ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว รวยแต่ยังขยันยกหนี้พันล้าน

การจากไปของ “เจ๊เกียว” หรือ สุจินดา เชิดชัย ในวัย 88 ปี สร้างความเสียใจให้กับคนในวงการธุรกิจและแฟนๆ มากมาย เธอคือเจ้าแม่รถทัวร์ชื่อดัง ผู้สร้างอาณาจักรเชิดชัยให้เติบโตจนมีมูลค่าหมื่นล้านบาท วันนี้เราจะย้อนดู เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว ที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอรวยระดับพันล้านแต่ยังทำงานหนัก และเคยใจดียกหนี้ให้ลูกค้าจนรวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท!

เจ๊เกียว

เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว ที่ทำให้นักธุรกิจหญิงแกร่งคนนี้ประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 หรือ 8 ปีก่อน เจ๊เกียว สุจินดา เคยไปออกรายการ “3 แซ่บ” ทางช่อง 3 ร่วมกับ เจ๊ง้อ และ เจ๊เล้ง เธอเปิดใจถึงเส้นทางธุรกิจที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นเจ้าของบริษัทรถทัวร์รายใหญ่ที่สุดในไทย การสร้างธุรกิจขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เคล็ดลับสำคัญคือความขยันและการประหยัดอย่างเข้มงวด

เจ๊เกียวเล่าว่า แม้จะร่ำรวยระดับหมื่นล้าน แต่เธอยังตื่นแต่เช้ามา 7 โมง และทำงานยาวนานถึงตี 4 ทุกวัน ไม่เคยหยุดนิ่ง เธอเชื่อว่าความรวยมาจากการทำงานหนัก ไม่ใช่แค่นั่งรอโชค “เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว” ไม่ใช่แค่เงินทอง แต่คือทัศนคติที่มุ่งมั่น เดินก้าวแรกด้วยความมั่นใจและสุขภาพดี

เคล็ดลับสุขภาพที่ช่วยให้เจ๊เกียวทำงานได้ยาวนาน

นอกจากเรื่องธุรกิจ เจ๊เกียวยังแบ่งปันเคล็ดลับดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อรองรับการทำงานหนัก เธอเป็นคนเดินเก่ง เดินวันละ 3,000 ก้าว โดยนับขณะเดินเพื่อให้ปอดได้ออกกำลังกาย ไม่ดื่มน้ำแข็ง แต่ดื่มน้ำสะอาดอุ่นๆ วันละ 2 แก้วทุกเช้า นี่คือส่วนหนึ่งของ เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว ที่ทำให้เธออายุยืนและมีพลังงานเหลือเฟือ

  • ประหยัดและอดออม: เจ๊เกียวไม่เคยเที่ยวฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนม กินอาหารธรรมดาๆ และเคยตัดเสื้อผ้าเองเพื่อประหยัดเงิน ทุกบาทที่ได้มาจากการทำงาน เธอเก็บสะสมเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจ
  • ทำงานไม่เคยหยุด: แม้รวยแล้ว แต่เธอยังคงตารางงานแน่นเอี่ยม เพราะเชื่อว่าการหยุดคือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว
  • ใจดีแต่มีสติ: เรื่องยกหนี้ลูกค้าที่ผ่อนรถไม่ไหว รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ถ้าลูกหนี้มีเจตนาดี เธอจะยกหนี้และอโหสิกรรมให้ แต่ถ้าโกง เธอจะไม่ยกโทษเด็ดขาด นี่คือหลักการธุรกิจที่ซื่อสัตย์และเมตตา

เจ๊เกียวยังฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจ ว่า “ให้เดินทางด้วยก้าวมั่นใจ ด้วยความสุข อย่าเดินด้วยความทุกข์ เพราะจะเหนื่อยเปล่า และในประเทศไทยมีปาฏิหาริย์เสมอ จงทำดีแล้วโชคดีจะตามมา” คำพูดเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน

จากประสบการณ์ของเจ๊เกียว เราจะเห็นว่า เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว ไม่ได้ซับซ้อน แต่คือการผสมผสานระหว่างความขยัน ประหยัด และจิตใจดี การสร้างอาณาจักรเชิดชัยเริ่มจากรถทัวร์คันเล็กๆ จนขยายสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการที่เข้มงวดและการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เธอเคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยหลักการเหล่านี้

ในยุคที่หลายคนมองหาเส้นทางรวยเร็ว แต่เรื่องราวของเจ๊เกียวสอนเราว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนมาจากพื้นฐานที่มั่นคง หากคุณกำลังเริ่มธุรกิจ ลองนำ เคล็ดลับความรวย เจ๊เกียว ไปปรับใช้ดู เช่น เริ่มจากประหยัดรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ และทำงานด้วยใจที่มั่นคง บางทีปาฏิหาริย์ของคุณอาจเกิดขึ้นไม่ต่างจากเธอ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนที่อ่านได้แรงบันดาลใจจากเจ๊เกียว หากชอบเรื่องราวนักธุรกิจหญิงแกร่ง ลองแชร์และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมีเคล็ดลับความรวยอะไรบ้างนะ!

ที่มา – ย้อนเคล็ดลับความรวย “เจ๊เกียว” แม้รวยแต่ยังทำงาน-เคยใจดียกหนี้พันล้าน!

รวบหนุ่มต้องสงสัยฆ่าเผาใต้สะพานรางรถไฟ

รวบหนุ่มต้องสงสัยฆ่าเผาใต้สะพานรางรถไฟ เค้นสอบเจอไฟแช็ก-ให้การวกวน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบหนุ่มต้องสงสัยฆ่าเผาใต้สะพานรางรถไฟได้สำเร็จ หลังจากได้รับแจ้งเหตุมีชายถูกฆ่าและเผาผลาญร่างกาย เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ชาวเมืองตื่นตระหนก ด้วยรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยจากการสอบสวน

รวบหนุ่มต้องสงสัยฆ่าเผาใต้สะพานรางรถไฟ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 พ.ต.ท.เมธี ศรีวันนา รองผู้กำกับการปราบปราม สภ.เมืองขอนแก่น กำลังออกตรวจพื้นที่ตามปกติ ก็ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ “แก่นนคร 191” ว่ามีชายต้องสงสัยก่อเหตุฆ่าผู้อื่นและจุดไฟเผาร่างกายก่อนหลบหนี เหตุเกิดใต้สะพานรางรถไฟยกระดับ ถนนหลังศูนย์ราชการ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ทันทีที่รับแจ้ง รอง ผกก.ป. รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการ สภ.เมืองขอนแก่น และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจ ชุดสืบสวนสอบสวน แพทย์เวรโรงพยาบาลศรีนครินทร์ หน่วยกู้ชีพสว่างขอนแก่นสามัคคีอุทิศ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน

ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณริมรางรถไฟ เจ้าหน้าที่พบศพผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ทราบชื่อนามสกุล ถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม ขณะนั้นมีพลเมืองดีแจ้งว่าพบชายต้องสงสัยเดินอยู่ริมถนนมิตรภาพ ก่อนถึงทางลงอุโมงค์แยกสามเหลี่ยม เจ้าหน้าที่จึงออกติดตามและสามารถควบคุมตัวได้ ชายคนนี้คือ นายภาณุวัฒน์ อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น

เค้นสอบเจอไฟแช็กและของกลางอื่นๆ

จากการตรวจค้นเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบไฟแช็กในกระเป๋าเสื้อ คราบน้ำมันติดตามเสื้อผ้า และมีดปลอกผลไม้ในกระเป๋าสะพายของนายภาณุวัฒน์ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลาง ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายทันที นอกจากนี้ ยังมีพยานบุคคลสำคัญที่ช่วยให้การสืบสวนรวดเร็ว

นายพชระ ไทยสา อายุ 30 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ขณะที่ตนกำลังเปิดร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นควันลุกไหม้ขึ้นอย่างหนัก จึงรีบวิ่งไปช่วยดับไฟ โดยไม่รู้ว่าเป็นคน คิดว่าน่าจะเป็นการเผาขยะและกลัวไฟจะลุกลามมาถึงร้าน ปรากฏว่าเป็นร่างผู้ถูกเผา จึงโทรแจ้งตำรวจทันที จากนั้นตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นภาพการต่อสู้กัน

  • ผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่ามีการต่อสู้ก่อนจุดไฟ
  • ศพมีรอยบุบที่หน้าผาก แสดงถึงการถูกทำร้าย
  • ผู้เสียหายน่าจะเป็นคนจรจัดที่พักอาศัยแถวนั้น

นายพชระ กล่าวเพิ่มเติมว่า “น่าจะมีการฆ่าแล้วก็เผา ดูจากศพมีรอยบุบอยู่ตรงหน้าหลัง จากนั้นน่าจะจุดไฟเผา ตอนมาเห็นคือไหม้หมดทั้งตัวแล้วแข็งไปหมด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนจรทั้งสองคนที่พักอาศัยอยู่แถวนี้”

ขณะที่นายพิชิต เพชรนาค อายุ 39 ปี อีกพยานหนึ่ง กล่าวว่า ตนไม่ได้เห็นตอนฆ่ากันแต่เห็นตอนไฟลุก เห็นคนเสื้อสีแดงวิ่งออกจากกองไฟไปเอาน้ำหน้าร้านค้ามารดตัวเองแล้ววิ่งหนีไปทางถนนมิตรภาพ แต่ไม่รู้ว่ามีการฆ่าและเผาจริงๆ จนมีคนวิ่งมาบอก จึงรีบมาดูและเห็นศพนอนแข็ง ผู้เสียชีวิตเป็นคนจรจัดที่พักแถวนี้มานาน นิสัยดี ไม่หาเรื่องใคร ช่วยงานชุมชนบ้าง ตัดหญ้าเก็บขยะ ไม่เคยทะเลาะกับใคร และมานอนพักตรงนี้เป็นประจำ

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ กล่าวว่า ปัจจุบัน แพทย์นิติเวชกำลังชันสูตรพลิกศพ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวนตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ตัวตนผู้เสียชีวิต สำหรับชายต้องสงสัยที่จับกุมได้ ให้การวกวน เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์รวบหนุ่มต้องสงสัยฆ่าเผาใต้สะพานรางรถไฟนี้ สะท้อนถึงปัญหาความมั่นคงในพื้นที่สาธารณะที่อาจถูกมองข้าม ผู้อยู่อาศัยและเจ้าหน้าที่ควรเพิ่มความระมัดระวัง หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือการสืบสวน

ที่มา – รวบหนุ่มต้องสงสัยฆ่าเผาใต้สะพานรางรถไฟ เค้นสอบเจอไฟแช็ก-ให้การวกวน

อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น

อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม”

ในสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียด อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม” ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กันยายน ว่ากระทรวงการต่างประเทศไทยอิหร่านได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการกลับมาใช้มติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เคยถูกยกเลิกไปแล้วนั้น ไม่มีความชอบธรรมและไม่มีกฎหมายรองรับ รัฐบาลเตหะรานเรียกร้องให้ทุกประเทศงดเว้นจากการรับรองมาตรการที่ไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมายนี้

อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม”

นอกจากนี้ แถลงการณ์จากรัฐบาลอิหร่านยังเน้นย้ำถึงการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศด้วยความแน่วแน่ โดยเตือนฝ่ายต่างๆ ว่าการกระทำที่มุ่งร้ายต่อสิทธิและผลประโยชน์ของชาวอิหร่าน จะต้องเผชิญกับมาตรการการตอบโต้ที่เด็ดขาดและเหมาะสม คำเตือนนี้แม้จะไม่เจาะจงฝ่ายใด แต่ชัดเจนว่าหมายถึงนานาประเทศตะวันตกที่ผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูมติคว่ำบาตร

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐ ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านเจรจาร่วมกันโดยตรง และขอความร่วมมือจากสมาชิกยูเอ็นทุกประเทศในการใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันให้คณะผู้ปกครองของอิหร่านหวนกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทยสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ยืนยันว่าจะยังคงดำเนินการตามแนวทางการทูตต่อไป เพื่อป้องปรามไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

ผลกระทบจากการฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็นต่ออิหร่าน

ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็นที่มีต่ออิหร่านกลับมามีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากความพยายามในนาทีสุดท้ายที่นำโดยจีนและรัสเซีย เพื่อขอชะลอการดำเนินการดังกล่าวออกไปอีก 6 เดือน ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงสี่เสียง จากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันศุกร์

ก่อนหน้านี้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ยื่นหนังสือต่อยูเอ็นเอสซีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กล่าวหาอิหร่านว่าไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 ส่งผลให้เกิดการกำหนดกรอบระยะเวลา 30 วันในการหาทางออกทางการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตร

สำหรับมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านต้องเผชิญอีกครั้งนั้น รวมถึงการห้ามค้าอาวุธ การห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การห้ามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธที่มีศักยภาพในการนำส่งอาวุธนิวเคลียร์ การอายัดทรัพย์สินและคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับบุคคลและหน่วยงานของอิหร่าน รวมถึงนานาประเทศสามารถตรวจสอบสินค้าบรรทุกของสายการบินอิหร่านแอร์และสายการเดินเรืออิหร่าน

ประเด็นอิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม” นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเคยถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2561 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่านอย่างหนัก อิหร่านมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ชาติตะวันตกยืนยันว่าเป็นเพื่อความมั่นคงโลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การฟื้นมติคว่ำบาตรนี้อาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่าน เช่น การเพิ่มอัตราการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรือการกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางย่ำแย่ลง นอกจากนี้ ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อมาตรการเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การขาดแคลนสินค้าจำเป็นและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: มาตรการคว่ำบาตรทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลง ส่งผลให้รายได้รัฐบาลลดฮวบ
  • ผลกระทบทางการเมือง: เพิ่มความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร
  • ทางออกที่เป็นไปได้: การเจรจาทางการทูตใหม่เพื่อฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์

สุดท้ายแล้ว อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม” นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการทูตที่สมดุล หากนานาประเทศสามารถหาทางออกที่ยั่งยืนได้ สถานการณ์โลกจะสงบสุขมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – อิหร่านประณามตะวันตกฟื้นมติคว่ำบาตรยูเอ็น ลั่น “เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม”

เบบี๋ สุพรรณี ขอบคุณแฟนๆ ที่ยังรัก

ในวงการบันเทิงไทยช่วงนี้ เรื่องราวของ เบบี๋ สุพรรณี กำลังเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนพูดถึง หลังจากที่เธอถูกปลดจากตำแหน่งมิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ 2026 อย่างกะทันหัน เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมตามประกาศของกองประกวด แต่แทนที่จะเงียบหายไป เบบี๋ สุพรรณี ก็ออกมาแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้แฟนๆ หลายคนเอ็นดูและส่งกำลังใจให้มากยิ่งขึ้น

เบบี๋ สุพรรณี

เบบี๋ สุพรรณี หรือชื่อจริง สุพรรณี น้อยโนนทอง เป็นสาวสวยที่เคยสร้างชื่อเสียงจากการประกวดความงาม เธอมีบุคลิกสดใส ร่าเริง และมักจะโพสต์ภาพชีวิตประจำวันบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมาก หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เธอได้โพสต์คลิปวิดีโอขอโทษและน้อมรับผิดทั้งหมด ซึ่งคลิปนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีทั้งคนที่ให้อภัยและส่งกำลังใจ รวมถึงบางส่วนที่วิจารณ์อย่างหนัก

เบบี๋ สุพรรณี กลั่นความรู้สึกขอบคุณแฟนๆ

ล่าสุด บนเฟซบุ๊กส่วนตัวของ เบบี๋ สุพรรณี มีการอัปเดตภาพใหม่ที่เธอกำลังทำหน้าที่ดีเจเปิดแผ่นเพลงในร้านดังย่านนนทบุรี ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเธอที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ร้าน XXXนนทบุรี ได้ให้โอกาสเธอเข้ามาร่วมงาน ทำให้เบบี๋ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นจากแฟนๆ ที่มาร่วมสนุกด้วยกัน ในแคปชั่นโพสต์ เธอเขียนว่า “ขอขอบคุณร้าน XXXนนทบุรีนะคะที่ให้โอกาสบี๋ได้มาร่วมจอยที่ร้าน ทำให้บี๋รู้ว่ายังมีอีกหลายคนที่รักและเอ็นดูบี๋มากขนาดนี้ ไว้เจอกันนะคะ #ตารางเดือนพฤศจิกายนยังว่างนะคะ”

ข้อความนี้สะท้อนถึงความรู้สึกจริงใจจากใจของเบบี๋ สุพรรณี ที่รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของทุกคน แม้จะผ่านประสบการณ์ที่ยากลำบากมา เธอยังคงยิ้มแย้มและพร้อมที่จะก้าวต่อไป นอกจากนี้ โพสต์นี้ยังได้รับไลก์และคอมเมนต์นับพันภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าฐานแฟนคลับของเธอยังเหนียวแน่น

เบบี๋ สุพรรณี เปิดแผ่น

ปฏิกิริยาจากแฟนๆ ต่อเบบี๋ สุพรรณี

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความรู้สึกกันอย่างคึกคัก หลายคนบอกว่ารู้สึกภูมิใจในตัวเบบี๋ สุพรรณี ที่ลุกขึ้นสู้ต่อไป บางคอมเมนต์ที่ได้รับความนิยม เช่น “คนน่ารัก ให้กำลังใจนะ สู้ๆ” หรือ “รักมาก ชอบมาก ติดตามเสมอ” แสดงให้เห็นถึงพลังบวกที่เธอได้รับ

  • แฟนคลับคนหนึ่งเขียนว่า: “เบบี๋เก่งมาก ไม่ยอมแพ้ ยังสวยและมีเสน่ห์เหมือนเดิม”
  • อีกคนกล่าว: “ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่าความผิดพลาดเป็นบทเรียน รอเจอในงานนะ”
  • มีผู้ติดตามบอก: “เดือนพฤศจิกายนว่าง รอจองตารางเลย สนับสนุนเต็มที่”

จากปฏิกิริยาเหล่านี้ ชัดเจนว่า เบบี๋ สุพรรณี ยังคงมีเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนได้มาก เธอไม่เพียงแค่เป็นอดีตมิสแกรนด์ แต่ยังเป็นไอดอลที่ให้แรงบันดาลใจในการเอาชนะอุปสรรค เรื่องราวของเธอสอนให้เรารู้ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับและก้าวต่อไป

เบบี๋ สุพรรณี ในงาน

ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องราวของเบบี๋ สุพรรณี เป็นตัวอย่างที่ดีของการฟื้นตัวจากความล้มเหลว หากคุณเป็นแฟนๆ ของเธอ ลองแวะไปคอมเมนต์ให้กำลังใจบนโพสต์ของเธอสิ หรือถ้าสนใจจ้างงานในเดือนพฤศจิกายน อย่าลืมติดต่อตามช่องทางที่เธอเปิดไว้ สนับสนุนคนไทยด้วยกันนะ!

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สุพรรณี น้อยโนนทอง (Baby)

ที่มา – “เบบี๋ สุพรรณี” กลั่นความรู้สึกจากอก ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายังมีคนรัก พร้อมอ้อนอีกงานเดือนหน้ายังว่างนะคะ!

ประกาศฉบับ 8 เตือนพายุบัวลอย ฝนหนัก

ประกาศฉบับ 8 เตือนพายุบัวลอย ฝนถล่มหนัก! ระวังท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 8 เกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งเวียดนาม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะฝนตกหนักที่อาจนำมาซึ่งน้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้

ประกาศฉบับ 8 พายุบัวลอย: ตำแหน่งและการเคลื่อนตัว

ตามประกาศล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” (BUALOI) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 110 กิโลเมตรทางทิศตะวันออก ที่ละติจูด 17.4 องศาเหนือ และลองจิจูด 107.7 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนในวันที่ 29 กันยายน 2568 และอ่อนกำลังลงตามลำดับ

ข้อมูลนี้มาจากการติดตามอย่างใกล้ชิดของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งช่วยให้เราทราบถึงทิศทางและความรุนแรงของพายุบัวลอยได้อย่างแม่นยำ

ผลกระทบจากพายุบัวลอยต่อประเทศไทย

อิทธิพลของพายุบัวลอยทำให้ในช่วงวันที่ 28-30 กันยายน 2568 ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ซึ่งมีกำลังแรง ส่งผลให้ทั่วไทยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามแนวขอบของพายุ รวมถึงด้านรับมรสุมในภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ควรรอังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่ลุ่มน้ำท่วมขัง

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ ลำปู เชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง อาจมีฝนตกหนักมาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ขอนแก่น อุดรธานี และนครราชสีมา เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
  • ภาคตะวันออก: ระยอง จันทบุรี ชลบุรี รับมรสุมเต็มๆ
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: ภูเก็ต กระบี่ ระนอง คลื่นลมแรง

นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างคลื่นสูง 2 เมตร และสูงกว่าในจุดฝนตก ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึง 30 กันยายน 2568

คำแนะนำป้องกันภัยจากพายุบัวลอย

เพื่อความปลอดภัย กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควร:

  • เตรียมเสบียงอาหารและน้ำดื่มสำรอง
  • ย้ายทรัพย์สินไปยังที่สูง
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำ
  • ฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

พายุบัวลอยครั้งนี้อาจไม่รุนแรงเท่าพายุอื่นๆ แต่ฝนที่ตกหนักสะสมสามารถสร้างความเสียหายได้มาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ระบบระบายน้ำไม่ทัน หากเราระมัดระวังและเตรียมพร้อม สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในฐานะที่เป็นบล็อกเกี่ยวกับสภาพอากาศ เราขอแนะนำให้ทุกท่านดาวน์โหลดแอปพลิเคชันกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อรับแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ มันจะช่วยให้คุณอยู่ปลอดภัยและวางแผนชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

พายุบัวลอย

ประกาศฉบับนี้ ณ วันที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกฉบับต่อไปในเวลา 23.00 น. ของวันเดียวกัน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง

สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นพายุบัวลอยเตือนใจเราถึงความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อม หากเราลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ สภาพอากาศสุดขีดเหล่านี้อาจเกิดน้อยลง

ที่มา – ประกาศฉบับ 8 เตือนพายุ ‘บัวลอย’ ฝนถล่มหนัก! ระวังท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง

โอเวน สับโกนาเต้เล่นห่วยในเกมแพ้พาเลซ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์และความเห็นจากอดีตนักเตะชื่อดัง การวิจารณ์ล่าสุดจากไมเคิล โอเวน ได้กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อเขาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของอิบราฮิมา โกนาเต้ กองหลังตัวเก่งของลิเวอร์พูล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเกมที่หงส์แดงบุกไปพ่ายคริสตัล พาเลซ 2-1 ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าผิดหวังสำหรับแฟนบอลทีมรัก เห็นหลายเกมแล้ว! “โอเวน” จัดให้ สับ “โกนาเต” เล่นเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองต้องเล่นยังไง ในเกมกับ “พาเลซ” นี่คือคำพูดที่โดนใจและจุดประกายการถกเถียงในหมู่แฟนบอล

เห็นหลายเกมแล้ว! “โอเวน” จัดให้ สับ “โกนาเต” เล่นเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองต้องเล่นยังไง ในเกมกับ “พาเลซ”

ไมเคิล โอเวน อดีตดาวยิงระดับตำนานของทีมชาติอังกฤษและลิเวอร์พูล ได้ออกมากล่าวถึงฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ของโกนาเต้ในนัดดังกล่าว โอเวน ซึ่งเคยเป็นเบบี้ โกลที่สร้างชื่อด้วยประตูสำคัญๆ มากมาย วิเคราะห์ว่ากองหลังชาวฝรั่งเศสรายนี้ดูสับสนและไม่รู้ตัวเองต้องทำหน้าที่อะไรบนสนามหญ้า เขาเน้นย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นหลายนัดในฤดูกาลนี้แล้ว ทำให้แฟนบอลเริ่มกังวลกับความมั่นคงในแนวรับของทีม

โอเวน กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า “ผมไม่มั่นใจว่ามันเป็นเพราะเรื่องอาการเหนื่อยล้าหรือไม่นะ แต่นักเตะของ ลิเวอร์พูล ก็ได้พักกันหลายคนในช่วงกลางสัปดาห์เกม คาราบาว คัพ แต่ผมเลยว่า การเล่นของพวกเขาเปลี่ยนไป ซึ่งนี่ก็เพิ่งจะเปิดฤดูกาลเอง ฉะนั้นผมขอไม่โทษด้วยเหตุผลนั้นแล้วกัน” คำพูดนี้ชี้ให้เห็นถึงความผิดหวังที่โอเวนมีต่อทีมเก่าของเขา โดยเฉพาะโกนาเต้ที่เคยถูกมองว่าเป็นอนาคตของแนวรับหงส์แดง แต่ในเกมนี้ เขาดูหลงทางอย่างเห็นได้ชัด

วิเคราะห์ฟอร์มโกนาเต้: เหตุผลที่โอเวนสับหนัก

จากที่โอเวนวิเคราะห์ สิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือโกนาเต้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ในครึ่งแรก “อย่างที่ผมพูดไปว่ามันคงไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าอะไรหรอก เพราะถ้าสังเกตมี 1-2 นัดในฤดูกาลนี้ที่เขาเล่นด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ซึ่งมันคล้ายๆ กับเกมนี้” โอเวนชี้ว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว แต่เป็นรูปแบบการเล่นที่เกิดซ้ำๆ ทำให้แนวรับของลิเวอร์พูลอ่อนแอ โดยเฉพาะในเกมบุกที่ต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่เล่นแบบกึ่งบุกกึ่งรับอย่างพาเลซ

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองมาดูจุดอ่อนที่โอเวนชี้ประเด็นกัน:

  • การตัดสินใจผิดพลาด: โกนาเต้ดูลังเลในการรับมือกับลูกครอสและการเข้าปะทะ ทำให้พาเลซฉวยโอกาสยิงประตูได้ง่าย
  • การประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม: ในฐานะคู่กับเบอร์นาร์ด กรัมเมนา เขาดูไม่ลงรอย โดยเฉพาะในจังหวะรับมือปีกของพาเลซที่เร็วและคล่องแคล่ว
  • ฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอ: แม้ฤดูกาลจะเพิ่งเริ่ม แต่โอเวนเห็นปัญหานี้ในหลายเกมแล้ว ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนกุนซือสู่เออร์เน่ สล็อต

นอกจากนี้ โอเวนยังชื่นชมคริสตัล พาเลซ ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม “เพราะฉะนั้นผมจะขอชื่นชม คริสตัล พาเลซ เพราะพวกเขาเล่นได้ดีเยี่ยมและเป็นทีมที่ดี การเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ถึง 2 เกม(เกมนี้และเกมคอมมิวนิตี ชิลด์) เรื่องพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน” คำนี้ยิ่งตอกย้ำว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่โชค แต่เป็นผลจากการเล่นที่เหนือกว่า

การวิจารณ์จากโอเวนนี้ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่มาจากมุมมองของคนที่เคยผ่านสมรภูมิพรีเมียร์ลีกมามากมาย ลิเวอร์พูลในยุคสล็อตกำลังปรับตัวหลังจากโพสต์คล็อปป์ และปัญหาแนวรับอย่างโกนาเต้กลายเป็นจุดที่ต้องแก้ไขด่วน หากทีมต้องการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ เห็นหลายเกมแล้ว! “โอเวน” จัดให้ สับ “โกนาเต” เล่นเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองต้องเล่นยังไง ในเกมกับ “พาเลซ” เป็นเครื่องเตือนใจแก่โค้ชและนักเตะว่า ฟอร์มต้องสม่ำเสมอ

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ นี่อาจเป็นโอกาสให้โกนาเต้พัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะการฝึกซ้อมด้าน positioning และ mental toughness เพื่อกลับมาเป็นกำลังหลักของทีมต่อไป ลิเวอร์พูลมีศักยภาพสูง แต่การแก้ปัญหาแนวรับจะเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันที่ดุเดือด

สุดท้ายนี้ การวิจารณ์ของโอเวนชี้ให้เห็นถึงความคาดหวังสูงจากแฟนบอลหงส์แดง คุณคิดว่าฟอร์มของโกนาเต้จะดีขึ้นในนัดต่อไปหรือไม่? แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกับเราต่อไปเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ภาพ gettyimages

ที่มา – เห็นหลายเกมแล้ว! “โอเวน” จัดให้ สับ “โกนาเต” เล่นเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองต้องเล่นยังไง ในเกมกับ “พาเลซ”

รวบแล้ว อดีตผอ.สำนักพุทธ คดีเงินทอนวัด

ในวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการต่อต้านทุจริต เมื่อทางการสหรัฐอเมริกาได้จับกุมตัวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (สำนักพุทธฯ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีเงินทอนวัด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คดีเงินทอนวัด” โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดในกรณีทุจริตเงินอุดหนุนสำหรับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ตามคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากทางการไทย

รวบแล้ว อดีตผอ.สำนักพุทธ คดีเงินทอนวัด

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ที่ป.ป.ช. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 โดยเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินงบประมาณที่ควรจะนำไปใช้ในการซ่อมแซมและพัฒนาวัดวาอารามทั่วประเทศ แต่กลับถูกยักยอกและคืนเงินในรูปแบบที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้งบประมาณแผ่นดินสูญหายไปหลายร้อยล้านบาท นายนพรัตน์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินคดี แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประสานงานกับอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 เพื่อขอให้สหรัฐส่งตัวผู้ต้องหากลับมา

หลังจากได้รับตัวนายนพรัตน์เรียบร้อยแล้ว ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักกิจการและคดีทุจริตระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันควบคุมตัวผู้ต้องหา นอกจากนี้ นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้ประสานกับพนักงานอัยการเพื่อนำตัวนายนพรัตน์ไปยื่นฟ้องต่อศาลโดยเร็วที่สุด การดำเนินคดีนี้จะเป็นไปตามกฎหมายไทย เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและไม่ให้ผู้กระทำผิดลอยนวล

ป.ป.ช. ลุยยึดทรัพย์สินจากคดีเงินทอนวัด

นอกจากการฟ้องร้องแล้ว สำนักงาน ป.ป.ช. ยังวางแผนดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามทรัพย์สินเหล่านั้นกลับคืนสู่รัฐ การดำเนินการนี้สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (UNCAC) ซึ่งทั้งไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นภาคีสมาชิก ทำให้การต่อสู้กับการทุจริตข้ามชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คดีเงินทอนวัดนี้ไม่ใช่แค่กรณีของนายนพรัตน์เพียงคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หลายรายที่ร่วมกันกระทำผิด ตั้งแต่การอนุมัติงบประมาณ การเบิกจ่าย และการคืนเงินที่ผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในสถาบันพระพุทธศาสนาและการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดไปแล้วหลายส่วน และคาดว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเร่งรัดคดีที่ค้างคาให้เสร็จสิ้น

  • การหลบหนีของผู้ต้องหาแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบป้องกันการหลบหนี
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการต่อต้านทุจริต
  • การยึดทรัพย์จะช่วยคืนความเสียหายให้กับรัฐและสังคม

ในมุมมองของผู้เขียน การจับกุมอดีตผอ.สำนักพุทธฯ ในคดีเงินทอนวัดนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังจริงจังกับการปราบปรามการทุจริตมากขึ้น หากป.ป.ช. สามารถดำเนินการให้รวดเร็วและโปร่งใส จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาชนได้ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความคืบหน้าของคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการป้องกันในอนาคต

หากคุณสนใจเรื่องการต่อต้านทุจริตและข่าวสารล่าสุด สามารถติดตามบทความเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราได้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รวบแล้ว อดีตผอ.สำนักพุทธฯ คดีเงินทอนวัด ‘ป.ป.ช.’ลุยยื่นฟ้องศาล ยึดทรัพย์ต่อ

รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับไทย

รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับมาดำเนินคดีในไทย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 สำนักงานอัยการสูงสุดได้ประกาศข่าวดีสำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับการ รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับมาดำเนินคดีในไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและสหรัฐอเมริกา คดีนี้เกิดจากการทุจริตเงินอุดหนุนวัดกว่า 65 แห่ง โดยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เบียดบังเงินงบประมาณไปประโยชน์ส่วนตน สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบต่อวัดวาอาราม แต่ยังบ่อนทำลายศรัทธาของประชาชนในพระพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติ

รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับมาดำเนินคดีในไทย

คดี รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับมาดำเนินคดีในไทย สืบเนื่องจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดของนายนพรัตน์และพวก ในปี 2566 โดยเกี่ยวข้องกับวัดพระแก้ว วัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดอื่นๆ รวม 65 แห่ง เงินที่ถูกทุจริตเป็นงบประมาณแผ่นดินที่ควรใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์วัด แต่กลับถูกนำไปใช้ส่วนตัว อัยการสูงสุดได้ฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 แล้ว โดยบางรายถูกพิจารณาคดี แต่ตัวนายนพรัตน์หลบหนีไปสหรัฐอเมริกา ทำให้ศาลออกหมายจับ

การติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดนนี้ เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลาง ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และประสานงานอย่างใกล้ชิด จนกลางเดือนกันยายน 2568 สหรัฐฯ เห็นชอบส่งตัวกลับ วันที่ 27 กันยายน 2568 ทีมจากสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ป.ป.ช. เดินทางไปรับตัวที่สหรัฐฯ และนำกลับไทยเรียบร้อยแล้ว

ภาพการรับตัวผู้ร้ายข้ามแดน

รายละเอียดคดีทุจริตเงินทอนวัดและการหลบหนี

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลในคดีเงินทอนวัดหลายคดีตั้งแต่ปี 2560-2567 โดยศาลได้พิพากษาลงโทษผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ แล้ว 22 คดี นอกจากนี้ ในปี 2563 ยังถูกชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ พบทรัพย์สินกว่า 575 ล้านบาทที่ชี้แจงที่มาไม่ได้ จากตำแหน่งผอ.พศ. ช่วงปี 2553-2557 เมื่อเดือนเมษายน 2568 ทางการสหรัฐฯ จับกุมตัวตามคำร้องของไทย ทำให้การ รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับมาดำเนินคดีในไทย สำเร็จ

ความสำเร็จนี้มาจากความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุดขอบคุณหน่วยงานต่างๆ เช่น พนักงานอัยการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ US Marshals และเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้อง การประสานงานนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริตข้ามชาติ

ภาพความร่วมมือระหว่างประเทศ

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่สะท้อนปัญหาการทุจริตในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อถือ หากคุณสนใจเรื่องการปราบปรามการทุจริต สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อสนับสนุนสังคมที่โปร่งใส

การดำเนินคดีผู้ทุจริตข้ามแดนเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคดีอื่นๆ ในอนาคต

  • ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามผู้ร้ายข้ามแดน
  • ผลกระทบของคดีทุจริตเงินทอนวัดต่อสังคมไทย
  • บทเรียนจากกรณีอดีตผอ.สำนักพุทธ

ที่มา – รับตัวอดีต ผอ.สำนักพุทธ ผู้ร้ายข้ามแดน ทุจริตเงินทอนวัดกลับมาดำเนินคดีในไทย

นฤมล นำ ศธ ลุยพิจิตรตรวจรร.น้ำท่วม ตั้ง Fix It Center

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งรุนแรง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มาร่วมให้กำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นฤมล นำ ศธ ลุยพิจิตรตรวจ รร. น้ำท่วม

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดพิจิตร ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนต่างให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล จำนวนกว่า 2,000 ชุด แจกจ่ายให้กับประชาชนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง ถุงยังชีพเหล่านี้ประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้า และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

นอกจากนี้ คณะยังได้เยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) ที่จัดตั้งโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ศูนย์นี้มีบริการหลากหลาย เช่น คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และบริการตัดผม โดยให้บริการฟรีเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่สูญเสียเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ จากน้ำท่วม ผู้เข้าร่วมยังได้ชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และผลงานเทคนิค ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาอาชีวะในการช่วยเหลือชุมชน

ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ฟรี

หลังจากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากน้ำท่วม โรงเรียนเหล่านี้ได้รับความเสียหายทั้งโครงสร้างอาคาร อุปกรณ์การเรียนการสอน และเครื่องจักรกลเกษตรที่ใช้ในการฝึกอาชีพ คณะผู้บริหารได้หารือถึงแนวทางการฟื้นฟู โดยเน้นการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อให้การเรียนการสอนกลับสู่ปกติโดยเร็วที่สุด

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยหลังลงพื้นที่ว่า ได้มีโอกาสพบปะกับครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาจากพายุหลายระลอกที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนัก เธอได้มอบหมายให้ผู้บริหารในพื้นที่เร่งแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องใช้จำเป็น รวมถึงประสานงบประมาณเยียวยาจากรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการชัดเจนว่า หลังแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นในวันที่ 30 กันยายน จะสามารถใช้งบประมาณช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกำลังสำรวจความเสียหายเพื่อรายงานกระทรวงมหาดไทย

สำหรับศูนย์ Fix It Center นั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้นำมาจัดตั้งเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยลดภาระของประชาชนได้อย่างมาก ศ.ดร.นฤมล ระบุว่าจะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือเพิ่มเติม เนื่องจากบุคลากรอาชีวะพร้อมแล้ว และที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการบริจาคอุปกรณ์

การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยอาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการร่วมมือกับภาคเอกชนและต่างประเทศ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับตลาดแรงงาน หากคุณเป็นครูหรือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ลองติดต่อศูนย์ Fix It Center ในพื้นที่เพื่อรับบริการฟรี หากสนใจช่วยเหลือ สามารถบริจาคผ่านมูลนิธิที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟู

ที่มา – ‘นฤมล’ นำ ศธ. ลุยพิจิตรตรวจ รร. น้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ฟรี

‘นายกฯหนู’ พร้อมแล้ว แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาพรุ่งนี้

ในวันที่ 28 กันยายน 2567 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความมั่นใจในความพร้อมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 กันยายน 2567 โดยระบุว่าร่างนโยบายรัฐบาลได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีลุกขึ้นอ่านนโยบายเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบ

‘นายกฯหนู’ พร้อมแล้ว แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาพรุ่งนี้

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทิน หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า ‘นายกฯหนู’ ซึ่งจะกำหนดทิศทางนโยบายหลักในการบริหารประเทศตลอดวาระที่เหลือ นายอนุทินยืนยันว่าไม่กังวลเรื่องระยะเวลาที่จำกัด เนื่องจากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี โดยยกเว้นช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ทำให้บางโครงการต้องหยุดชะงักชั่วคราว แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องยกเลิก

สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลชุดนี้จะสานต่อนโยบายเก่าและเพิ่มเติมนโยบายใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นความท้าทายหลักของประเทศ นายอนุทินเน้นย้ำว่าด้วยบทบาทนายกรัฐมนตรี สามารถผลักดันมาตรการช่วยเหลือได้มากขึ้น เช่น การสนับสนุน SME การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล

การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถตรวจสอบและถกเถียงนโยบายหลักของรัฐบาล ‘นายกฯหนู’ พร้อมแล้ว แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาพรุ่งนี้ จะช่วยสร้างความชัดเจนให้กับประชาชนในการติดตามผลงานรัฐบาล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำหรับฝ่ายค้านในการตั้งคำถามและเสนอแนะ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายอนุทินเคยมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลชุดก่อน โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและมหาดไทย ทำให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เช่น การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังโควิด-19 และการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของไทย

  • นโยบายเศรษฐกิจ: เน้นกระตุ้นการลงทุนและสร้างงานใหม่
  • นโยบายสังคม: ลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
  • นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาระบบคมนาคมให้ทันสมัย

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่าการแถลงครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความนิยมของรัฐบาล หากนโยบายที่นำเสนอตอบโจทย์ประชาชนได้ดี จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและราคาน้ำมันโลก

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรในรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้การผลักดันนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นฐานหลัก ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา เพื่อรับรู้รายละเอียดนโยบายโดยตรง

ในฐานะที่ปรึกษาด้านการเมือง สิ่งที่น่าจับตาคือการที่รัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเยาวชนและภาคประชาสังคมอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและการปฏิรูป การแถลงนโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามและมีส่วนร่วมในการติดตามผลงานรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง หากคุณมีข้อเสนอนโยบายที่อยากให้รัฐบาลพิจารณา สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของรัฐบาล

ที่มา – ‘นายกฯหนู’ พร้อมแล้ว แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาพรุ่งนี้