ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่: ความนิยมของรัฐบาลในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่: ดัชนีความนิยมรัฐบาลลดลงต่อเนื่อง

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังเผชิญกับหลากหลายปัญหาทั้งในและต่างประเทศ ความนิยมของรัฐบาลก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความนิยมของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เริ่มลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล ซึ่งจัดทำดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่าคะแนนโดยรวมอยู่ที่3.86 คะแนน ลดลงจากเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยหลักคือความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ล่าสุดมีการปะทะบริเวณชายแดนจนเกิดการสูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนเริ่มไม่เชื่อมั่นในหัวหน้ารัฐบาล โดยตรง บางส่วนเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างสองตระกูลอย่าง ชินวัตร และ ฮุน เซน

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับคะแนนความนิยมเฉลี่ยเพียง 3.43 คะแนน เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบปี ในขณะที่ฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) กลับได้รับความชื่นชอบมากขึ้นจากประชาชน โดยเฉพาะ ผู้นำคนสำคัญอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ได้คะแนนสูงถึง 45.79%

ความล่าช้าในการจัดการปัญหาประชาชน และ อุทกภัยในหลายพื้นที่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดต่ำลง ผู้วิเคราะห์มองว่าหากไม่มีการปรับปรุงการสื่อสารและการทำงานอย่างจริงจัง ดัชนีนี้ก็จะร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ต่อไปเรื่อยๆ

ฝ่ายค้านเพิ่มบทบาทด้วยการตรวจสอบรัฐบาล

ในขณะที่ฝ่ายค้านยึดมาตรฐานการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก ความชื่นชอบในผลงานอยู่ที่ 40.28% และบทบาทที่โดดเด่นที่สุดคือการตรวจสอบการบริหารงาน ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องเริ่มรู้สึกกดดัน

อีกประเด็นหนึ่งที่โดดเข้าสู่การเมืองไทยอย่างแรงคือเรื่องการทุจริตในวงการสงฆ์ และการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อกระแสความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาล ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชี้ว่าปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำ ทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย

การเมืองไทยในทางแยก: ระหว่างกฎหมายและความยุติธรรม

ในส่วนประเด็นอย่างกรณีเขากระโดง ที่กลายเป็นเรื่องดังระดับประเทศ เป็นเครื่องวัดที่ดีว่ารัฐบาลกำลังพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศ หรือถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองกันแน่ กรณีนี้ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักนิติธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใส และไม่ใช่เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

ความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการ แก้ปัญหาโฉนดทับซ้อน บริเวณเขากระโดง ก็เป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นการตั้งใจทำงานอย่างรอบคอบ โดย นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟ ระบุว่า ผู้ครอบครองที่ดิน หากอยู่ในพื้นที่โดยไม่มีสิทธิ์ ก็จะมีการเจรจาช่วยเหลือ หรือให้เข้าสู่ระบบเช่าที่ดิน ตามระเบียบ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางกฎหมาย ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาการรุกล้ำที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะการวินิจฉัยของศาล ที่ตัดสินให้กรมที่ดินมีสิทธิ์เพิกถอนโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ทุกกระบวนการถือเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ซึ่งสังคมต้องจับตามองว่าจะมีการบังคับใช้จริงตามที่ว่าไว้หรือไม่

ความเชื่อมั่นของประชาชน จึงอยู่เหนือความขัดแย้งและการเมืองภายใน รัฐบาลไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น จริงใจ โปร่งใส และมีวิสัยทัศน์ในการดูแลแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม อย่างแท้จริง

ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นเครื่องเตือนให้นโยบายเก่าๆ ต้องถูกขยับเพื่อแก้ไขด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่น มากขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งภายในและความล่าช้าในกระบวนการอาจทำให้รัฐบาลต้องเจอกับแรงดันที่เพิ่มขึ้น จากทั้งประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐบาลต้องปรับตัวเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น หรือจะปล่อยให้สถานการณ์ ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ต่อไปอีกเรื่อยๆ คงต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนและปีที่เหลือจะเกิดขึ้นอย่างไร

ทีมข่าวการเมือง

ที่มา – ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่

อัปเดตทางคู่สายอีสาน: การรถไฟแห่งประเทศไทยเตรียมปรับแบบทางรถไฟยกระดับข้ามสะพานสีมาธานีวงเงิน 16,826 ล้านบาท

ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คณะกรรมการของการรถไฟฯ จะประชุมพิจารณาในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีการเสนอให้ปรับแบบก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ สัญญาที่ 2 โดยเฉพาะช่วงคลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ บริเวณสะพานสีมาธานี นครราชสีมา เปลี่ยนจากทางรถไฟระดับดิน เป็นทางรถไฟยกระดับ เพื่อให้สามารถข้ามสะพานเลี่ยงเมืองนครราชสีมา และสะพานสีมาธานี ได้ หากการเปลี่ยนแปลงได้รับการอนุมัติ จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2569 และเปิดให้บริการในปี 2572

อัปเดตทางคู่: ปรับแบบเพื่อความปลอดภัยและลดปัญหาจราจร

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ สายอีสาน มีแผนโดยรวมทั้งหมด 135 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 4 สัญญา วงเงินรวม 29,900 ล้านบาท โดยสัญญาที่ 2 เป็นจุดที่ได้รับการพิจารณาปรับเปลี่ยน ทางรถไฟยกระดับจะมีความสูงจากพื้นสะพานสีมาธานีประมาณ 5.5 เมตร ซึ่งมีข้อดีทั้งการเพิ่มความปลอดภัย การเชื่อมต่อระบบขนส่งได้อย่างราบรื่น และช่วยลดปัญหาการตัดกันของถนนกับทางรถไฟ

  • สัญญาที่ 1: มาบกะเบา-คลองขนานจิตร ความคืบหน้าอยู่ที่ 96.36%
  • สัญญาที่ 2: คลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแบบ
  • สัญญาที่ 3: งานก่อสร้างอุโมงค์ ความคืบหน้า 95.54%
  • สัญญาที่ 4: ระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ความคืบหน้า 61.36%

การเปลี่ยนแปลงทางรถไฟสัญญาที่ 2

พื้นที่สัญญาที่ 2 มีระยะทางทั้งสิ้น 69 กิโลเมตร และมีการปรับเพิ่มวงเงินจาก 7,060 ล้านบาท เป็น 16,826 ล้านบาท เนื่องจากการเปลี่ยนเป็นทางรถไฟยกระดับ ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็เพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการเดินรถให้ดีขึ้นอีกมากเช่นกัน

ความคืบหน้าของสัญญาอื่น ๆ

ในส่วนของสัญญาที่ 1 นั้น ได้เปิดเดินรถทางคู่ในบางช่วงไปแล้ว ได้แก่ ช่วงบันไดม้า-คลองขนานจิตร 30 กิโลเมตร และมาบกะเบา-มวกเหล็กใหม่ 13 กิโลเมตร รวมถึงมีการเปิดใช้งานอุโมงค์ผาเสด็จยาว 5.4 กิโลเมตร และอุโมงค์หินลับ 265 เมตรด้วย อย่างไรก็ตามยังเหลือช่วงมวกเหล็กใหม่-ปางอโศก 15 กิโลเมตร ที่เวนคืนหมดอายุ ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง รฟท. อยู่ระหว่างเจรจาจ่ายค่าชดเชยกับเจ้าของพื้นที่

คาดว่าหากได้พื้นที่ในส่วนนี้แล้ว จะสามารถเริ่มก่อสร้างทางลงรถไฟทางคู่สูงสุดในประเทศไทย รวมถึงงานทางรถไฟในส่วนที่เหลือของสัญญาที่ 1 ได้ภายในเดือนมีนาคม 2569 โดยใชเวลาประมาณ 15 เดือน ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2570

ผลกระทบของการปรับแบบทางรถไฟยกระดับ

การปรับแบบเป็นทางรถไฟยกระดับใน รถไฟทางคู่สายอีสาน ช่วงคลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ ถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนส่งที่สำคัญ และช่วยตอบโจทย์ความต้องการในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอีสาน แม้จะทำให้วงเงินโครงการเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าจะมีผลดีในระยะยาว ทั้งในแง่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพการเดินรถ

ปัจจุบัน สำหรับสัญญาที่ 3 งานก่อสร้างอุโมงค์รถไฟ ความคืบหน้าอยู่ที่ 95.54% และสัญญาที่ 4 เกี่ยวกับระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ความคืบหน้า 61.36% ทำให้มั่นใจได้ว่าทั้งโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2572 ตามแผน

เป้าหมายใหญ่ของรถไฟทางคู่สายอีสานคืออะไร?

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการเพิ่มขีดความสามารถของระบบขนส่งทางรถไฟในภาคอีสาน โดยเน้นการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจ และจุดยุทธศาสตร์การค้า อย่างมาบกะเบา นครราชสีมา และปลายทางชุมทางถนนจิระ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนต่อรถไฟสู่นครหลวง

ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานมองว่า การพัฒนาเป็นทางรถไฟยกระดับอย่างที่ รถไฟทางคู่สายอีสาน กำลังทำ เป็นแนวโน้มที่กำลังมาแรง และมีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพื่อลดปัญหาความล่าช้า ตกทอดจากยุคเก่า และสร้างเครือข่าย鐵路ที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว การก่อสร้างรถไฟทางคู่ไม่เพียงแต่เปลี่ยนภูมิทัศน์การเดินทาง แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องของการนั่งรถไฟที่เร็ว ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยตอนบนกับภาคกลางอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นนักเดินทาง หรือผู้สนใจโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานล่าสุด ติดตามการประชุมคณะกรรมการจากเว็บไซต์ทางการของ รฟท. หรือที่แหล่งข่าวเกี่ยวข้อง ได้เลย!

ที่มา – อัปเดตทางคู่ “สายอีสาน” ส.ค. ชงบอร์ดปรับแบบทางรถไฟยกระดับข้าม “สะพานสีมาธานี” 1.6 หมื่นล้าน

มาตรา 144 ล้างบางการเมืองไทย?

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การเมืองไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองอย่างรุนแรง หลังศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 144 โดยเป็นคดีของ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 มาตรา 144 จึงกลายเป็นหลักประกันหนึ่งของความโปร่งใสในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ในกรณีนี้ มันยังสะท้อนถึงการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อผลทางการเมืองอีกด้วย

มาตรา 144 สร้างมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร?

รัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสองระบุชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้ ส.ส., ส.ว. หรือกรรมาธิการเข้าไปมีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม ในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่การเงินของชาติและการใช้อำนาจของผู้บัญญัติกฎหมายอาจถูกตั้งคำถาม

การลงพื้นที่ของ พิเชษฐ์ ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร?

เรื่องนี้เกิดจากการที่ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในการกำหนดการจัดสรรงบประมาณของสภาไปสู่พื้นที่ของตนเอง ซึ่งกระทำโดย ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ ส.ส. กทม. พรรคประชาชน และ ส.ส.รวมอีก 121 คน ที่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่าพิเชษฐ์ถูกตัดสินว่ากระทำผิดจริง ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี และสูญเสียทั้งเก้าอี้ ส.ส. และตำแหน่งรองประธานสภาอย่างถาวร

สำหรับ ภัณฑิล น่วมเจิม เขาย้ำว่าพิเชษฐ์มีบทบาท 2 ด้าน ทั้งในฐานะ ส.ส. ที่ต้องดูแลประชาชน และรองประธานที่จัดอยู่ในฝ่ายบริหารของรัฐสภา ซึ่งการที่เขาใช้ตำแหน่งเช่นเดียวกับรัฐมนตรีที่เสนอหรือกำหนดนโยบาย เป็นการเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน หากไม่มีความโปร่งใสและการบริหารอย่างเป็นระบบ

ศาลรัฐธรรมนูญในบทบาท ‘ฟาสต์แทร็ก’

หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ ‘มาตรา 144’ เริ่มถูกใช้อย่างจร่วงแรง โดยเฉพาะในวงการเมืองอย่างที่ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับกลุ่มอดีต ส.ว. ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ที่นำงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปใช้ในโครงการ ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ โดยกล่าวหาว่ามีการกระทำผิด ม.144 และ ม.88 แห่ง พ.ร.ป.การป้องกันการทุจริต

อย่างไรก็ตาม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีต ส.ว. เริ่มตั้งคำถามถึงความช้าของ ป.ป.ช. ที่รับเรื่องไว้จากเดือนเมษายนแล้ว แต่ยังดองอยู่ โดยเขาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามว่า “โดยพลัน” ที่ ป.ป.ช.รับปากไว้นั้นยังหมายความว่าอย่างไร

ความกดดันและการปะทะระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน

ด้าน เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นเรื่องเข้มต่อ ป.ป.ช. อีกกระทง ให้เร่งส่งเรื่องเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อมโยงกับผลตัดสินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งหากผลการวินิจฉัยยืนตามนี้ กรรมาธิการงบประมาณ ครม. หรือ ส.ส. ที่เห็นชอบ อาจถูกตัดสิทธิ์สมาชิกภาพ ตามรัฐธรรมนูญได้

เรื่องทั้งหมดจึงไม่ได้จบแค่คดีเดียว แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองชั้นสูงที่หลายฝ่ายนำมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะจาก ‘พรรคประชาชน’ ที่ก่อนหน้านี้เคยวิจารณ์ ‘นิติสงคราม’ เป็นประเด็นหลัก แต่ตอนนี้กลับถูกตั้งคำถามว่า พวกเขาอาจจะเป็นผู้สร้างนิติสงครามแบบเดียวกัน

การใช้องค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อคดีมาตรา 144 จึงกำลังเป็นเกมการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง หากไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ การขว้างงูอาจไม่พ้นคอ และผลลัพธ์อาจส่งผลสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระในระยะยาว

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้สนใจการเมืองไทย ว่าการควบคุมอำนาจ ผ่านกฎหมายเช่น ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 144’ ต้องไม่ใช่เพียงเครื่องมือฟาดฟันทางการเมือง แต่ต้องสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจนให้กับผู้ดำรงตำแหน่ง ด้วยความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ ไม่งั้น สังคมอาจหมดความเชื่อมั่นองค์กรเหล่านี้ ที่มา – มาตรา144ล้างบางการเมืองไทย?

มิยู ยามาชิตะ ผงาดแชมป์วีเมนส์โอเพ่น | โปรเมียวเฉิดฉายอันดับ 13

ยามาชิตะ ผงาดแชมป์วีเมนส์โอเพ่น โปรเมียวคว้าที่ 13 ร่วม

ในรอบสุดท้ายของการแข่งขันวีเมนส์โอเพ่น ณ สนามรอยัล พอร์ธคอว์ล กอล์ฟคลับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แฟนกอล์ฟไทยได้เฮกันอีกครั้งเมื่อ ยามาชิตะ มิยู โปรสาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี เผด็จศึกด้วยคะแนนรวม 11 อันเดอร์พาร์ 277 และทำสถิติคว้าแชมป์เมเจอร์แรกของชีวิตสำเร็จ

เรียกได้ว่าเวที วีเมนส์โอเพ่น ในปีนี้เป็นสักขีพยานความสำเร็จครั้งสำคัญ! ชาร์ลี่ย์ ฮิลล์ และ มินามิ คัตซึ ทำคะแนนร่วมอันดับ 2 ที่ 9 อันเดอร์พาร์ 279 ตามด้วยนักกอล์ฟชื่อกระฉ่อนอย่างคิม อา-ลิม และริโอะ ทาเคดะ ที่ทำสกอร์ 7 อันเดอร์ร่วมกัน

สำหรับสาวไทยอย่าง โปรเมียว ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แม้จะไม่ได้แชมป์แต่ผลงานก็น่าประทับใจไม่น้อย ทำคะแนนรวม 2 อันเดอร์พาร์ 286 คว้าอันดับ 13 ร่วมกับนักกอล์ฟอีกหลายคน

https://www.dailynews.co.th/wp-content/uploads/2025/08/AFP__20250803__68N89QW__v2__HighRes__776362679-1280x853.jpg

ผลงานน่าจับตามองจากโปรไทย

  • โปรเมียวยังคงเป็นความหวังของไทยด้วยฟอร์มร่วม 13
  • โปรเม เอรียา จุฑานุกาล สกอร์อีเวนพาร์รั้งอันดับ 23 ร่วม
  • โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล ทำได้อันดับ 30 ร่วม

แม้จะไม่เข้าไปถึงแชมป์ แต่ก้านเหล็กไทยก็สร้างความประทับใจต่อเนื่อง! น่าสนใจว่าความกดดันในเวทีระดับโลกอย่าง วีเมนส์โอเพ่น จะช่วยพัฒนาโปรเมียวไปสู่ระดับแชมป์ในอนาคตได้หรือไม่ คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อยอดสู่ระดับเมเจอร์? แสดงความเห็นกันได้เลย!

ที่มา – ยามาชิตะ ผงาดแชมป์วีเมนส์โอเพ่น

ไทยตอนบนมีฝนน้อย มรสุมตะวันตกเฉียงใต้คลุมทะเลอันดามัน

ไทยตอนบนมีฝนน้อย มรสุมตะวันตกเฉียงใต้คลุมทะเลอันดามัน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาพยากรณ์อากาศในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ไทยตอนบนมีฝนน้อย เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังอ่อนยังคงพัดปกคลุมบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

ความเคลื่อนไหวของมรสุมและผลที่ตามมา

การปกคลุมของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ครบถ้วนทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกที่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเป็นบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใกล้แนวมรสุมซึ่งบริเวณทะเลจะมีคลื่นสูงมาก

คลื่นลมในทะเลและคำแนะนำสำหรับชาวเรือ

สำหรับคลื่นลมในบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในช่วงนี้มีกำลังค่อนข้างอ่อน แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะในพื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนอง ระยะคลื่นอาจสูงเกินกว่า 2 เมตร โดยชาวเรือควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

คาดการณ์อุณหภูมิและสภาพอากาศในแต่ละภาค

  • ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ โดยเฉพาะแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน และตาก อุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 24–27 องศาเซลเซียสขณะต่ำสุด และ 34–37 องศาเซลเซียสในช่วงสูงสุด
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: สภาพเหมือนภาคเหนือ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลมากคือหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: พบฝนฟ้าคะนอง 20% ของพื้นที่ ที่ต้องเฝ้าระวังคือกาญจนบุรีและราชบุรี อุณหภูมิสูงสุดอาจถึง 36–38 องศาเซลเซียส
  • ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดติดชายฝั่งเช่นจันทบุรีและตราด
  • ภาคใต้(ฝั่งตะวันออกและตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ข้อมูลอุณหภูมิในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงนี้มีฝนฟ้าคะนองประมาณ 20% ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 28–29 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ระหว่าง 34–37 องศาเซลเซียส

สถานการณ์อากาศในเดือนสิงหาคม – ความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญ

หากดูภาพรวมเป็นเดือน ช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ประเทศไทยตอนบนทั้งภาคเหนือ และภาคกลาง ยังคงมีสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการฝนตกหนักต่อเนื่อง แต่ในพื้นที่ภาคใต้นั้นมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลจากมรสุมเป็นระยะๆ สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ชาวเรือ นักเดินทาง รวมถึงผู้ที่ทำกิจกรรมนอกอาคารต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่คุณควรทำในช่วงนี้: วางแผนกิจกรรมล่วงหน้า ดูสถานการณ์มรสุม และระวังอันตรายที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในพื้นที่บริเวณภาคใต้ หากคุณมีแผนไปเที่ยวทะเล ควรเลือกช่วงที่มรสุมสงบ และฟังข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ที่มา – ไทยตอนบนมีฝนน้อย มรสุมตะวันตกเฉียงใต้คลุมทะเลอันดามัน

“ผีแดง” เจ๊า “ทอฟฟี” เดือดคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์: การันตีฟอร์มแรงแม้เสมอศึกอุ่นเครื่องสุดมันส์

“ผีแดง” เจ๊า “ทอฟฟี” เดือดคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์ด้วยพลังทีม

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ 2025 ที่สนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ อารีนา ในสหรัฐฯ กลายเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาจบเกมกับเอฟเวอร์ตัน “ทอฟฟีส์” ด้วยผลเสมอ 2-2 แต่ยังสามารถคว้าแชมป์รายการนี้ไปได้ด้วยสถิติน่าทึ่งชนะ 2 เสมอ 1

เปิดเกมด้วยฟอร์มใหม่ของไบรอัน เบอโม

ในเกมดังกล่าว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นอย่างชัดเจน โดยนักเตะใหม่อย่างไบรอัน เบอโม ได้โอกาสลงสนามครั้งแรก ก่อนที่บรูโน เฟร์นันเดสจะพาทีมขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 19 จากการสังหารจุดโทษอย่างแม่นยำ

แม้เอฟเวอร์ตันจะตีเสมอ 1-1 จากจังหวะอันทรงพลังของอิดริสซา กานา เกย์ ที่เปิดฟรีคิกให้อิลิมาน เอ็นดิอาย ซัดเข้าประตูในช่วงท้ายครึ่งแรก แต่ความมุ่งมั่นของ “ผีแดง” ก็กลับมาในครึ่งหลัง

เมสัน เมาท์ กลายเป็นฮีโร่ชั่วคราวด้วยการยิงโค้งสุดสวยพาทีมขึ้นนำ 2-1 ในนาทีที่ 69 ทว่าสุดท้ายต้องมาเสียท่าจากฟอร์มที่ไม่แน่นของเกมรับ เมื่อเฮฟเวน ดันทำเข้าประตูตนเองในนาทีที่ 75 ทำให้ผลจบลงที่ 2-2

แม้เกมนี้จะดูตื่นเต้นเกินควบคุมแต่ “ผีแดง” ก็แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในการแข่งขันทุกแมตช์ การคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์แม้เสมอ “ทอฟฟีส์” ดูเป็นเครื่องการันตีถึงศักยภาพในการรักษาจุดยืนที่แข็งแกร่ง

สิ่งที่แฟนบอลควรจับตา

  • การปรับตัวของไบรอัน เบอโม ปีกตัวใหม่ที่เริ่มต้นได้ดี
  • เกมรับที่ต้องปรับเกมหลังจากเสียประตูง่ายในช่วงปลายเกม
  • การยกระดับทีมให้กลับมาท้าชิงแชมป์ลีกในฤดูกาล 2025/26

สรุป: การเสมอครั้งนี้อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สวยงามแต่ “ผีแดง” แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การเล่นที่สามารถผ่านสถานการณ์ตึงเครียดไปได้ ด้วยความสม่ำเสมอที่เป็นแบบฉบับตลอดการแข่งรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ 2025

ที่มา – “ผีแดง” เจ๊า “ทอฟฟี” เดือดคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์

สกสค.เปิดเฟสแรก ‘สหกรณ์กลาง’ ต.ค.นี้ ครูหนี้ท่วม เตรียมลงทะเบียนปลดหนี้

สกสค.เปิดเฟสแรก ‘สหกรณ์กลาง’ ต.ค.นี้

ในวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดร.พีระพันธ์ เหมะรัตน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่าจะเริ่มเฟสแรกในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมช่วยให้ครูที่มีปัญหาหนี้ท่วมสามารถลงทะเบียนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้ง่ายขึ้น

ไม่ใช่การแข่งขันกับสหกรณ์เดิม แต่เป็นการช่วยเหลือครูอย่างจริงจัง

ดร.พีระพันธ์ย้ำว่าการก่อตั้งสหกรณ์กลางนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อแข่งกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจำจังหวัดหรือสถาบันการเงินอื่นๆ แต่เป็นแนวทางการช่วยเหลือครูโดยตรงในการแก้ไขปัญหาที่มักจะถูกเพิกเฉย ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่สูง หรือการปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สกสค.ได้พยายามหาแนวทางต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดเท่าที่ควร

ในเฟสแรกของโครงการนี้ สหกรณ์กลางจะมีเงินทุนสำรองประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยเงินกู้ในปีแรกจะอยู่ที่ 0% และไม่เกิน 4% ภายในปีที่ 4 ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและเป็นธรรมต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถใช้หนี้ได้อย่างสะดวก ไม่ถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น

เป้าหมายหลัก: ฟื้นฟูสภาพคล่องของครูและเพิ่มสวัสดิการ

นอกจากนี้ สหกรณ์กลาง สกสค. จะดำเนินการตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และจะมีการนำระบบเครดิตบูโรเข้ามาใช้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดความเสี่ยงในการกู้ยืม ที่สำคัญไปกว่านั้น ครูที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนใช้จ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้หนี้ซ้ำแบบเดิมที่เคยติดมาก่อน

การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการหารือระหว่าง สกสค. กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้มีการปรับแก้ระเบียบเกี่ยวกับการซื้อหุ้นของสถาบันที่ช่วยส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินการต่อได้อย่างลื่นไหล และหลังจากนี้จะต้องจัดประชุมกลุ่มย่อยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่ชัดเจน ก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุม สกสค. และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนสิงหาคมนี้

สหกรณ์กลาง สกสค.: ทางรอดของครูหนี้ท่วม

สหกรณ์กลาง สกสค. จะทำหน้าที่เหมือนศูนย์กลางในการประสานงานและสนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ มีเป้าหมายหลักในการเข้ามาระงับปัญหาหนี้เสียและสร้างโครงสร้างการเงินใหม่เพื่อให้ชีวิตครูดีขึ้นอย่างมีคุณภาพ และทุกขั้นตอนของโครงการนี้ก็จะดำเนินการอย่างชัดเจนและเร่งด่วนภายใน 3 เดือน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริงๆ โดยหากโครงการนี้สำเร็จ ก็อาจเป็นแรงกระตุ้นแก่สหกรณ์อื่นๆ ให้ปรับระดับดอกเบี้ยเงินกู้ให้ใกล้เคียงกับสหกรณ์กลาง สกสค. มากยิ่งขึ้น

ข้อควรรู้สำหรับครูที่กำลังเตรียมตัวปลดหนี้

  • ดอกเบี้ยที่ช่วยลดภาระ: ดอกเบี้ยในช่วงปีแรกอยู่ที่ 0% และไม่เกิน 4% ในปีที่ 4
  • เงินทุนสำรองกว่าแสนล้านบาท: เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างหนี้ทั่วประเทศ
  • การร่วมมือระดับชาติ: มีการบูรณาการระหว่าง กสศ., สกสค., ธกส. และ ธนาคารแห่งประเทศไทย

หากคุณเป็นครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่กำลังประสบปัญหาหนี้สิน โครงการสหกรณ์กลางนี้อาจเป็นโอกาสทองที่จะช่วยให้คุณมีการเงินที่มั่นคงมากขึ้น โดยสามารถเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนช่วงลงทะเบียนในเดือนตุลาคมนี้ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก สกสค. เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – สกสค.เปิดเฟสแรก ‘สหกรณ์กลาง’ ต.ค.นี้ ครูหนี้ท่วม เตรียมลงทะเบียนปลดหนี้

เดลินิวส์ 4 ส.ค.: วันนี้ถก GBC เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย

ข่าวเดลินิวส์ 4 ส.ค. ‘วันนี้ถก GBC เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย’

วันนี้ถก GBC เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย ถือเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของมาเลเซียในการช่วยเหลือและเจรจาเพื่อให้เกิดความสงบในพื้นที่ โดยประเด็นหลักที่เป็นหัวใจของการประชุมในวันนี้คือการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในแนวทางสันติวิธี

ข่าวเด่น GBC และความเคลื่อนไหวระหว่างประเทศ

วันนี้ถก GBC เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย กลายเป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ การที่มาเลเซียเข้ามาร่วมมืออย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญทางการเมืองและมนุษยธรรมนี้ ส่งผลให้มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยของเชลยหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเป็นการลดแรงกดดันในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดสูง

ความเคลื่อนไหวทางการทหารในชายแดนกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) กำชับให้ผู้ว่าราชการเข้มงวดในเรื่องของการใช้โดรน และการเฝ้าระวังสายลับจากรัฐเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ที่เกิดเหตุการณ์ทหารไทยตี ‘ช่องคานม้า-ภูมะเขือ’ จนแตกพ่าย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นการรักษาความมั่นคงชายแดนที่เป็นเรื่องสำคัญควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นเพื่อสันติภาพในเวที GBC

ข่าวการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย กัมพูชา และมาเลเซียมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด วันนี้ถก GBC เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย โดยความคืบหน้าในด้านการรักษาผลประโยชน์ต่ำกว่าการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีแนวโน้มชัดเจนขึ้น ในส่วนของการยึดเขากระโดง ได้มีการชี้แจงว่าเป็นเรื่องของการรักษาอธิปไตย ไม่ใช่มาตรการตอบโต้ทางการเมืองแต่อย่างใด

ความช่วยเหลือภายหลังพายุวิภา

ภารกิจฟื้นฟูภายหลังพายุถล่มยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลต้องทุ่มเทเต็มที่ โดยมีการสำรวจความเสียหายกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และให้คำมั่นว่าจะไม่ทอดทิ้งผู้ประสบภัยสักคนเดียว!

ข่าวเศรษฐกิจกับผลกระทบจากนโยบาย US

ท่ามกลางการลุ้นปลดล็อกนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ หรือ ‘ดีลภาษีทรัพย์สิน’ ที่อาจกระทบ เศรษฐกิจไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (EXIM BANK) เตรียมงบประมาณไว้กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือให้เกิดการบรรเทาผลกระทบ หากประชาชนได้รับผลกระทบในมิติต่างๆ รัฐบาลตั้งเป้าจะเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนว่า การตกลงจะส่งผลดีหรือเสียต่อประเทศอย่างไร

  • สั่งสำรวจภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภาอย่างเร่งด่วน
  • เตรียมเงินหมื่นล้านฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์การกดดันทางการค้า
  • ส่งต่อประเด็นสันติภาพเข้าเวที GBC ผ่านข้อสรุปจากมาเลเซียและไทย

เอาใจช่วยให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน!

ถึงแม้ข่าวบางส่วนยังไม่มีความชัดเจนในแง่ของการตีความข้อมูล แต่ความมุ่งมั่นจากทั้งไทยและอาเซียน โดยเฉพาะจาก มาเลเซีย ที่เสนอให้ ไม่มีการทำร้ายเชลย เป็นการออกกฎกติกามารยาทที่ดีสำหรับการตั้งโต๊ะเจรจา เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน

การสื่อสารประเด็น ‘วันนี้ถก GBC เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย’ กับการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและประเทศที่เกี่ยวข้อง เป็นเครื่องยืนยันถึงความร่วมมือครั้งสำคัญในภูมิภาค หากคุณติดตามเป็นประจำ ขอแนะนำให้หมั่นเข้ามาติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความคืบหน้าที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เดลินิวส์ 4 ส.ค. วันนี้ถก GBC-เพื่อสันติภาพ มาเลย์อุ้มไทยไม่มีทำร้ายเชลย

ทหารแนวชายแดนขอรับบริจาคยาดมและหน้ากากอนามัยเพื่อรับมือกลิ่นศพทหารเขมร

ทหารชายแดนด้านใต้ ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนจากประชาชนชาวไทย

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้เผยแพร่ข้อความถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับทหารแนวชายแดนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก โดยพวกเขาต้องเผชิญไม่ใช่แค่ความเสี่ยงจากภัยคุกคามตามปกติของทหาร แต่ยังต้องต่อสู้กับกลิ่นเหม็นศพของทหารเขมรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเหล่าทหารอย่างมาก

กลิ่นศพทหารเขมรเริ่มรบกวนทหารไทย

ทางเพจระบุว่ากลิ่นเน่าเหม็นจากร่างทหารเขมรที่อยู่ในพื้นที่ด้านล่างของบริเวณภูมะเขือ เริ่มรุนแรงขึ้นจนลมพัดพากลิ่นขึ้นมาถึงฐานทหารไทยที่ตั้งอยู่ด้านบน ทำให้ทหารหลายนายได้รับผลกระทบจากกลิ่นรุนแรงจนกินข้าวไม่ลง สูดกลิ่นจนมึนศีรษะ และเริ่มมีแมลงวันบินว่อนจำนวนมาก

กลิ่นที่รุนแรงนี้ใช่แค่เป็นความไม่สะดวกสบาย หากแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการปฏิบัติภารกิจของทหารที่ต้องอยู่ประจำการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดน ดังนั้นการรับมือกับปัญหานี้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ความต้องการของทหาร ณ ตอนนี้คืออะไร?

ผ่านการพูดคุยกับน้อง ๆ ทหาร ความต้องการที่เร่งด่วนตอนนี้ไม่ใช่แค่หน้ากากอนามัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยาดม ยาหม่อง น้ำมันหม่อง น้ำมันหอม ยาดมสมุนไพร สเปรย์ฉีดกลิ่นหอม และสเปรย์แอลกอฮอล์. สิ่งของเหล่านี้มีความสำคัญเพราะจะช่วยให้ทหารสามารถป้องกันกลิ่นรุนแรง ลดอาการคลื่นไส้ หรือป้องกันเชื้อโรคได้

ทหารแนวชายแดนสู้กับความไม่ปกติที่ประชาชนอาจยังไม่รู้

เหตุการณ์นี้เป็นสะพานบุญหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ แม้ทหารจะปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศด้วยความเสียสละ แต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างยาดมหรือหน้ากากอนามัยก็เป็นกำลังใจสำคัญที่ประชาชนสามารถส่งให้ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยยกเลิกความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม

บริจาคอย่างไร? เพื่อส่งตรงถึงทหารชายแดน

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องการร่วมบริจาคสามารถส่งสิ่งของไปยังที่อยู่ต่อไปนี้:

  • มณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน
  • ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
  • โทรศัพท์: 044-511-008

สำหรับหน้ากากอนามัย นั้นสามารถใช้ทุกยี่ห้อทุกสี แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะเป็นสีดำเพื่อกันสายตาให้กับการปฏิบัติงาน สิ่งของที่บริจาคควรเป็นของใช้พกพาสะดวก เนื่องจากจัดส่งผ่านบริการหรือแอพต่าง ๆ ได้ง่าย อีกทั้งทางทหารยังร่อนขอบคุณมาถึงทุกท่านที่สนใจร่วมสมทบทุนหรือสิ่งของอีกครั้ง

หากบริจาคผ่านทางแอพขอให้ผู้บริจาคโปรดจัดการให้เป็นแบบไม่เก็บเงินปลายทาง เพื่อความรวดเร็วในการรับของโดยทหารจะสามารถนำของไปใช้ในแนวหน้าได้ทันที โดยอย่าลืมระบุ “ส่งให้ทหารชายแดน” บนที่อยู่จัดส่งเพื่อความแน่ใจ

มาส่งกำลังใจให้ป้องกันสุขภาพด้วยยาดมและหน้ากากอนามัย เพื่อให้คนไทยทั้งในและนอกเครื่องแบบได้อยู่อย่างปลอดภัย และเพื่อชายแดนที่สงบสุขต่อไป — ร่วมด้วยช่วยกันส่งยุทธภัณฑ์จำเป็นเหล่านี้เข้าไปให้ถึงทหารของเรา.

ที่มา – ‘ทหารแนวชายแดน’ ขอกำลังเสริม ‘ยาดม-หน้ากากอนามัย’ สู้กลิ่นศพทหารเขมร

วัยรุ่นเมืองนนท์เดือด! เพื่อนตายขอสางแค้น หวิดตะลุมบอนฝ่ายอริในโรงพัก

วัยรุ่นเมืองนนท์เดือด! เพื่อนตายขอสางแค้น หวิดตะลุมบอนฝ่ายอริในโรงพัก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงดึกของวันที่ 3 สิงหาคม ได้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทั่วไป เมื่อกลุ่มวัยรุนแรงกว่า 20 คน รุมทำร้ายเด็กอายุเพียง 15 ปี จนสุดท้ายเสียชีวิต ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของเพื่อนร่วมกลุ่มของผู้เสียชีวิตที่ขอแสดงเจตนารมณ์ชัดเจน โดยเดินทางไปที่ สภ.บางศรีเมือง เพื่อ confront ฝ่ายคู่กรณีในสถานที่ราชการ!

เรื่องนี้ต้องถือเป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบันที่กล้าทำทุกอย่างแม้แต่ในที่ที่ควรคำนึงถึงกฎหมายเป็นอันดับแรก การกระทำที่เกิดขึ้นในคืนนั้น รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงพัก แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของวัยรุ่นเมืองนนท์ยังไม่ลดความร้อนแรงลงเลย

เหตุการณ์บนถนนที่จบลงด้วยชีวิตหนึ่ง

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุนองเลือด มามอบ ค้นหาที่เกิดเหตุ พบว่าเด็กวัยเพียง 15 ปีถูกจับทุบตี ผูกมัด แย่งชิงเสื้อผ้า จนบาดเจ็บสาหัส สำหรับสังคมไทยแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นแม้ในเขตเมืองที่ยังมีกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ทุกที่ แต่เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะจบลง!

เหตุการณ์ประจันหน้าที่โรงพัก

ในช่วงเย็นวันเดียวกันก็เกิดเหตุการณ์ประจันหน้ากันระหว่างเพื่อนของผู้เสียชีวิตกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ เมื่อฝั่งวงค์ของเหยื่อได้เดินทางมายังโรงพัก เพื่อแจ้งความและดูตัวผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ ก็เกิดเหตุที่ยุ่งยากคือการเถียงกัน ท้าทาย จนส่อเค้าจะลงไม้ลงมือ! ทั้งนี้ตำรวจต้องตั้งวงรักษาความปลอดภัยควบคุมเหตุให้สงบ ในขณะที่บุคคลทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถประคับประคองอารมณ์ของตนเองได้

สาเหตุมาจากโซเชียลจนลุกลาม

จากการสอบสวนของ พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมมา ผู้กำกับการ สภ.บางศรีเมือง เผยว่า สาเหตุเบื้องต้นของเรื่องนี้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวของวัยรุ่นหญิงที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ทะเลาะวิวาท แม้จะมีนัดเคลียร์กันตอนแรก แต่สุดท้ายกลับไปเจอกันอีกครั้งโดยบังเอิญในซอยบางศรีเมือง และเกิดความเขม่นกันระดับเอามาเป็นวิสามัญ ก่อนจะจบลงด้วยผู้เสียชีวิต

ในการต่อสู้ครั้งนี้ ตำรวจยังยืนยันว่าสามารถติดตามตัวผู้ต้องสงสัยไปแล้ว 13 คน อายุระหว่าง 16 – 19 ปี ซึ่งบางคนถูกพี่น้องหรือผู้ปกครองนำตัวมามอบเองพร้อมคลิปหลักฐาน มีดพกหนึ่งเล่ม และยังเหลืออีก 8 คนที่ยังไม่เข้ามอบตัว

บทสรุปทางกฎหมายและการศึกษา

ประเด็นของ วัยรุ่นเมืองนนท์เดือด ก็ไม่ได้เกิดเพียงแค่ในสถานการณ์ทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบการอบรมเลี้ยงดู และการเข้าใจผิดของวัยรุ่นหลายรายว่าความรุนแรงคือเพียงแค่การแสดงความเป็นรุ่น

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องพัฒนาคือ การจัดการแจ้งความเป็นสามารถภายในครั้งแรก การประเมินคดีอย่างรวดเร็ว และรวมการรณรงค์ความปลอดภัย และการใช้โซเชียลอย่างมีสติ เพื่อหยุดจุดเริ่มต้นของความรุนแรงก่อนที่จะบานปลาย

สะท้อนเข้าสู่เทรนด์สังคมและความคาดหวัง

เหตุการณ์อย่างนี้ยิ่งย้ำเตือนให้ผู้ปกครอง ครู และตัววัยรุ่นเอง ต้องมองความขัดแย้งเล็กๆ ด้วยความใส่ใจ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถลุกลามเป็นเหตุการณ์ทางอาชญากรรมได้ทุกเวลา ขอให้ร่วมกันเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยกย่องผลของการมีสติอยู่ๆ มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากหวังที่จะให้โลกวัยรุ่นสงบยิ่งขึ้น