ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สาว 27 อยากมีลูกกับชายวัย 71 ปี เพียงเพราะ ‘สิ่งนี้’

เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องราวความรักต่างวัยของสาววัย 27 ปี กับชายสูงวัยวัย 71 ปี ได้กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในโลกออนไลน์ กระทู้ที่ถูกโพสต์ในเว็บไซต์พันทิพเผยเรื่องราวความรักของเธอที่มีต่อเพื่อนของปู่ ซึ่งมีความห่างกันถึง 44 ปี

สาว 27 อยากมีลูกกับชายวัย 71 ปี เพียงเพราะ ‘สิ่งนี้’

หญิงสาววัย 27 เผยว่าความหลงใหลมีสาเหตุมาจาก “เขาหล่อมาก” โดยเฉพาะใบหน้าที่มีโครงกระดูกคมชัด จมูกโด่ง และเชื้อสายจีน ทำให้เธอไม่อาจควบคุมความรู้สึกได้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเปิดเผยว่าตัวเองเป็น Sapiosexual ซึ่งหมายถึงคนที่หลงใหลในความฉลาด ชายคนนี้เคยเป็นศาสตราจารย์และยังมีผลงานวิจัยมากมาย จึงเข้าข่ายความชอบในแบบของเธออย่างยิ่ง

เธอยอมรับ…คลั่งรักจนถึงขั้นอยากมีลูก

เธอให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันหลงรักเขาจนคิดจริงจังถึงการมีลูกด้วยกัน เพื่อให้ลูกได้รับพันธุกรรมที่ฉลาดเช่นเขา” ถึงแม้เธอจะเข้าใจดีว่าความรักครั้งนี้มีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของสังคม ความแตกต่างในวัฒนธรรมชีวิต หรือแม้กระทั่งความเป็นไปได้ที่อายุจะไม่เป็นใจ แต่เธอยังยืนหยัดในความรู้สึกของตัวเอง

  • ความหล่อดึงดูดทางร่างกาย
  • ความฉลาดทางปัญญา
  • พันธุกรรมที่ต้องการส่งต่อ

มีผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนไม่น้อยเข้ามาแสดงความเห็น เริ่มตั้งแต่การให้กำลังใจว่าความรักไม่มีวัย ไปจนถึงการเตือนสติว่าการใช้ชีวิตร่วมกันอาจมีความท้าทายสูง ทั้งในเรื่องการดูแลในวัยชรา และภาระการเลี้ยงดูลูกในขณะที่มีผู้สูงวัยในบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นความรักในแบบใด ความจริงใจและความเข้าใจในความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทุกความสัมพันธ์ย่อมต้องมีพื้นฐานของความพร้อมทั้งในด้านกายภาพ อารมณ์ และความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเธอเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ความรักไม่แบ่งอายุ แต่การเลือกใช้ชีวิตนั้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรอบคอบและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

ที่มา – โลกต้องจำ! สาว 27 ขอสร้างตำนานรัก อยากมีลูกกับชายวัย 71 ปี แค่เพราะ ‘สิ่งนี้’

ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ชลบุรี พัทยา กลายเป็นเวทีเปิดเผยปัญหาของชุมชนในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงกลางดึกของทุกคืนที่ไม่สงบ ด้วยเสียงรถจักรยานยนต์แต่งถ่ายทอดตลอดท่อที่ดังสนั่น ราวกับ “ภัยคุกคามยามค่ำคืน”

ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา

ชาวบ้านได้รับร้องเรียนจากเพื่อนบ้านว่า มีกลุ่มเด็กแว้น อายุระหว่าง 15-18 ปี รวมตัวขี่รถจักรยานยนต์แต่งแบบซิ่ง เล่นชิ่งในย่านมอเตอร์เวย์สาย 7 บริเวณพัทยา-กรุงเทพ สายทางหลักที่เป็นเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ อย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้งในช่วงค่ำคืน โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสงบของคนในพื้นที่

เสียงรบกวนทำร้ายสุขภาพจิต

ความรุนแรงของเสียงท่อและพฤติกรรมซิ่งแห่งยามค่ำคืน กระทบต่อสุขภาพจิตของชาวบ้านโดยตรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และคนที่ทำงานหนักและต้องการพักผ่อน “บางคืนนอนไม่หลับเพราะเสียงรถดังสนั่นตลอดเวลา” หนึ่งในผู้อาศัยรายหนึ่งเล่าว่า และยังตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อวันที่มีเจ้าหน้าที่ตั้งด่าน คืนนั้นถึงกับเงียบเฉียบ ช่างเป็นความแตกต่างที่ล้วนชัดเจน”

  • เสียงดังรบกวนการนอนหลับ
  • ส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ
  • กระทรวงสาธารณสุขเตือนถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพ

การแสดงออกอย่างสนุกสนานของเด็กวัยรุ่นกลับกลายเป็น_most dangerous nuisance_สำหรับผู้อยู่อาศัยรอบๆ ทำให้ชีวิตในช่วงกลางคืนมิได้เป็นระยะเวลาของการผ่อนคลาย แต่กลับต้องเป็นภาระทางร่างกายและจิตใจที่ต้องรับมือเสียงกริ่งกราดจากรถแต่งที่ขับขี่ “ประมาทหวาดเสียว” ตลอดทั้งคืน

มีพยานหลักฐานของเหตุการณ์จริงจากสถานที่เกิดเหตุ

หลังจากได้รับคำร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบบริเวณมอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 และพบว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำพรรณนาของผู้อยู่อาศัยจริงๆ โดยมีกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันมากกว่า 20 คน แยกเป็นคู่ๆ ขี่รถแต่งแบบ “เบิ้ลเครื่อง” “ยกล้อ” ประลองความเร็วด้วยวิธีที่เสี่ยงมาก ก่อนที่จะใช้บริเวณใต้สะพานเป็นเส้นโค้งกลับรถและกลับมาซิ่งต่อ เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าของกลุ่มคนวัยรุ่น และคุกคามที่อาจส่งผลร้ายแรง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรมองข้ามสถานการณ์นี้ โดยควรมีการเน้นของการทำงานด้านวินัยอย่างจริงจังเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ทั้งเพื่อปกป้องผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวเตรียมเยือน รวมทั้งเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของภาพลักษณ์พัทยาในฐานะ เมืองท่องเที่ยว ที่ต้องดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานต้องรีบเคลื่อนไหว ความปลอดภัยคือพื้นฐานของการพัฒนาเมือง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรถูกมองข้าม และอาจกลายเป็นเครื่องมือตรวจสอบหน่วยงานว่า “มีประสิทธิภาพเพียงใดในการจัดการความปลอดภัยของประชาชน” การเปิดโอกาสให้วัยรุ่นที่ไม่มีท่าทีกลัวเจ้าหน้าที่ และยังเยาะเย้ยด้วยความกล้าหาญว่า “ไม่มีใครจับเราได้” เป็นสัญญาณว่า ระบบการดูแลสังคมของเยาวชนอาจกำลังขาดความชัดเจน.

กลุ่มเด็กแว้น ที่มาพร้อมแรงสั่นสะเทือนจากการขี่รถติดปีกแต่งพร้อมดูคอมีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้าร่วมมือกัน ทั้งตำรวจ โรงเรียน ผู้ปกครอง และองค์การปกครองท้องถิ่น เพื่อจัดช่องทางให้ที่เหล้าวัยรุ่นสามารถใช้พลังใจอย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะกลายเป็นภัยในยามค่ำคืน

หากคุณกำลังอยู่ในพื้นที่นี้ หรือพบเห็นพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน อย่าลังเลที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวมพลังชุมชนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงความสุขในชุมชน ยามค่ำคืนไม่ควรเป็นสิ่งที่คอยทำลายสุขภาพ แต่เป็นช่วงเวลาที่ควรใช้แบ่งปัน สร้างความร่วมมือ และความปลอดภัย.

ที่มา – ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา

เจ้าของร้านอาหารน่านเดือด! บัญชีธนาคารถูกอายัด 8 เดือน

เรื่องราวของเจ้าของร้านอาหารจากจังหวัดน่านกำลังกลายเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ หลังจากประสบปัญหาบัญชีธนาคารของตนเองถูกอายัดเป็นเวลานานถึง 8 เดือน แม้ว่าเธอจะเดินทางไปแจ้งความและเคลียร์เรื่องเกี่ยวกับ “บัญชีม้าดำ” เสร็จสิ้นแล้ว แต่การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับล่าช้า ทำให้ชีวิตธุรกิจของเธอต้องหยุดชะงักไป

เจ้าของร้านอาหารน่านเดือด! บัญชีธนาคารถูกอายัด 8 เดือน

จากกรณีที่เพจ Drama-addict ได้เผยแพร่เรื่องราวของแม่ค้ารายหนึ่งผ่านโพสต์ดังกล่าว เธอเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พบว่าบัญชีธนาคาร TTB ของตนเองถูกอายัดแบบไม่มีคำอธิบายใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ ทำให้เธอต้องตามดูแลเรื่องด้วยตัวเองทั้งหมด โดยได้รับข้อมูลว่า มีการแจ้งความที่ สน.บางเขน เกี่ยวกับกรณีที่ลูกค้าของเธอถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทว่า หลังจากการสืบสวนศึกษาด้วยตนเอง ทำให้ทราบว่าตัวเธอได้กลายเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ไปพร้อมกับ “บัญชีม้าดำ” ด้วย และไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดแต่อย่างใด แม้จะมีการยกเลิกการแจ้งความไปแล้วก็ตาม เมื่อถึงขั้นตอนการถอนอายัดบัญชีกลับไม่เป็นไปตามลำดับ โดยเจ้าของเรื่องระบุว่า กลุ่ม “HR03_CCIB” ที่สังกัดบัญชีของเธอ เป็นบัญชีม้าขั้นสูงสุดที่ใช้ในการวางแผนทางอาชญากรรม จึงทำให้การปลดอายัดต้องผ่านหลายขั้นตอน และใช้เวลานาน

ผลกระทบต่อธุรกิจและชีวิตประจำวัน

ผลกระทบจากการที่บัญชีธนาคารและแอปฯ เป๋าตังค์ถูกอายัดไปกว่า 8 เดือนนั้น ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชีวิตของเจ้าของร้านอาหาร เนื่องจากไม่สามารถหมุนเวียนเงินทุนเพื่อซื้อวัตถุดิบ และดำเนินการในธุรกิจได้ รายได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในแอปฯ เพื่อใช้ในการประคองร้านอาหารก็หายไป รวมถึงไม่สามารถซื้อขายทองคำได้ ส่งผลให้ต้องขายทองที่มีอยู่เพื่อใช้จ่าย และต้องยืมเงินจากญาติพี่น้องเพื่อช่วยประคองชีวิตและกิจการ

  • บัญชีธนาคารถูกอายัดทั้งหมด
  • กระทบรายได้จากแอปฯ เป๋าตังค์ในระยะเวลา 16 งวด
  • ต้องขายทองคำส่วนตัวเพื่อประคองชีวิต
  • ชีวิตธุรกิจต้องหยุดชะงัก

เจ้าของเรื่องเร่งรีบติดต่อประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ ทั้ง สอท. และธนาคารเพื่อขอข้อมูล แต่ไม่ได้รับความคืบหน้าใด ๆ มากไปกว่านั้น ผู้ปฏิบัติงานดูแลคดีรายเดิมก็ลาศึกษาต่อลางาน จนทำให้เธอต้องร้องเรียนไปยังสายด่วน 1111 เพื่อขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญที่สุดคือ เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้จะเป็นอุทาหรณ์ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปฉวยโอกาสแก้ไขปัญหาของผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันเร็วขึ้น

เรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่แค่กรณีของเจ้าของร้านอาหารรายหนึ่งเท่านั้น แต่สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าของระบบราชการ และความยุ่งยากที่ผู้เสียหายต้องเผชิญ เรื่องเหล่านี้จึงควรมีการติดตามความคืบหน้าและพัฒนาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ควรหมั่นตรวจสอบสถานะบัญชีของตนเองและรายงานต่อเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบข้อผิดปกติ เพื่อป้องกันปัญหาล่วงหน้า

ที่มา – “เจ้าของร้านอาหารน่านเดือด! บัญชีธนาคารถูกอายัด 8 เดือน ร้องเรียนยังไร้ความคืบหน้า”

รวบหลวงพี่วัดดังซ่อนยาเสพติดในถังสังฆทาน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568 นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ หลังได้รับเบาะแสจากประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน หักดิบ บางละมุง BROKEN DOWN BANGLAMUNG ว่ามีพระภิกษุสงฆ์รายหนึ่งในอำเภอบางละมุง มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทันทีที่ได้รับรายงาน นายอำเภอบางละมุงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ร่วมมือกันติดตามพฤติกรรมของ “หลวงพี่วัดดังซ่อนยาเสพติดในถังสังฆทาน” อย่างใกล้ชิด

รวบหลวงพี่วัดดังซ่อนยาเสพติดในถังสังฆทาน

หลังจากการเฝ้าสังเกต พบว่าบุคคลดังกล่าวเดินทางกลับเข้าสู่ที่พักที่ซอยเทศบาล 1 ห้วยใหญ่ 27 บ้านเลขที่ 110/27 หมู่ 5 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าควบคุมตัวพร้อมขออนุญาตเข้าตรวจสอบภายในห้อง ปรากฏว่ามีหลักฐานที่แจ่มชัดเกี่ยวกับการเสพและค้า ยาเสพติด โดยพบยาบ้าจำนวน 492 เม็ด และยาไอซ์น้ำหนัก 72 กรัม ถูกซ่อนอยู่ในหลากหลายจุด เช่น ใต้ตู้ เก็บในถังสังฆทาน กล่องใส่สังฆทาน และแม้กระทั่งในอุปกรณ์ที่ใช้ในการตวงยาเสพติด

ของกลางยาเสพติดที่พบจากการบุกค้นบ้านของหลวงพี่

ทำเนียนซ่อนของกลางในวัดชื่อดัง

หลังจากตรวจยึดของกลางจากที่พักแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการสอบสวนไปยังกุฎิของวัดที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นวัดที่พระตัวนี้จำพรรษาอยู่ โดยในครั้งนี้ก็สามารถจับกุม ยาบ้าเพิ่มเติม 29 เม็ด และอุปกรณ์การเสพติดที่ถูกซ่อนไว้ภายในไมโครเวฟ ก่อนจะได้รับการยอมรับสารภาพจากพระดังกล่าวว่า เป็นผู้ครอบครองและแสวงหากำไรจากการขาย ยาเสพติดทั้งยาบ้าและไอซ์ ด้วยราคาเม็ดละ 50 บาท และกรัมละ 400 บาท

ผู้ต้องหาเผยว่า ต้นเหตุมาจากเพื่อนนักค้ายาในพื้นที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ จึงเก็บยากลับมาใช้เสพเองและขายต่อในกลุ่มเยาวชนในชุมชน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสารเสพติดในร่างกายของพระดังกล่าว ก่อนดำเนินขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม และได้นำตัวไปแจ้งต่อเจ้าอาวาสวัดเพื่อดำเนินการ “ลาสิกขา” อย่างเป็นทางการ

ยาและอุปกรณ์เกี่ยวข้องที่พบในกุฎิวัด

เผยช่องทางแจ้งเบาะแสยาเสพติด

การจับกุมครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความสามารถของเทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยของชุมชน นายอำเภอบางละมุงกล่าวว่า หากท่านมีเบาะแสเกี่ยวกับ ยาเสพติด หรือการกระทำผิดกฎหมาย สามารถส่งข้อมูลได้ผ่าน LINE: หักดิบ บางละมุง BROKEN DOWN BANGLAMUNG เพื่อช่วยกันเฝ้าระวังและขจัดความเสี่ยงจากยาเสพติดในพื้นที่

ภาพอุปกรณ์ก่อการทางเสพติดที่ตรวจยึดได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในถาดโกษฐ์ แต่หากมีความผิดก็ต้องได้รับการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับทุกพลเมืองทั่วไป เห็นได้ชัดว่าการเฝ้าระวังและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนคือเส้นทางสู่สังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

ที่มา – รวบหลวงพี่วัดดังเอเย่นต์ค้ายานรก ทำเนียนซ่อนของกลางถังถวายสังฆทาน

มาสด้าหนุนศึกกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ 2025

มาสด้า สานต่อปรัชญา Joy Drives Lives หรือความสุขขับเคลื่อนชีวิต โดยเดินหน้าสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนระดับนานาชาติ “Mazda U.S. College PREP Thailand Junior Championship 2025” ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ที่สนามกอล์ฟ Siam Country Club Rolling Hills Pattaya งานนี้เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ร่วมกับ The Agency College Recruit ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาทุนการศึกษาด้านกีฬากอล์ฟสำหรับเยาวชน เพื่อมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้ก้าวไกลสู่เวทีโลก

“มาสด้าหนุนศึกกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ 2025” ขับเคลื่อนความฝันของเยาวชนไทย

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงแนวคิดของมาสด้าอย่างลึกซึ้งว่า ความมุ่งมั่นและการมีความสุข ในการทำสิ่งที่รักนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เยาวชนก้าวไกล เรามองเห็นความสำคัญของการสร้างโอกาส เพื่อให้เยาวชนสามารถพัฒนาตนเองและขึ้นเวทีโลกในอนาคต”

Challenger Spirit หัวใจสำคัญสู่การเติบโต

นอกจากแนวคิดเรื่องความสุข ยังสะท้อนถึง Challenger Spirit หรือจิตวิญญาณแห่งความไม่ย่อท้อ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของมาสด้ามาอย่างยาวนาน “เราเชื่อว่าการไม่ยอมแพ้ การมีเป้าหมาย และกล้าลงมือทำ คือเวทมนตร์ที่จะขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่ไปสู่ความสำเร็จ” นายภพนิพิฐกล่าว

การแข่งขัน “มาสด้าหนุนศึกกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ 2025” ไม่ใช่แค่การแข่งขันกอล์ฟธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่าย และได้รับโอกาสในการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะ ความรู้ และทัศนคติใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในเวทีโลก

  • เปิดโอกาสในการเข้าถึงทุนการศึกษาด้านกีฬา
  • พัฒนาทักษะทางด้านกีฬาและการสื่อสาร
  • สร้างความเชื่อมั่น และเสริมสร้างทักษะชีวิต
  • เชื่อมโยงกับโค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐ

ผู้ปกครองและเยาวชนที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้สามารถ ลงทะเบียนได้ที่: ลิงก์ลงทะเบียน

หรือสามารถเข้าร่วมเวิร์กช็อปเชิงวิชาการได้ผ่าน: ลิงก์ Webinar

มาสด้ามองว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ การสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนนอกจากจะเป็นเส้นทางของความฝันของนักกีฬารุ่นใหม่แล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้สังคมไทยเติบโตในทุกมิติ ไม่ว่าจะด้านการศึกษา สุขภาพ หรือวิถีชีวิตที่เข้มแข็ง

ในที่สุด การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “มาสด้าหนุนศึกกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ 2025” คือก้าวแรกที่จะนำเยาวชนไทยก้าวขึ้นเวทีโลกบนเวทีที่เต็มไปด้วยโอกาสและการต่อยอด

ที่มา – “มาสด้า” หนุนศึกกอล์ฟเยาวชนนานาชาติ “Mazda U.S. College PREP Thailand Junior Championship 2025”

ฮุน มาเนต จี้ผู้นำโลกค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลับกลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติ เมื่อสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาจี้ผู้นำจากหลายประเทศ ขอค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

ฮุน มาเนต ส่งจดหมายถึงผู้นำระดับโลกหลายคน รวมถึงนายอันวาร์ อับราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนักการทูตระดับนานาชาติคนสำคัญ เช่น เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้สนับสนุนกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ โดยเร่งเรียกร้องให้มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ

ฮุน มาเนต จี้ผู้นำโลกค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ในจดหมาย ฮุน มาเนต กล่าวว่าการกระทำเพียงฝ่ายเดียวของทหารไทยกำลังก่อให้เกิดสถานการณ์ที่คุกคามเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการขยายพื้นที่ความขัดแย้งจากจังหวัดพระวิหารและอุดรธานี รวมถึงการติดตั้งลวดหนามและแบริเออร์ป้องกันในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวบ้านกัมพูชาอาศัยอยู่มาเป็นเวลานาน

ผู้นำกัมพูชาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทหารไทยได้บังคับขับไล่พลเรือนกัมพูชาออกจากหมู่บ้านโจกเจยและเปรยจัน ที่ซึ่งครอบครัวชาวบ้านกว่า 25 รายถูกห้ามไม่ให้กลับไปยังบ้านเรือนและที่ดินเพาะปลูกของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวอ้างว่ามีแผนการของทหารไทยจะยึดพื้นที่เพิ่มเติมอีก 17 แห่งในจังหวัดภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ตั้งแต่จังหวัดโพธิสัตว์ถึงเกาะกง

กลยุทธ์ทางการทูตเพื่อทวงคืนความสงบ

ฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชามีมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ทางการกัมพูชาพร้อมร่วมมือกับไทยและองค์กรอาเซียนเพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเร่งเรียกร้องให้มีการสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิง เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตของราษฎรทั้งสองฝ่าย

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น: การบังคับขับไล่พลเรือนกัมพูชาโดยทหารไทย
  • พื้นที่ที่ถูกกระทบ: หมู่บ้านโจกเจย เปรยจัน และพื้นที่ที่อาจถูกยึดเพิ่มเติมอีก 17 แห่ง
  • การตอบสนอง: การเรียกร้องความช่วยเหลือจากผู้นำโลกเพื่อค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวของฮุน มาเนต ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของกัมพูชาในการใช้ช่องทางทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยมองว่าการนำประเด็นเข้าสู่เวทีนานาชาติจะสามารถกดดันให้ทั้งสองฝ่ายหันกลับมาใช้แนวทางสันติ นอกจากนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์การเมืองที่ชัดเจนของผู้นำกัมพูชาในการรักษามาตรฐานของประเทศในเวทีนานาชาติ

หากประเทศไทยและกัมพูชาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในเร็ววัน ความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ชายแดนอาจลุกลามไปสู่ความรุนแรงที่ยากจะควบคุม การจี้ผู้นำโลกให้เข้ามาเป็นพยานและผู้ค้ำประกันในข้อตกลงจึงเป็นวิธีหนึ่งที่สะท้อนความต้องการรักษาความสงบในภูมิภาคอย่างจริงจัง

ที่มา – ฮุน มาเนต จี้ผู้นำโลก ค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา หลังสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด

รวบแก๊งค้ายานรก R 1688 ลอบขนไอซ์บิ๊กล็อต 800 โล ซ่อนเพิงพักบ่อปลาเตรียมส่งลูกค้า

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมกลุ่ม รวบแก๊งค้ายานรก R 1688 ที่ลอบขนไอซ์บิ๊กล็อต จำนวน 800 โลกรัม ไปซ่อนที่เพิงพักบ่อปลาในเขตบางขุนเทียน

รวบแก๊งค้ายานรก R 1688 หลังติดตามพฤติกรรม 3 เดือน

การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการสืบสวนขยายผลของตำรวจนครบาล 8 อันเนื่องมาจากคดียาเสพติดรายใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่พระราม 2 เมื่อเดือนสิงหาคมก่อนหน้านี้ พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้รถยนต์ขนย้ายยาเสพติดผ่านจุดต่างๆ แล้วเก็บซ่อนก่อนนำไปส่งลูกค้า และเมื่อวันที่ 14 กันยายน พนักงานสอบสวนพบขบวนรถหลายคันเคลื่อนตัวไปยังกรุงเทพฯ โดยมีพฤติกรรมน่าสงสัย

จับกุมผู้ต้องหา 3 รายพร้อมไอซ์ 800 โล

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบรถยนต์คันที่จอดอยู่บริเวณเพิงพักบ่อปลา ตรงข้ามซอยบางกระดี่ 43 และพบว่าในเพิงดังกล่าวมีไอซ์ถูกซุกซ่อนในถุงกระสอบรวมกว่า 40 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 800 กิโลกรัม และยังพบ รวบแก๊งค้ายานรก R 1688 ที่มีการใช้รหัสนี้ระบุที่มาของยาเสพติดบนบรรจุภัณฑ์

ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายประกอบด้วย:

  • นายนพดล หรือ เจ ปิ่นแก้ว อายุ 34 ปี
  • นายอังคาร หรือ คาร ชิ่นกลิ่น อายุ 36 ปี
  • นายสำเริง หรือ แจ็ค กันต์สิงห์ อายุ 38 ปี

ของกลางที่ยึดได้หลังจับกุม

นอกจากไอซ์บริสุทธิ์ 800 กิโลกรัม แล้ว ยังพบของกลางสำคัญอีกหลายรายการ เช่น อาวุธปืนขนาด .357 พร้อมกระสุนจำนวน 31 นัด เงินสดจำนวน 800,000 บาท รถยนต์ที่ใช้ขนยา 3 คัน และทรัพย์สินอื่นๆ อีกมากมาย ตรวจสอบได้ว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับ รวบแก๊งค้ายานรก R 1688 ที่ดำเนินกิจการค้ายาเสพติดอย่างเป็นระบบ

กลุ่มมีหัวหน้าควบคุมประสานงานจากต่างประเทศ

จากการสอบสวน นายนพดล หรือ “เจ” ยอมรับว่าเป็นผู้ควบคุมงานทั้งหมด ได้รับคำสั่งจากผู้บริหารเครือข่ายซึ่งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และมีหน้าที่ประสานงานนำไอซ์เข้ามายังไทย จากนั้นจัดเก็บรอเวลาจัดส่งให้กับลูกค้าตามสัญญา ซึ่งใช้รหัส “R 1688” เป็นเครื่องหมายเฉพาะของกลุ่ม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหากับผู้ต้องหาในข้อหา “ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดประเภท 1” อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง พร้อมส่งตัวดำเนินคดีกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในข้อหาสมคบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถปิดล้อมกลุ่มอาชญากรรมครั้งใหญ่ได้ แต่การต่อสู้กับเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีการป้องกันและข้ามชาติยังคงเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาอาศัยความร่วมมือและความเข้มงวดของทุกฝ่าย

ที่มา – รวบแก๊งค้ายานรก R 1688 ลอบขนไอซ์บิ๊กล็อต 800 โล ซ่อนเพิงพักบ่อปลาเตรียมส่งลูกค้า

‘ราชบุรี’ บุกแพ้ทีมเวียดนาม นัดเปิดสนามบอลเอเชีย

ในการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ทู 2025-26 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม F ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา “ราชันมังกร” ราชบุรี เอฟซี ทีมดังจากเมืองเพชรบุรี ได้เดินทางไปแข่งขันกับทีมจากเวียดนามอย่าง นัมดินห์ ณ สนามเทียน ตรวง สเตเดียม ซึ่งเป็นสนามที่ทีมเวียดนามเลือกใช้ในการเปิดบ้านครั้งนี้ ผลการแข่งขันสุดท้ายออกมาเป็นชัยชนะของฝ่ายเวียดนามด้วยสกอร์ 3-1

‘ราชบุรี’ บุกแพ้ทีมเวียดนาม นัดเปิดสนามบอลเอเชีย

แม้จะเป็นการแข่งขันในบ้านของฝ่ายเวียดนาม แต่เกมนี้จัดเต็มทั้งในด้านการเข้าชมของแฟนบอลและบรรยากาศการแข่งขันที่คึกคัก นัมดินห์ ทีมจากเวียดนามเปิดสนามอย่างต่อสู้ ด้วยเป้าหมายที่ต้องคว้าชัยเพื่อไล่จี้แชมป์กลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเกมได้ไม่นาน พวกเขาก็เปิดฉากทำประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว จากลูกยิงของ ไคโอ เซซาร์ ในนาทีที่ 35 เรียกได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสที่ดีมากสำหรับทีมเวียดนามตั้งแต่ช่วงต้นเกม

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ความกดดันต่อ ราชบุรี ยิ่งเพิ่มมากขึ้น อีกสองประตูของนัมดินห์ เกิดขึ้นในช่วงนาทีที่ 52 และ 57 จากการทำประตูโดย เบรนเนอร์ มาร์ลอส สองลูกรวด ทำให้ทีมเวียดนามหนีห่างไปถึง 3-0 จนเหลือเกิน ทำให้เกมเริ่มไม่เป็นตามแผนสำหรับ ราชันมังกรอย่างสิ้นเชิง

ราชบุรี พยายามลุ้นสู้จนจบเกม

อย่างไรก็ตาม ราชบุรี เอฟซี ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เกมเข้มข้นกลายเป็นแรงบันดาลใจ จนในนาทีที่ 60 พวกเขาสามารถตีไข่แตกได้จากลูกยิงของเปโดร ทานา ซึ่งเป็นประตูเดียวที่ทำได้ในเกมนี้ ส่งผลให้สกอร์สุดท้ายจบที่ นัมดินห์ เอาชนะ ราชบุรี 3-1 เพิ่มขีดความสามารถของตัวเองในรายการนี้อย่างน่าประทับใจ

จากผลการแข่งขันในนัดนี้ ส่งผลให้โอกาสในการเข้ารอบของ‘ราชบุรี’ ลดลงไปอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นหวัง เพราะในตารางการแข่งขัน พวกเขาจะได้กลับมาแข่งในบ้านกับ กัมบะ โอซากา ทีมจากญี่ปุ่น ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญที่ต้องเก็บชัยชนะให้ได้ หากยังมีเป้าหมายลุ้นเข้าสู่รอบต่อไป

แม้แพ้ไปในนัดเปิดสนามบอลเอเชีย แต่การได้ลงแข่งกับทีมระดับเอเชียถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างมากสำหรับนักเตะและทีมงานของ ราชบุรี ที่ยังคงพัฒนาและเติบโตในทุกเกม แม้จะเจอกับความยากลำบากจากการบุกเยือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเทคนิคและรูปแบบการเล่นน่าประทับใจ

แฟนบอลไทยคงได้ติดตามกันต่อไปว่า ราชันมังกร จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลาย และคว้าชัยสำคัญที่บ้านเพื่อคว้าตั๋วเข้าสู่รอบต่อไปในรายการฟุตบอลเอเชียระดับยอดเยี่ยมได้หรือไม่

ที่มา – ‘ราชบุรี’ บุกแพ้ทีมเวียดนาม นัดเปิดสนามบอลเอเชีย

ชูวิทย์ โพสต์กลอนการเมืองสอนเด็กเอ๋ยเด็กน้อย

ล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาโพสต์กลอนการเมืองที่มีชื่อว่า “เด็กเอ๋ยเด็กน้อย” ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยกลอนชุดนี้เป็นการวิพากษ์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างมีนัยยะ และยังแฝงอารมณ์ขันเพื่อสะท้อนความคิดอย่างลึกซึ้ง ภายใต้หัวข้อ “วิชาดรุณศึกษา สมัยชูวิทย์”

กลอนประกอบด้วยเนื้อหาระดับความเข้าใจที่แฝงไว้ด้วยคำกลอนที่เรียบเรียงอย่างสวยงาม เช่น ประโยคที่ว่า “เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องมือหาเสียงไว้เลี้ยงตน” เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่ควรเริ่มต้นเมื่อโตแล้ว แต่ควรเริ่มสอนตั้งแต่ยังเด็ก

ชูวิทย์ โพสต์กลอนการเมืองสอนเด็กเอ๋ยเด็กน้อย

นอกจากนี้ยังมีข้อความที่มีความหมายลึกซึ้งว่า “ยุบสภา 4 เดือน ภูมิใจเปลี่ยน” ซึ่งผู้เขียนนำมาใช้เพื่อสะท้อนถึงสภาพการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการเตือนสติให้กับคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความเข้าใจในการเมืองมากขึ้น

วิชาดรุณศึกษา สมัยชูวิทย์

อีกหนึ่งข้อความที่ตอกย้ำคอนเซปต์สำคัญคือ “วิชาดรุณศึกษา สมัยชูวิทย์” ซึ่งเป็นวิชาที่คนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้ เพื่อเตรียมตัวเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบในอนาคต เพียงแต่ว่าวิชาแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเรียนจากตำรา แต่เรียนรู้ผ่านบทเรียนของสังคมและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งมีคำพูดเตือนใจถึงความอ่อนโยนและเวทนาของเหตุการณ์ในยุคนั้น

ด้วยรูปแบบการเขียนกลอนที่กลมกลืน ประกอบกับความเป็นการเมืองที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนแก่ การสอนผ่านบทกวีจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ ในการจูงใจให้เยาวชนหันมาสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้น และพร้อมรับภารกิจสำคัญในวันข้างหน้า

กลอนบทนี้ไม่เพียงมีจุดหมายเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสื่อสารอารมณ์ และทัศนคติของผู้แต่งที่มีต่อการเมือง ให้กับผู้ที่กำลังเติบโตอยู่ในยุคนี้ให้เข้าใจมากขึ้นว่า “การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่มันอยู่รอบตัว ซึมซับได้ผ่านการเรียนรู้ ทั้งโดยตรงและทางอ้อม

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเมืองไทย และการสอนบทเรียนจากโลกจริง ที่สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพและโมเดลที่ดี

ที่มา – “ชูวิทย์” โพสต์กลอนการเมืองสอนเด็กเอ๋ยเด็กน้อย ชี้วิชาดรุณศึกษาคือบทเรียนสำคัญ

เปิดรายชื่อ 4 ตำรวจเจ็บเหตุม็อบเขมรประท้วง ไม่ไว้ใจ!

เหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เริ่มเพิ่มความตึงเครียด เมื่อกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชามาชุมนุมประท้วงและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งกำลังดำเนินการวางเครื่องกีดขวางเพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่

เปิดรายชื่อ 4 ตำรวจเจ็บเหตุม็อบเขมรประท้วง ไม่ไว้ใจ!

สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงรื้อรั้วและขว้างวัตถุใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมฝูงชนตามหลักสากล เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น

หลังการปะทะ เจ้าหน้าที่ไทยยังคงเฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกำลังจาก คฝ. และฝ่ายปกครอง ที่เตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประชาชนลุ้นระทึก

เหตุการณ์ครั้งนี้ดึงดูดความสนใจของประชาชนจำนวนมาก ที่กังวลว่าสถานการณ์จะลุกลามไปยังจุดอื่น along แนวชายแดน และส่งผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม เปิดรายชื่อ 4 ตำรวจเจ็บเหตุม็อบเขมรประท้วง ไม่ไว้ใจ! ซึ่งได้แก่ พ.ต.ท. สังกัด สภ.คลองลึก ได้รับบาดเจ็บที่หน้าผาก, ด.ต. สังกัด ภ.จว.สระแก้ว มีบาดแผลที่หางคิ้ว, จ.ส.ต. สังกัด สภ.อรัญประเทศ มีบาดแผลที่หน้าผาก และ ด.ต. สังกัด สภ.คลองลึก มีอาการขาขวาบวมช้ำ

จากการเฝ้าสังเกตของเจ้าหน้าที่ ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มประท้วง อย่างไรก็ตามมาตรการรักษาความมั่นคงยังคงดำเนินตามแผน

ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่าการเปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บครั้งนี้มีเป้าหมายให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญในการรักษาความสงบ

การเฝ้าระวังแนวชายแดนอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งที่จำเป็นในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการก่อเหตุซ้ำอีก

เราควรให้ความสำคัญกับความมั่นคงของประเทศ และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ที่มา – เปิดรายชื่อ 4 ตำรวจเจ็บเหตุม็อบเขมรประท้วง ไม่ไว้ใจ! ตรึงกำลังเข้มเฝ้าระวังฮือป่วนซ้ำ