ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ลิลลี่ เหงียน เผยซื้อผู้ชายกินหวั่นหมอเตือนมดลูกแห้ง

นางแบบและนักแสดงสาวชื่อดังอย่าง ลิลลี่ เหงียน ได้เปิดใจในครั้งแรกเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัว เผยความรู้สึกหลังตัดสินใจ ซื้อผู้ชายกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคิดมาก่อน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และความประหลาดใจจากสาธารณะ

ลิลลี่ เหงียน เผยซื้อผู้ชายกินหวั่นหมอเตือนมดลูกแห้ง

ล่าสุดในงานภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง “เลี้ยงรุ่น” ลิลลี่ ได้เปิดใจว่า “เรื่องที่เราเสียเงินซื้อผู้ชายกิน ตอนแรกเรารู้สึกหดหู่มาก เพราะฉันเป็นดารา ผิวขาว สวยขนาดนี้กลับต้องซื้อกิน คนอาจไม่เชื่อ แต่เราจริงจังกับเรื่องนี้มาก” และเธอเล่าต่อว่า “เราได้ไปตรวจภายในก่อน แล้วหมอบอกว่า มดลูกของเราแห้ง จะให้ใช้งานได้ต้องรีบใช้”

เจอผู้ไม่ตรงปก สร้างความผิดหวัง

เธอเล่าต่อว่า “ในรูปเขาขาวและมีซิกแพ็ก ดูดีมาก แต่พอมานะ? ดำแท้ซิกแพ็กหาไม่ จริงๆ มันก็เหมือนการเลือกซื้อของออนไลน์ยังไงยังงั้นแหละ ถ้าจริงมันก็ดีแต่มันไม่จริง และเธอยังกล่าวอีกว่า “แม้จะมีคนอยากเข้ามาฟรี แต่เขามีแฟนแล้ว และระดับของลิลลี่ไม่กินฟรีหรอกค่ะ”

เธอให้คำแนะนำกับผู้ฟังว่า “เราเป็นผู้หญิง อย่าไปคิดว่าความสุขอยู่ที่ผู้ชาย จริงๆ ความสุขอยู่ในตัวเราเอง มันถึงกายก็โอเคนะ ถ้ามันได้ช่วยให้เรามีพลังบวก จักรวาลก็จะตอบแทนเราด้วยความสุข เงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจ”

  • ลิลลี่ยอม ซื้อผู้ชายกิน เนื่องจากหมอเตือนเรื่องมดลูกแห้ง
  • รูปลักษณ์ของผู้ชายที่ซื้อมานั้นไม่ตรงกับความคาดหวัง
  • เธอย้ำว่าไม่อยากกินฟรีเพราะระดับของเธอไม่ควร
  • ให้คำแนะนำแก่คนโสดว่าความสุขต้องเริ่มต้นจากตัวเอง

ผ่านประสบการณ์การเปิดใจครั้งนี้ ลิลลี่ เหงียน แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีความผิดหวังเล็ก ๆ ก็ตาม แต่มันก็ช่วยให้หญิงสาวหลายคนเห็นมุมมองใหม่ ๆ ว่าเวลาต้องเลือกทางในชีวิต ให้เลือกอย่างเข้าใจและไม่คาดหวังเกินจริง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกหรือกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน อย่าลืมว่าคุณคือพลังความสุขของตัวเอง การเปิดใจคือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่

ที่มา – ‘ลิลลี่ เหงียน’ เผยสาเหตุซื้อผู้ชายกิน หวั่นหมอเตือนมดลูกแห้ง เจ็บใจเจอผู้ไม่ตรงปก!

สลด! น้ำท่วมกรุงเก่าคร่าชีวิตแล้ว 2 ศพ ได้รับผลกระทบ 2.8 หมื่นครัวเรือน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้กลายเป็นข่าวเศร้า เมื่อ น้ำท่วมกรุงเก่า ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วถึง 2 ราย และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 28,000 ครัวเรือน สถานการณ์ยังคงน่าวิตกกังวล โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางบาลที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

น้ำท่วมกรุงเก่าคร่าชีวิตแล้ว 2 ศพ

วันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ธนัญชน สังข์นวล รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางบาล ได้รับแจ้งเหตุการณ์พบศพผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในหมู่ 8 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่จึงได้เฝ้าร่วมมือกับสมาคมอยุธยารวมใจและหน่วยกู้ภัยอยุธยาในการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

การเข้าไปตรวจสอบต้องใช้เรือเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกน้ำท่วมสูงเกินกว่า 1 เมตร และอยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านมากกว่า 500 เมตร การเข้าถึงพื้นที่เป็นเรื่องยากลำบาก จนเมื่อพายเรือเข้าไปในจุดเกิดเหตุ พบศพชายรายหนึ่งคือ นายวิโรจน์ อายุ 60 ปี นอนคว่ำหน้าแต่สวมกางเกงเพียงตัวเดียว เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานกันนำศพขึ้นมาบนเรือเพื่อนำออกจากพื้นที่ และส่งไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดปทุมธานีเพื่อตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต

มุมมองจากผู้พบศพคนแรก

ผู้พบศพรายแรกได้เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ในขณะที่พายเรือออกจากบ้าน เห็นวัตถุลอยอยู่ในน้ำ และคิดว่าเป็นถุงพลาสติกธรรมดา แต่เมื่อพายเข้าไปใกล้และใช้ไม้เขี่ยเพื่อตรวจสอบ เขากลับพบว่านั่นกลับเป็นศพมนุษย์ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าดำเนินการตามระเบียบและตรวจสอบต่อไป

ลูกพี่ลูกน้องของผู้เสียชีวิตเผยว่า นายวิโรจน์เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และมีนิสัยใช้วิธี “จูงเรือ” เข้าออกบ้านแทนการพาย เพราะเรือที่ใช้นั้นเป็นเรือพลาสติกน้ำหนักเบา ทำให้พายลำบาก ความลึกและความสูงของน้ำที่ท่วมบริเวณนี้ อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนทำให้เขาจมน้ำเสียชีวิต

สถานการณ์โดยรวมในพื้นที่หลายอำเภอนั้นยังคงอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะการจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งยังต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเก่า

  • มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 7 อำเภอ
  • ครอบคลุม 97 ตำบล และ 603 หมู่บ้าน
  • มีจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากถึง 28,518 ครัวเรือน
  • มีผู้เสียชีวิตจากการน้ำท่วมแล้วจำนวน 2 ราย

ในช่วงวันที่ผ่านมา น้ำท่วมได้ส่งผลกระทบต่อภาคอีสานและภาคกลางมากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบแรงที่สุด ประชาชนหลายหมื่นต้องประสบกับความลำบาก ทั้งการอพยพจากบ้านเรือน ทรัพย์สินเสียหาย และความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

การช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการส่ง вещัจำเป็น การให้คำปรึกษา และการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

เราหวังว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่มากไปกว่านี้ และขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงภัยเพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ทุกชีวิตมีค่า และทุกชีวิตควรได้รับการปกป้องอย่างเท่าเทียมกัน

หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือมีญาติพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ เราขอให้คุณติดตามข่าวสารและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่าปล่อยให้ความทุกข์มีอยู่เพียงลำพัง

ที่มา – สลด! น้ำท่วมกรุงเก่าคร่าชีวิตแล้ว 2 ศพ ได้รับผลกระทบ 2.8 หมื่นครัวเรือน

บีจี ปทุม เปิดบ้านแพ้ โปฮัง 0-1 นัดแรกบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทู

ในการแข่งขันฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ทู ฤดูกาล 2025-26 รอบแบ่งกลุ่มกลุ่ม H ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 ณ สนามทรู บีจี สเตเดียม “เดอะแรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ต้องพ่ายให้กับทีมเยือนจากประเทศเกาหลีใต้ “โปฮัง สตีลเลอร์ส” ไปอย่าง惜败 0-1

บีจี ปทุม เปิดบ้านแพ้ โปฮัง 0-1 นัดแรกบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทู

แม้จะเป็นการเปิดบ้าน ซึ่งมักจะเป็นข้อได้เปรียบ แต่ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กลับไม่สามารถควบคุมเกมได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่ทีมจากแดนกิมจิสามารถเจาะตาข่ายของทีมเหย้าได้สำเร็จจากลูกยิงของ อี ดง-ฮยอป ในนาทีที่ 41 ทำให้จบครึ่งแรก บีจี ตาม 0-1

ในครึ่งหลัง ทีมจากเมืองทองพยายามเร่งเกมเพื่อตามตีเสมอ โดยมีโอกาสหลายครั้งที่น่าจะเปลี่ยนสถานการณ์ แต่แนวรับของ โปฮัง สตีลเลอร์ส ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ปิดบังทุกโอกาสอย่างเหนียวแน่นจนหมด 90 นาที ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้ ส่งผลให้เกมจบลงด้วยผลการแข่งขันที่ บีจี ปทุม เปิดบ้านแพ้ โปฮัง 0-1

ผลงานนัดแรกบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทู 2025-26

นี่เป็นการลงสนามในรอบแบ่งกลุ่มของ บีจี ปทุม นัดแรกในฤดูกาลนี้ และถือเป็นอีกความท้าทายหนักสำหรับทีมภายใต้การคุมทัพของกุนซือรายใหม่ เพราะหากพิจารณาจากคุณภาพนักเตะคู่แข่งแล้ว โปฮัง สตีลเลอร์ส ถือเป็นทีมที่มีเกียรติประวัติและประสบการณ์ในเวทีระดับเอเชียไม่ใช่เล่น ซึ่งอาจทำให้ทีมไทยต้องปรับตัวและเร่งฟอร์มให้ดีขึ้นมากกว่านี้ในนัดถัดไป

ผลงานของ บีจี ปทุม ในเกมนี้ถือว่ามีจังหวะลุ้นที่ไม่น้อย แต่ยังขาดความเฉียบขาดคมในแดนหน้า และหนักหนาในแนวรับ ฟอร์มการเล่นยังไม่สมดุลเท่าที่ควร หากต้องการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของ บอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทู จะต้องปรับปรุงหลายจุด โดยเฉพาะการจบสกอร์ และการรักษาบอลในแดนกลาง

  • เกมนี้เป็นการเจอกับฝีเท้าแข็งแกร่งของทีมเอเชียชั้นแนวหน้า
  • ผลงานในครึ่งหลังดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับครึ่งแรก
  • นัดต่อไป บีจี จะบุกเยือน แทมปิเนส โรเวอร์ส เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568

แม้จะเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ แต่ทางสโมสรและแฟนบอลก็ยังจับตาดูศักยภาพของทีมว่าสามารถพัฒนาขึ้นและกลับมาอย่างทรงพลังในนัดที่เหลือ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างผลงานประทับใจ แม้ว่าการพ่ายจากทีมระดับท็อปของเอเชียจะไม่ใช่เรื่องน่ายกย่องโดยตรง แต่ก็ยอมรับได้ว่าทีมมีข้อจำกัดในหลายหน้าที่ โดยเฉพาะเกี่ยวกับประสบการณ์ในเวทีสูง

อย่างไรก็ตาม หากสามารถใช้ช่วงพักในการทบทวน ปรับแผนการเล่น และฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักเตะได้อย่างเต็มที่ ทีม บีจี ปทุม ยังมีโอกาสลุ้นตั้งแต่กลุ่ม H ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากกลุ่มมีความเสมอภาคค่อนข้างสูง และยังมีอีกสามเกมที่สามารถสร้างผลพลิกสถานการณ์ได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ บีจี ปทุม และ บอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทู ตลอดฤดูกาลนี้กับเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสาร อัปเดต และไฮไลต์ความเดือดของทีมไทยในเวทีเอเชีย!

ที่มา – ‘บีจี ปทุม’ เปิดบ้านแพ้ ‘โปฮัง’ นัดแรกบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ทู

ทำความรู้จักอรรถกร ศิริลัทธยากร จากมือปราบปลาหมอคางดำ สู่ว่าที่รัฐมนตรีกีฬา

อรรถกร ศิริลัทธยากร หรือ “เบนซ์” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ปี กำลังได้รับความสนใจในฐานะว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หลังจากสร้างชื่อเสียงจากผลงานการกำจัดปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำความรู้จักอรรถกร ศิริลัทธยากร เริ่มต้นจากเด็กอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา มาสู่ตำแหน่งที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ

ทำความรู้จักอรรถกร ศิริลัทธยากร

อรรถกร เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2527 ที่อำเภอพนมสารคาม เป็นบุตรของนายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนางสุพัฒตรา ศิริลัทธยากร จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จากนั้นศึกษาต่อในสาขา นิเทศศาสตร์ ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และจบปริญญาโทด้าน Marketing Management จาก Middlesex University ประเทศอังกฤษ

เส้นทางการเมือง

เริ่มต้นเส้นทางการเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในพรรคเพื่อไทย จากนั้นย้ายสังกัดมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ และลงสมัครในเขตเลือกตั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยความมุ่งมั่นในการทำงาน มีบทบาททั้งในฐานะโฆษกพรรคและการเป็นสมาชิกกรรมาธิการงบประมาณ

ผลงานและแนวทางแก้ปัญหา

ผลงานโดดเด่นของอรรถกร ศิริลัทธยากร อยู่ที่การจัดการปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งเป็นสัตว์รุกรานที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำและเศรษฐกิจของชาวประมง โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มผลักดันแนวทางการจับและการแปรรูปเป็นอาหารท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนมีรายได้และลดจำนวนปลาในแหล่งน้ำ

  • รณรงค์การบริโภคและแปรรูปปลาหมอคางดำ เช่น ปลาส้ม ปลาทอดกรอบ
  • ประสานงานกับหน่วยงานรัฐเพื่อสนับสนุนงบประมาณในการกำจัดในพื้นที่หนัก
  • พัฒนาโมเดลเศรษฐกิจจากปัญหาสัตว์รุกราน สู่ โอกาสทางธุรกิจ

แนวทางการทำงานของอรรถกร ศิริลัทธยากร มักจะเน้นการแก้ปัญหาเชิงรุกโดยมีวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและชุมชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้เขากลายเป็นตัวอย่างของการเมืองเชิงบูรณาการที่ไม่ยึดติดแต่ภาพพจน์ไปไกลถึงการวางแผนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีพื้นฐานด้านวงการกีฬาอย่างชัดเจน เพื่อให้เข้ากับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในอนาคต แต่ความสามารถในการบริหารงาน และมุมมองที่ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจชุมชนจะเป็นจุดแข็งที่ช่วยผลักดันโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อรรถกร ศิริลัทธยากร ผู้แสวงหาทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกของวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยพลัง เสร็จจากบท “มือปราบปลาหมอคางดำ” ตอนนี้ ลุยบทใหม่ในฐานะ ว่าที่รัฐมนตรีกีฬาและการท่องเที่ยว ได้เลยทีเดียว

ที่มา – ทำความรู้จัก “อรรถกร ศิริลัทธยากร” จาก “มือปราบปลาหมอคางดำ” สู่เส้นทาง “ว่าที่รัฐมนตรีกีฬา”

พีระพันธุ์ นำทัพ รทสช.ต่อ โต้ข่าวพรรคโดนซื้อ

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 18 กันยายน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรคในช่วงที่กระแสการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนาแน่น ว่า ตนเองพร้อมที่จะนำทัพพรรครทสช. ต่อในการทำงานทางการเมืองอย่างเต็มตัว โดยยืนยันว่า ยังไม่มีสมาชิกใดออกจากพรรค และยังมีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคอย่างต่อเนื่อง

พีระพันธุ์ นำทัพ รทสช.ต่อ ภายใต้หลักการเมืองที่ชัดเจน

เมื่อถามถึง立场การเมืองของพรรคหลังเหตุการณ์การเลือกนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรครทสช. ได้ประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่สามารถร่วมมือกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอันเนื่องมาจากอุดมการณ์และแนวคิดทางการเมืองมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยชี้ว่า การลงมติสนับสนุนในการเลือกนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองบางพรรคเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ใช่การร่วมรัฐบาล ซึ่งในมุมมองของตนถือว่าไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเครื่องมือของพรรคอื่นที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร

โต้ข่าวพรรคโดนซื้ออย่างชัดเจน

ในประเด็นเรื่องข่าวลือว่าพรรครทสช. ถูกซื้อ นายพีระพันธุ์ตอบว่า “ไม่ทราบ แต่ไม่โดนซื้อแน่นอน” และยืนยันว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคใช่แผนการจากส่วนกลางของพรรคหลักเท่านั้น ไม่ได้มีการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลแบบพึ่งพา รวมทั้งมองว่าข่าวลือที่เกิดขึ้นนั้นอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือเจตนาในการทำลายภาพภาพพรรครวมถึงตัวของเขาเอง

ไม่ท้อแม้เผชิญความกดดัน ยึดหลักการเมืองเป็นแนวทาง

นายพีระพันธุ์ย้ำว่า ตนเองไม่เคยท้อแม้อยู่ในช่วงเวลาที่มีแรงกดดัน เพราะถือว่าการทำงานคือการแสดงให้เห็นว่ากระทำด้วยความรับผิดชอบมุ่งหวังให้เกิดความถูกต้องแก่บ้านเมืองและประชาชน และย้ำว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแนวทางการทำงานอย่างชัดเจน มุ่งเน้นความจริง ความโปร่งใส ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ในขอบเขตความสามารถและศักยภาพ พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาความไม่เป็นธรรมในหลายประเด็นของสังคม

เตรียมความพร้อมล่วงหน้ารับการเลือกตั้ง

เมื่อพูดถึงประเด็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ พีระพันธุ์ระบุว่า พรรครทสช. มีการเตรียมความพร้อมผู้สมัคร สส.ในพื้นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ โดยเน้นความเข้มแข็งของผู้สมัครในด้านอุดมการณ์ ความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน และการมีความรับผิดชอบ ซึ่งตนเองยืนยันว่า จะนำทัพดูแล校区กรุงเทพฯ ส่วนตัว โดยตรง

สุดท้าย นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติได้พิสูจน์แล้วว่า “เราพูด เราทำ และเราแก้จริง” พร้อมส่งต่อว่าความจริงที่พรรคดำเนินการจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแก้ปัญหาจริง มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับประชาชนและสังคมไทย

ติดตามสถานการณ์ พีระพันธุ์ นำทัพ รทสช. อย่างต่อเนื่องในทุกการขับเคลื่อนเพื่อวันข้างหน้าที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคม

ที่มา – ‘พีระพันธุ์’เปิดใจนำทัพเองพา ‘รทสช.’ไปต่อ โต้ข่าวพรรคโดนซื้อ

ชไมเคิล เสียดายผีแดงปล่อย 2 เพชรเม็ดงามหลุดมือ

ปีเตอร์ ชไมเคิล ตำนานผู้รักษาประตูของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาแสดงความเสียดายอย่างยิ่งหลังจากที่ “ผีแดง” ตัดสินใจปล่อยตัว สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ ราสมุส ฮอยลุนด์ สองเพชรเม็ดงามออกจากทีม ทั้งคู่ย้ายไปร่วมทีม “ค้างคาวสีน้ำเงิน” นาโปลี ในช่วงซัมเมอร์ปี 2024 แต่ผลงานหลังจากย้ายทีมกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ชไมเคิล เสียดายผีแดงปล่อย 2 เพชรเม็ดงามหลุดมือ

แม็คโทมิเนย์ ถูกมองว่าเป็นตัวสำรองที่พึ่งพิงได้ในหลายสถานการณ์ หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดฤดูกาลกับนาโปลี โดยพาทีมคว้าแชมป์ กัลโช เซเรีย อา และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปแบบสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีแม้อยู่ในวัยที่หลายคนมองว่าอาจถึงจุดตกชั้น

ในขณะเดียวกัน ฮอยลุนด์ ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสำคัญที่ยังไม่ได้รับโอกาสเต็มที่จากทีม แม้จะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์เรื่องการยิงประตูไม่เป็น หลังจากปั้นผลงานได้เพียง 26 ประตู จากการลงสนาม 95 นัดกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ชไมเคิล เชื่อว่านี่คือปัญหาของระบบที่ไม่เอื้อต่อเขา

ชไมเคิล ชี้วิธีเล่นผิด เสียทั้งคู่

ตำนานผู้รักษาประตูรายนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ต้นตอของปัญหาไม่ใช่ตัวผู้เล่น แต่เป็นสิ่งที่ทีมทำกับพวกเขา” และเตือนว่า หากไม่ปรับแนวทางการเล่นทีม บางทีเราจะเสียผู้เล่นที่น่าอัศจรรย์ออกไปอีกหลายคน

ชไมเคิล กล่าวว่า “ผมรู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องของ ฮอยลุนด์ อย่างแท้จริง เขาเป็นนักเตะที่ลงเล่นเต็มที่ วิ่งสู้มากที่สุดในทีม แต่บอลไม่มีทางไปเข้าตำแหน่งของเขาเลย เพราะเพื่อนร่วมทีมอยากยิงกันเองทั้งนั้น”

“คำถามคือ เราจะโทษเขาที่ยิงไม่เข้าแต่ไม่มีใครส่งบอลมาให้เขาหรือเปล่า?”

ความต่างกับ “อันโตนี”

ต่างจากอันโตนีที่ชไมเคิลระบุว่าไม่เหมาะสมกับความต้องการของทีมตั้งแต่แรก ส่งผลให้ถูกขายให้กับ เรอัล เบติส โดยตำนานผู้รักษาประตูให้ความเห็นว่า “อันโตนี ไม่ใช่ตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แม้จะมีช่วงที่ยิงได้ดี แต่โดยรวมแล้วไม่มีความสามารถระดับพรีเมียร์ลีก”

“เขาเล่นฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ได้จริง ๆ” ชไมเคิล กล่าวอย่างชัดเจน

ในขณะที่แม็คโทมิเนย์ และ ฮอยลุนด์ ถูกปล่อยไปเพราะปัญหานโยบายทีม ไม่ใช่ฝีเท้า ชไมเคิล เผยว่าทั้งสองยังสามารถช่วยทีมในแบบของตัวเองได้ หากมีแนวทางเล่นที่เหมาะสม

เมื่อถามว่า ผีแดง จะต้องเสียใจแค่ไหน คำตอบก็คือ มากที่สุด เพราะพวกเขา “ปล่อยนักเตะที่ควรค่าแก่การใช้งานมากยิ่งกว่าที่คาดไว้”

ในยุคที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วิกฤตการณ์เม็ดเงินในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด การปล่อยตัวผู้เล่นที่มีความเหมาะสมหรือใกล้เคียงแน่นอนว่าคือการตัดโอกาสของตนเองออกไป

ฟุตบอลไม่เพียงแต่ต้องการเม็ดเงินมากมาย แต่ต้องการความฉลาดด้านการบริหารจัดการทีม และการเลือกปล่อย-รักษาผู้เล่นที่ถูกต้องอีกด้วย

บางทีความสามารถอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าเมื่อเทียบกับการมีโอกาสใช้งานอย่างถูกต้อง และแน่นอนว่า “ชไมเคิล เสียดายผีแดงปล่อย 2 เพชรเม็ดงามหลุดมือ” เพราะหากย้อนไปดูเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ บางอย่าง การตกชั้นของทีมก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนี้

หากคุณเป็นแฟนบอลสายลุ้นทีมหรือเพียงแค่ชื่นชอบฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ล้วนสะท้อนถึง릇ผิดในระบบธุรกิจของสโมสรที่อาจไม่ได้ดีอย่างที่คิด

จึงขอถามทุกท่านว่า คุณคิดอย่างไรกับการที่ทีมปล่อยนักเตะที่ฝีเท้าดีแบบนี้ไป เพราะหลายคนอาจมองว่าทั้ง แม็คโทมิเนย์ และ ฮอยลุนด์ พร้อมใช้งานจริงในเวลาการันตี

ที่มา – “ชไมเคิล” เสียดายผีแดงปล่อย 2 เพชรเม็ดงามหลุดมือจวก “อันโตนี” ฝีเท้าไม่ถึงขั้น

‘เขมร’ ครึ่งร้อยลอบข้ามแดน โร่หางานทำในไทย

เมื่อวันที่ 18 กันยายน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ร่วมกันดำเนินการจับกุมกลุ่มชาวกัมพูชาซึ่งลักลอบเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี โดยมีจำนวนกว่า 50 คน ซึ่งผู้ถูกจับกุมให้การว่าเข้ามาในเมืองไทยเนื่องจากความอดอยากและหวังจะหางานทำเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ

‘เขมร’ ครึ่งร้อยลอบข้ามแดน โร่หางานทำในไทย

จากการสืบสวนทราบว่า เจ้าหน้าที่ตรวจค้นในพื้นที่สวนลำไย หมู่ 8 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี แล้วพบกลุ่มคนต้องสงสัยจำนวนมากเดินอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อแสดงตัวตรวจสอบจึงพบว่าพวกเขาเป็นชาวกัมพูชาซึ่งลอบเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติโดยไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ

หนีความอดอยาก ยันโดนรัฐบาลลอยแพ

จากการสอบสวนเพิ่มเติม พวกเขายืนยันว่าตัดสินใจเดินทางลับเข้ามาใน ‘เขมร’ ครึ่งร้อยลอบข้ามแดน โร่หางานทำในไทย เพราะประเทศบ้านเกิดประสบปัญหาเศรษฐกิจ แม้ฝ่ายการเมืองจะให้คำมั่นเรื่องงานทำ แต่เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดจริงๆ กลับพบว่าไม่มีโอกาสได้งานเลยสักตำแหน่ง

ทั้งหมดยอมรับว่า ถูกจากระบบสวัสดิการของรัฐบาลลอยแพ ชีวิตไม่มีทางเลือก นอกจากหนีความยากจนเข้ามาในประเทศไทย พวกเขาเผยว่าทุกครั้งที่หลบเข้ามาจะแอบตั้งแคมป์อยู่กลางป่า เดินทางตลอดคืนและหยุดพักกลางวันเพื่อไม่ให้ถูกพบ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหากับพวกเขาตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และส่งตัวไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจบ้านแปลง ก่อนจะดำเนินการส่งกลับประเทศในภายหลัง

  • จับกุม ชาวกัมพูชากว่า 50 คนในพื้นที่ชายแดนจันทบุรี
  • เข้ามาโดยไม่มีเอกสารเดินทางหรือวีซ่า
  • ยอมรับว่า ‘เขมร’ ครึ่งร้อยลอบข้ามแดน โร่หางานทำในไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความยากจน
  • ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและจะถูกส่งตัวกลับบ้านเกิด

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประชาชนจำนวนมากกล้าเสี่ยงตัวลักลอบเข้ามาในประเทศไทยในความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงและสังคมในระดับหนึ่ง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจเรื่องนโยบายต่างประเทศหรือปัญหาแรงงานข้ามชาติ การติดตามข่าวสารด้านนี้อย่างใกล้ชิดอาจช่วยให้คุณเข้าใจผลกระทบ เชิงลึกต่อสังคมไทยมากขึ้น

ที่มา – ‘เขมร’ ครึ่งร้อยลอบข้ามแดน โร่หางานทำในไทย ยันโดนรัฐบาลลอยแพ ต้องหนีความอดอยาก

ใครสงสัยมาทางนี้! กกท. ชี้แจงคำว่า “โอลิมปิค” กับ “โอลิมปิก”

หากคุณเป็นแฟนกีฬา ย่อมรู้จักงานแข่งขันกีฬาชั้นวางแผงโลกอย่าง โอลิมปิก อย่างแน่นอน แต่ในทุกๆ ครั้งที่พูดถึงหรือใช้คำนี้ หลายคนอาจเคยสงสัยว่าคำว่า “โอลิมปิค” กับ “โอลิมปิก” ใช้ต่างกันอย่างไร?

ล่าสุด คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน ผ่านเพจ “คำไทย” ที่ตั้งข้อสงสัยถึงการใช้คำว่า “โอลิมปิค” (ปิค) และ “โอลิมปิก” (ปิก) ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ และคำตอบที่ได้รับนั้น น่าสนใจไม่น้อย

ใครสงสัยมาทางนี้! กกท. ชี้แจงคำว่า “โอลิมปิค” กับ “โอลิมปิก”

ตามคำอธิบายของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คำว่า “โอลิมปิค” (สะกดด้วย “ค”) เป็น ชื่อเฉพาะ ที่มีการจดทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้เฉพาะ 3 หน่วยงานเท่านั้น ได้แก่:

  • คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิโอลิมปิคแห่งประเทศไทย
  • สถาบันวิทยาการโอลิมปิคไทย

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า หากใครต้องการระบุถึง 3 หน่วยงานดังกล่าวให้ถูกต้อง ควรถูกใช้คำว่า “โอลิมปิค (ปิค)” เท่านั้น

คำว่า “โอลิมปิก” ใช้เมื่อไร?

ในทางกลับกัน สำหรับกรณีการใช้คำในลักษณะอื่น เช่น การกล่าวถึงงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิกระดับนานาชาติ คณะกรรมการโอลิมปิกระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเขียนบทความทั่วไปเกี่ยวกับโอลิมปิกทั่วโลก แล้วแต่งาน ควรใช้คำว่า “โอลิมปิก” (สะกดด้วย ก)

ซึ่งถือเป็นคำกลางที่ใช้สื่อถึงกีฬาหรือกิจกรรมทั่วไปที่ไม่ใช่หน่วยงานเฉพาะเจาะจง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นว่า ไม่ใช่การอ้างถึงหน่วยงานของไทยโดยเฉพาะ

ดังนั้น ทั้งในเชิงภาษาและการสื่อสารข้อมูลจากการใช้คำ จึงมีความสำคัญมากว่าจะเขียนหรือใช้คำว่า “โอลิมปิค” หรือ “โอลิมปิก” โดยคำว่า “โอลิมปิก” (ปิก) จึงเหมาะกับการใช้งานทั่ว ๆ ไป เช่น การรายงานข่าว บทความวิเคราะห์ หรือการพูดถึงเหตุการณ์กีฬาระหว่างประเทศ

สิ่งสำคัญคือการรู้จักใช้ให้ถูกบริบท เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้งในประชาชนและวงการกีฬา โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การใช้คำอย่างถูกต้องย่อมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดความสับสน

หากคุณเป็นนักเขียน นักข่าว หรือเพียงแค่ผู้ที่สนใจกีฬาโอลิมปิก การเข้าใจในประเด็นเล็กๆ อย่างนี้ ถือเป็นความเข้าใจในวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยเช่นกัน

ที่มา – ใครสงสัยมาทางนี้! กกท. ชี้แจงชัด คำว่า “โอลิมปิค” กับ “โอลิมปิก” ใช้ต่างกันอย่างไร?

รำเชิดชู 9 ครูเกษียณ ยกแม่ครูพรชัยผู้บุกเบิกวงโปงลางโด่งดังโลก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ลานพิธี อาคารโดม 100 ปี โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ จ.กาฬสินธุ์ ดร.จารุวรรณ รัตนมาลี ผู้อำนวยการโรงเรียนได้เป็นประธานจัดพิธีมุทิตาจิตให้แก่ครูผู้เกษียณอายุราชการประจำปี 2568 ซึ่งมีคณะผู้บริหาร บุคลากร ศิษย์เก่า และนักเรียน เข้าร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง

รำเชิดชู 9 ครูเกษียณ

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีให้แก่คุณครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณออกไป สำหรับปีนี้มีครูผู้เกษียณทั้งสิ้น 9 ท่าน ได้แก่ นายพรชัย ครองยุติ, นายทศพล ภูบุญรอด, นายทินกร ฉายมงคล, นายณรงค์ชัย หาญอาษา, นางวราภรณ์ แจ่มพงษ์, นางจิตตะวัน อินทฤทธิ์, นางจิตตรา พลวิจิตร์, นายอนันตนาค โพธิทองดี และนายโชคชัย กุสุมารย์

บรรยากาศในพิธีมุทิตาจิต

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความซาบซึ้ง และความประทับใจอย่างยิ่ง นักเรียนกว่า 4,000 คน ร่วมแสดงรำชุด ‘ลูก ก.พ.ส. ร้อยรักรวมใจ สานสายใยมุทิตาจิต’ อย่างพร้อมเพรียง จากนั้นตัวแทนนักเรียนก็ได้มอบมาลัยกร และศิษย์เก่าร่วมแสดงความกตัญญูผ่านบทกลอนมุทิตาจิต

แม่ครูพรชัย กับวงโปงลางกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์

หนึ่งในครูผู้เกษียณที่น่าจับตามองคือ แม่ครูพรชัย หรือ นายพรชัย ครองยุติ ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่มีชื่อเสียงในด้านดนตรีพื้นบ้านอีสาน โดยเฉพาะในฐานะผู้บุกเบิกวงโปงลางของโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ท่านได้นำวงดนตรีไปแสดงและเผยแพร่ศาสนธรรมพื้นบ้านในหลายประเทศ ทั้งในแถบทวีปยุโรป และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

การแสดงรำในพิธีมุทิตาจิต

“แม่ครูพรชัย” มิใช่แค่ชื่อเล่น แต่เป็นคำนับถือจากลูกศิษย์และวงการดนตรีพื้นบ้านที่มีต่อท่าน เนื่องจากความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดศิลปะการแสดง เช่นเดียวกับการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานผ่านวงโปงลาง จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

  • ผู้บุกเบิกวงโปงลางกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์
  • นำศิลปะดนตรีอีสานไปแสดงในต่างประเทศ
  • สร้างลูกศิษย์รุ่นใหม่มากมายด้านการแสดง
  • ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

การจัดพิธีเชิดชูเกียรติครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพและขอบคุณ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของภาษา วัฒนธรรม และศิลปะไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการสานต่อภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่โลกสมัยใหม่

หากคุณมีโอกาสเยี่ยมชมการแสดงวงโปงลาง หรือเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีพื้นบ้านอีสาน ขอให้รำลึกถึงคุณครูผู้มีพระคุณอย่าง “แม่ครูพรชัย” ที่ทุ่มเทเพื่อให้วัฒนธรรมไทยยังคงส่องแสงสว่างไปทั่วโลก

อย่าลืมติดตามกิจกรรมดี ๆ ที่โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ และการเดินทางของวงโปงลางที่ยังคงสานต่อความภูมิปัญญาของเราต่อไป

ที่มา – รำเชิดชู 9 ครูเกษียณ ยก “แม่ครูพรชัย” ผู้บุกเบิกวงโปงลางกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โด่งดังทั่วโลก

สัญญาณดี? ‘ใบเฟิร์น’ ไม่ติดถ้าคิวว่างยินดีร่วมงาน ‘นาย ณภัทร’

เรียกได้ว่าถึงแม้จะเลิกรากันไปแล้ว แต่หลายคนยังแอบเชียร์ให้มีผลงานคู่กันอีกครั้ง สำหรับนางเอกสาว “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” และพระเอกหนุ่มสุดฮอต “นาย ณภัทร” โดยแฟนๆ แอบหวังอยากดูละครของทั้งคู่กันอย่างมาก โดยล่าสุด ในงาน ‘คลีนดี มี BARRIER SKINTIFIC x BAIFERN’ SKINTIFIC’ เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ ใบเฟิร์นได้เผยถึงประเด็นดังกล่าว

สัญญาณดี? ‘ใบเฟิร์น’ ไม่ติดถ้าคิวว่างยินดีร่วมงาน ‘นาย ณภัทร’

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก เผยว่า “สำหรับเมื่อกี้ที่มีการเซอร์ไพร้ส์วันเกิดบนเวที คือเขิน ซึ่งเราไม่รู้เบื้องหลัง ผู้จัดการเราเป็นคนเปลี่ยนเมล มันเป็นคนนิสัยอย่างนี้ไง ไม่เหมือนคนของเราสักนิด (ยิ้ม) ซึ่งเราก็ไม่เห็น คือมันมีคนของเราเป็นไส้ศึกค่ะ

วันเกิดแฮปปี้ รักษาความเขินได้ไหม?

ถามว่าโดนแกล้งบ่อยไหม ก็บ่อยค่ะ เฟิร์นไม่ค่อยรู้ หมายถึงว่าเฟิร์นไม่ค่อยฉุกคิดอะไรทั้งนั้น ซึ่งนาง (ผจก.) ก็สามารถแจ้งเราได้ทุกรอบ ส่วนวันเกิดถามว่ามีแพลนจะไปไหน ก็ไม่มีเลยค่ะ ซึ่งปีนี้ก็ทำงาน ส่วนอายุก็ 33 แล้วค่ะ เลขสวย สาธุค่ะ ปกติก็จะทำบุญง่ายๆ มีคุณพ่อคุณแม่หรือไม่ก็ผู้จัดการ

  • ปีนี้อายุครบ 33 ปี
  • ไม่ตั้งแพลนวันเกิดแบบซับซ้อน
  • มีผู้จัดการเป็นไส้ศึกประจำ

ส่วนแพลนกับชีวิตที่โตขึ้น คือเต็มที่ก็คือตื่นมาและไปไหว้พระ ส่วนเรื่องเซอร์ไพร้ส์ก็จะเป็นวีรกรรมของเพื่อนๆ มากกว่า ถามว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษก็ไม่เลย (มีผู้ชายแอบถามว่าอยากได้อะไรในปีนี้) ไม่มี มันไม่มีจริงๆ อย่างเวลานอนก็มี… ก็อยากให้หมานิสัยดีขึ้น ใครจะได้ ต้องครูฝึก

ใบเฟิร์นอยากมีความสุขในแต่ละวัน

คือมันไม่มีอะไรเลย ถามว่าตั้งเป้ายังไงกับชีวิตเรา คือมีดาราที่เขาไม่ตั้งเป้าหมายอะไรไหม (หัวเราะ) คือเราก็แค่อยากทำงานให้ดีแค่นั้นเอง คือเราอาจจะไม่ได้มีเป้าหมายอะไรใหญ่ในชีวิตมากมายนัก เรารู้ว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุขในแต่ละวัน งานเราก็อยากทำให้เสร็จแต่ก็ไม่ต้องรีบจบก็ได้ ระหว่างวันมันก็สนุกดี

ถามว่าปีนี้จะใหญ่เหมือนปีที่แล้วไหม ก็บอกเพื่อนไว้ว่าถ้าจะมีอะไรก็มากินข้าวที่บ้านธรรมดาเนาะ คราวที่แล้วปวดตัวไปหลายวันมาก คือสาหัสเลย เจ็บหลังเป็นแถว ปีนี้ก็ขอเบาๆ กินข้าวก็พอ ซึ่งเราก็พูดรวมๆ กับเพื่อนเมื่อปีที่แล้วแล้ว คือเรารู้กันไม่ไหวอีกวันหนึ่ง

ใบเฟิร์นไม่ติด ถ้าคิวว่างก็ยอมร่วมงาน

ส่วนที่หลายคนถามว่าแล้วจะมีโอกาสได้ร่วมงานละครกับ “นาย ณภัทร” จะกลับมาร่วมงานกันไหม คือได้หมดเลยค่ะ หนูไม่ติดอยู่แล้ว คือถ้าคิวมันได้ไล่เรียงกันมา หนูไม่ติดเลย ก็รับไว้ก่อน หลายคนก็เชียร์ว่าเรื่องถัดไปอยากให้เล่นคู่กัน

ดูเหมือนว่า ‘ใบเฟิร์น’ จะไม่กั๊ก และเปิดใจให้โอกาสกับ ‘นาย ณภัทร’ อย่างเต็มที่ แสดงว่าทั้งสองคนยังมีเคมีและความเข้ากันได้ในแง่ของงาน และแฟนๆ ก็ยังจับตามอง และหวังให้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – สัญญาณดี? ‘ใบเฟิร์น’ ไม่ติดถ้าคิวว่างยินดีร่วมงาน ‘นาย ณภัทร’ เผยชีวิตสุดแฮปปี้อวยพรตัวเองขอให้มีความสุข!