ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สพต. จัดอบรมพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค 17 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 ถึง 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง (สพต.) ได้จัดกิจกรรม การอบรมหลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค หรือรู้จักกันในชื่อย่อว่า “พตภ.” รุ่นที่ 12 ณ ห้องประชุมของโรงแรมเชียงใหม่ ออคิด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนกว่า 68 คน

แนวทางการอบรมพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค

การอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อปลูกฝังความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักการบริหารในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างแท้จริงในบทบาทของพรรคการเมือง การเลือกตั้ง รวมถึงการออกเสียงประชามติที่สะท้อนเสียงของประชาชน

วิทยากรจากทุกสายงานและก้าวสู่อนาคตอย่างเที่ยงตรง

กิจกรรม หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค จะดำเนินการเป็นทั้งหมด 4 รุ่นในปีงบประมาณ 2568 นี้ โดยรุ่นที่ 12 เน้นกลุ่มงานภาคเหนือ คอยเสริมสร้างแนวคิดในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน องค์กรเอกชน ประชาชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับนโยบายการเมือง

  • ผู้แทนจากพรรคการเมือง
  • ผู้บริหารระดับท้องถิ่น
  • นักวิชาการทางด้านการเมือง
  • เจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชน
  • สื่อมวลชนและภาคประชาสังคม

การอบรมครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก พันตำรวจตรี เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง เป็นประธานเปิดงาน และมีนางจารุวรรณ เลิศโกร กล่าวรายงานเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาของการอบรมอย่างครบถ้วน ซึ่งเน้นการเตรียมความพร้อมประชาคมในต่างจังหวัดให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560

เข้มข้นตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 13

ตลอดทั้งปี 2568 สพต.ได้วางแผนการอบรม หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค ไว้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 13 โดยรุ่นที่ 12 เน้นการพัฒนาภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด และอาจเป็นฐานตั้งสำหรับการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ที่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปด้านการเมืองอย่างเป็นระบบ

สามารถกล่าวได้ว่า การอบรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการพัฒนาความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่หนึ่งของการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่จริงใจและยั่งยืน โดยสอดคล้องกับบทบาทของ สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง

การสร้างภูมิภาคที่เข้มแข็ง ต้องเริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ และการเห็นความสำคัญในบทบาทของประชาชน ซึ่งหลักสูตรนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองของประเทศ ทั้งนี้ สพต.ผู้จัดใกล้เคียงกับแนวทางนี้ เน้นเรื่องของการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการสื่อสาร การเรียนรู้ร่วมกัน ตลอดจนการติดตามผลในระยะยาว

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป การเข้าใจ “หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค” คือการเริ่มต้นสู่รัฐที่เข้มแข็งและซับซ้อนน้อยลง

หากคุณสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของคุณ สามารถติดตามรุ่นต่อไปได้ผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมต่อเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการเสริมสร้างความรู้ของคุณเอง

ที่มา – สพต.จัดอบรม 17 จังหวัดกลุ่มเป้าหมาย “หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค” เข้มแข็ง ยั่งยืน

เพิ่งเปิดได้ 3 วัน? ตำรวจห้วยขวางบุกทลายบ่อนไฮโลกลางกรุง จับผู้ต้องหา 23 ราย

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาให้กับชาวกรุงเทพฯ เมื่อตำรวจ สน.ห้วยขวาง นำโดย พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผู้กำกับสถานี และ พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผู้กำกับการสืบสวน บก.น.1 ได้ร่วมกันทำภารกิจบุกจับบ่อนการพนันไฮโลซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุง ในห้องเช่าบริเวณแยกประชาอุทิศ หรือแยกเหม่งจ๋าย บนถนนประชาอุทิศ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังได้รับเบาะแสสำคัญจากสายลับ

เพิ่งเปิดได้ 3 วัน? ตำรวจห้วยขวางไม่รอช้า บุกจับพนันไฮโล

เหตุการณ์นี้สังเกตได้จากความรวดเร็วในการปฏิบัติการของตำรวจ สน.ห้วยขวาง ซึ่งเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ ก็พบว่าเหล่านักพนันกลุ่มหนึ่งกำลังมั่วสุมเล่นไฮโลอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าหน้าที่ได้จับตามอง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างดูดี ทำให้หลายคนคาดว่าสถานที่ดังกล่าวอาจจะแอบเปิดให้บริการได้นาน แต่จากการตรวจสอบพบว่าเพิ่งเปิดได้เพียง 3 วันเท่านั้น โดยมี นายราชศักดิ์ รับเป็นเจ้ามือ ผู้ให้การสารภาพภายหลังถูกจับกุมว่าตั้งใจทำบ่อนขึ้นเพื่อหารายได้ให้ได้ตั้งตัวเร็วที่สุด

การจับกุมที่แม่นยำ ไม่ให้หลุดมือ

เจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ 23 คน ประกอบด้วยชาย 14 คน และหญิงอีก 9 คน ซึ่งทั้งหมดต่างตื่นตกใจกับการปรากฏตัวของตำรวจและไม่สามารถหลบหนีได้ทัน บ่อนการพนันดังกล่าวถูกดัดแปลงจากห้องเช่าธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่ไว้บริการเหล่านักพนัน โดยมุ่งเน้นการเล่นไฮโลซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

  • พบของกลาง ชุดอุปกรณ์ไฮโล 1 ชุด
  • แผ่นบอกแต้มไว้ใช้ในการควบคุมการเล่น
  • เงินสดจำนวน 5,370 บาท

บทลงโทษตามกฎหมาย

หลังการตรวจค้นเบื้องต้น ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ถูกจับกุม โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไฮโลโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับผู้เล่นทั่วไป ส่วนเจ้ามืออย่างนายราชศักดิ์ รับข้อหาร้ายแรงขึ้นว่า เป็น ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงกว่า จากนั้นจึงควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไปที่ สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทำไมเพิ่งเปิดได้ 3 วันจึงถูกจับได้เร็วแบบนี้?

การจับกุมที่เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังจากการเริ่มต้นทำการเปิดบ่อน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามการพนัน โดยอาจได้เบาะแสจากการสอดส่องพฤติกรรม หรือมีสายลับแฝงตัวเข้าไปภายใน นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจในการควบคุมความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้เกิดการลักลอบเล่นพนันในกรุงเทพฯ

แม้สถานการณ์การพนันในกรุงเทพฯ จะลดน้อยลงจากปีก่อน ๆ แต่ยังคงมีการลักลอบเล่นตามจุดลึกลับ โดยเฉพาะกับเกมที่มีเสี่ยงน้อยกว่า เช่น ไฮโล ซึ่งผู้เล่นมักคิดว่าเป็นแค่การเล่นพนันแบบไม่เป็นทางการ แต่กฎหมายไทยยังคงมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ดังที่ปรากฏในข่าว เพิ่งเปิดได้ 3 วัน? ตำรวจห้วยขวาง บุกทลายบ่อนไฮโลกลางกรุง

คำเตือนสำหรับผู้ที่คิดทำผิดกฎหมาย

หากต้องการทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ต้องคำนึงถึงกฎหมายก่อนสิ่งอื่นใด เพราะแม้จะมีการปิดบังเพียงใด เจ้าหน้าที่ก็มีเครือข่ายสายสอดแนมที่กว้างขวาง เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่า แม้แค่เปิดได้ไม่กี่วัน ก็สามารถถูกจับได้เหมือนกัน

ที่มา – เพิ่งเปิดได้ 3 วัน? ตำรวจห้วยขวาง บุกทลายบ่อนไฮโลกลางกรุง รวบ 23 เซียน

ชวนชมดอกลิ้นมังกรสีชมพู ปีละครั้งหน้าน้ำตกร่มเกล้าภราดร งดงาม อช.ภูหินร่องกล้า

ช่วงนี้เป็นฤดูฝนที่กำลังเย็นสบายและเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และในปีนี้นักท่องเที่ยวห้ามพลาดเด็ดขาดกับปรากฏการณ์งดงามอย่าง ดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่จะบานแค่ปีละครั้งเท่านั้น โดยเฉพาะที่ น้ำตกร่มเกล้าภราดร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานฯ

ดอกลิ้นมังกรสีชมพู บานที่น้ำตกร่มเกล้าภราดร สวยงามอลังการ

ความพิเศษของดอกลิ้นมังกรที่นี่คือ สีชมพูสดที่หาชมได้ยาก ไม่เหมือนที่อื่นที่มักพบเป็นดอกสีขาวหรือสีส้ม จุดที่กำลังเป็นที่สนใจคือ น้ำตกร่มเกล้าภราดร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนหลักมากนัก ใช้ระยะเวลาเดินเพียงประมาณ 200 เมตร ก็จะได้พบกับดอกไม้ป่าที่สวยงามประดับอยู่ชั้นล่างของน้ำตก

ดอกลิ้นมังกรบานเมื่อไหร่?

ปกติแล้วดอกลิ้นมังกรจะบานในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และจะคงไว้ให้ชมความงามได้จนถึงต้นเดือนกันยายน ถือเป็นธรรมชาติในช่วงหน้าฝนที่น่าทึ่งและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกหลายแห่งที่กำลังมีน้ำเต็มที่ นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรพลาดโอกาสในการสัมผัสกับบรรยากาศเย็นฉ่ำพร้อมดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ รวมถึง ดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่มีเฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายจุด เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมได้ในช่วงฤดูฝน โดยไม่ต้องรอจนถึงหน้าหนาว

  • ชั้น 5 ของน้ำตกหมันแดง: คาดว่าน่าจะมีดอกลิ้นมังกรเติบโตและพร้อมบานราวกลางเดือนสิงหาคม
  • น้ำตกร่มเกล้าภราดร: ตอนนี้ดอกลิ้นมังกรสีชมพูกำลังบานให้ชมแล้ว และยังคงความงามจนถึงต้นเดือนกันยายน

บรรยากาศบนภูหินร่องกล้าในช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ความงดงามได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยอยู่ในระดับความสูงประมาณ 1,300-1,400 เมตร ซึ่ง นายลำยอง ศรีเสวต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ได้กล่าวถึงความน่าสนใจว่า “ช่วงหน้าฝนของที่นี่ไม่แพ้หน้าหนาว ความเขียวขจีและความชุ่มชื้นทำให้ผืนป่าเต็มไปด้วยชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดฤดูกาล พร้อมรับประสบการณ์อันหาค่ามิได้จาก ดอกลิ้นมังกรสีชมพู ซึ่งบานแค่ปีละครั้งเท่านั้น”

ดอกลิ้นมังกรสีชมพู นี้ไม่ได้บานแค่ในจุดเดียวเท่านั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมได้ทั้งน้ำตกหมันแดงและน้ำตกร่มเกล้าภราดร โดยจุดที่น้ำตกร่มเกล้าภราดรจะชมได้ง่ายเป็นพิเศษ นักถ่ายภาพหรือผู้ชื่นชมความงามของธรรมชาติแบบจริงจัง น่าจะต้องรีบไปก่อนช่วงดอกจะโรยราไปตามฤดูกาล

หากคุณกำลังมองหาที่พักผ่อนธรรมชาติในช่วงหน้าฝน และอยากสัมผัสปรากฏการณ์พิเศษอย่าง ดอกลิ้นมังกรสีชมพู บนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปีนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ชมความงามที่หาที่เปรียบเทียบไม่ได้ ถือโอกาสมากันให้สนุกกับการเที่ยวป่า ถ่ายภาพบรรยากาศ และสร้างความทรงจำอันงดงามกับธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวได้ทางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าโทร. 081-596-5977 นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมเส้นทางและความสะดวกให้นักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม

ที่มา – ชวนชมดอกลิ้นมังกรสีชมพู ปีละครั้งหน้าน้ำตกร่มเกล้าภราดร งดงาม อช.ภูหินร่องกล้า

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ จัดแข่งขันกีฬาสีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตามโครงการ ปีงบ 2568

รร.เทศบาล 1 ตลาดบางลี่ จัดแข่งขันกีฬาสีสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

สำหรับใครที่สนใจกิจกรรมสร้างสรรค์ในวงการศึกษา ห้ามพลาดข่าวสำคัญจากโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) ซึ่งจัดการแข่งขันกีฬาสีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ตามโครงการกีฬาสีประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีคุณครูวริศรา ศรีแสง ผู้อำนวยการสถานศึกษา เผยถึงเป้าหมายหลักในการใช้กีฬาเป็นพื้นที่พัฒนาเด็กทั้งร่างกายและจิตใจ

เป้าหมายสำคัญของกีฬาสีโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่

“การแบ่งนักเรียนเป็น 2 สีได้แก่สีเขียวและสีส้มไม่เพียงเน้นความสนุกสนาน แต่ยังปลูกฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม ความเคารพต่อกฎกติกา และการมีน้ำใจนักกีฬา” คุณครูวริศราให้ข้อมูลสำคัญ พร้อมระบุว่าโครงการนี้ตอบสนองนโยบายด้านสุขภาพและการป้องกันอบายมุขจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

นักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ฝึกซ้อมกีฬาสี
  • พัฒนาร่างกาย: นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผ่านกีฬาที่หลากหลาย
  • เสริมจิตใจ: เด็กๆ เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสร้างสรรค์
  • สร้างความสัมพันธ์: ความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชนสัมฤทธิ์ผลผ่านกิจกรรมนี้

นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้องให้กำลังใจและมองเห็นโอกาสยกระดับ

นายธนกร ตันติไพจิตร ได้ให้คำแนะนำหลังเป็นประธานพิธีเปิด: “ไม่ได้มุ่งแข่งขันเพื่อชัยชนะเท่านั้น แต่เพื่อให้เด็กๆ สร้างสุขนิสัยดีผ่านการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด” พร้อมย้ำว่าการบูรณาการกิจกรรมกับเทคโนโลยีการสอนสมัยใหม่อาจเป็นทางรอดสำคัญสำหรับเยาวชนยุคดิจิทัล

บรรยากาศกีฬาสีโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่

การจัด กีฬาสีสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หัวหน้าส่วนราชการ และประธานชุมชนกว่า 20 หน่วยงาน สะท้อนถึงการเป็นพันธมิตรชุมชนเพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน สำหรับผู้สนใจอาจติดตามกิจกรรมเชิงปฏิบัติการของโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการอัปเดตภาพเคลื่อนไหวและผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์

ในอนาคตอาจมีการนำ ระบบลงทะเบียนออนไลน์ หรือ การถ่ายทอดสดผ่านแอปด้านการศึกษา เพื่อเพิ่มส่วนร่วมของผู้ปกครองที่อยู่ต่างพื้นที่ ถือเป็นเทรนด์ที่ทั้งด้าน school activity และ EdTech น่าจับตามอง

ที่มา – รร.เทศบาล 1 ตลาดบางลี่ จัดแข่งขันกีฬาสีสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

สธ. กัมพูชาโจมตี รพ.พนมดงรักเสียหาย 45 ล้านบาท

สธ. กัมพูชาโจมตี รพ.พนมดงรักเสียหาย 45 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานถึงผลการประเมินความเสียหายของโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีสถานพยาบาลโดยกองทัพกัมพูชา โดยทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายจริงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งพบว่าความเสียหายมีจำนวนมากกว่าที่ประเมินครั้งแรกมาก

การประเมินความเสียหายเบื้องต้น

จากการตรวจสอบทางภาพถ่ายในครั้งแรก ค่าความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 3,350,000 บาท แต่เมื่อสำรวจพื้นที่จริงแล้ว พบว่าความเสียหายส่งผลต่อโครงสร้างและฐานรากของอาคาร โดยต้องทำการสร้างใหม่ถึง 4 อาคาร ทำให้ต้องปรับตัวเลขประเมินความเสียหายเพิ่มขึ้นไปที่ 45,050,000 บาท

รายละเอียดของความเสียหายต่าง ๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายหลายส่วนของโรงพยาบาล โดยมีรายการดังนี้:

  • อาคารภูมิพัฒน์: เสียหายรวม 7 ล้านบาท
  • อาคารขวัญภูมินทร์: ประมาณการความเสียหายอยู่ที่ 7 ล้านบาท
  • อาคารหลวงตารอด: เสียหายรวม 15 ล้านบาท
  • อาคารแฟลตพยาบาล 3 ชั้น: ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เสียค่าซ่อมและสร้างใหม่ถึง 15 ล้านบาท
  • หลังคาห้องน้ำ: เสียหาย 300,000 บาท
  • ป้อมยาม: ประมาณ 150,000 บาท
  • ป้ายทางออกหน้าโรงพยาบาล: เสียหายรวม 200,000 บาท
  • หลังคาหน้าอาคารขวัญภูมินทร์: ประมาณ 200,000 บาท
  • หลังคาที่จอดรถข้างแฟลตพยาบาล: เสียหาย 200,000 บาท

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าส่วนที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคืออาคารที่ใช้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุปเหตุการณ์และบทเรียนสำหรับอนาคต

กรณีของ สธ. กัมพูชาโจมตี รพ.พนมดงรักเสียหาย 45 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ที่ต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งด้านกายภาพและบุคลากร เพื่อรับสถานการณ์ใกล้ชายแดนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่น่ากังวลคือการโจมตีสถานพยาบาลไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะสถานที่เหล่านี้ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการรักษาและการดูแลสุขภาพของประชาชนทุกฝ่าย ดังนั้น ระหว่างความขัดแย้งทางทหาร ทุกฝ่ายควรมีมาตรการปกป้องสถานพยาบาลเป็นลำดับแรก

ผู้เกี่ยวข้องรวมถึงข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำเหตุการณ์เช่นนี้มาเป็นการทบทวนระบบป้องกันชายแดนและเตรียมแผนสำรองสำหรับการจัดการทางการแพทย์ในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากเหตุการณ์สงคราม หรือความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศใกล้เคียงและองค์กรสากล เพื่อสร้าง สันติวิธีการดูแลสาธารณสุข อาจจำเป็นมากขึ้นในยุคที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

สธ. กัมพูชาโจมตี รพ.พนมดงรักเสียหาย 45 ล้านบาท ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักว่าเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้น เพื่อต่อกรกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นด้วยความยืดหยุ่น ความร่วมมือ และความเข้าใจระหว่างประเทศ

ที่มา – https://www.dailynews.co.th

ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ 2023: ลูกไฟสีเขียวบนฟ้าเกิดจากอะไร?

ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ทำให้เห็นลูกไฟเขียว

เมื่อคืนวันที่ 3 สิงหาคม 2568 หลายคนอาจได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดใจบนท้องฟ้า — ลูกไฟสีเขียววาบผ่านกลางแจ้ง และตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคล้ายการระเบิด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ อยุธยา ชลบุรี ขอนแก่น และอื่น ๆ อีกหลายจังหวัด สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้ชี้แจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางธรรมชาติที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์

จากข้อมูลของ สดร. เผยว่าเหตุการณ์ลูกไฟเขียวปรากฏเมื่อเวลาประมาณ 23:52 – 23:55 น. โดยมีการเคลื่อนตัวจากทิศตะวันออก เป็นภาพที่สามารถเห็นได้จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ แม้ว่าไม่มีรายงานความเสียหายใด ๆ แต่ความสว่างของลูกไฟ และระยะเวลาที่เห็นได้ยาวนานกว่า 10 วินาที ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยและตื่นเต้นไปตาม ๆ กัน

ทำไมลูกไฟจึงมีสีเขียว?

สีของดาวตกหรือลูกไฟลึกลับบนฟ้า ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุนั้น ๆ โดยลูกไฟสีเขียวที่ปรากฏอาจเกิดจากรองโครเมียมหรือแมกนีเซียมในวัตถุอวกาศ ซึ่งเมื่อเข้ามาในชั้นบรรยากาศ จะเกิดการเสียดสีกับอากาศ จนเกิดความร้อนและแสงสว่างขึ้น การเปล่งแสงสีเขียวจึงไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์

ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ เกิดจากเศษฝุ่นของดาวหางสวิฟท์-ทัตเทิล (109P/Swift-Tuttle) ซึ่งโลกเคลื่อนที่ผ่านทุกปีระหว่าง 17 กรกฎาคม ถึง 24 สิงหาคม โดยในปีนี้ จุดสูงสุดของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ น่าจะเกิดในคืนวันที่ 12 เถิงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม ประมาณ 100 ดวงต่อชั่วโมง หากคุณเป็นคนรักธรรมชาติหรืออยากลองสัมผัสปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ควรเตรียมตัวให้พร้อม!

ความรู้ดาราศาสตร์ใกล้ตัว: ดาวตกชนิดระเบิด

วัตถุที่พบเป็นลูกไฟเขียวในคืนนั้นถูกวิเคราะห์เบื้องต้นว่าเป็น ดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ซึ่งมีความสว่างสูงมาก ๆ เกินระดับแมกนิจูด -14 นั่นหมายความว่าสว่างกว่าดวงจันทร์เต็มดวง!

  • ระดับความสูงอยู่ประมาณ 80-120 กิโลเมตร
  • ปรากฏการณ์ที่เห็นได้จากหลายพื้นที่ในบ้านเรา
  • ไม่มีอันตรายต่อโลกหรือมนุษย์

แต่ละปีมีวัตถุขนาดเล็กเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกด้วยความเร็วสูงหลายพันชิ้น โดยเฉลี่ยแล้วมีอุกกาบาตตกมายังแผ่นดินประมาณ 44-48.5 ตันต่อวัน แต่มักตกในพื้นที่ห่างไกล จึงไม่ได้รับการสังเกตเห็นมากนัก การเห็นลูกไฟหวือหวาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากมองจากมุมมองดาราศาสตร์

ปรากฏการณ์ลูกไฟสีเขียวบนฟ้าในครั้งนี้ช่วยเตือนให้เรารู้ว่า การสำรวจจักรวาลที่เกิดรอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยความน่าพิศวง แต่ก็ออร่าด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์

ติดตามฝนดาวตกเพอร์เซอิด ช่วงคืนแม่

ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์มักได้รับความนิยมในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และคนในประเทศไทยมักเรียกกันติดปากว่าเป็น “นัดของแม่” หรือ ฝนดาวตกวันแม่ ute ดังนั้นการเห็นลูกไฟเขียวจึงอาจเป็นดอกออกของฝนดาวตกในช่วงนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์นี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งคนรักดาราศาสตร์ และผู้ต้องการถ่ายภาพอวกาศ สัมผัสความงามของธรรมชาติบนฟ้าที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกปีโดยไม่ต้องสัมผัสเทคโนโลยีก้าวล้ำ ๆ เลย

หากคุณยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ปีนี้ยังทัน! ลงเดือนและหาพื้นที่ห่างไกลมลภาวะทางแสง แล้วเตรียมตัวชมความงามของธรรมชาติ

ที่มา – ‘สดร.’ แจง ‘ลูกไฟสีเขียวบนฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ฝนดาวตกเพอร์เซอิด’

รมช.สาธารณสุขเปิดงาน “กินดี อยู่ดี” ที่เมืองร้อยเอ็ด เดินหน้าส่งเสริมมาตรฐานอาหารปลอดภัย SAN & SAN Plus

รมช.สาธารณสุขเปิดงาน “กินดี อยู่ดี” เมืองร้อยเอ็ด ยกระดับมาตรฐานอาหารสู่ SAN & SAN Plus

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการจัดงาน มหกรรมสถานประกอบการด้านอาหารเมืองร้อยเอ็ด “กินดี อยู่ดี ด้วยมาตรฐาน SAN และ SAN Plus” ขึ้น ณ โรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น อ.เมืองร้อยเอ็ด โดยมีนายอนุชา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการผลักดันให้สถานประกอบการด้านอาหารในพื้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน SAN และ SAN Plus เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความสะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานให้กับผู้บริโภค

ภายในงานมีแขกผู้มีเกียรติและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนายวราวุฒิ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมฯ, คณะผู้บริหารต่าง ๆ และผู้ประกอบการจากหลายพื้นที่ โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต่อยอดความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานในการประกอบอาหารที่ดี เพื่อสุขภาพ และส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือที่สำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของอาหาร

นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมหาชนที่บริโภคอาหารในพื้นที่ เพราะสถานประกอบการที่สามารถผ่านการรับรองมาตรฐาน “SAN & SAN Plus” แสดงถึงการรับรองระดับสากลว่าอาหารและสถานที่นั้นได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้น

นายอนุชาย้ำว่า มาตรฐานทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงป้ายหรือสัญลักษณ์ แต่คือการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางอาหาร ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและตลาดชุมชนให้แข็งแรง

ปูทางสู่ตลาดต่างประเทศ เริ่มที่เมืองร้อยเอ็ด

จากการรายงานล่าสุดระบุว่าปัจจุบันจังหวัดร้อยเอ็ด มีจำนวนสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองแล้วทั้งสิ้น 436 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 57.59 ของสถานประกอบการทั้งหมดในพื้นที่ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชุมชนท้องถิ่นต่อด้านสุขาภิบาลอาหาร

นอกจากการให้การรับรอง SAN โดยกรมอนามัยแล้ว เวอร์ชัน SAN Plus ยังมีเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า มีการควบคุมมาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิตและจัดจำหน่าย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้มาเยือนได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสัมผัสอาหารถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของเมืองร้อยเอ็ด

ผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในมาตรฐาน “กินดี อยู่ดี”

ในงานนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ได้มอบป้ายรับรองให้สถานที่จำหน่ายอาหาร 12 แห่ง และตลาดสดอีก 2 แห่ง ได้แก่ ตลาดทุ่งเจริญ และ ตลาดเทศบาลเมืองสรวง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการที่แสดงถึงการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารอย่างมีระบบ พร้อมทั้งแนะนำเทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบและติดตามคุณภาพอาหารในห่วงโซ่อาหาร

มาตราฐาน SAN และ SAN Plus จึงไม่ใช่แค่การยกระดับคุณภาพอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันให้เมืองร้อยเอ็ดกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงอาหารในระดับประเทศ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นจากความได้รับรองมาตรฐานที่ช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพจากอาหารไม่ปลอดภัย และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการทั่วไป

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการรวมพลังของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของระบบสุขาภิบาลอาหารในทุกมื้อ เรียกได้ว่าเป็นการผลักดันให้ประชาชน “กินดี อยู่ดี” จริง ๆ

หากคุณเป็นคนรักอาหารถิ่น หรือกำลังวางแผนเดินทางมาเยือนเมืองร้อยเอ็ด อย่าลืมมองหาสัญลักษณ์ SAN และ SAN Plus ก่อนตัดสินใจรับประทาน เพื่อไม่พลาดโอกาสกับคุณภาพอาหารที่คัดสรรเป็นพิเศษ ทั้งปลอดภัยทั้งอร่อย

ที่มา – รมช.สาธารณสุข เปิดงาน “กินดี อยู่ดี” เมืองร้อยเอ็ด ดันมาตรฐานอาหารปลอดภัย SAN & SAN Plus

พลังเทคโนโลยีเนรมิต “นาข้าวเล่าเรื่อง” หนุนท่องเที่ยวเชิงเกษตรในเหอเป่ย์

เมื่อพูดถึงนวัตกรรมในการเกษตรนั้น มักจะนึกถึงเครื่องจักรหรือเทคนิคการเพาะปลูกใหม่ ๆ แต่ในปีนี้ มณฑลเหอเป่ย์ของจีนได้ใช้พลังแห่งเทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสุดน่าทึ่งบนทุ่งนาข้าว ที่มีชื่อว่า “นาข้าวเล่าเรื่อง” กว่าพื้นที่ 40 ไร่ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างคุณค่าทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังดึงดูดผู้มาเยือนให้สนใจเที่ยวชมและสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สวนสาธิตการเกษตรสมัยใหม่เสินหนง ในเขตสวีสุ่ย เมืองเป่าติ้ง ประเทศจีน โดยใช้เทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองสามมิติร่วมกับระบบที่สามารถระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียมแบบแม่นยำสูง เพื่อช่วยในการวางแปลงข้าวหลากสีให้กลายมาเป็นลวดลายศิลปะที่มีเรื่องราว เช่นตัวละครจากภาพยนตร์แอนิเมชันอย่าง “นาจา” ซึ่งนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว

การใช้เทคโนโลยีกับเกษตร สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ไม่เพียงแค่เป็นแนวคิดแต่กลายมาเป็นรูปธรรมอย่าง “นาข้าวเล่าเรื่อง” ซึ่งมีทั้งความงามและแง่สารคดีแฝงไว้ในตัว เพื่อดึงดูดให้ผู้มาเยือนไม่ได้มาเพื่อถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังได้ศึกษาเรื่องราวทางวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย ความแปลกใหม่นี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนเกษตรท้องถิ่น

ทุ่งข้าวเล่าเรื่อง – เมื่อเกษตรกลายเป็นแลนด์มาร์กที่มีชีวิต

โครงการ “นาข้าวเล่าเรื่อง” ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตของการเกษตร โดยในมณฑลเหอเป่ย์ มีการวางแผนจัดเวิร์กช็อปให้แก่นักท่องเที่ยวได้เข้ามาร่วมพื้นที่ปลูกข้าวแบบสีตามลวดลายที่ทางโครงการกำหนดไว้ ช่วยเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีเพื่อเกษตรและท่องเที่ยว – ความคิดใหม่ที่น่าจับตา

  • ใช้แบบจำลองสามมิติเพื่อออกแบบลวดลายข้าว
  • ระบบทรูศักย์ GPS ให้การเพาะปลูกแม่นยำตามภาพที่ต้องการ
  • เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การเชื่อมโยงระหว่างเกษตร, เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ แนะนำให้มาเยี่ยมชมในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ที่คุณจะได้เห็นภาพที่สร้างมาจากความร่วมมือนี้อย่างเต็มตา โดยมีการติดตั้งจุดชมวิวที่สูง พร้อมคำบรรยายเชิงลึก เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการและแรงบันดาลใจในการผลิตแคมเปญนี้ขึ้นจริง

นาข้าวเล่าเรื่องไม่ใช่เพียงภาพสวยงาม แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้พืชผล สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของเกษตรกรและเกษตรกรรมยุคใหม่ นอกจากนี้ ยังสร้างแรงกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาสนใจวิถีชีวิตท้องทุ่งและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้หลงรักการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือสนใจแง่แนวคิดสร้างสรรค์จากเทคโนโลยี เราขอแนะนำให้คุณไม่พลาดโอกาสในการเดินทางไปเยี่ยมชม “นาข้าวเล่าเรื่อง” เขตสวีสุ่ย เมืองเป่าติ้ง สถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เพียงพื้นที่เกษตร แต่คือแลนด์มาร์กที่เต็มไปด้วยความหมายและนวัตกรรมที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ

ที่มา – พลังเทคโนโลยีเนรมิต “นาข้าวเล่าเรื่อง” หนุนท่องเที่ยวเชิงเกษตรในเหอเป่ย์

‘ไพศาล’ เตือนทหารไทยเตรียมรับมือทหารของกัมพูชา รอบนี้อาจใหญ่และรุนแรงกว่าเดิม

‘ไพศาล’ เตือนทหารไทยเตรียมรับมือทหารของกัมพูชา รอบนี้อาจใหญ่และรุนแรงกว่าเดิม – จากการรายงานข่าวเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พบว่ามีการเคลื่อนไหวทางทหารจากฝั่งกัมพูชาใกล้ชายแดนไทย โดย นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายและอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ถึงความเป็นไปได้ในการเผชิญหน้าระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาในอนาคตอันใกล้

นายไพศาลเตือนความเสี่ยงภัยคุกคามจากกัมพูชา

ในข้อความของ ‘ไพศาล’ เตือนทหารไทยเตรียมรับมือทหารของกัมพูชา รอบนี้อาจใหญ่และรุนแรงกว่าเดิม เขาได้กล่าวว่า พบความเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่น่าจับตามอง ทั้งการเคลื่อนย้ายกำลังพล รวมถึงยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่เข้าไปประจำการใกล้พื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ยังมีการตรวจจับโดรนและหน่วยลาดตระเวนของเขมรเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ทหารไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ หากถูกคุกคาม

นายไพศาลได้เน้นย้ำว่า ทหารไทยไม่จำเป็นต้องรอให้ถูกโจมตีก่อน แต่สามารถตอบโต้ได้ทันทีหากมีสัญญาณของภัยคุกคามที่ชัดเจน ซึ่งเขาอธิบายว่า การตอบโต้เพื่อป้องกันชีวิตและพื้นที่ถือเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมและไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองในสถานการณ์สงครามหรือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ และสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมของทหารไทย ไม่เพียงแต่ด้านยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงจิตวิทยาและความตื่นตัวในทุกสถานการณ์

เขมรจ้องจะตอบโต้ทหารไทยหลังประสบความเสียหาย

จากเหตุการณ์ขัดแย้งครั้งที่ผ่านมา พบว่า ไทยสามารถยึดพื้นที่ 10 จุดสำคัญคืน ได้สำเร็จ รวมไปถึงสามารถทำลายกองบัญชาการ 2 กองพล ตามรายงานระบุไว้ในข้อความเตือนภัยครั้งนี้ โดยนายไพศาลชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ฝ่ายเขมรต้องการทวงความเสียหายคืน และเป็นเหตุผลที่ทหารไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอย่างหนักในรอบนี้

นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวล่าสุดในเชิงสอดแนมที่น่าวิตก โดยเฉพาะการใช้โดรนและหน่วยลาดตระเวนของกัมพูชาที่เข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยอย่างถี่ยิบ นับเป็นความพยายามในการเก็บข้อมูลและวางแผนทางทหาร ซึ่งอาจเป็นขั้นเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งใหม่

  • ความเคลื่อนไหวทางทหารจากเขมรต้องจับตา
  • โดรนและหน่วยลาดตระเวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ทหารไทยต้องไม่ประมาท และพร้อมตอบโต้ได้ทุกเมื่อ

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ความพร้อมรบ และการจัดวางกำลังที่เฉียบคม คือสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อรับมือภัยคุกคามจากฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ประชาชนควรให้การสนับสนุนการป้องกันตนเองอย่างชอบธรรมของกองทัพไทย เพราะความมั่นคงของประเทศก็คือความมั่นคงของทุกคน

ขอบคุณข้อมูล : Paisal Puechmongkol

หากคุณเป็นผู้อ่านที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีและความมั่นคง ขอแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดทุกความเปลี่ยนแปลงสำคัญ

ที่มา – ‘ไพศาล’ เตือนทหารไทยเตรียมรับมือทหารของกัมพูชา รอบนี้อาจใหญ่และรุนแรงกว่าเดิม

PEA MEA และเนสท์เล่ จับมือร่วมกันซื้อขายไฟฟ้าสำหรับอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา Utility Green Tariff 1 (UGT1)

PEA MEA และเนสท์เล่ จับมือร่วมกันพัฒนาอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา Utility Green Tariff 1 (UGT1)

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA), การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด โดยมี นางสาวสุชาดา คงธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจพลังงาน PEA, นายอำพล สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังงานไฟฟ้า MEA และนายฟิลิปป์ กลาวเซอร์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายเทคนิคและอุตสาหกรรมการผลิตของเนสท์เล่ เข้าร่วมในพิธีที่อาคาร The Offices at Central World ชั้น 43

พลังงานสะอาดคืออนาคต

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้แสดงถึงการร่วมกันผลักดัน อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 1 หรือ UGT1) ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยปราศจากข้อจำกัดเรื่องการระบุแหล่งผลิตแบบชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวใกล้เป้าหมายด้านความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เนสท์เล่นำร่องใช้ไฟฟ้าสีเขียวสุดล้ำ

ในปัจจุบัน เนสท์เล่ได้เริ่มนำ อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา Utility Green Tariff 1 (UGT1) มาใช้ภายในโรงงาน 6 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่

  • โรงงานผลิตเนสท์เล่ไอศกรีม บางชัน
  • โรงงานผลิตครีมเทียม บางปู
  • โรงงานผลิตน้ำดื่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • โรงงานผลิตน้ำดื่ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จังหวัดระยอง (2 แห่ง)

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงลดคาร์บอนฟุตพรินท์ของกิจการ แต่ยังเป็นต้นแบบให้องค์กรอื่นๆ สามารถปรับใช้โมเดลเดียวกันได้

สำหรับความร่วมมือนี้ สื่อถึงการขับเคลื่อนนโยบาย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ตรงตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพลังงานสะอาดของประเทศ โดย PEA และ MEA ไม่เพียงเสนอโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่ยังร่วมกับเนสท์เล่ คิดค้นกลไกตลาดที่ทำให้บริษัทต่างๆ หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ PEA MEA และเนสท์เล่ต่างมีทิศทางชัดเจนว่าความร่วมมือ ด้าน UGT1 ครั้งนี้จะขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูง และการสร้างสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับป้องกันสิ่งแวดล้อม

สำหรับนโยบาย UGT1 นี้ เนสท์เล่มีแผนในการนำไฟฟ้า 100% จากพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2030 พร้อมกับการสนับสนุนนวัตกรรมในการผลิตสินค้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรยักษ์ใหญ่สามารถเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนได้แม้ในยุควิกฤติสภาพอากาศที่ลุกลาม

ทุกการตัดสินใจขององค์กรส่งผลมีนัยสำคัญต่อโลก เช่นเดียวกับโครงการ อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจง นี้จะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ทั้งต่อคุณภาพของอากาศ น้ำ และดิน ตลอดจนปรับปรุงสุขภาพของประชาชนในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – PEA MEA และเนสท์เล่ จับมือร่วมกันซื้อขายไฟฟ้าสำหรับอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา Utility Green Tariff 1 (UGT1)