ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทนายห่วงสุขภาพทักษิณ เครียดนอนไม่หลับหากโรคกำเริบต้องส่งรพ.

เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลังจากการเยี่ยม นายทักษิณ ในฐานะทนายความ โดยระบุว่าตนเองได้มีโอกาสพูดคุยในประเด็นต่างๆ เป็นเวลานาน แม้จะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้หมด แต่ทว่าก็สามารถเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสุขภาพของท่านได้เช่นกัน

ทนายห่วงสุขภาพทักษิณ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ‘ทนาย’ วิญญัติ กล่าวถึง คือ สุขภาพของ ‘ทักษิณ’ ซึ่งมีปัญหาโรคประจำตัวหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ, กระดูกคอและกระดูกสันหลัง, ปอด, และตับ สิ่งที่ทนายย้ำเป็นพิเศษคือ หากมีอาการของโรคใดโรคหนึ่งกำเริบ จำเป็นต้องส่งตัวไปรักษาตามขั้นตอนโดยทันที เพราะถือเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องขัง ไม่ใช่สิทธิพิเศษ

ปัญหาสุขภาพและสิทธิการรักษา

นอกจากจะให้ความสำคัญกับอาการทางร่างกายแล้ว ‘ทนาย’ วิญญัติ ยังกล่าวอีกว่า ความกังวลของเขายังมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสังเกตเห็นว่าท่านมีแนวโน้มนอนไม่หลับ และอาจเป็นผลจากความเครียดในสถานที่กักขัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะด้วยวัยที่ 76 ปี ทุกอาการผิดปกติอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ

นอกจากเรื่องสุขภาพ ‘ทนาย’ ยังกล่าวถึงเรื่องความปลอดภัยของท่านด้วย เนื่องจากท่านทักษิณ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้อ้างสถานะนักโทษการเมือง จึงอาจมีคนต่อต้านหรือผู้เห็นต่าง ส่งผลต่อทัศนคติและกระแสสังคมภายในเรือนจำ ทว่าทางที่เรือนจำก็ได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิการของท่านอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน ‘ทักษิณ’ ยังอยู่ในช่วงการปรับตัว และยังไม่พร้อมให้บุคคลอื่นนอกเหนือจากรายชื่อที่ลงทะเบียนไว้เข้าเยี่ยมอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ผู้ที่มีความประสงค์จะเยี่ยมก็ต้องได้รับอนุญาตจากทั้งผู้บัญชาการเรือนจำและท่านเองก่อน

โดยรวมแล้ว ‘ทนาย’ วิญญัติ กล่าวว่า ท่านทักษิณได้รับแรงใจจากครอบครัวและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการปรับตัวในช่วงเวลานี้ และเชื่อว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าท่านจะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศอยู่ในช่วงนี้ เราขอแนะนำให้คุณติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและมีวิจารณญาณ เพราะทุกข้อมูลมีผลอย่างไม่เป็นรองต่อภาพรวมของประเทศ

ที่มา – ‘ทนาย’ ห่วงสุขภาพ ‘ทักษิณ’ เหตุเครียด-นอนไม่หลับ ลั่นหากโรคกำเริบ ต้องส่งรพ.รักษาตามสิทธิ

ดัชนีฯเชื่อมั่นอุตฯดิจิทัลทรุด “ศก.-การเมือง”ฉุดตัวเลขดิ่งลง

ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้เปิดเผยผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 46.9 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย ที่ 47.2 การปรับตัวลดลงนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ การผลิต คำสั่งซื้อ การจ้างงาน และการลงทุน

ดัชนีฯเชื่อมั่นอุตฯดิจิทัลทรุด “ศก.-การเมือง”ฉุดตัวเลขดิ่งลง

ทว่าในทางกลับกัน กลับมีปัจจัยด้านต้นทุนการประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยลดภาระบางประการให้กับผู้ประกอบการ แต่ก็ยังไม่เพียงพอในการพลิกฟื้นสภาวะเชิงบวกให้กับภาคอุตสาหกรรม

กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่ยังมีชีวิตรอด?

เมื่อแยกดูตามกลุ่มอุตสาหกรรมย่อย จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยมีเพียง กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เท่านั้นที่ยังสามารถยืนเหนือระดับ 50 ได้ ที่ 52.7 ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ต่างอยู่ในระดับต่ำกว่า ไม่ว่าจะเป็น:

  • กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ: 39.0
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล: 48.1
  • กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์: 46.8
  • กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม: 46.5

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมไม่สม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงต่อการชะลอตัวในระยะยาว

นอกจากนี้ ดีป้า ยังระบุว่าสาเหตุหลักของการลดลงของ ดัชนีฯเชื่อมั่นอุตฯดิจิทัล มาจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังหดตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

ปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อความเชื่อมั่น

จากการวิเคราะห์ ยังมีปัจจัยภายนอกหลายด้านที่ส่งผลกระทบ เช่น การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาค ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านดิจิทัล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ AI Disruption ที่ทำให้สภาวะทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเชิงบวกที่อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดความกังวลของเอกชนได้ เช่น การตรึงราคาพลังงาน การขยายตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และผลจากการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ

ดีป้า เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งพัฒนา ดัชนีฯเชื่อมั่นอุตฯดิจิทัล ด้วยการลงทุนในกำลังคนดิจิทัลภายในประเทศ พร้อมส่งเสริมแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ควรมีความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

ต้องติดตามว่ามาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมาจะสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจและพลิกฟื้น ดัชนีฯเชื่อมั่นอุตฯดิจิทัล ในระยะต่อไปได้มากน้อยเพียงใด

หากคุณเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัล ควรติดตามข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจและดัชนีความเชื่อมั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

ที่มา – ดัชนีฯเชื่อมั่นอุตฯดิจิทัลทรุด “ศก.-การเมือง”ฉุดตัวเลขดิ่งลง

ไม่ให้ได้ไงจารย์! มาเรสกา จวกกรรมการผิดพลาดไม่ให้ใบแดงทาห์

เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีมของ เชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนักหลังจากที่การตัดสินของกรรมการในการพบกับ บาเยิร์น มิวนิก ผิดพลาดโดยไม่แจกใบแดงให้กับ โยนาธาน ทาห์ แนวรับของทีมเยือน ในเกมที่ เชลซี พ่ายแพ้อย่างน่าผิดหวัง 1-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก ที่สนามอัลลิอันซ์ อารีนา เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

ไม่ให้ได้ไงจารย์! มาเรสกา จวกกรรมการผิดพลาดไม่ให้ใบแดงทาห์

จังหวะที่ กุนซือชาวอิตาลี ตำหนิหนักหน่วงคือในช่วงครึ่งแรก เมื่อ โยนาธาน ทาห์ ทำฟาล์วใส่ ชูเอา เปโดร แนวรุกของ เชลซี โดยใช้แขนฟาดใส่แบบไม่มีการเล่นบอลแต่อย่างใด ซึ่งผลที่ตามมาคือกรรมการแจกเพียงแค่ใบเหลืองธรรมดา ทั้งที่ในความเห็นของ มาเรสกา แล้วจังหวะนี้สมควรได้ใบแดงทันที

มาเรสกา โต้กรรมการ หากไม่มีเลือดไหลก็ยังไม่ถึงระดับใบแดงเหรอ?

“มันควรจะเป็นใบแดงอย่างแน่นอน ผมบอกอยู่ตลอดว่า ถ้าแนวรับไม่มีความตั้งใจที่จะเล่นบอลเลยแม้แต่นิดเดียว แต่จงใจจะทำร้ายคู่แข่ง ทำไมมันถึงไม่เป็นใบแดง?” มาเรสกา กล่าวหลังจบเกมแบบไม่แคร์ว่าลำบาก “ผู้ตัดสินบอกกับผมว่า มันยังไม่หนักและไม่รุนแรงมากพอที่จะให้ใบแดง คือยังไง ต้องให้มีเลือดตกยางออกกันก่อนหรอ ถ้าตั้งใจทำถึงขนาดนั้น มันก็ชัดเจนแบบไม่ต้องสงสัยเลย”

แม้ว่าการกระทำของ ทาห์ จะไม่ได้เป็นจังหวะที่นำไปสู่ประตูของบาเยิร์นทันที แต่ภายหลังกลับมีผลกระทบต่อจังหวะสำคัญของเกมที่ส่งผลให้บาเยิร์นได้ประตูที่เปลี่ยนเกมจากลูกยิงของ ซาร์โก้ ซึ่งล้มเหลวของผู้ตัดสินในจังหวะนี้ กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้ชมและสื่อต่างให้ความสนใจ

  • ฟาล์วของทาห์ไม่มีเจตนาจะเล่นบอล
  • กรรมการแจกเพียงแค่ใบเหลืองแทนใบแดง
  • มาเรสกาตั้งข้อสังเกตถึงจรรยาบรรณของผู้ตัดสิน
  • จังหวะนี้ส่งผลต่ออุณหภูมิและความน่าเชื่อถือของการตัดสิน

ความผิดพลาดในการตัดสินของกรรมการในเกมระดับโลกอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ โดยยิ่งเป็นเกมที่มีผลต่อการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ความแม่นยำของการตัดสินก็ควรจะสำคัญยิ่งขึ้น มิใช่แค่อ้างว่า “ไม่รุนแรงพอ” ในขณะที่ชัดเจนว่าผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม จากการทบทวนคลิปการแข่งขันหลายแหล่ง ต่างเห็นตรงกันว่า จังหวะของ ทาห์ มีความรุนแรงระดับใบแดงแน่นอน ซึ่งเป็นคำพูดที่ได้รับการยืนยันจาก มาเรสกา และออกอาการไม่พอใจหนักหน่วงต่อผู้ตัดสิน

และมีคำถามว่า หากบาเยิร์น มีความได้เปรียบมากกว่าในเกมนี้ โดยทำประตูขึ้นนำก่อนถึง 3 ลูก อาจเป็นเกมที่แตกต่างจากนี้สำหรับ เชลซี หากกรรมการไม่พลาดจังหวะสำคัญในช่วงต้นเกม

หากคุณเป็นแฟนบอล เชลซี หรือติดตามเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่าลืมติดตามบทวิเคราะห์และข่าวบอลเด็ดๆ จากเรา และบอกเราได้เลยว่า คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินครั้งนี้ เป็นธรรมหรือไม่?

ที่มา – ไม่ให้ได้ไงจารย์! “มาเรสกา” จวกกรรมการ ตัดสินพลาดไม่ให้ใบแดง “ทาห์”

นายกฯให้ ‘กองทัพ’แจงเหตุปะทะบ้านหนองหญ้าแก้ว

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 18 กันยายน ที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ที่มีการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางจากฝ่ายไทยในการสลายมวลชนชาวกัมพูชา หลังจากข้อมูลระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้พยายามยั่วยุและบุกรื้อรั้วชายแดน ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ไทยได้รับบาดเจ็บ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายอนุทินได้ระบุว่า ขอให้ กองทัพ เป็นผู้ดำเนินการและชี้แจงสถานการณ์อย่างเป็นทางการ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก จึงทำให้อำนาจในการตัดสินใจอยู่ในมือของทหาร ซึ่งในขณะนี้ นายกรัฐมนตรียังไม่ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ แต่ได้ให้คำมั่นกับประชาชนและผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงแล้วว่า หาก รัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารงาน เรื่องกิจการด้านความมั่นคง จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนโดยตรง การเปิดด่านชายแดนในขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงไม่ควรคาดเดาเรื่องดังกล่าว

นายกฯให้ ‘กองทัพ’แจงเหตุปะทะบ้านหนองหญ้าแก้ว

เมื่อถูกถามถึงการโจมตีทางการทูตของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ได้เดินหน้าฟ้องร้องผู้นำโลก นายอนุทินได้แสดงความเห็นว่า ผู้นำจากทุกประเทศย่อมมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศตน เหมือนกับประเทศไทยที่ต้องรักษามาตรฐานด้านความมั่นคง ความสงบสุข ความเป็นอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร

ความท้าทายด้านความมั่นคงของไทยในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วกลับกลายเป็นจุดรอยต่อของความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้มาตรการแข็งกร้าวในการป้องกันพรมแดน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการสื่อสารภายในรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปได้อย่างราบรื่น

ความเข้าใจผิดหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบางครั้งเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง ทั้งจากฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจเกิดจากการตีความกฎหมายและแนวชายแดนที่ยังมีข้อถกเถียงอยู่ รวมถึงสถานการณ์กลายเป็นเครือข่ายข่าวที่สามารถกระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคม ทำให้ผู้คนมีภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์

ในขณะนี้รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงภายในประเทศอย่างหนัก ทั้งในด้านภูมิศาสตร์และการประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากภาครัฐและประชาชนให้มากขึ้น ดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศเป็นหลัก แม้ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะทำงานให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

น่าสนใจว่า ผู้นำไทยจะบริหารจัดการกับสถานการณ์นี้ในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์มีความซับซ้อนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง วรรณกรรมทางประวัติศาสตร์ และแนวคิดด้านพรมแดนที่แตกต่างกันระหว่างสองประเทศ

ท้ายที่สุด การจัดการกับสถานการณ์อย่างมีสติทั้งในระดับนโยบายและระดับสนาม เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าความมั่นคงของชาติจะได้รับการปกป้องอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เราขอแนะนำให้ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออยู่สม่ำเสมอ และหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อสร้างมุมมองที่มีข้อมูลซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – นายกฯให้ ‘กองทัพ’แจงเหตุปะทะบ้านหนองหญ้าแก้ว

สุพรรณบุรีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำวันประมงแห่งชาติ 2568

วันที่ 21 กันยายน ของทุกปีถือเป็น “วันประมงแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีมายาวนาน ซึ่งในปีนี้ จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศแม่น้ำ โดยจัดงาน สุพรรณบุรีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ที่บริเวณตลาดน้ำบางสาม ริมตลิ่งแม่น้ำท่าจีน ตำบลบางเลน อำเภอสองพี่น้อง

สุพรรณบุรีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

งานนี้มีนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธี โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานประมงจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีกว่า 300 คน พร้อมปล่อย สุพรรณบุรีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประเภทต่าง ๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและนิเวศวิทยา ลงสู่แหล่งน้ำเพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์น้ำในพื้นที่

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม

กิจกรรมที่ดำเนินการในปี 2568 นี้ มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยปล่อยปลาน้ำจืดที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ใช้เวลาในการเติบโตไม่นาน และตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เช่น

  • ปลานิล
  • ปลาตะเพียน
  • ปลาไน
  • ปลายี่สก
  • ปลานวลจันทร์

ทั้งนี้ ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพประมงในพื้นที่ การสร้างรายได้เสริมวิถีชีวิตในชุมชน และเป็นการสร้างจิตสำนึกในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในแม่น้ำ

เป็นโอกาสให้คนในชุมชนช่วยกันอนุรักษ์

จากการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่ดำเนินการในปีนี้ จังหวัดสุพรรณบุรียังสามารถรณรงค์ให้ผู้คนเกิดจิตสำนึกต่อความสำคัญของทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์อย่างจริงจัง เพราะการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับธรรมชาติจะต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

หากท่านอยู่ใกล้พื้นที่สุพรรณบุรี หรือสนใจกิจกรรมที่สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมใกล้บ้าน มีส่วนร่วมในการดูแลระบบนิเวศของเรา จะช่วยให้ “สุพรรณบุรีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ” ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมสั้น ๆ แต่กลายเป็นภารกิจทางสังคมที่ยั่งยืน

ที่มา – สุพรรณบุรี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2568

ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

กรมปศุสัตว์ประกาศจัดงานแถลงข่าว “ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ในวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเดอ ไพร์ม รางน้ำ กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางใหม่ของภาคปศุสัตว์ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

งานนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพรวมใหม่ของการพัฒนาภาคปศุสัตว์ในประเทศไทย โดยเน้นการผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการบริโภคที่ปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

ไฮไลท์ภายในงาน

หนึ่งในไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวโครงการ GOOD FOOD GREEN CHOICE ซึ่งเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพด้านความปลอดภัยสูง โครงการนี้ยังมีการเปิดตัวตรารับรองอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถระบุสินค้าดีๆ เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตปศุสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทยอย่างยั่งยืน

  • เปิดตัวโครงการ GOOD FOOD GREEN CHOICE
  • ตรารับรองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • เสวนาพิเศษเรื่องการปรับตัวสู่ความยั่งยืน
  • แลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้แทนภาครัฐและเอกชน

งานนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคปศุสัตว์ไทยที่มุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้ภาคปศุสัตว์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อมูล แต่ยังเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาระบบการผลิตและบริโภคที่ดีกว่าในอนาคต

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของวงการปศุสัตว์ หรือสนใจในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน การติดตามงานนี้ถือเป็นโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด เพราะอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกภาคส่วนควรเริ่มต้นร่วมกันตอนนี้

ที่มา – เตรียมจัดงาน “ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อานาคตที่ยั่งยืน”

นายกฯ สยบข่าวลือโผครม.สะดุด ยืนยันไม่มีอะไร

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีการสะดุด และต้องมีการปรับเปลี่ยน เนื่องจากรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 18 กันยายน ที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจน

นายกฯ บอกชัด ‘ไม่มีอะไร’ กับข่าวลือโผครม.สะดุด

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ นายกฯ เผยว่า เหตุผลที่มายังหอการค้าไทยในวันนี้คือเพื่อพูดคุยกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและแนวทางการพัฒนาด้านการค้าของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ แม้สื่อมวลชนจะมีการตั้งคำถามย้ำถึงข่าวลือที่ว่าโผคณะรัฐมนตรีจะมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีรัฐมนตรีบางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ นายกฯ ก็ยืนยันชัดเจนว่า “ก็ไม่มีอะไรนิ”

ข่าวลือโผครม.สะดุดไม่เป็นความจริง

ข่าวลือดังกล่าว ซึ่ง一度ถูกแชร์ต่อในวงกว้าง ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการต่างจับตามอง เพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารประเทศ แต่ด้วยคำชี้แจงอย่างชัดเจนของนายกฯ ได้ช่วยคลายความกังวลและยืนยันว่า ข้อมูลที่ระบุว่าครม. จะสะดุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เป็นความจริง โดยกล่าวว่า “ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ไม่มีปัญหาใดๆ ที่จะกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน”

นอกจากนี้ยังมีการสังเกตว่า กระบวนการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างรอบคอบและผ่านการพิจารณาในรายละเอียดแล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วงว่าจะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในภายหลัง สิ่งสำคัญคือรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามแผนงานและเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

  • ข่าวลือ: โผครม.สะดุดบางตำแหน่งต้องปรับ
  • การยืนยันจากนายกฯ: ไม่มีอะไร ตามข่าวลือ
  • สถานการณ์จริง: การแต่งตั้งครม. เป็นไปอย่างปกติ ไม่มีปัญหาคุณสมบัติ

นายกฯ ยังได้กล่าวแนะนำให้สื่อมวลชนและประชาชนตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาล ทั้งนี้ หน้าที่ของภาครัฐคือการใส่ใจและรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน

เรียบเรียงข่าวอย่างมีความรับผิดชอบและยึดมั่นในความจริง คงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกกลุ่มต้องการ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บริโภคและพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ควรตั้งตารอว่าฝ่ายบริหารจะดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตใหม่ๆ เกี่ยวกับทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลที่ถูกต้องจะทำให้คุณมีมุมมองที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองเสมอ

ที่มา – นายกฯสยบข่าวลือโผครม.สะดุด บอก‘ไม่มีอะไร’

ลูกค้าฉุนขาดไม่พอใจถูกขอดูสลิป หลังอ้างโอนแล้วแต่ยอดเงินไม่เข้า

เหตุการณ์ที่หลายคนอาจมองข้าม กลับกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ ลูกค้าฉุนขาดไม่พอใจถูกขอดูสลิป หลังจากอ้างว่าได้ทำการโอนเงินไปแล้ว แต่ยอดเงินกลับไม่เข้าบัญชีจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างลูกค้ากับร้านค้า ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงรุนแรงและถูกแชร์อย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

ลูกค้าฉุนขาดไม่พอใจถูกขอดูสลิป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 แฟนเพจ “เจ๊ม้อย v+” ได้ลงคลิปวิดีโอที่รวบรวมข่าวสารและแสดงให้เห็นถึงความขุ่นเคืองของผู้บริโภครายหนึ่ง หลังถูกพนักงานของร้านขอดูหลักฐานการโอนเงินว่า “สลิปโอนเงิน” เนื่องจากยอดเงินยังไม่เข้าบัญชี โดยในคลิปดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้หญิงรายนี้แสดงอารมณ์ความไม่พอใจอย่างมาก และไม่ยอมร่วมมือในการตรวจสอบ

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

จากข้อมูลที่เพจเจ๊ม้อย v+ เผยแพร่ ระบุว่า“พนักงานขอดูสลิปการโอนเงินจ่าย เพราะเงินไม่เข้าบัญชี หญิงสาวไม่พอใจ และไม่ยอมให้ดู แถมโวยวายใส่พนักงาน ทางพนักงานก็พยายามอธิบายแต่ก็ไม่เป็นผลใดๆ” เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนเข้าใจและเห็นใจฝ่ายร้านค้าในระดับหนึ่ง เพราะการขอตรวจสอบสลิปเป็นหนึ่งในวิธีปกป้องตัวเองจากความผิดพลาดหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามทางต้นทางระบุว่า พนักงานขอดูสลิป แต่ลูกค้ากลับ มาโวยวาย อ้างลูกตัวเองเรียนค่าเทอมเป็นแสน แต่ว่าตัวเองมีเงินติดบัญชี 189 บาท อีกทั้งเงินก็ไม่เข้าบัญชี ทางร้านก็ต้องขอดูซิ” นี่ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารที่ขาดความเข้าใจและการตัดสินจากอารมณ์

  • ลูกค้าไม่ยอมให้ดูสลิปโอนเงิน
  • โวยวายใส่พนักงานอย่างรุนแรง
  • อ้างว่ามีลูกเรียนค่าเทอมเป็นแสน
  • เงินไม่เข้าบัญชีแต่ไม่ยอมยืนยันตัวตน

เหตุการณ์เช่นนี้ส่งผลด้านลบต่อธุรกิจอย่างไม่น้อย เพราะแม้ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดก็ตาม แต่ภาพลักษณ์ของร้านค้าอาจเสียหายได้หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม และสิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับร้านค้าให้ราบรื่น ด้วยการสื่อสารที่โปร่งใสและสุภาพ

การมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน เช่น การอัปโหลดสลิปภายในระบบ หรือมีการแจ้งเตือนเมื่อบัญชีการชำระเงินมีปัญหา อาจช่วยลดความเข้าใจผิดในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บริโภค เราควรตั้งสติก่อนมีปฏิกิริยา และควรมองความผิดพลาดทั้งสองฝ่าย แทนที่จะแย่งโยนความผิดเพียงฝ่ายเดียว

สุดท้ายนี้ หากคุณเคยเจอสถานการณ์ที่คล้ายกัน ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณบนโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นแนวทางให้คนอื่นได้เรียนรู้ หรือพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – ลูกค้าฉุนขาดไม่พอใจถูกขอดูสลิป หลังอ้างโอนแล้วแต่ยอดเงินไม่เข้า

ศาลสั่งปรับวัยรุ่นเกือบ 10 ล้าน หลังปัสสาวะใส่หม้อไฟชื่อดัง

เมื่อไม่นานมานี้ ศาลประเทศจีนได้ออกคำพิพากษาลงโทษวัยรุ่นชายสองคนที่ถ่ายวิดีโอขณะปัสสาวะใส่น้ำซุปในร้านหม้อไฟชื่อดัง โดยสั่งให้พวกเขาชดเชยค่าเสียหายแก่ร้านจำนวน 2.2 ล้านหยวน หรือประมาณ 9.85 ล้านบาท

ศาลสั่งปรับวัยรุ่นเกือบ 10 ล้าน หลังปัสสาวะใส่หม้อไฟชื่อดัง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2568 นั้นเกิดขึ้นที่ร้าน ‘ไหตี่เลา’ สาขาเซี่ยงไฮ้ เมื่อวัยรุ่นชายสองคนซึ่งมีอายุเพียง 17 ปี ได้ปีนขึ้นโต๊ะอาหารแล้วปัสสาวะใส่หม้อน้ำซุปไปตรงๆ อีกคนหนึ่งถ่ายวิดีโอเป็นหลักฐาน และหลังจากนั้นได้นำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย

คลิปวิดีโอแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จนทำให้ร้านดังชื่อเสียงเสียหายอย่างมาก ทำให้จำเป็นต้องคืนเงินค่าอาหารและจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกค้ากว่า 4,000 คน ที่ไปใช้บริการในวันที่เกิดเหตุ

ร้านยอมรับความเสียหายอย่างหนัก

ร้าน ไหตี่เลา ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษและประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้แก่ลูกค้า รวมทั้งจ่ายค่าชดเชยสูงถึง 10 เท่าของยอดสั่งอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมากในช่วงเวลานั้น

แต่ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทางร้านจึงได้ฟ้องคดีแพ่งต่อศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมดประมาณ 23 ล้านหยวน (หรือ 103 ล้านบาท) จากนายถัง และนายอู๋ วัยรุ่นทั้งสอง

ศาลประชาชนเขตหวงผู่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ได้ตัดสินเมื่อเดือนกันยายน 2568 ว่า วัยรุ่นทั้งสอง พร้อมผู้ปกครองจะต้องร่วมกันจ่ายเงินชดเชย 2.2 ล้านหยวน แบ่งเป็นค่าอุปกรณ์และทำความสะอาด 130,000 หยวน, ความเสียหายด้านการดำเนินงานและชื่อเสียง 2 ล้านหยวน และค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย 70,000 หยวน

ชาวเน็ตต่างชื่นชมการตัดสินของศาล

คำพิพากษาดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนในโซเชียลมีเดีย หลายคนมองว่าการลงโทษนี้เปลี่ยนจากการล้อเล่นเป็นเรื่องจริงจัง ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบุคคลและสังคม

มีความคิดเห็นหลากหลายจากชาวเน็ต โดยหนึ่งในนั้นระบุว่า “นี่คือค่าฉี่ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์” และอีกคนกล่าวว่า “ถึงจะปรับน้อยกว่าที่ฟ้องไปมาก แต่ก็นับว่าเป็นคำตัดสินที่ยุติธรรมแล้ว”

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำที่มองว่าเป็นเรื่องบันเทิงหรือโมโห อาจกลายเป็นเหตุพิพาทที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และสุดท้ายต้องจ่ายราคาสูงในทางกฎหมายเช่นกัน

คำพิพากษาจากศาลช่วยเตือนเยาวชนให้ระมัดระวังพฤติกรรมของตนเอง และให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสังคมและความรับผิดชอบในโลกดิจิทัล

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู ต้องไม่ลืมเตือนเยาวชนให้เข้าใจถึงผลกระทบของกระทู้หรือคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ เพราะบางครั้งอาจกลายเป็นคดีอาญาได้เช่นกัน

คิดอีกทีก่อนทำ คิดอีกทีก่อนแชร์!

ที่มา – ศาลสั่งปรับสองวัยรุ่นเกือบ 10 ล้าน หลังอุตริปัสสาวะใส่น้ำซุปร้านหม้อไฟชื่อดัง

ไฟไหม้ลามใกล้ห้องเสนาธิการทหาร กองทัพไทยสั่นสะเทือน

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้า ใกล้ห้องอาหาร 50 ของตึกกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ซึ่งอยู่ชั้น 6 ติดกับห้องเสนาธิการทหาร เหตุเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว จนกระทบพื้นที่โดยรอบ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกภายในกองทัพไทยอย่างมาก

ไฟไหม้ลามใกล้ห้องเสนาธิการทหาร กองทัพไทยสั่นสะเทือน

เจ้าหน้าที่เวรยามและสารวัตรทหารประจำตำแหน่งได้พยายามควบคุมเพลิงด้วยถังดับเพลิงเบื้องต้น แต่ไม่สามารถเข้าถึงจุดเพลิงไหม้ได้ทันท่วงที เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้ห้องสำคัญของกองทัพ จึงได้ประสานขอความช่วยเหลือจากรถดับเพลิงและขอความร่วมมือจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ให้ส่งรถดับเพลิงเข้ามาช่วยเหลือด้วย

หลังจากมีการรายงานเหตุอย่างรวดเร็วและได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายในช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางบริหารการณ์ของกองทัพไทย

คาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไฟไหม้บริเวณห้องอาหาร 50 ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุความเสียหายของระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างของอาคาร

แม้สถานการณ์จะอยู่ในความคุม Control แล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบความสามารถในการป้องกันและจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของกองทัพไทย ทางกองบัญชาการได้มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และจะรายงานผลให้สาธารณชนทราบอย่างโปร่งใส

  • เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 ก.ย. 2568
  • จุดเพลิงไหม้เริ่มต้นที่ตู้วงจรไฟฟ้าบริเวณห้องอาหาร 50
  • เพลิงลุกลามใกล้ห้องเสนาธิการทหาร
  • หน่วยสนับสนุนจาก นทพ. ได้เข้ามาร่วมดับเพลิง
  • ยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายใหญ่โต

การปฏิบัติอย่างมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ ทำให้เหตุการณ์ไม่ลุกลามไปยังพื้นที่สำคัญมากไปกว่านี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของหน่วยป้องกันและกำลังพลในสถานที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น กองบัญชาการกองทัพไทย

ไฟไหม้ลามใกล้ห้องเสนาธิการทหาร ถือเป็นเหตุการณ์เตือนใจไม่ใช่น้อย ทั้งในแง่ของความปลอดภัยจากไฟฟ้าและระบบควบคุมพลังงานในอาคารราชการ ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทำนองนี้เกิดขึ้นอีก

ที่มา – กองทัพไทยระทึก! ไฟไหม้อาคารลามใกล้ห้องเสนาธิการทหาร คาดเพราะไฟฟ้าลัดวงจร