ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชัยชนะจี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกนักศึกษาปี 1 สูญ 2.6 ล้าน

ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล มิจฉาชีพก็พัฒนารูปแบบการโกงให้ซับซ้อนขึ้น ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจเมื่อ นายชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบกรณี ชัยชนะจี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาปี 1 สูญ 2.6 ล้าน ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่เคยหยุดพัฒนากลอุบาย

ชัยชนะจี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาปี 1 สูญ 2.6 ล้าน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์มาข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและหมายจับ ทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัวจนยอมทำตามคำสั่งของคนร้ายทุกอย่าง ก่อนที่คนร้ายจะใช้อุบายที่เหนือชั้นกว่านั้น คือการสวมรอยเป็นอาจารย์ผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE เพื่อหลอกให้ผู้ปกครองหลงเชื่อว่าบุตรสาวได้รับทุนการศึกษาไปต่างประเทศ

รายละเอียดมุขใหม่ สวมรอยอาจารย์ที่ต้องระวัง

ความน่ากลัวของคดีนี้คือการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการปลอมเป็นกงสุลและอาจารย์ เพื่อให้ผู้ปกครองโอนเงินอ้างเป็นค่าหลักประกันวีซ่า โดย ชัยชนะจี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาปี 1 สูญ 2.6 ล้าน ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติหลายประการที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งไขคำตอบ:

  • ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษาหลุดรั่วไหลไปสู่มิจฉาชีพได้อย่างไร?
  • ทำไมคนร้ายถึงสามารถเข้าถึงตัวเหยื่อถึงหน้าคอนโดมิเนียมเพื่อรับเงินสดจำนวนมหาศาลได้?
  • มาตรการปราบปรามของภาครัฐครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจังแล้วหรือไม่?

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพไม่ได้หวังเพียงการโอนเงินผ่านระบบธนาคารเท่านั้น แต่ยังมีการวางแผนมารับเงินสดถึงที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตกใจและเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

เราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียหายและหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง บก.ปอท. จะเร่งดำเนินการสืบสวนและติดตามเงินคืนให้ได้มากที่สุด ในฐานะประชาชน เราควรมีสติและหมั่นอัปเดตข้อมูลข่าวสารการโกงในรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อบุคคลแปลกหน้าที่ทักมาทางออนไลน์ โดยเฉพาะหากมีการร้องขอเรื่องเงินหรือการทำธุรกรรมเร่งด่วน

ที่มา – ‘ชัยชนะ’จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังหลอกนักศึกษาปี 1 สูญ 2.6 ล้าน เผยมุขใหม่ สวมรอยอาจารย์

ส.กีฬาคนพิการ วางเป้า 17 ทอง ลุยเอเชียนพาราเกมส์ 2026

แฟนกีฬาทั่วประเทศเตรียมตัวส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราทีมชาติไทยกันอีกครั้ง! กับการแข่งขันกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 18-24 ตุลาคม 2569 นี้ งานนี้บอกเลยว่าน่าตื่นเต้นสุดๆ เพราะทาง ส.กีฬาคนพิการ วางเป้าอย่างน้อย 17 ทอง “พงศกร-อธิวัฒน์” พกสถิติโลก วีลแชร์เรซซิ่ง ลุยเอเชียนพาราเกมส์ 2026 เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับเอเชีย

ส.กีฬาคนพิการ วางเป้าอย่างน้อย 17 ทอง “พงศกร-อธิวัฒน์” พกสถิติโลก วีลแชร์เรซซิ่ง ลุยเอเชียนพาราเกมส์ 2026

นายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ได้เผยถึงความพร้อมว่านักกีฬาของเราได้มีการเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างหนักจากศูนย์ฝึกหลายแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่นครราชสีมาหรือสุพรรณบุรี โดยครั้งนี้เรามีความหวังสูงมากจากเหล่านักกีฬาตัวท็อปของโลก โดยเฉพาะประเภทวีลแชร์เรซซิ่งที่การันตีความแกร่งด้วยสถิติโลก

ความหวังใหม่และนักกีฬาตัวตึงในศึกครั้งนี้

นอกจากจะมี “กร” พงศกร แปยอ และ “ฟิวส์” อธิวัฒน์ แพงเหนือ ที่เป็นหัวหอกสำคัญในวีลแชร์เรซซิ่งแล้ว ทีมไทยยังมีลุ้นเหรียญทองในอีกหลายชนิดกีฬา โดยเมื่อพูดถึง ส.กีฬาคนพิการ วางเป้าอย่างน้อย 17 ทอง “พงศกร-อธิวัฒน์” พกสถิติโลก วีลแชร์เรซซิ่ง ลุยเอเชียนพาราเกมส์ 2026 เรายังมีรายชื่อนักกีฬาดังนี้:

  • วีลแชร์ฟันดาบ: นำโดย “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ ที่ตั้งเป้ากวาด 3-4 เหรียญทอง
  • กรีฑา: นำโดย “อุ้ม” ศศิราวรรณ อินทโชติ และ “แพท” พลาธิป คำทา
  • แบดมินตัน: มี “โปเต้” ณัฐพงษ์ มีชัย มือ 1 โลก และ “วี” มงคล บุญสุน
  • เทเบิลเทนนิส: มุ่งมั่นล่าเหรียญรางวัลถึง 5 ทอง

สำหรับการแข่งขัน ส.กีฬาคนพิการ วางเป้าอย่างน้อย 17 ทอง “พงศกร-อธิวัฒน์” พกสถิติโลก วีลแชร์เรซซิ่ง ลุยเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญเพราะคู่แข่งอย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างก็พัฒนาศักยภาพขึ้นมาอย่างมาก แต่ด้วยการฝึกซ้อมที่เข้มข้นและความมุ่งมั่นของนักกีฬาไทย ผมเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายและสร้างความภูมิใจให้กับคนไทยทั้งชาติอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ส.กีฬาคนพิการ” วางเป้าอย่างน้อย 17 ทอง “พงศกร-อธิวัฒน์” พกสถิติโลก วีลแชร์เรซซิ่ง ลุยเอเชียนพาราเกมส์ 2026

ด่วน! ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า บาดเจ็บขาขวาขาด

ด่วน! ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า บาดเจ็บขาขวาขาด

เป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจและต้องขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้กล้าของเราครับ เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์ ด่วน! ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า บาดเจ็บขาขวาขาด ในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณชายแดนอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตรายที่หลายคนอาจมองข้าม

รายละเอียดเหตุการณ์ ด่วน! ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า บาดเจ็บขาขวาขาด

จากข้อมูลของกองทัพภาคที่ 2 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ 1 สังกัดหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ได้ประสบเหตุจากการปฏิบัติภารกิจกู้ระเบิด ส่งผลให้ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัสจนขาขวาท่อนล่างขาด ทีมช่วยเหลือได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำยืนอย่างเร่งด่วน ก่อนจะส่งตัวด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อรับการรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ภารกิจกู้ระเบิดถือเป็นงานที่เสียสละอย่างยิ่ง เพราะนอกจากต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแล้ว ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทุกย่างก้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ข่าว ด่วน! ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า บาดเจ็บขาขวาขาด ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเพื่อความปลอดภัยของประชาชนส่วนรวม

  • การดูแลรักษา: เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานส่งตัวทางอากาศทันทีเพื่อให้ผู้บาดเจ็บถึงมือแพทย์ได้เร็วที่สุด
  • ความปลอดภัย: กองทัพเพิ่มมาตรการตรวจสอบพื้นที่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง
  • กำลังใจ: พวกเราทุกคนขอส่งแรงใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ และครอบครัวให้ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะปลอดภัยและได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอันตรายในพื้นที่ แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณอันกล้าหาญของทหารไทยที่แม้จะรู้ว่าภารกิจนั้นมีความเสี่ยงถึงชีวิต แต่ก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างไม่ย่อท้อ สุดท้ายนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทุกคนปลอดภัยและโชคดีในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปครับ

ที่มา – ด่วน! ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องอานม้า บาดเจ็บขาขวาขาด จนท.รุดส่งรพ.

ศรีสุวรรณร้อง กกต. เอาผิด กก.บห.พรรคกล้าธรรม เซ็นรับรองผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายศรีสุวรรณ จรรยา ในฐานะผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยการเดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจี้ให้ตรวจสอบและเอาผิดอดีตหัวหน้าพรรค คณะกรรมการสรรหา รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมชุดเดิม กรณีที่ปล่อยให้มีการเซ็นรับรองผู้สมัคร สส. ทั้งที่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย

ศรีสุวรรณร้อง กกต. เอาผิด กก.บห.พรรคกล้าธรรม เซ็นรับรองผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ที่ได้รับการส่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. นครศรีธรรมราช ทั้งที่เจ้าตัวเคยต้องคำพิพากษาคดีลักทรัพย์เมื่อปี 2542 ซึ่งถือเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (12) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่ศรีสุวรรณร้อง กกต. เอาผิด กก.บห.พรรคกล้าธรรม เซ็นรับรองผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ขาดคุณสมบัตินั้น เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อหรือตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมืองกันแน่

รายละเอียดและปมปัญหาในการรับรองคุณสมบัติ

จากการตรวจสอบพบว่า นายก้องเกียรติเคยลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมจนชนะได้เป็น สส. ในปี 2568 และยังถูกส่งลงสมัครอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 แม้จะมีเสียงท้วงติงเรื่องคุณสมบัติมาโดยตลอด แต่ กกต. กลับใช้เวลาสืบสวนค่อนข้างนานจนกระทั่งมีการวินิจฉัยตัดสิทธิในภายหลัง

ประเด็นที่นายศรีสุวรรณเน้นย้ำคือ:

  • พรรคการเมืองมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครให้ชัดเจนก่อนส่งรายชื่อ
  • การเซ็นรับรองบุคคลที่ขาดคุณสมบัติถือเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 56 ประกอบมาตรา 120
  • โทษของกรณีนี้รุนแรงถึงขั้นจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ท้ายที่สุด การที่ศรีสุวรรณร้อง กกต. เอาผิด กก.บห.พรรคกล้าธรรม เซ็นรับรองผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ขาดคุณสมบัติในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นการวัดมาตรฐานการทำงานของ กกต. ว่าจะปล่อยเกียร์ว่างหรือดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้เกิดกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีใครต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ้างครับ

ที่มา – ‘ศรีสุวรรณ’ร้อง กกต. เอาผิด กก.บห.พรรคกล้าธรรม เซ็นรับรองผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

สมาคมกีฬาไทยโป๊กเกอร์ พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์สู่กีฬาทางปัญญา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของโป๊กเกอร์ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แต่ล่าสุดได้เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่าจับตามอง เมื่อ สมาคมกีฬาไทยโป๊กเกอร์ พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์สู่กีฬาทางปัญญา อย่างเต็มตัว โดยมีการจัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ที่รวบรวมตัวแทนจาก 10 ชาติในเอเชีย เพื่อยืนยันว่าโป๊กเกอร์คือเกมที่ใช้ทักษะ ยุทธศาสตร์ และการวางแผน ไม่ใช่การพนันอย่างที่หลายคนเคยกังวล

สมาคมกีฬาไทยโป๊กเกอร์ พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์สู่กีฬาทางปัญญา

การเดินหน้าครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับวงการกีฬาให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยมีนายชิน กัมปนาทแสนยากร นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเล่นโป๊กเกอร์ภายใต้กรอบของสมาคมฯ นั้นมีความโปร่งใสและมุ่งเน้นการสร้างนักกีฬาเพื่อไปคว้าเหรียญรางวัลระดับโลก มากกว่าเรื่องของโชคชะตาหรือเงินเดิมพัน

ก้าวใหม่ที่ต้องจับตาของสมาคมกีฬาไทยโป๊กเกอร์ พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์สู่กีฬาทางปัญญา

ทางสมาคมฯ ได้วางพันธกิจสำคัญ 3 ประการ เพื่อเปลี่ยนภาพจำของสังคม ดังนี้:

  • กำกับดูแลตามมาตรฐานสากล: นำกฎกติกาจากสมาพันธ์โป๊กเกอร์โลกมาใช้เพื่อให้การแข่งขันมีความยุติธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
  • การเป็นตัวแทนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ: ทำหน้าที่คัดเลือกนักกีฬาเพื่อส่งเข้าแข่งขันในรายการระดับนานาชาติ เช่น เอเชียน เนชันส์ คัพ 2026
  • ระบบคัดเลือกที่ไร้การพนัน: เน้นการประชันทักษะและยุทธศาสตร์ โดยไม่มีการใช้เงินเดิมพันเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยต่อนักกีฬาทุกระดับ

ทางด้านการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ยืนยันว่า ปัจจุบันทางหน่วยงานยอมรับโป๊กเกอร์เป็นชนิดกีฬาหนึ่งแล้ว แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด การเสวนาครั้งนี้จึงไม่ใช่การจัดการแข่งขันเพื่อเล่นการพนัน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบนิเวศของกีฬาทางปัญญาให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในประเทศไทย

การผลักดันในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสให้นักกีฬาไทยได้แสดงศักยภาพบนเวทีโลก แต่ยังเป็นการลบล้างอคติเก่าๆ เพื่อให้สังคมไทยเข้าใจอย่างแท้จริงว่า หากเรามองโป๊กเกอร์ในมุมของ ‘กีฬา’ มันคือศิลปะแห่งการตัดสินใจและการอ่านเกมที่ลึกซึ้งที่สุดอย่างหนึ่ง นับว่าเป็นก้าวที่กล้าหาญและน่าสนับสนุนอย่างยิ่งสำหรับวงการกีฬาในบ้านเรา

ที่มา – สมาคมกีฬาไทยโป๊กเกอร์ พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ ผนึก 10 ชาติเอเชีย ดันสู่กีฬาทางปัญญา ปลอดการพนัน ปักธงส่งทัพไทย ลุยศึกใหญ่

ปอศ.ทลายเครือข่ายบิลผี 360 ล้าน จับ 3 ผู้ต้องหา 5 จังหวัด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่เกี่ยวกับความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ล่าสุดทางตำรวจ ปอศ. ได้ออกมาแถลงข่าวผลการปฏิบัติการครั้งสำคัญ โดยการปอศ.สนธิกำลังบุกค้น 5 จังหวัด จับ 3 ผู้ต้องหา ทลายเครือข่ายบิลผี 360 ล้าน ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างขบวนการโกงภาษีครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล

เจาะลึกปฏิบัติการ ปอศ.สนธิกำลังบุกค้น 5 จังหวัด จับ 3 ผู้ต้องหา ทลายเครือข่ายบิลผี 360 ล้าน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นจากการที่กรมสรรพากรพบความผิดปกติของธุรกิจหลายแห่ง จึงได้แจ้งความร้องทุกข์จนนำไปสู่การร่วมมือกับตำรวจ ปอศ. สืบสวนจนพบพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพที่ตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อทำธุรกิจซื้อขายใบกำกับภาษีปลอม หรือที่เรียกกันว่า “บิลผี” โดยมีการใช้ไลน์กลุ่มปิดในการติดต่อซื้อขาย และใช้บัญชีม้าเพื่อรับโอนเงินหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

เบื้องหลังเครือข่ายบิลผีและการกระจายตัวใน 5 จังหวัด

จากการลงพื้นที่ตรวจค้น 10 จุด ในกรุงเทพฯ, นนทบุรี, นครราชสีมา, สมุทรปราการ และชัยภูมิ พบหลักฐานสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางบัญชี รายงานภาษี และตราประทับบริษัทกว่า 200 รายการ โดยขบวนการนี้อาศัยความแนบเนียนในการจดทะเบียนทำธุรกิจพลังงานและโซลาร์เซลล์บังหน้าเพื่อออกใบกำกับภาษีเท็จมานานกว่า 5 ปี

พฤติกรรมที่น่าสนใจของเครือข่ายนี้มีดังนี้:

  • มีการสร้างบริษัทหัวบิลเพื่อความน่าเชื่อถือ
  • ใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรมทางการเงิน
  • ส่งเอกสารผ่านซองจดหมายจ่าหน้าชื่อบุคคลที่ 3 เพื่อพรางตัว
  • ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและค้าน้ำมัน

ความเสียหายกว่า 360 ล้านบาทจากการที่ผู้ประกอบการบางรายซื้อบิลเพื่อลดภาระภาษีไม่เพียงแต่กระทบต่อรายได้ของรัฐ แต่ยังทำลายความเป็นธรรมในการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่สุจริต การที่ ปอศ.สนธิกำลังบุกค้น 5 จังหวัด จับ 3 ผู้ต้องหา ทลายเครือข่ายบิลผี 360 ล้าน ในครั้งนี้ จึงถือเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับบริษัทต่างๆ ว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่สามารถรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้

ในฐานะประชาชนและผู้ประกอบการ เราควรให้ความสำคัญกับการทำบัญชีที่ถูกต้องและโปร่งใส เพราะการมีส่วนร่วมในเครือข่ายทุจริตภาษีไม่เพียงแต่ทำให้คุณมีความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างร้ายแรง แต่ยังบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว หากใครพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย ควรแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมธุรกิจที่สะอาดและยั่งยืนครับ

ที่มา – ปอศ.สนธิกำลังบุกค้น 5 จังหวัด จับ 3 ผู้ต้องหา ทลายเครือข่ายบิลผี 360 ล้าน

ธงทองบุกขอนแก่น จี้เปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อเร่งรัดกระบวนการสำคัญ ซึ่งก็คือเรื่อง ธงทองบุกขอนแก่น จี้เปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม ให้เป็นชื่อของวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อยุติข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานาน

ความคืบหน้ากรณี ธงทองบุกขอนแก่น จี้เปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการประสานความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์และหน่วยงานภาครัฐ โดยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง ได้เข้าหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อผลักดันให้การเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนจะต้องทำตามกฎหมายและระเบียบของกรมที่ดินอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้

มุมมองจากภาครัฐและประเด็นข้อพิพาทที่ต้องจับตา

ทางด้าน นายขจรเกียรติ รักพาณิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนยันหนักแน่นว่า ทางจังหวัดพร้อมดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎหมายโดยไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สำหรับกรณีที่มีทายาทเตรียมเปิดคลิปหลักฐานหรือยื่นคัดค้านนั้น ทางผู้เกี่ยวข้องมองว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เมื่อมีการดำเนินคดีหรือจัดการทรัพย์สินย่อมต้องมีผู้เห็นต่างกันไป

แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องคลิปหลุดจากฝั่งทายาท แต่ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการในครั้งนี้เน้นย้ำที่พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทางเอกสารเป็นหลัก โดยเหตุผลหลักที่ ธงทองบุกขอนแก่น จี้เปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม ก็เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาและเพื่อให้วัดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายเสียที

  • เร่งรัดการเปลี่ยนชื่อโฉนดให้เป็นชื่อวัดป่าอดุลยาราม
  • ยืนยันดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน
  • ไม่กังวลต่อกระแสข่าวหรือการเคลื่อนไหวของฝ่ายทายาท

สรุปแล้วสถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การโอนที่ดินดังกล่าวจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แต่การที่หน่วยงานระดับประเทศลงมาให้ความสำคัญด้วยตนเองแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาที่ค้างคาจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมที่สุด หากคุณมองว่าความถูกต้องคือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เราเชื่อมั่นว่ากระบวนการทางกฎหมายจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ

ที่มา – “ธงทอง”บุกขอนแก่น จี้เปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม ผวจ. ยันทำตามก.ม. ลั่นไร้กังวลคลิปหลุดทายาท

เจนิส เจณิสตา ร่างพังหลังจบ HYROX แชร์อุทาหรณ์ยืดกล้ามเนื้อไม่พอจนต้องทำกายภาพ!

เจนิส เจณิสตา ร่างพังหลังจบ HYROX แชร์อุทาหรณ์ยืดกล้ามเนื้อไม่พอจนต้องทำกายภาพ!

กลายเป็นประเด็นที่สายออกกำลังกายต้องหันมามองตัวเองกันยกใหญ่ เมื่อนักแสดงสาวสุดมั่นอย่าง เจนิส เจณิสตา พรหมผดุงชีพ ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์สุดโหดหลังจบการแข่งขัน HYROX รายการฟิตเนสระดับโลกที่ใครๆ ก็รู้ว่าหินสุดๆ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ เจนิส เจณิสตา ร่างพังหลังจบ HYROX แชร์อุทาหรณ์ยืดกล้ามเนื้อไม่พอจนต้องทำกายภาพ! จนกลายเป็นไวรัลให้แฟนคลับได้เห็นอีกมุมของนักแสดงสาวที่ยอมแลกมาด้วยความเจ็บปวด

ทำไมการยืดกล้ามเนื้อถึงสำคัญกว่าที่คิด?

ในคลิป TikTok ที่เธอโพสต์ เจนิสยอมรับตรงๆ เลยว่า งานนี้สาเหตุหลักของการที่ เจนิส เจณิสตา ร่างพังหลังจบ HYROX แชร์อุทาหรณ์ยืดกล้ามเนื้อไม่พอจนต้องทำกายภาพ! มาจากการเตรียมตัวที่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะการวอร์มอัพและยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเริ่มแข่ง ซึ่งเธอไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ เมื่อร่างกายต้องปะทะกับการออกแรงหนักๆ อย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อจึงประท้วงด้วยความบาดเจ็บจนต้องรีบพึ่งพานักกายภาพบำบัดเป็นการด่วน

บทเรียนครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า การออกกำลังกายหนักๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความอึดเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของการเตรียมพร้อมให้ถูกจุด ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่สายสปอร์ตควรจำไว้ให้ขึ้นใจ:

  • อย่าข้ามขั้นตอนการวอร์มอัพ: การทำ Warm-up ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมรับแรงกระแทก
  • ยืดกล้ามเนื้อ (Stretching): การยืดเหยียดสำคัญมาก ทั้งก่อนและหลังแข่ง เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บเฉียบพลัน
  • ฟังเสียงร่างกาย: ถ้าเจ็บแปล๊บหรือรู้สึกไม่ปกติ ให้หยุดประเมินสถานการณ์ทันที อย่าฝืนแข่งต่อจนพัง

ล่าสุดโซเชียลต่างส่งกำลังใจให้สาวเจนิสกันรัวๆ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า การทำกายภาพบำบัดไม่จำเป็นต้องฝืนทนความเจ็บจนร้องไห้เสมอไป การปรับระดับเครื่องมือให้เหมาะสมกับความทนทานของร่างกายก็ช่วยให้ฟื้นฟูได้ดีเช่นกัน สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ เจนิส เจณิสตา ร่างพังหลังจบ HYROX แชร์อุทาหรณ์ยืดกล้ามเนื้อไม่พอจนต้องทำกายภาพ! ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีมากสำหรับคนรักสุขภาพทุกคน ใครที่กำลังมีแพลนลงแข่งรายการโหดๆ อย่าลืมให้ความสำคัญกับการยืดเหยียดให้มากๆ นะครับ เพราะสุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่มา – ‘เจนิส เจณิสตา’ ร่างพังหลังจบ HYROX แชร์อุทาหรณ์ยืดกล้ามเนื้อไม่พอจนต้องทำกายภาพ!

ช็อก! สาวเล่าชีวิต 1 หญิง 2 ผัวอยู่บ้านเดียวกัน

ช็อก! สาวเล่าชีวิต 1 หญิง 2 ผัวอยู่บ้านเดียวกัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำเอาชาวเน็ตต้องร้องเสียงหลง เมื่อมีหญิงสาวรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ระบายความในใจผ่านกลุ่มปรึกษาปัญหาชีวิต เผยถึงไลฟ์สไตล์สุดแปลกที่หลายคนอาจไม่เคยพบเจอมาก่อน นั่นคือการใช้ชีวิตแบบ 1 หญิง 2 ผัวอยู่บ้านเดียวกัน ซึ่งเธอเล่าว่าทั้งสามคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีความสุขมาโดยตลอด

เจ้าของกระทู้เล่าว่าเธออยู่กินกับสามีคนแรกมานานถึง 6 ปี และสามีคนที่สองมา 3 ปี โดยความสัมพันธ์ทั้งหมดรับรู้กันทุกฝ่ายและตกลงปลงใจที่จะอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวใหญ่ โดยต่างคนต่างทำมาหากินและไม่เคยเบียดเบียนใคร แต่ทว่าความลับไม่มีในโลกเมื่อแม่ของสามีคนแรกบังเอิญมาพบความจริงเข้า จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่โตตามมา

ผลกระทบที่ตามมาหลังจากถูกจับได้

หลังจากที่แม่สามีคนแรกทราบเรื่อง ช็อก! สาวเล่าชีวิต 1 หญิง 2 ผัวอยู่บ้านเดียวกัน ก็กลายเป็นฝันร้ายทันที เพราะทางฝั่งครอบครัวของสามีคนแรกรับไม่ได้อย่างรุนแรง มีการต่อว่าสามีคนแรกและขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องที่ทำงานของสามีคนที่สอง เนื่องจากเขารับราชการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและอนาคตที่สร้างมา

สถานการณ์ตอนนี้สร้างความเครียดให้กับเจ้าของกระทู้อย่างมาก เพราะฝ่ายสามีคนที่สองและครอบครัวของเขายังไม่ทราบเรื่องนี้ เธอจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไรดี ระหว่างการต้องตัดใครสักคนออกไปจากชีวิต เพื่อรักษาชื่อเสียงและหน้าที่การงานของคนรัก หรือจะหาทางออกในรูปแบบอื่น

  • ประเด็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
  • ความเสี่ยงด้านวินัยข้าราชการจากเรื่องส่วนตัว
  • การจัดการความรู้สึกของครอบครัวทั้งสองฝ่าย

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเลือกใช้ชีวิตในรูปแบบใด การตัดสินใจของเรามักมีผลกระทบตามมาเสมอ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เรื่องขนบธรรมเนียมและหน้าที่การงานเป็นสิ่งที่ถูกคาดหวังสูง หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ การตั้งสติและประเมินผลกระทบในระยะยาวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ บางครั้งการยอมรับความจริงอาจเจ็บปวด แต่การเลือกทางที่ถูกต้องเพื่ออนาคตของทุกคนอาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า

ที่มา – ช็อก! สาวเล่าชีวิต 1 หญิง 2 ผัวอยู่บ้านเดียวกัน สุดท้ายแม่ผัวแรกจับได้ ขู่ฟ้องดับอนาคตข้าราชการผัวสอง!

ประมูลรอบ 2 สะพานแยกด่านสิงขร 700 ล้าน เพิ่มความสะดวกเพชรเกษม

ประมูลรอบ 2 สะพานแยกด่านสิงขร 700 ล้าน เพิ่มความสะดวกเพชรเกษม

ข่าวดีสำหรับชาวประจวบคีรีขันธ์และผู้ใช้รถใช้ถนนสายใต้ทุกคนครับ ล่าสุดกรมทางหลวงได้ประกาศเดินหน้าโครงการใหญ่ด้วยการเปิดประมูลรอบ 2 สะพานแยกด่านสิงขร 700 ล้าน เพิ่มความสะดวกเพชรเกษม หลังจากที่รอบแรกต้องล้มโครงการไปเพราะผู้รับเหมาเสนอราคาเกินงบประมาณที่กำหนดไว้ แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐต้องการเร่งแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่อย่างจริงจังครับ

สำหรับโครงการนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ตัดกับทางหลวงหมายเลข 4373 แยกด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมีการตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 700 ล้านบาท (งบประมาณปี 2569) และกำหนดระยะเวลาก่อสร้างไว้ที่ 1,080 วัน หรือประมาณ 3 ปี หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของถนนเส้นนี้อย่างแน่นอน

รายละเอียดโครงการและการก่อสร้าง

ใครที่ใช้เส้นทางนี้บ่อยๆ คงจะทราบดีว่าแยกด่านสิงขรนั้นเป็นจุดตัดที่ค่อนข้างอันตรายและมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงมาก การเข้ามาของโครงการประมูลรอบ 2 สะพานแยกด่านสิงขร 700 ล้าน เพิ่มความสะดวกเพชรเกษม จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกปัญหาคอขวด โดยรูปแบบการก่อสร้างมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ก่อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรงตามแนวถนนเพชรเกษม ระยะทางประมาณ 2.678 กิโลเมตร
  • รองรับการจราจรด้วยขนาด 6 ช่องทางไป-กลับ ด้านละ 3 ช่องทาง
  • ความกว้างผิวจราจรด้านละ 12 เมตร พร้อมปรับปรุงระบบระบายน้ำและบ่อพัก
  • ติดตั้งงานไฟฟ้าแสงสว่าง ป้ายจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยครบครัน

ความตั้งใจหลักของกรมทางหลวงไม่ใช่แค่การสร้างสะพาน แต่คือการวางรากฐานเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต เพราะในอนาคตอันใกล้ ด่านสิงขรจะถูกยกระดับเป็นด่านศุลกากร ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณรถบรรทุกและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลครับ

ทำไมการประมูลรอบ 2 ถึงมีความสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเร่งเครื่องประมูลรอบ 2 สะพานแยกด่านสิงขร 700 ล้าน เพิ่มความสะดวกเพชรเกษม อีกครั้ง? คำตอบคือเพราะแยกนี้ไม่ใช่แค่ทางแยกธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างประเทศที่สำคัญ หากเราไม่รีบขยายศักยภาพของถนนเพชรเกษมในจุดนี้ ความแออัดและอุบัติเหตุจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและการท่องเที่ยวในระยะยาว การลงทุน 700 ล้านบาทในครั้งนี้จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สัญจรทุกคน

เราคงต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า ในการประมูลครั้งที่ 2 นี้ จะมีผู้รับเหมาเข้ามายื่นเสนอราคาในเงื่อนไขที่เหมาะสมและได้รับงานไป เพื่อให้โครงการนี้เริ่มต้นก่อสร้างได้ตามแผนงานที่วางไว้ครับ สำหรับใครที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางนี้อยู่เป็นประจำ ก็ขอให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวังในช่วงที่ยังมีการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นกันด้วยนะครับ

ที่มา – ประมูลรอบ 2 สะพานแยกด่านสิงขร 700 ล้าน เพิ่มความสะดวก”เพชรเกษม”ล้มรอบแรกรายเดียวยื่นเกินงบ