ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กมธ.ทหารลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี – ตราด สรุปบังเกอร์ใช้งานได้จริง

กมธ.ทหารลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี – ตราด สรุปบังเกอร์ใช้งานได้จริง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านได้หยิบยกเรื่องสภาพบังเกอร์ของทหารบริเวณแนวชายแดนจังหวัดจันทบุรีและตราดมาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ จนเกิดการโต้ตอบกันระหว่าง สส. และทางกองทัพ ล่าสุดความจริงก็ปรากฏชัดเมื่อ กมธ.ทหารลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี – ตราด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เห็นกับตาตัวเอง

จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการทหาร นำโดยคุณเอกราช อุดมอำนวย ได้เข้าตรวจสอบฐานปฏิบัติการจริง พบว่าเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอเป็นภาพก่อนหน้านี้เป็นเพียงบังเกอร์ชั่วคราวในช่วงที่สถานการณ์การปะทะยังไม่นิ่ง แต่สำหรับบังเกอร์ในปัจจุบันนั้นมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งานตามมาตรฐานความปลอดภัยของกำลังพล ซึ่งข้อสรุปจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลของประชาชนได้เป็นอย่างดี

เปิดมุมมองหลัง กมธ.ทหารลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี – ตราด

นอกจากประเด็นเรื่องความแข็งแรงของบังเกอร์แล้ว ทางคณะกรรมาธิการยังได้พบปัญหาสำคัญอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน: ข้อจำกัดทางกฎหมายระหว่างเขตอุทยานฯ กับฐานปฏิบัติการทหาร ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำได้ยาก
  • การส่งกำลังบำรุง: เส้นทางมีความทุรกันดารและห่างไกล ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้: กมธ. มองว่าอนาคตควรนำโดรนและระบบสื่อสารทันสมัยเข้ามาทดแทนการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว

หลายคนอาจมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเกมการเมือง แต่การที่ กมธ.ทหารลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี – ตราด ด้วยตนเอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมองเห็นปัญหาหน้างานจริง ไม่ใช่เพียงแค่การนั่งพิจารณางบประมาณในห้องแอร์เท่านั้น สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการผลักดันงบประมาณปี 2570 เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยมากขึ้น เพราะชีวิตของทหารที่ปกป้องแผ่นดินไทยมีค่าเกินกว่าที่จะมองข้าม

เราหวังว่าการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้แบบนี้ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้งบประมาณภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้พัฒนาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณทหาร สามารถมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ที่ช่องคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – กมธ.ทหารลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี – ตราด ‘จ.จาน’ยอมรับบังเกอร์ในปัจจุบันแข็งแรงพร้อมใช้งาน

รวมตัวจี้ กกท.-กองทุนกีฬา ทบทวนเกณฑ์การจัดสรรงบ

รวมตัวจี้ กกท.-กองทุนกีฬา ทบทวนเกณฑ์การจัดสรรงบ

เกิดประเด็นร้อนแรงในวงการกีฬาไทยอีกครั้ง เมื่อตัวแทนจากสมาคมกีฬาชั้นนำ อาทิ สมาคมกีฬาฮอกกี้ฯ, สมาคมกีฬาทางน้ำฯ, กรีฑา, เรือพาย และฟุตบอล ได้ร่วมกันออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวจี้ กกท.-กองทุนกีฬา ทบทวนเกณฑ์การจัดสรรงบ หลังจากพบว่าระบบการจัดการงบประมาณในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเตรียมนักกีฬาสู่ระดับโลก

ปัญหาหลักที่สมาคมต่างๆ กังวลคือการใช้ระบบ AI เข้ามาตัดสินการจัดสรรงบประมาณแบบเหมารวม ซึ่งไม่ได้พิจารณาถึงความแตกต่างของแต่ละชนิดกีฬาที่มีภาระค่าใช้จ่ายและจำนวนนักกีฬาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้เพดานงบประมาณที่จำกัดไว้เพียง 8-17 ล้านบาท ทำให้สมาคมใหญ่ที่มีนักกีฬาในสังกัดจำนวนมากไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เหตุผลที่ต้อง รวมตัวจี้ กกท.-กองทุนกีฬา ทบทวนเกณฑ์การจัดสรรงบ อย่างเร่งด่วน

นอกจากเรื่องระบบ AI แล้ว ทางสมาคมยังได้เสนอประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรพิจารณา ดังนี้:

  • แยกงบมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ: ไม่ควรนำงบเก็บตัวฝึกซ้อมปกติมารวมกับงบเดินทางไปแข่งระดับชาติอย่างซีเกมส์หรือโอลิมปิก
  • วิกฤตงบกองทุนปี 2570: ข้อมูลระบุว่างบประมาณปี 2570 อาจลดเหลือเพียง 1,300 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาคมกีฬาต่างๆ
  • เปิดเวทีหารือรายสมาคม: ขอให้ยกเลิกการบังคับกรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว และเปิดให้สมาคมเข้าชี้แจงปัญหาจริง

การเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวจี้ กกท.-กองทุนกีฬา ทบทวนเกณฑ์การจัดสรรงบในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตน แต่คือการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจเป็นอุปสรรคต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีเป้าหมายผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นท็อป 6 ของทวีปเอเชีย หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนที่แท้จริงของสมาคมกีฬา ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกอาจเป็นสิ่งที่ห่างไกลออกไปทุกที ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องหันมาฟังเสียงจากคนทำงาน เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้วงการกีฬาไทย

ที่มา – รวมตัวจี้ “กกท.-กองทุนกีฬา” ทบทวนเกณฑ์การจัดสรรงบ ชี้ระบบ AI พลาดเป้า ทำสมาคมใหญ่สะดุด

ตี๋ หวัง เฮ้ง หาเวลาว่าง ถกแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำข้ามแดน

จากกรณีมลพิษทางน้ำที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ล่าสุด นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้ามาร่วมหารือเพื่อหาทางออกอย่างเร่งด่วน โดยใช้ชื่อหัวข้อการเคลื่อนไหวสำคัญคือ ตี๋ หวัง เฮ้ง หาเวลาว่าง ถกแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำข้ามแดน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการจัดการปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน

ตี๋ หวัง เฮ้ง หาเวลาว่าง ถกแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำข้ามแดน

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการตรวจพบสารหนูในพื้นที่เพาะปลูกเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้หลายเท่าตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลความเสี่ยงชัดเจนจากกรมพัฒนาที่ดิน แต่ทางกระทรวงกลับยังไม่มีมาตรการที่จริงจังในการหยุดยั้งหรือช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ตี๋ หวัง เฮ้ง หาเวลาว่าง ถกแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำข้ามแดน จึงไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดของพี่น้องเกษตรกรในลุ่มแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี

ความล้มเหลวในการเจรจาระหว่างประเทศ

นายภัทรพงษ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในร่าง TOR (Terms of Reference) ระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการปิดกั้นข้อมูลการตรวจสอบมลพิษ ไม่เพียงเท่านั้น การดำเนินงานของคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศยังประสบปัญหาใหญ่คือไม่เคยมีการประชุมหารือกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้โอกาสในการแก้ปัญหาต้นตอเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบมายังไทยนั้นสูญเปล่า

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ:

  • การปนเปื้อนของสารหนูในดินตะกอนสูงกว่ามาตรฐานหลายเท่าตัว
  • ร่างข้อตกลง TOR ที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูลมากกว่าการเปิดเผยความจริง
  • ขาดการสื่อสารเชิงรุกกับประเทศจีนและเมียนมาที่เป็นห่วงโซ่การผลิตแร่

ในฐานะประชาชน เราต้องช่วยกันส่งเสียงสะท้อนนี้ไปยังรัฐบาลให้ตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมไม่สามารถรอเวลาได้ การที่หน่วยงานรัฐนิ่งเฉยต่อปัญหาสารพิษที่สะสมในห่วงโซ่อาหาร ถือเป็นการละเลยหน้าที่ขั้นพื้นฐานในการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน และหวังว่าการเรียกร้องให้ ตี๋ หวัง เฮ้ง หาเวลาว่าง ถกแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำข้ามแดน จะได้รับการตอบรับอย่างจริงจังในเร็ววันนี้

ที่มา – ‘ตี๋’ หวัง‘เฮ้ง’ หาเวลาว่าง ร่วมถกแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามแดน

ขอเชิญร่วมบุญใหญ่ฉลองอายุวัฒนะมงคล 53 ปี ‘หลวงปู่โชติ’ วัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายบุญทุกท่าน วันนี้ผมมีข่าวดีมาบอกบุญใหญ่สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสทำบุญเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต เมื่อทางวัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม จ.ศรีสะเกษ ได้ประกาศกำหนดการสำคัญในการจัดงาน ขอเชิญร่วมบุญใหญ่ฉลองอายุวัฒนะมงคล 53 ปี ‘หลวงปู่โชติ’ วัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม พระครูวินัยธรศักดิ์มนตรี ปภัสโร เจ้าอาวาสผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของศิษยานุศิษย์ทั่วสารทิศ โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 12 กันยายน 2569 นี้ครับ

ขอเชิญร่วมบุญใหญ่ฉลองอายุวัฒนะมงคล 53 ปี ‘หลวงปู่โชติ’ วัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม

กิจกรรมภายในงานในปีนี้ถือว่ายิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมสั่งสมบุญบารมี ดังนี้ครับ

  • เวลา 08.09 น. พิธีเถราเทวาภิเษก แมวมงคลเศรษฐี และรกแมวโภคทรัพย์
  • เวลา 09.09 น. พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์จำนวน 54 รูป
  • เวลา 10.30 น. พิธีถวายมหาสังฆทานเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • เวลา 11.11 น. พิธีบายศรีสู่ขวัญ และเปิดโอกาสให้ศิษยานุศิษย์เข้ามุทิตาสักการะหลวงปู่โชติ

กิจกรรมมุทิตาสักการะและคอนเสิร์ตการกุศล

นอกจากพิธีทางศาสนาแล้ว ในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ยังมีการจัดคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อความบันเทิงที่เต็มอิ่มไปด้วยศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ ปลาย กนกพร, ฮ๊อดดี้ ทวีศักดิ์, ป๋อมแป๋ม อติพร และดารานักแสดงจากช่องวัน รวมถึงตลกชื่อดังอย่าง ถั่วแระ เชิญยิ้ม ที่จะมาร่วมสร้างสีสันในงาน ขอเชิญร่วมบุญใหญ่ฉลองอายุวัฒนะมงคล 53 ปี ‘หลวงปู่โชติ’ วัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม เพื่อให้งานบุญครั้งนี้เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้มครับ

สำหรับท่านที่อยู่ไกลหรือไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง ท่านสามารถร่วมทำบุญออนไลน์ได้ที่ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 789 008 998 5 ชื่อบัญชี พระครูวินัยธรศักดิ์มนตรี ปภสฺสโร (งามวิลัย) หรือหากต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพโรงทาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 09-6989-5154 ครับ

ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้มารวมตัวกันแสดงมุทิตาจิตต่อครูบาอาจารย์ที่เคารพรัก การมาร่วมงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญ แต่ยังเป็นการรักษาประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป หวังว่าเพื่อนๆ จะได้มาพบกันในงานบุญใหญ่ครั้งนี้นะครับ อนุโมทนาบุญกับทุกท่านล่วงหน้าครับ

ที่มา – ขอเชิญร่วมบุญใหญ่ฉลองอายุวัฒนะมงคล 53 ปี ‘หลวงปู่โชติ’ วัดศรีสมบูรณ์รัตนาราม

ตลท.ผนึก 4 พันธมิตร เตรียมจัด Thailand Focus 26-28 ส.ค.นี้

ตลท.ผนึก 4 พันธมิตร เตรียมจัด Thailand Focus 26-28 ส.ค.นี้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมความพร้อมครั้งใหญ่ในการจัดงานประจำปีที่ทั่วโลกรอคอยอย่าง Thailand Focus 26-28 ส.ค.นี้ โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโอกาสให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ได้พบปะกับผู้ลงทุนสถาบันจากทั่วโลกโดยตรง เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

การจัดงาน Thailand Focus 26-28 ส.ค.นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลของ บจ. 78 แห่งจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมใน SET และ mai เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะมาร่วมฉายภาพนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

ก้าวสำคัญสู่การเติบโตระดับภูมิภาค

สำหรับไฮไลต์ที่น่าสนใจในงาน Thailand Focus 26-28 ส.ค.นี้ คือการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ บจ. ไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทในโครงการ JUMP+ ที่จะมาเปิดเผยแผน 3 ปี ทั้งในด้านธรรมาภิบาลและการจัดการก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงตลาดทุนในอาเซียน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากตลาดหลักทรัพย์ 6 ประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเติบโตระดับภูมิภาค

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยขณะนี้ถือว่ามีความโดดเด่นอย่างมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่:

  • SET Index ปรับตัวขึ้นโดดเด่นเป็นอันดับ 4 ของโลกในปีนี้
  • ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง
  • อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ได้รับการปรับดีขึ้น
  • นโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตในระยะยาว

งานในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาเป็นประธานและร่วมปาฐกถาพิเศษ เพื่อตอกย้ำทิศทางเศรษฐกิจไทยให้ผู้ลงทุนทั่วโลกได้รับฟัง

หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้สนใจที่ต้องการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจไทยแบบเจาะลึก อย่าพลาดชมการถ่ายทอดสดในวันแรกของการจัดงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ นี่คือโอกาสดีที่จะได้เห็นทิศทางที่ชัดเจนของบริษัทจดทะเบียนไทยท่ามกลางความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เราเชื่อมั่นว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนครั้งใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

ที่มา – ตลท.ผนึก 4 พันธมิตร เตรียมจัด Thailand Focus 26-28 ส.ค.นี้ เชื่อมโอกาส บจ.พบผู้ลงทุน

กลุ่ม สว.สำรอง จี้ DSI เร่งสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน คู่ขนานคดีฮั้ว สว. ไม่ต้องรอ กกต. ไต่สวน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับความคืบหน้าของคดีความที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่าคดีฮั้ว สว. ล่าสุด ทางกลุ่ม สว.สำรอง ได้เดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้เร่งดำเนินการในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน โดยเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้สามารถเดินหน้าไปได้โดยไม่ต้องรอผลจาก กกต.

กลุ่ม สว.สำรอง จี้ DSI เร่งสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน คู่ขนานคดีฮั้ว สว. ไม่ต้องรอ กกต. ไต่สวน

พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ได้กล่าวถึงเหตุผลของการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า ทางกลุ่มมีความกังวลต่อความล่าช้าของรูปคดี โดยมองว่า กลุ่ม สว.สำรอง จี้ DSI เร่งสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน คู่ขนานคดีฮั้ว สว. ไม่ต้องรอ กกต. ไต่สวน เพื่อให้ความกระจ่างแก่สังคมและเกิดความยุติธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะหลังจากทราบข่าวว่าสำนวนบางส่วนถูกตีกลับเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งทางกลุ่มมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการคู่ขนานไปได้เลย

ทำไมต้องเร่งเครื่องคดีอั้งยี่และฟอกเงิน?

เหตุผลหลักที่กลุ่มผู้เรียกร้องนำเสนอคือ ความจำเป็นในการแยกแยะคดีความออกจากกระบวนการทางระเบียบการเลือกตั้งทั่วไป การที่ กลุ่ม สว.สำรอง จี้ DSI เร่งสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน คู่ขนานคดีฮั้ว สว. ไม่ต้องรอ กกต. ไต่สวน นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าสังคมต้องการเห็นบทลงโทษในคดีอาญาที่ชัดเจนโดยไม่ผูกติดกับกรอบเวลาของการไต่สวนภายในหน่วยงานอื่นมากจนเกินไป

  • ความคืบหน้าจากฝั่ง DSI โดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการฮั้ว สว. ที่สังคมตั้งคำถาม
  • กรอบเวลาความสำเร็จที่คาดหวังในปลายเดือนสิงหาคม 2569

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งของ DSI ได้ชี้แจงว่า คณะพนักงานสอบสวนไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามที่อัยการสั่งมาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ในเชิงปฏิบัติทางกฎหมาย การรอข้อมูลสนับสนุนจากคณะไต่สวนของ กกต. จะทำให้สำนวนคดีมีความรัดกุมและแน่นหนามากยิ่งขึ้นก่อนส่งฟ้องจริง ซึ่งทางดีเอสไอคาดการณ์ว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานจะสามารถเร่งสปีดให้คดีความสิ้นสุดลงได้เร็วเพียงใด เพื่อให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความโปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีอื้อฉาวนี้

ที่มา – กลุ่ม สว.สำรอง จี้ DSI เร่งสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน คู่ขนานคดีฮั้ว สว. ไม่ต้องรอ กกต. ไต่สวน

ผนึกกำลังสถานศึกษาและเยาวชน ปลูกต้นไม้ 99,993 ต้น

ผนึกกำลังสถานศึกษาและเยาวชน ปลูกต้นไม้ 99,993 ต้น

การอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ใช่แค่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะการผนึกกำลังสถานศึกษาและเยาวชน ปลูกต้นไม้ 99,993 ต้น เพื่อสืบสานพระราชปณิธานและสร้างจิตสำนึกรักผืนป่าให้หยั่งรากลึกในหัวใจของคนรุ่นใหม่ ดังเช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 55 จังหวัดตาก

ดร.วิทยา ปัญจมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก) ได้นำทีมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ร่วมมือกับคณะครูและนักเรียนกว่า 400 ชีวิต ในการลงมือปลูกต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น สัก ประดู่ มะค่าโมง ยางนา แคนา มะขามป้อม และหว้า บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติที่มีชีวิต

พลังแห่งการมีส่วนร่วมในการ ผนึกกำลังสถานศึกษาและเยาวชน ปลูกต้นไม้ 99,993 ต้น

กิจกรรมนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้ครบตามเป้าหมาย ผนึกกำลังสถานศึกษาและเยาวชน ปลูกต้นไม้ 99,993 ต้น เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการ “ปลูกต้นไม้ในใจคน” โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสและเรียนรู้การดูแลรักษาป่าด้วยตัวเอง เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ประโยชน์ของการปลูกป่าในสถานศึกษามีมากมาย ได้แก่:

  • ช่วยลดอุณหภูมิและสร้างร่มเงาภายในโรงเรียน
  • สร้างแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสำหรับวิชาชีววิทยาและเกษตรกรรม
  • ปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เด็กและเยาวชน
  • ส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่

การที่หน่วยงานรัฐและสถานศึกษาจับมือกันในโครงการนี้ เป็นภาพสะท้อนที่สวยงามว่าการดูแลผืนป่าสามารถเริ่มต้นได้จากจุดเล็กๆ ใกล้ตัวเรา การร่วมมือกันเช่นนี้จะช่วยให้ทรัพยากรป่าไม้ของไทยคงความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไปได้ยาวนาน

สุดท้ายนี้ การเห็นภาพเยาวชนตั้งใจปลูกต้นไม้เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และอยากเชิญชวนทุกคนมาช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าของเราให้คงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะเริ่มจากการปลูกต้นไม้ในบ้านหรือในชุมชน เพราะทุกต้นที่เติบโต คือลมหายใจของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – ผนึกกำลังสถานศึกษาและเยาวชน ปลูกต้นไม้ 99,993 ต้น สืบสานพระราชปณิธาน สร้างจิตสำนึกรักษ์ผืนป่า

เวียดนามจ่อแก้กฎหมายที่ดิน เปิดทางเวนคืนก่อนจ่ายชดเชย

เวียดนามจ่อแก้กฎหมายที่ดิน เปิดทางเวนคืนก่อนจ่ายชดเชย

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เมื่อรัฐบาลเวียดนามได้ออกมาเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่ดินครั้งใหญ่ โดยมีสาระสำคัญคือการเวียดนามจ่อแก้กฎหมายที่ดิน เปิดทางเวนคืนก่อนจ่ายชดเชย เพื่อปลดล็อกอุปสรรคในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่กำลังล่าช้าอยู่ในขณะนี้

หลายปีที่ผ่านมา ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินในเวียดนามมักเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ตามกำหนดการเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลเวียดนามจึงมองว่าการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้คือทางออกที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้อย่างน้อย 10% ต่อปี จนถึงปี 2573

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนภายใต้กฎหมายใหม่

ภายใต้ร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณากันอยู่ในรัฐสภาเวลานี้ ทางการเวียดนามมีแผนที่จะอนุญาตให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่เวนคืนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้กระบวนการจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่หรือการจ่ายค่าชดเชยเสร็จสิ้นกระบวนการเสียก่อน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก

แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะดูเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็ยังให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชน โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต: รัฐบาลมุ่งเน้นให้การชดเชยไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของตัวเงิน แต่ต้องครอบคลุมถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วย
  • สิทธิการจัดสรรพื้นที่: ผู้ที่ถูกเวนคืนที่อยู่อาศัยจะได้รับสิทธิพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ ในการจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ในบริเวณเดิม
  • ระบบประเมินราคาที่ดินใหม่: มีการเสนอให้ใช้ระบบประเมินราคาที่โปร่งใสและอ้างอิงจากข้อมูลตลาดมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

หลายโครงการยักษ์ใหญ่ที่เคยติดหล่มปัญหาที่ดิน เช่น โครงการฟื้นฟูพื้นที่ริมแม่น้ำแดงในกรุงฮานอย หรือโครงการสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากมาตรการนี้ อย่างไรก็ตาม การที่เวียดนามจ่อแก้กฎหมายที่ดิน เปิดทางเวนคืนก่อนจ่ายชดเชย ถือเป็นดาบสองคมที่ภาครัฐต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงต้านจากภาคประชาชนที่กังวลเรื่องความไม่ชัดเจนในช่วงรอยต่อของการเวนคืน

เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า หากกฎหมายนี้ได้รับความเห็นชอบในช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จะส่งผลบวกต่อดัชนีเศรษฐกิจของเวียดนามได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ นี่คือสัญญาณเตือนว่าเวียดนามกำลังเร่งเครื่องพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในช่วงของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรครับ สำหรับนักลงทุนที่กำลังเล็งทำเลทองในเวียดนาม นี่อาจเป็นโอกาสใหม่ที่โครงการต่างๆ จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างได้รวดเร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ที่มา – เวียดนามจ่อแก้กฎหมายที่ดิน เปิดทางเวนคืนก่อนจ่ายชดเชย

พะเยาไม่รอด หลายตำบลอ่วม พิษมรสุม อบต.-ทต.-ทหารกว่า 50 รุดช่วยเหลือ

พะเยาไม่รอด หลายตำบลอ่วม พิษมรสุม อบต.-ทต.-ทหารกว่า 50 รุดช่วยเหลือ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีรายงานว่า พะเยาไม่รอด หลายตำบลอ่วม พิษมรสุม อบต.-ทต.-ทหารกว่า 50 รุดช่วยเหลือ หลังจากที่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปงและอำเภอเชียงคำที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

มาตรการเร่งด่วนเมื่อพะเยาไม่รอด หลายตำบลอ่วม พิษมรสุม อบต.-ทต.-ทหารกว่า 50 รุดช่วยเหลือ

ทันทีที่ทราบข่าว พ.ท.จีรศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง ผบ.ร.17 พัน 4 ค่ายขุนจอมธรรม ได้จัดกำลังทหารกว่า 50 นาย ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ปภ. และผู้นำท้องถิ่น เพื่อเร่งอพยพชาวบ้านและทรัพย์สินขึ้นที่สูง นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่ขานรับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ดังนี้:

  • อบต.ออย: ระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์กู้ภัยเข้าช่วยเหลือประชาชนในเขตรับผิดชอบ
  • ทต.งิม: นายกเทศมนตรีสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่หลังทราบข่าวความเสียหายในโรงเรียนและหมู่บ้าน
  • ฝ่ายปกครอง: เฝ้าระวังระดับน้ำบริเวณฝายวังจันและฝายน้ำขามอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่จะเข้าถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ได้แล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เนื่องจากมีการแจ้งเตือนว่ามวลน้ำป่าระลอกใหม่จากฝายต่างๆ อาจไหลเข้าท่วมซ้ำในช่วงเย็นนี้ ทำให้ทุกฝ่ายต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่ลดละ

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวพะเยาทุกท่านที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ การร่วมมือกันของ อบต. ทต. และทหารในเหตุการณ์ พะเยาไม่รอด หลายตำบลอ่วม พิษมรสุม อบต.-ทต.-ทหารกว่า 50 รุดช่วยเหลือ ถือเป็นภาพสะท้อนของความสามัคคีที่ช่วยบรรเทาทุกข์เบื้องต้นได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดและเตรียมขนย้ายของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

ที่มา – พะเยาไม่รอด หลายตำบลอ่วม พิษมรสุม อบต.-ทต.-ทหารกว่า 50 รุดช่วยเหลือ

โรมข้องใจกรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวเล่าต๋า กระทบความเชื่อมั่น

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อโรมข้องใจกรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวเล่าต๋า แสนลี่ ผู้ต้องขังคดีค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและผลกระทบที่ตามมาต่อกระบวนการยุติธรรมไทย โดยมองว่าเรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง

โรมข้องใจกรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวเล่าต๋า

การออกมาเคลื่อนไหวของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามทั่วไป แต่เป็นการเจาะลึกถึงความไม่สมเหตุสมผลในหลายมิติ โดยประเด็นที่โรมข้องใจกรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวเล่าต๋านั้น ครอบคลุมถึงความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย ว่าคนธรรมดาจะได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้บ้างหรือไม่ รวมถึงความกังวลเรื่องทรัพย์สินที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นอิทธิพลในทางมืดอีกครั้ง

ข้อกังวลต่อกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ โรม ยังได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องการพักโทษ โดยเน้นย้ำถึงเรื่องความโปร่งใส ดังนี้:

  • การปรับปรุงหลักเกณฑ์การพักโทษให้ตรวจสอบได้จริง
  • การประเมินนักโทษชั้นดีต้องมาจากพฤติกรรม ไม่ใช่ดุลพินิจบุคคล
  • การตรวจสอบคดีค้างเก่าอย่างละเอียดก่อนพิจารณาปล่อยตัว

ในมุมมองของนักกฎหมายและสังคมไทย การที่โรมข้องใจกรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวเล่าต๋า ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่กระทรวงยุติธรรมต้องรีบทบทวนระเบียบการลงโทษและการพักโทษให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐ หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเท่าเทียมและปลอดภัยได้ ก็ย่อมนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในระยะยาว

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ระบบราชทัณฑ์ไทยต้องมีความเป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ไม่ใช่เพียงอ้างเงื่อนไขทางกฎหมายตามอายุขัย แต่ต้องดูถึงผลกระทบต่อสังคมและความรู้สึกของคนในชาติด้วย คุณคิดว่ากระบวนการพักโทษในปัจจุบันมีความยุติธรรมเพียงพอแล้วหรือยัง?

ที่มา – ‘โรม’ข้องใจกรมราชทัณฑ์ปล่อยตัว’เล่าต๋า’ หวั่น กระทบความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม