ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชีวิตรันทด! “ปวีณา” รุดช่วย พ่อขอสังกะสีซ่อมหลังคา ให้ลูกน้อยถูกสิบล้อทับ ไม่ต้องนอนตากฝน

เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยคณะผู้มีใจ慈悲 ได้รุดลงพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวหนึ่งที่ประสบความเดือดร้อนอย่างหนัก

ชีวิตรันทด! “ปวีณา” รุดช่วย พ่อขอสังกะสีซ่อมหลังคา ให้ลูกน้อยถูกสิบล้อทับ ไม่ต้องนอนตากฝน

จากกรณีเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พ่อของเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งได้โทรไปที่สายด่วน 1134 ร้องขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา เนื่องจากครอบครัวยากจนมาก บ้านผุพัง หลังคารั่ว จำเป็นต้องเปลี่ยนสังกะสี 5 แผ่น ไม่งั้นลูกชายที่ถูกรถบรรทุกทับจนได้รับบาดเจ็บสาหัสจะต้องนอนตากฝนตลอดช่วงหน้าฝน

เด็กชายรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567 ซึ่งถูกรถบรรทุกทับบริเวณขาจนเกิดกระดูกขาหักถึง 5 ท่อน และกระดูกสันหลังหัก เดินไม่ได้ ต้องเจาะทวารเทียม ไม่สามารถเข้าเรียนได้เกินหนึ่งปี

บ้านพังรั่ว พ่อไม่มีงาน แม่ป่วยจิต

ในการลงพื้นที่ นางปวีณาได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคม และกระทรวงแรงงาน ติดตามเยี่ยมเยียนครอบครัว เห็นว่าบ้านเป็นเพิงพัก หลังคารั่ว ไม่มีฝาบ้าน มีเพียงผ้าและแผ่นพลาสติกแปะปิดไว้ เด็กต้องนอนตากฝนเกือบทุกวัน

  • ช่วยซ่อมบ้าน
  • ช่วยหางานให้พ่อ
  • สนับสนุนการศึกษาของเด็ก
  • ประสานการรักษาทางการแพทย์

นางปวีณาได้มอบเงินช่วยเหลือและข้าวสารให้ครอบครัว พร้อมกับประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน ทั้งการนัดหมายหมอที่โรงพยาบาลเด็ก เตรียมนำลำไส้ที่เจาะออกมาขณะนี้กลับเข้าท้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงจัดงานให้กับพ่อที่ตกงานและเคยถูกจับในคดียาเสพติด เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวต่อไป

ส่วนทางด้านการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ระบุว่าจะจัดการเรียนการสอนให้น้องเด็กชายรายนี้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนหรือเรียนทางไกลก็ตาม

กรณีช่วยเหลือนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคมในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรใดสามารถทำได้เพียงลำพัง หากต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบ

การให้ความช่วยเหลือครอบครัวรายนี้ไม่ใช่แค่การซ่อมบ้านหรือให้เงิน แต่เป็นการให้โอกาสให้ทั้งครอบครัวได้กลับมายืนหนึ่งอีกครั้งในชีวิต และให้ลูกน้อยได้มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป

ที่มา – ชีวิตรันทด! “ปวีณา” รุดช่วย พ่อขอสังกะสีซ่อมหลังคา ให้ลูกน้อยถูกสิบล้อทับ ไม่ต้องนอนตากฝน

บิ๊กเล็กสั่งถกRBCเคลียร์ชายแดนสระแก้ว ไม่จบจะทวงในGBC

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรมว.กลาโหม ได้สั่งการให้แม่ทัพภาคที่ 1 เร่งประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) เพื่อเคลียร์ปัญหาชายแดนบริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว หลังจากเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งถือเป็นจุดร้อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

บิ๊กเล็กเน้นย้ำใช้กฎหมายไทย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ได้มีมติร่วมกับฝ่ายกัมพูชาว่าให้ผู้ว่าราชการทั้งสองฝ่ายเข้าประชุมเพื่อบริหารพื้นที่ให้เป็นระบบ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า พล.อ.ณัฐพล จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินการในระดับ RBC โดยให้แม่ทัพภาคที่ 1 เร่งจัดประชุม หากไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก็จะนำปัญหานี้ไปทวงถามอีกครั้งในวง GBC

เข้มงวดแต่ไม่แข็งกร้าว

“การที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่หมายความว่ามีการกระทำที่ล้ำเขตของประเทศไทย และเราต้องลงมือจัดการตามกฎหมาย” พล.อ.ณัฐพล กล่าว พร้อมระบุว่าการที่เขาเรียกร้องให้ใช้กฎหมายไทยในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว เป็นการรักษาความสงบสุขในระดับท้องถิ่น หากยังไม่ได้ข้อสรุปจาก RBC ไทยก็มีความพร้อมในการจัดการทุกระดับ ตั้งแต่กองทัพภาคไปจนถึงศูนย์เฉพาะกิจ

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าได้มีการหารือกับ พลเอก เตีย เซยฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกัมพูชา แล้วว่า สำหรับพื้นที่ด้านไทยจะดำเนินการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด ซึ่งประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง

รับมือสถานการณ์อย่างมีระบบ

สำหรับเหตุการณ์การปะทะที่เกิดขึ้น พล.อ.ณัฐพล เชื่อว่ามีการวางแผนอยู่เบื้องหลังโดยฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นได้มีการส่งถึงต่างประเทศเพื่อประท้วงต่อพฤติกรรมของไทย ซึ่งตรงกันข้ามกับการรับรู้ของหัวหน้าคณะผู้ตรวจการณ์ในพื้นที่ (IOT) จากมาเลเซียที่ชมว่าไทยปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม

  • พื้นที่ชายแดนถูกติดตามอย่างใกล้ชิด
  • มีการใช้กฎหมายอย่างชัดเจนหากมีการล้ำเขต
  • RBC เป็นช่องทางที่สำคัญในขั้นตอนนี้
  • หากไม่มีความคืบหน้าจะนำเรื่องไปทวงถามในวง GBC

แม้ว่าจะมีความซับซ้อนจากฝ่ายกัมพูชา ที่สื่อข่าวและออกหนังสือประท้วงระหว่างประเทศ แต่พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อเหตุ และมีความพร้อมในทุกแง่มุมด้านความมั่นคง รวมทั้งย้ำว่าภูมิปัญญาThaiในจัดการชายแดนเน้นการแก้ปัญหาอย่างสันติ แต่ก็ไม่ถอยหากอธิปไตยถูกละเมิด

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล เผยว่าในเรื่องนี้ต้องพิจารณาระดับนโยบายรัฐบาล และตำแหน่งที่ตนเองรับผิดชอบในขณะนี้ เป็นเพียงรักษาการ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยถึงแนวทางการจัดการใดๆ ในระยะยาวเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน

ความร่วมมือภาคพื้นเป้าหมายสำคัญ

สุดท้าย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าทุกฝ่ายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม หรือกองทัพ เห็นพ้องกันว่าการรักษาความสงบในพื้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือ ทั้งจากภาคส่วนท้องถิ่นและชุมชนชายแดน ซึ่งทุกฝ่ายควรเข้าใจถึงกฎหมาย ระเบียบ และหน้าที่ในการรักษาความมั่นคง รวมถึงการให้ความเอื้ออาทรแก่ผู้คนทั้งสองฝั่งอย่างเท่าเทียม

หากคุณเป็นผู้ที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง การมีช่องทางการสนทนาอย่างเป็นทางการผ่าน RBC และ GBC มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ สั่งแม่ทัพภาค 1 เร่งถก RBC เคลียร์ปมชายแดนสระแก้ว หากไม่จบเตรียมทวงในวง GBC

น้ำชา ชีรณัฐ ลั่นสตอรี่งูพิษ พริม ณัฐชา สวนกลับ

近期娱乐圈掀起轩然大波,女星ออม สุชาร์ มานะยิ่ง卷入一起涉及金额超过1亿泰铢的“挪用公司资金”丑闻。事件曝光后,她迅速出面澄清:“我从没欺骗任何人,也从没占过任何人的便宜。” 并强调所有争议都有法院的证据支持。

น้ำชา ชีรณัฐ ลั่นสตอรี่งูพิษ พริม ณัฐชา สวนกลับ

娱乐圈好友纷纷发声支持ออม,其中最具话题性的莫过于น้ำชา ชีรณัฐ。她不仅在IG贴出与ออม的合照,还配上一句简短有力的留言:“I feel you, girl… let justice take its course ❤️”,表达力挺。

不过,真正引爆话题的是น้ำชา随后连续发布的IG限时动态。她在动态中写道:“เรื่องเดิม…กับคนใหม่”,并配上毒蛇表情符号。随后她又发布“ทำตัวเป็นเหยื่อทุกเรื่อง มองตัวเองบ้างนะคะ”以及“แสดงเก่งขึ้นเยอะ หลังจากฝึกมาหลายปี”,再次以一个巨大的毒蛇表情收尾。

น้ำชา ชีรณัฐ โพสต์สตอรี่งูพิษ หมายถึงใคร?

虽然她未指名道姓,但这些言辞立刻让网友联想到了近期备受争议的พริม ณัฐชา,ออม的商业伙伴。面对舆论风暴,พริม也在热门节目โหนกระแส中正面回应了此事。

节目中,主持人หนุ่ม กรรชัย直接问及她对น้ำชา贴文的看法。พริม回应说: “เขาต้องการอะไร เรื่องของเขากับหนูมันจบไปนานแล้ว จบที่ศาล เขาได้รับเงินไปนานแล้วด้วย หนูก็ไม่แน่ใจว่าเขาไม่จบเหรอ”,这句话也无疑再次将争议推向高潮。

  • ออม สุชาร์ มานะยิ่ง 陷入挪用资金风波
  • น้ำชา ชีรณัฐ 发文支持好友,并暗讽某人
  • พริม ณัฐชา 回应:事情早就结束了,她还想要什么?
  • 粉丝和观众纷纷关注事件真相

目前双方各执一词,真相仍有待ออม本人进一步说明。这场娱乐圈的“大戏”,在网友们持续的关注下,或许还远未结束。

你怎么看这场公众人物间的争议?留言告诉我们你的想法吧!

ที่มา – ‘น้ำชา ชีรณัฐ’ ลั่นสตอรี่งูพิษ ‘พริม ณัฐชา’ สวนกลับกลางโหนกระแส ได้เงินแล้วไม่จบเหรอ?

เสิร์ฟหมูกระทะ 100 ชุด ก้อยเนื้อสด ให้ทหารชายแดน เติมพลังปกป้องอธิปไตย

เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อบอุ่นใจกลางชายแดนที่ฐานปฏิบัติการตรึงกำลังรักษาอธิปไตยไทย บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร อำเภอ กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความคึกคัก เนื่องจากได้รับ “อาหารมื้อพิเศษ” จากแรงศรัทธาของพี่น้องประชาชนแนวหลัง นำโดยหลวงตาสินธ์ทรัพย์ เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จังหวัดอุบลราชธานี

เสิร์ฟหมูกระทะ 100 ชุด ก้อยเนื้อสด ให้ทหารชายแดน เติมพลังปกป้องอธิปไตย

หลวงตาสินธ์ทรัพย์ได้เมตตาจัดส่ง เสิร์ฟหมูกระทะชุดใหญ่ จำนวน 100 ชุด มาถึงกองกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่บนแนวหน้า โดยส่งมอบให้แก่ “สุรนารี” ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 และทหารพรานที่ 23 ซึ่งกำลังอยู่ในตำแหน่งสำคัญ ณ จุดยุทธศาสตร์ชายแดนไทย–กัมพูชา

อาหารจากหัวใจ เติมใจคนเฝ้าแดน

เป็นที่น่าสังเกตว่า “จ่าตี๋ 120 ล้านบาท” อดีต ตชด.22 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ ได้เดินทางมาร่วมในกิจกรรมนี้อีกครั้ง โดยนำ “ก้อยเนื้อสด” อาหารยอดฮิตของชายแดน พร้อมข้าวเหนียวกล่องใหญ่ มาเติมพลังให้กำลังพล ทำให้มื้อกลางวันของทหารกลายเป็นช่วงเวลาพิเศษ

การได้รับอาหารจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ทำให้อิ่มท้อง แต่ยังอิ่มใจและเติมพลังให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต่างก็ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ย่อท้อ ยังคงทุ่มเทความพร้อมทุกด้านเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยต่อไป

พ.ต.อ.กวีพงษ์ พลการ ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ได้เปิดเผยว่า “ทางพวกเราขอกราบขอบพระคุณหลวงตาสินธ์ทรัพย์ และประชาชนที่ร่วมให้กำลังใจ ด้วยจิตศรัทธาที่เมตตาเอื้ออาทร เสิร์ฟหมูกระทะ 100 ชุด ก้อยเนื้อสด ให้ทหารชายแดน เพื่อปลุกแรงใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ทุกคนมีความเข้มแข็งในการปฏิบัติภารกิจ”

ฝ่ายความมั่นคงยังไม่ประมาท ย้ำว่าแนวชายแดนปราสาทเขาพระวิหารยังถือเป็นพื้นที่สำคัญที่จำเป็นต้องมีการตรึงกำลังอย่างเข้มข้น ทั้งสองฝั่ง ทั้งไทยและกัมพูชา ดังนั้นสถานการณ์ยังคงไม่ปลอดภัย 100% หากต้องการส่งกำลังใจในรูปแบบอาหารหรือวัสดุอุปโภคบริโภคใด ๆ ควรติดต่อผ่าน ฉก.1 ของกองประจำการก่อน เพื่อความปลอดภัยและประสานงานที่เหมาะสม

อีกทั้งพ.ต.อ.กวีพงษ์ ยืนยันว่า “มื้อนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่มือที่นำเสิร์ฟโดยประชาชนหลาย ๆ ราย อุดมไปด้วยความห่วงใย ความเมตตา และจิตสำนึกในหน้าที่ชาติ ถือเป็นกำลังใจทางจิตใจที่ลึกซึ้งให้กับทุกกำลังพลที่อยู่ในแนวหน้า”

  • ไม่มีผู้เสียชีวิต
  • รักษาความมั่นคงถาวรอย่างต่อเนื่อง
  • รับอาหารจากประชาชนอย่างปลอดภัย
  • อุดหนุนกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

จะเห็นได้ว่า “เสิร์ฟหมูกระทะ 100 ชุด ก้อยเนื้อสด ให้ทหารชายแดน เติมพลังปกป้องอธิปไตย” ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นภาพสะท้อนของความสามัคคี ความเข้าใจ และความรักชาติของคนไทย ที่ไม่ว่าเวลาหรือสถานการณ์ใด ใคร ๆ ก็พร้อมจะเป็นกำลังใจให้กับบรรดาเพื่อนบ้านเราที่กำลังป้องกันประเทศอยู่ทุกวัน

หากคุณเองเป็นคนหนึ่งที่มีหัวใจรักชาติ เชื่อว่าการร่วมเป็นกำลังใจในรูปแบบง่าย ๆ อย่างนี้ ก็สามารถเติมพลังให้พวกเขาได้มากกว่าที่คิด

ที่มา – เสิร์ฟหมูกระทะ 100 ชุด ก้อยเนื้อสด ให้ทหารชายแดน เติมพลังปกป้องอธิปไตย

เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง! ‘ช้างศึก’ อันดับขึ้น ยังที่ 1 อาเซียน – เบอร์ 1 โลกเปลี่ยนมือ

เมื่อไม่นานมานี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ออกมาประกาศอันดับโลกล่าสุดภายใต้ชื่อ “เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง” เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 หลังจบการแข่งขันฟีฟ่าเดย์ต้นเดือน กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งการแสดงผลงานที่โดดเด่นของ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลชาติไทย ในการคว้าแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ทำให้ เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง และอันดับของทีมชาติไทยมีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน

เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง! ‘ช้างศึก’ ขยับขึ้นอันดับ 101 ของโลก

ในการลงสนามแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ภายใต้การคุมทัพของโค้ชคนใหม่ ทีมชาติไทย เก็บชัยชนะเหนือ ฟิจิ 3-0 และแม้จะแพ้ อิรัก 0-1 ในนัดสุดท้าย แต่ผลงานโดยรวมสามารถดึงคะแนนให้ทีมไทย เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง และยกระดับอันดับโลกจากเดิมที่ 102 เป็นอันดับ 101 ของโลก โดยยังครองตำแหน่งเบอร์ 1 แห่งภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางการขึ้น-ลงของทีมอื่นๆ

ผลจากการแข่งขันฟีฟ่าเดย์ ที่เปลี่ยนภาพรวมอาเซียน

นอกจากทีมไทยจะมีการยกระดับขึ้นอันดับแล้ว ยังมีทีมอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเคลื่อนไหวอีกด้วย โดย เวียดนาม ที่เคยเป็นทีมอันดับ 1 อาเซียนต้องเปลี่ยนผู้นำลงมา 1 ขั้น อยู่ที่อันดับ 114 ขณะที่ อินโดนีเซีย ตกชั้นสู่อันดับ 119 ตามมาอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเมียนมา มีการเคลื่อนไหวขึ้น 2 ถึง 3 ขั้น สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนในฟุตบอลระดับชาติของแต่ละประเทศในภูมิภาค

  • เวียดนาม อยู่อันดับ 114
  • อินโดนีเซีย อยู่อันดับ 119
  • มาเลเซีย อยู่อันดับ 123 ขึ้น 2 ขั้น
  • ฟิลิปปินส์ อยู่อันดับ 143 ขึ้น 2 ขั้น

ทั้งนี้ ฟุตบอลระดับภูมิภาคอาเซียนยังคงถือว่ามีความน่าติดตามสูง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างชาติที่สร้างผลสะเทือนต่อระบบจัดอันดับ เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง อย่างชัดเจน

เอเชียมีตัวแทนอันดับสูง มีทีมไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค

ในระดับเอเชีย ภาพยนตร์ฟุตบอลยังคงมีตัวเต็งนำโดย ญี่ปุ่น ที่ยังคงครองตำแหน่งอันดับ 1 เอเชีย อันดับโลกที่ 19 และตามมาด้วย อิหร่าน อันดับโลกที่ 21, เกาหลีใต้ 23, ออสเตรเลีย 25 และกาตาร์ 53 แม้ทีมอิรัก จะชนะคิงส์คัพ แต่ได้รักษาอันดับไว้ที่ 58 ของโลก

ทีมชาติไทยอยู่ในอันดับ 16 เอเชีย และยังสามารถรักษาอันดับที่หนึ่งของภูมิภาคอาเซียนไว้ได้สำเร็จ แม้จะมีการขยับข่ายของอีกหลายชาติ แต่อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การเตรียมทัพที่มีประสิทธิภาพ และแผนระยะยาวของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สดใสต่ออนาคตของฟุตบอลไทย

เบอร์หนึ่งโลกหลุดจากอาร์เจนตินา สเปนคว้าบัลลังก์

ไม่น้อยไปกว่าเรื่องของทีมไทย ในระดับโลกก็มีการเปลี่ยนแปลงโดยเห็นได้ชัด โดย “กระทิงดุ” สเปน ได้คว้าอันดับหนึ่งของโลกขึ้นมาจากการชนะฟีฟ่าเดย์ ตามมาด้วยทีมฝรั่งเศส ในฐานะอันดับสองโลก และอาร์เจนตินาร่วงลงสู่อันดับสาม ตามด้วยอังกฤษ, โปรตุเกส และบราซิล

อีกหนึ่งเรื่องน่าสนใจคือ เยอรมนี ทีมอันดับต้นๆ มาแต่ก่อนหน้านี้ หลุดท็อปเท็นอย่างแทบไม่ตั้งตัว ร่วงลงจากอันดับ 9 เป็นอันดับ 12 ถือว่าเป็นการย้ายบัลลังก์ที่น่าทึ่งของวงการฟุตบอลโลกในรอบหลังๆ

จากภาพรวมของเวทีฟีฟ่าเดย์ ทั้งในระดับภูมิภาคและโลกนั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงการขยับข่ายของความฝัน ทั้งของนักเตะ โค้ช และแฟนบอล ที่ทุกชาติพยายามเข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นเลิศ โดยเฉพาะฟุตบอลไทย ที่เราควรจับตาและเป็นกำลังใจให้พวกเขาต่อไป

อย่าลืมคอยติดตามและเชียร์ ‘ช้างศึก’ กันให้เต็มที่ เพราะอันดับโลกที่เพิ่มขึ้น คือเชื้อไฟที่ทำให้ทีมเรายิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้ง!

ที่มา – เปิดฟีฟ่าแรงกิ้ง! ‘ช้างศึก’ อันดับขึ้น ยังที่ 1 อาเซียน – เบอร์ 1 โลกเปลี่ยนมือ

‘ชุติพงษ์’ เปิดโปง ‘ครม.หนู’ ตั้งคนถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา นายชุติพงษ์ พิภพภิญโญ ส.ส.ระยอง พรรคประชาชน ได้แถลงกรณีมีโผรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.หนู) รายชื่อบุคคลที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่า ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ในอดีต โดยมีการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตั้งแต่ปี 2565 พร้อมรายงานไต่สวนและเอกสารประกอบที่ส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

‘ชุติพงษ์’ ปูดโผ ‘ครม.หนู’ ตั้งคนถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต

ภายใต้การเสนอชื่อที่มีการปล่อยออกมาจากสำนักงานนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั้น ที่ประชุม ครม.หนู ครั้งนี้มีบุคคลที่มีรายงานจาก ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังคงได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางการต่อต้านการทุจริตโดยตรง

กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสร้างคำถามทางการเมืองหลายประเด็น เพราะแม้จะมีการรายงานจาก ป.ป.ช. อย่างชัดเจน แต่รายชื่อยังคงปรากฏในการแต่งตั้งครม.อย่างน้อยหนึ่งราย ซึ่งตนยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวเป็นนักการเมืองเก่าจากโควตาพรรคและมีมติเอกฉันท์จากคณะกรรมการตรวจสอบภายใน

กระทู้ถามต่อนายกฯ เพราะโผครม.มีปัญหาชัดเจน

“หากนายอนุทินยืนยันจะตั้ง ครม.หนู โดยไม่มีการปรับเปลี่ยน ข้อมูลชุดนี้จะถูกเปิดเผยในวันแถลงนโยบาย” นายชุติพงษ์ระบุ และเสริมว่าการเฝ้าระวังนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบภาครัฐอย่างโปร่งใส

  • มีการชี้มูลจาก ป.ป.ช. แล้ว
  • เอกสารทั้งหมดส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ยังไม่มีการดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ
  • การเสนอชื่อสร้างความเคลือบแคลงสงสัย

:

นอกจากนี้ยังมีการสอบถามถึงความคืบหน้าด้านคดีกับ ป.ป.ช. เพื่อติดตามว่ายังอยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาทางยุติธรรม และส่งสัญญาณเตือนว่าหากยังไม่มีการเคลื่อนไหว จะมีการเปิดเผยว่าใครเป็นผู้มีบทบาทในการเสนอชื่อบุคคลที่มีประวัติปัญหาทางจริยธรรม

กลายเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญในการตั้งครม.รัฐบาลชุดใหม่ ที่ฝ่ายค้านเริ่มจับตาเรื่องความบริสุทธิ์สุจริตของบุคลากรในรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และหากมีการยืนยันชื่อที่มีปัญหา จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอย่างมาก

ขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการจากสำนักนายกฯ หลังพบว่ามีเสียงเรียกร้องให้ทบทวนโผครม. โดยเฉพาะบุคคลที่มีมติชี้มูลทุจริตจาก ป.ป.ช. แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นแห่งความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายชุติพงษ์ยืนยันว่าหากไม่มีการลงมือแก้ไข ข้อมูลและเอกสารทั้งหมดจะถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมได้เข้าใจและตัดสินกันด้วยตัวเอง

ในท้ายที่สุด ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า ครม.หนู นี้เหมาะสมหรือไม่ และการเฝ้าระวังเช่นนี้คือบทพิสูจน์ถึงความโปร่งใสของระบอบประชาธิปไตยไทย

ที่มา – ‘ชุติพงษ์’ ปูดโผ ‘ครม.หนู’ ตั้งคนถูก ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต จี้ทบทวน

ปกรณ์วุฒิเผยศิริกัญญาจะนำทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ความคืบหน้าในการเตรียมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลนั้นอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกับ สส.ที่จะเข้าร่วมในการอภิปรายแล้ว โดยมี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำทีมในการจัดทำแนวทางและเนื้อหาอภิปรายในครั้งนี้

ปกรณ์วุฒิเผยศิริกัญญาจะนำทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาล

“เรามีการเริ่มต้นพูดคุยกับ สส.ที่จะเข้าร่วมอภิปรายไปแล้ว และเบื้องต้นนั้น น.ส.ศิริกัญญา จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ ซึ่งทีมของเธอก็เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เพราะเราต้องการให้การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้มีคุณภาพและสะท้อนเสียงของประชาชนให้มากที่สุด” นายปกรณ์วุฒิกล่าว

ความคืบหน้าก่อนเปิดสภา

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมฝ่ายค้านยังอยู่ระหว่างการหารือแบบไม่เป็นทางการในรอบแรก เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางในการอภิปรายให้ชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าอาจใช้เวลาในการอภิปรายประมาณ 2 วัน คล้ายกับรูปแบบการอภิปรายในช่วงยุครัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร หรือการอภิปรายกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน และนางแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับวันที่จะจัดการอภิปรายจริง ๆ เนื่องจากยังต้องรอการประชุมและมติของพรรคร่วมฝ่ายค้านและคณะกรรมการรัฐสภาอีกครั้ง

อนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติ

เมื่อถูกถามถึงอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติว่าจะอยู่ฝ่ายค้านหรือเข้าร่วมรัฐบาล นายปกรณ์วุฒิระบุว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติมี สส.หรือสมาชิกพรรคที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก็จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งของฝ่ายค้านได้

“โครงสร้างของวิปฝ่ายค้านจะต้องรอให้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้ชัดเจนก่อน จึงจะสามารถมีการจัดระเบียบและกำหนดแนวทางการทำงานของฝ่ายค้านได้อย่างเป็นทางการ” เขาอธิบาย

ทั้งนี้ นายปกรณ์วุฒิได้ย้ำอีกว่า ความพร้อมของฝ่ายค้านไม่ใช่แค่เรื่องของรายการอภิปราย แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรของประเทศในรูปแบบการตรวจสอบอำนาจ จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการทำงานอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

แนวทางสู่การอภิปรายที่มีคุณภาพ

ภายใต้ภาพรวมของการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านมีการวางกลยุทธ์ในการทำงานสามประการหลัก ได้แก่

  • การรวบรวมข้อมูลประเด็นนโยบายของรัฐบาลอย่างครอบคลุม
  • การสร้างทีมงานเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน
  • การประสานงานระบบที่มีความชัดเจนกับพรรคร่วม

ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนจะได้รับสาระสำคัญของการอภิปรายผ่าน สื่อ ช่องทางสื่อสารมัลติมีเดีย และสามารถเข้าถึงข้อมูลจากกระบวนการทางการเมืองได้อย่างโปร่งใส

ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง การที่น.ส.ศิริกัญญา ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำกลุ่มงาน แสดงให้เห็นถึงการกระจายบทบาทและการบริหารจัดการภายในพรรคประชาชนที่มีความชัดเจน และเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพในระดับนโยบายสาธารณะ

ในที่สุด การอภิปรายนโยบายนี้ไม่เพียงเป็นเพียงช่วงเวลาที่ให้ฝ่ายค้านแสดงพลัง แต่ยังเป็นเวทีสำหรับประชาชนในการติดตามและตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศ ซึ่งผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในบทบาทของตนเอง

หากคุณอยากรู้ว่าการอภิปรายในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงนโยบายและมีผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร ติดตามข่าวสารจากพรรคประชาชนและกลุ่มฝ่ายค้านเพิ่มเติมที่นี่

ที่มา – ‘ปกรณ์วุฒิ’เผย‘ศิริกัญญา’นำทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาล

กองทัพภาคที่ 1 ประณามกัมพูชา ยันเจรจาสันติแต่หากละเมิดจะจับดำเนินคดี

ล่าสุด กองทัพภาคที่ 1 ออกแถลงการณ์ประณาม ผู้นำกัมพูชา ที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์บุกรื้อรั้วลวดหนามที่พรมแดนไทย พร้อมยืนยันยึดหลักการ เจรจาสันติ แต่หากฝ่ายกัมพูชามีการละเมิดอีกจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

ประณามผู้นำกัมพูชาที่ใช้เด็กและผู้หญิงยั่วยุ

วันที่ 18 กันยายน เวลาที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ต.สุราวิชญ์ แดงจันทร์ โฆษกกองทัพภาคที่ 1 ได้แถลงต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ณ บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีการขัดแย้งกับกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกทหารกล่าวว่า ชาวกัมพูชาได้บุกรุกล้ำเขตแดนของไทย พร้อมกับจุดประกายความขัดแย้งด้วยการใช้ เด็ก ผู้หญิง และพระสงฆ์ เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลบต่อฝ่ายไทย อีกทั้งยังทำร้ายเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ซึ่งไทยจำต้องตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยางเท่านั้น

ยันไม่ยอมหลงกลละครของกัมพูชา

“เราเป็นฝ่ายที่ยึดมั่นในวิถี เจรจาสันติ และยังคงความเป็นผู้ใหญ่ใจดีอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้มีการกระทำที่ผิดหลักกติกาอย่างต่อเนื่อง” พล.ต.สุราวิชญ์ กล่าว

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า มาตรการที่ใช้นั้นมีมาตรฐานและความจำเป็น พร้อมกับได้จัดเตรียมกำลังควบคุมฝูงชนถึง 7 กองร้อย หากมีการละเมิดซ้ำอีกครั้งจะมีการจับกุมดำเนินคดีทันทีตามกม.ไทย

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างว่าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) ฝ่ายกัมพูชาได้ปฏิบัติขัดต่อกติกาที่กำหนด โดยเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นดินแดนไทยอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วย และแจ้งคำตัดพินิจผ่านกรมข่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

เน้นเจรจาความร่วมมือระยะยาว

ทางทหารไทยยังย้ำว่า ได้เตรียมจัดการประชุมคณะกรรมการส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) กับกัมพูชาในช่วงวันที่ 24-25 กันยายน 2568 เพื่อหารือแนวทางร่วมกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน และป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

“เรายังต้องการให้ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย หวังให้พรมแดนเป็น ‘สนามการค้า’ ไม่ใช่ ‘สนามรบ’” พล.ต.สุราวิชญ์ กล่าวเสริม

  • ยืนยันยึดมั่นในแนวทางเจรจาสันติ
  • ไม่ยอมให้มีการใช้เด็กและผู้หญิงเพื่อสร้างภาพลบ
  • หากมีการละเมิดอีกจะดำเนินคดีตามกฎหมายไทยอย่างเต็มรูปแบบ

สถานการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ว่าความมั่นคงของประเทศไทยต้องมาก่อน แต่ก็ไม่ปิดโอกาสทางการทูตและการเจรจา หากอีกฝ่ายมีความจริงใจและพร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรม

ทางกองทัพภาคที่ 1 ย้ำว่า ขณะนี้ยังให้ความสำคัญกับการปฏิบัติอย่างมีหลักมีเกณฑ์ พร้อมป้องกันผลประโยชน์ของประเทศ เช่นเดียวกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มข้น

การเผชิญหน้าครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าหากการพูดคุยล้มเหลว หรือมีการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ไทยพร้อมตอบโต้อย่างเต็มความสามารถ

มองข้ามไปจากการขัดแย้งในเวทีแล้ว ความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสงบสุขในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ลั่น ประณามผู้นำกัมพูชา ลั่น เลิกหลบหลังผู้หญิง จี้ แสดงความจริงใจยึดเจรจาสันติ ยัน หากละเมิดจับดำเนินคดี ชี้ คณะ​ IOT กัมพูชาทำผิดกติกา

NRF ร่วมมือ SOS Thailand ส่งอาหารสู่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู

บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักในชื่อ NRF ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย (SOS Thailand) เพื่อดำเนินโครงการ“Soul Kitchen by NRF” ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแปรรูปอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ให้กลายเป็นมื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และนำส่งต่อชุมชนและผู้ด้อยโอกาสในประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมล่าสุดของโครงการ NRF ร่วมมือ SOS Thailand ส่งอาหารสู่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู นั้น ทีมงาน NRF พร้อมด้วยอาสาสมัครได้รวมพลังกันในครัว ใช้วัตถุดิบที่ยังมีคุณภาพแต่ไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์มาปรุงเป็นอาหารที่สะอาดและปลอดภัย พร้อมส่งมอบให้กับครอบครัวในชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู เขตสาทร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการด้านอาหารค่อนข้างสูง

NRF ร่วมมือ SOS Thailand ส่งอาหารสู่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู

จากกิจกรรมดังกล่าว ทีมงานได้จัดเตรียมมื้ออาหารหน้าใหม่จำนวน 1,480 มื้อ พร้อมจัดเตรียมอาหารกลางวันสำหรับเด็ก ๆ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู (อนุบาลสิกขาเอเซีย) ส่งเสริมการเติบโตของเด็กอย่างสมวัยด้วยโภชนาการที่เหมาะสม

อาหารดี ๆ สร้างชุมชนที่มีคุณภาพ

บรรยากาศในวันจัดกิจกรรมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ทีมงานและอาสาสมัครเริ่มเตรียมวัตถุดิบในครัว จนถึงการจัดสรรมื้ออาหารให้กับชุมชนด้วยความใส่ใจทุกขั้นตอน

ทั้งชาวบ้านและเด็กนักเรียนต่างพากันมารับอาหารอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ได้สัมผัสกับอาหารที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งหลาย ๆ คนยอมรับว่าเป็นมื้ออาหารที่ให้พลังใจไม่แพ้อาหารประจำวัน

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า “พลังของอาหารหนึ่งจานสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งในเรื่องสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความหวังของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ การทำโครงการ “Soul Kitchen by NRF” ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยบรรเทาความหิวโหยในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการแบ่งปันที่แท้จริง”

แม้จะเป็นเพียงมื้ออาหารง่าย ๆ แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือความตั้งใจและความรู้สึกของผู้จัดและผู้รับอาหารที่เชื่อมโยงกันด้วยจิตอาสา การได้กินมื้อที่มีคุณภาพท่ามกลางชุมชน ที่บางครั้งอาจมีรายได้ไม่มากนัก ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ชีวิตเดินหน้าต่อไปด้วยความหวัง

กิจกรรมดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระดับองค์กรและสังคมพลเมืองที่มีเป้าหมายร่วมกันในการลดความเหลื่อมล้ำ และลดปัญหาความแออัดของขยะอาหาร ผ่านการแปรเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

ในอนาคต NRF ร่วมมือ SOS Thailand ส่งอาหารสู่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู จะไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะจุด แต่จะถูกขยายออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการสร้างระบบที่ลดการสูญเสียทรัพยากร ตลอดจนขับเคลื่อนความยั่งยืนให้ยืนยาวต่อไป

หากคุณสนใจที่จะมีส่วนร่วมหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Soul Kitchen by NRF สามารถติดตามอัปเดตได้จากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ NRF

ที่มา – NRF แท็กทีมมูลนิธิ SOS Thailand ส่งต่อ 1,480 มื้ออาหาร สู่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู ในโครงการ “Soul Kitchen by NRF”

จังหวัดโอกินาวาเริ่มเก็บภาษีที่พัก 2% ปี 2569

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า จังหวัดโอกินาวา ได้ผ่านกฎหมายระดับท้องถิ่นเพื่อเตรียมเก็บภาษีที่พักในอัตรา 2% ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวท้องถิ่น และลดผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่

มาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเริ่มต้นในเดือนเมษายนปีหน้า ถือเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นที่มีจังหวัดหนึ่งนำร่องเรื่องภาษีที่พักในระดับท้องถิ่นเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จังหวัดโอกินาวาเริ่มเก็บภาษีที่พัก 2%

อัตราภาษีที่กำหนดนั้นจะอยู่ที่ไม่เกิน 2,000 เยน ต่อคืน (ประมาณ 432.69 บาท) สำหรับโรงแรมและเรียวกัง โดยจะมีข้อยกเว้นเฉพาะกิจกรรมทัศนศึกษาและกิจกรรมการเรียนรู้นอกหลักสูตรของสถาบันการศึกษา

ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่พัก

คาดว่าภาษีที่พัก 2% นี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดโอกินาวาได้ปีละประมาณ 7,800 ล้านเยน (ประมาณ 1,687.25 ล้านบาท) โดยจะนำรายได้ที่ได้ไปใช้กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ การจ้างบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติม และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำ

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  • ลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
  • สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

จากนี้ไป ผู้เข้าพักในจังหวัดโอกินาวาอาจต้องเตรียมงบประมาณในการจ่ายภาษีเพิ่มเติมเล็กน้อยต่อการเข้าพัก แต่ผลตอบแทนระยะยาวจะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดียิ่งขึ้นทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

หากคุณมีแผนท่องเที่ยวไปยังโอกินาวาในอนาคต ควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดการเก็บภาษีที่พักเพิ่มเติมเพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – จังหวัดโอกินาวาเตรียมเก็บ “ภาษีที่พัก” 2% เริ่มบังคับใช้เม.ย. 2569