายขุนศึกนั้น เป็นช้างลูกผู้ดีที่อยู่ในพื้นที่อุทยานฯ อย่างเป็นมิตร ไม่เคยก่อเหตุหรือสร้างปัญหากับคนในพื้นที่ ชาวบ้านในตำบลหมูสีต่างรู้สึกเศร้าสลดเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่และประชาชนในชุมชนต่างก็ตั้งใจร่วมมือกันซ่วยจัดการซากอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ด้านระเบียบการ และด้านศาสนา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน และการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์ป่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังคำชี้แจงนี้จะช่วยคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่พี่น้องประชาชนทุกท่าน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่หลงรักธรรมชาติและสัตว์ป่า เรื่องราวเช่นนี้提醒ให้เราใส่ใจในระบบนิเวศร่วมอยู่กับป่าอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา – หน.เขาใหญ่แจงเหตุไฟช็อต ‘พลายขุนศึก’ ยันจัดการตามระเบียบ-ถอดงาทำประวัติ

ซาร์โกคว้าแต้มโมโตจีพี สปรินต์ นครินทร์แถว 10 ที่ออสเตรีย

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลกอย่างศึก โมโตจีพี 2025 รายการออสเตรียน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม Red Bull Ring ในประเทศออสเตรีย เมื่อช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้เกิดความตื่นเต้นจากหลายมุม โดยเฉพาะในการแข่งรอบ “สปรินต์เรซ” เมื่อ โยฮันน์ ซาร์โก นักบิดจากฝรั่งเศส ขี่ตามีชัยโดยใช้เวลา 21 นาที 8.070 วินาที เพื่อคว้าอันดับ 9 มาได้สำเร็จ และยังได้สะสมแต้มเพิ่มเติมในศึกที่เข้มข้นนี้อีกด้วย

ซาร์โกคว้าแต้มโมโตจีพี สปรินต์ นครินทร์แถว 10 ที่ออสเตรีย

นอกจากนี้ยังมี ลูกา มารินี จากอิตาลี และ โจอัน เมียร์ จากสเปน ที่ต่างก็สามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 12 และ 13 ตามลำดับ โดยทั้งคู่ล้วนแล้วเป็นนักบิดจากทีม Honda HRC แต่ก็ยังตามหลังคู่แข่งในท็อป 10 อยู่หลายวินาที ซึ่งทำให้ความเข้มข้นของสนามออสเตรียไม่ได้ถึงเพียงแค่นักบิดทีมใหญ่เท่านั้น

ความโดดเด่นของนักบิดไทย

ที่ถือว่าน่าจับตามองอย่างยิ่งคือ นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ นักบิดไทยจากทีม Idemitsu Honda Team Asia ที่ได้โอกาสอีกครั้งในการลุยสนาม โมโตทู เวิลด์แชมเปียนชิพ รอบควอลิฟาย โดยเริ่มต้นจากกริดที่ 29 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 34.918 วินาที ก่อนจะสามารถยกระดับขึ้นมาได้จนเข้าสู่ กริดสตาร์ตแถวที่ 10 ถือเป็นการพิสูจน์ศักยภาพและพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักบิดรุ่นใหม่อย่างเขา ที่กำลังก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างมั่นคง

  • โยฮันน์ ซาร์โก จบอันดับ 9 – เก็บแต้มได้สำเร็จ
  • ลูกา มารินี และโจอัน เมียร์ จบในอันดับที่ 12 และ 13 ตามลำดับ
  • นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ เริ่มจากกริด 29 แต่พุ่งขึ้นสตาร์ตแถวที่ 10 อย่างน่าประทับใจ

ในตอนนี้ ซาร์โก ยังรักษาโอกาสลุ้นแชมป์บนเวทีได้ต่อในการ chasing group ส่วนนักบิดไทยอย่าง นครินทร์ ก็ถือว่าทำผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยมในสนามที่เต็มไปด้วยฝีมือระดับโลกรอบนี้ หากเขาสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ในสนามต่อไป โอกาสที่จะได้เห็นเขาในเวทีระดับโมโตจีพีไม่ใช่เรื่องไกลเลย

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียวของนักแข่งสายล่าง แต่เป็นเรื่องของการพัฒนา ความเชื่อมั่น และการเข้าถึงโอกาสที่ใหญ่ขึ้น ซึ่ง นครินทร์ กำลังเดินหน้าไปอย่างมั่นคงในแต่ละสนาม บนเส้นทางสู่ฝันที่ยิ่งใหญ่ของตนเอง

ที่มา – “ซาร์โก” คว้าแต้มศึกโมโตจีพี สปรินต์ “นครินทร์” สตาร์ตแถว 10 โมโตทู ที่ออสเตรีย

ยูเอ็นเผย ชาวกาซาเสียชีวิตแล้ว 1,760 รายขณะรอความช่วยเหลือ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองกาซาซิตี ฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่า สำนักงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็นประจำดินแดนปาเลสไตน์ระบุในแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. 2568 จนถึงวันที่ 13 ส.ค. 2568 หน่วยงานบันทึกว่าชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 1,760 รายเสียชีวิตขณะรอความช่วยเหลือ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในเขตดังกล่าว

ยูเอ็นเผย ชาวกาซาเสียชีวิตแล้ว 1,760 รายขณะรอความช่วยเหลือ

ตัวเลขนี้แบ่งออกเป็น 994 รายที่เสียชีวิตในบริเวณใกล้เคียงกับศูนย์กระจายความช่วยเหลือของมูลนิธิมนุษยธรรมแห่งฉนวนกาซา (Gaza Humanitarian Foundation – GHF) และอีก 766 รายเสียชีวิตตามเส้นทางของขบวนรถลำเลียงความช่วยเหลือ โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่มีรายงานว่าเกิดจากการสังหารหมู่ที่ถูกกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพอิสราเอล

สถานการณ์การโจมตีและสถานการณ์ชาวกาซา

รายงานจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็นระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,373 ราย และเพิ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 1,760 ราย ขณะที่หน่วยงานป้องกันพลเรือนของฉนวนกาซาได้ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอย่างน้อย 38 รายจากเหตุการณ์โจมตีล่าสุดของอิสราเอล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้รวมถึงชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 12 คนที่รอรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

กองทัพอิสราเอลเผยว่ามีเป้าหมายในการ “ทำลายขีดความสามารถทางทหารของกลุ่มฮามาส” โดยยืนยันว่ากำลังดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกันล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงแก่พลเรือน แม้แต่มาตรการนี้ยังไม่สามารถป้องกันการสูญเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

  • ตั้งแต่ปลาย พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา
  • รวมผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,760 ราย
  • ผลจากการโจมตีทางอากาศและการรุกรานทางบก
  • ประชาชนจำนวนมากต้องรอความช่วยเหลือโดยไม่มีความปลอดภัย

หลายต่อหลายวันที่ผ่านมา เหตุการณ์โจมตีทางอากาศส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตีอย่างหนัก โดยกลุ่มฮามาสได้กล่าวว่าการดำเนินการของอิสราเอลมีพฤติกรรมรุกรานอย่างก้าวร้าว โดยเฉพาะการรุกรานทางบกที่ระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ในกาซาเป็นหนึ่งในประเด็นความขัดแย้งที่มีความรุนแรงสูง ไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน เสียชีวิตของผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่

เรื่องราวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการเคารพต่อกฎมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และบทบาทของหน่วยงานมนุษยธรรมในการเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบภัยอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ชาวกาซาต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ความช่วยเหลือมนุษยธรรมในกาซาควรเป็นจุดสนใจสูงสุดของนานาชาติ เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตอย่างไม่จำเป็นอีกต่อไป

ที่มา – ยูเอ็นเผย ชาวกาซาเสียชีวิตแล้ว 1,760 ราย ขณะรอความช่วยเหลือตั้งแต่ปลายพ.ค.

หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 09.24 น. ศูนย์หน่วยกู้ภัยสุรินทร์ได้รับแจ้งจากศูนย์นเรทรเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่เข้าทำร้ายญาติของตนเองด้วยอาวุธขวาน จนทำให้ผู้หนึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’ ที่จุดเกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านทนง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในบ้านพบศพของนางใย ชมชื่น อายุ 58 ปี ซึ่งมีบาดแผลอยู่บริเวณต้นคอขวาและขมับขวา มีบาดแผลทั้งสิ้น 4 แผลโดยหนึ่งในนั้นลึกถึงสมอง คาดว่าต้องถูกโจมตีไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิตบนพื้นบ้าน

ผู้ก่อเหตุคือหลานชาย

ผู้ก่อเหตุคือนายนรากรณ์ โชคเกิด อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นหลานชายของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ระบุว่าชายคนดังกล่าวมีอาการคุ้มคลั่ง และได้หลบหนีไปหลังก่อเหตุ โดยไปซ่อนตัวอยู่ในวัดป่าจิตราวัลย์ จนในภายหลัง กลุ่มเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุยและโน้มน้าวจนกระทั่งเขายอม投降และถูกควบคุมตัวเข้าสถานที่เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

จากคำให้การ นายนรากรณ์รับสารภาพว่าเขาอารมณ์เสียหลังถูกน้าสาวดุด่าในขณะที่กำลังพักผ่อน และสั่งให้ไปทำงานบ้าน เขาระบุว่าตัวเองสูบกัญชามาก่อนก่อเหตุจนทำให้มีอาการหลอนรุนแรง ส่งผลให้ควบคุมตนเองไม่ได้ จึงใช้ขวานที่มีอยู่โจมตีน้าสาวจนล้มลงเสียชีวิตทันที

  • ชื่อผู้เสียชีวิต: นางใย ชมชื่น
  • อายุผู้เสียชีวิต: 58 ปี
  • ผู้ก่อเหตุ: นายนรากรณ์ โชคเกิด
  • อาชีพ: ทำงานบ้านที่บ้าน
  • สถานที่เกิดเหตุ: บ้านเลขที่ 88 หมู่ 7 ตำบลบ้านทนง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

นายเรียง ชมชื่น สามีของผู้เสียชีวิต ระบุว่าตนเองเพิ่งออกไปทำงานอย่างเร่งด่วน และรู้ข่าวเมื่อกลับมายังบ้าน กล่าวว่าปกติแล้วนายนรากรณ์กลัวตนมาก และไม่มีพฤติกรรมรุนแรงแต่อย่างใด จนเจอเหตุการณ์ครั้งนี้จึงเชื่อว่าอาการผิดปกติน่าจะเกิดจากการเสพกัญชาอย่างหนัก ซึ่งพบว่ามีงาเหลืออยู่ในห้องของเขา

พยานหลักฐานรวมถึงอุปกรณ์เสพกัญชา และขวานที่ใช้ในการก่อเหตุได้ถูกยึดไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการสอบสวน เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินกระบวนการสืบสวนและตั้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาต่อไป

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการเสพสารเสพติดประเภทกัญชาในบ้านเมืองของเรา หากไม่มีการควบคุมและการรับรู้ที่ดีเพียงพอ อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือเหตุการณ์ลุกลามอย่างที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ความสงบสุขของครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรกลับมานึกถึงภายหลังจากเรื่องเช่นนี้เสมอ

ที่มา – หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’

ระทึก! พบ ‘กระสุนปืนใหญ่’ 11 ลูกฝังดิน EOD ระยองเคลียร์

เหตุการณ์น่าตกใจเกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เมื่อชาวบ้านพบ กระสุนปืนใหญ่ จำนวน 11 ลูกฝังอยู่ในดินกลางทุ่ง ทำให้พื้นที่โดยรอบต้องถูกปิดกั้น และมีการเรียกทีม EOD เข้ามาดำเนินการเก็บกู้อย่างเร่งด่วน

ระทึก! พบ ‘กระสุนปืนใหญ่’ 11 ลูกฝังดิน EOD ระยองเคลียร์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พ.ต.ท.วิชัย พูลเพิ่ม รองผกก.สอบสวน สภ.บ้านกร่ำ จ.ระยอง ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีการพบลูกกระสุนขนาดใหญ่ฝังอยู่กลางที่ดินหมู่ 4 บ้านคลองทุเรียน ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง

ตำรวจรีบลงพื้นที่ตรวจสอบและประสาน EOD ระยอง เข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากวัตถุดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการระเบิด หากมีการสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายอย่างไม่ระมัดระวัง

ชาวบ้านพบวัตถุแปลกขณะไถดิน

ที่เกิดเหตุเป็นที่ดินเปล่าซึ่งเป็นมรดกตกทอดของนางพัชรินทร์ เกื้อกูล อายุ 45 ปี ซึ่งว่าจ้างรถไถเข้ามาปรับสภาพดินเพื่อเตรียมปลูกพืช การไถดินในครั้งนี้ทำให้ใบมีดของรถไปขุดถึงถังพลาสติกขนาด 50 ลิตรที่ฝังลึกกว่าหนึ่งเมตร

เมื่อเจ้าของที่ดินและคนขับรถลองเปิดถังออกมาดู ก็พบว่ามีลูก กระสุนปืนใหญ่ จำนวน 11 ลูกอยู่ภายใน ทั้งหมดมีสภาพเก่าแต่ยังสมบูรณ์ ทำให้เกิดความหวาดเสียวและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เจ้าหน้าที่ได้รีบเจาะพื้นที่ห้ามเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งเจ้าหน้าที่ EOD ระยอง ลงพื้นที่ตรวจสอบ เตรียมนำกระสุนทั้งหมดไปยังจุดปลอดภัยเพื่อดำเนินการทำลายอย่างถูกต้องตามระเบียบ

ชุมชนแห่ดู คาดอาจเหลือร่องจากสงคราม

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านกว่า 100 คนที่แห่กันมามุงดู ต่างแสดงความตกใจและหวาดกลัว โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า “เพิ่งคิดว่าลากหินก้อนใหญ่ ที่ไหนได้เจอลูกระเบิดเต็มถังแบบนี้”

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า กระสุนปืนใหญ่ ชุดนี้อาจตกค้างจากเหตุการณ์ทางทหารในอดีต หรือจากการฝึกรบของกองทัพเมื่อหลายสิบปีก่อน

เพื่อความปลอดภัยของชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอเตือนประชาชนอย่างยิ่งว่า หากพบวัตถุต้องสงสัย ไม่ว่าจะดูคล้ายระเบิด กระสุน หรืออุปกรณ์ทางทหาร ห้ามสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายเองเด็ดขาด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภัยแฝงที่อาจแฝงอยู่ในที่ดินทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีความไม่สงบมาก่อน ความระมัดระวังและสติของทุกคนช่วยให้ชุมชนปลอดภัยจากความเสี่ยงเหล่านี้ได้

ความรู้และการตระหนักในอันตรายคือป้องกันที่ดีที่สุด หากคุณได้ยินข่าวแบบนี้เกิดขึ้นใกล้บ้าน อย่าเพิ่งดู แต่รีบแจ้งผู้ที่สามารถจัดการได้อย่างเชี่ยวชาญ

ที่มา – แตกตื่น! ‘กระสุนปืนใหญ่’ 11 ลูกฝังดิน EOD ระยองเก็บกู้หวั่นระเบิดกลางทุ่ง