ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

8 ประเทศโอเปกพลัสเพิ่มการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ในวันที่ 8 กันยายน ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย รมว.น้ำมันจากกลุ่ม "Voluntary Eight" หรือ "วี8" ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกครั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน

8 ประเทศโอเปกพลัสเพิ่มการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

จากข้อมูลที่เปิดเผย วี8 ได้ประกาศขยับขยายการผลิตอีก 137,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนหน้า ส่งผลให้กำลังการผลิตของกลุ่มเพิ่มขึ้นถึง 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

สภาพตลาดน้ำมันในปัจจุบัน

ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งลดลงมากถึง 12% ในปีนี้ เนื่องจากอุปทานน้ำมันจากแหล่งนอกโอเปกพลัสเพิ่มขึ้น และอุปสงค์ลดลงจากมาตรการภาษีต่างๆ ความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม นายฆอร์เฆ เลออน นักวิเคราะห์จากบริษัท ไรสแตด เอเนอร์จี ได้กล่าวไว้ว่า "โอเปกพลัสสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดน้ำมันในวันนี้ เนื่องจากกลุ่มส่งสัญญาณถึงความทะเยอทะยานด้วยการเพิ่มกำลังการผลิต นับเป็นการให้ความสำคัญกับส่วนแบ่งตลาด แม้มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะลดลงก็ตาม"

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ การเพิ่มปริมาณการผลิตแม้จะเป็นแค่ 137,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งดูเหมือนจะน้อย แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของกลุ่มโอเปกพลัสว่าหากราคาน้ำมันตกต่ำกว่าระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พวกเขาจะสามารถกลับมายึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้อีกครั้ง

การลดลงของราคาน้ำมันโลก เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับประเทศผู้บริโภคน้ำมัน แต่ในทางกลับกันมันก็กลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับประเทศที่พึ่งพาธุรกิจน้ำมันเป็นหลัก การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของ 8 ประเทศโอเปกพลัสเพิ่มการผลิตน้ำมันอีกครั้ง จึงถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในตลาดโลก

การตัดสินใจในครั้งนี้สามารถสะท้อนว่า โอเปกพลัสเผชิญกับความท้าทายในการรักษาราคาให้สมดุลท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น และความต้องการที่อาจลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอ่อนตัว

น่าสนใจว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร หากกลุ่มโอเปกพลัสยังคงผลักดันเป้าหมายด้านการจัดหาพลังงานให้ถึงเป้าที่วางไว้ หรือต้องปรับกลยุทธ์ใหม่หากเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง

หากคุณกำลังวางแผนการเงินส่วนตัวหรือธุรกิจ อย่าลืมติดตามข่าวราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะ trend ของตลาดน้ำมันสามารถกระทบกระทั่งเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศหมายเลยก็ว่าได้

ที่มา – 8 ประเทศสมาชิก “โอเปกพลัส” ตกลงเพิ่มการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

แม่เก็บเห็ดปล่อยลูก 3 ขวบ ไฟคลอกตาย

เหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่จังหวัดนครราชสีมา บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลด่านขุนทด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ในป่า โดยที่เกิดเหตุมี แม่เก็บเห็ดปล่อยลูก 3 ขวบ ไว้ภายในรถเพียงลำพัง

แม่เก็บเห็ดปล่อยลูก 3 ขวบ ไฟคลอกตาย

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ รถยนต์เก๋งสีดำ ทะเบียน งน 9562 นครราชสีมา มีผู้โดยสารรวม 5 คน ประกอบด้วย แม่และญาติ ที่นำลูกชายวัย 3 ขวบ มานอนรอในรถระหว่างที่พวกเขากำลังเข้าไปเก็บเห็ดในป่า ด้านแม่และผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ตัดสินใจปล่อยให้เด็กนอนอยู่ในรถลำพัง

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากที่พวกเขาก้าวเข้าไปในป่า รถยนต์เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้ง 4 คนที่อยู่ภายนอกรถพยายามเข้าไปช่วยเหลือ แต่เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเด็กภายในรถได้ทัน จนกลายเป็นว่า แม่เก็บเห็ดปล่อยลูก ไว้ในรถยนต์ที่เสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

ความเศร้าโศกที่ไม่ควรมี

ท่ามกลางฉากความเสียหายที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลา 30 นาทีในการควบคุมเพลิง และพยายามเข้าไปช่วยเหลือ มีรายงานว่าเด็กอายุ 3 ขวบที่นอนอยู่ภายในรถเสียชีวิตจากไฟคลอกอย่างน่าสะพรึงใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้บริเวณบ้านน้อย หมู่ 5 ตำบลตะเคียน อำเภอด่านขุนทด ซึ่งป่าแถบนี้มีความเสี่ยงจากไฟป่าและอาจเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้จากปัจจัยภายนอก

  • รถยนต์ถูกไฟไหม้เสียหายหนัก
  • เด็กวัย 3 ขวบถูกไฟคลอกตาย
  • แม่และญาติออกไปเก็บเห็ดและปล่อยลูกไว้ในรถ
  • เจ้าหน้าที่ใช้เวลา 30 นาทีดับเพลิง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมแพทย์ได้เข้าตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเพลิงไหม้ ทั้งด้านเทคนิคและพฤติการณ์ของผู้โดยสารในรถ ซึ่งอาจมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปล่อยเด็กไว้คนเดียวในพื้นที่เสี่ยง

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่รถยนต์ที่ถูกไฟคลอก แต่เป็นความสูญเสียของครอบครัวที่เลือกที่จะ แม่เก็บเห็ดปล่อยลูก 3 ขวบ ไว้ในที่อันตรายโดยไม่มีผู้ดูแล ซึ่งอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่เจ็บปวดสำหรับสังคมโดยรวม

เราทุกคนควรมีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็ก โดยเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น จอดรถในป่า หรือสถานที่ห่างไกลจากพื้นที่ที่มีคนอยู่เสมอ ขอเพียงไม่ปล่อยลูกไว้เพียงลำพังในที่เสี่ยงก็อาจเป็นการรักษาชีวิตลูกน้อยได้

ที่มา – ‘แม่’ เก็บเห็ดในป่าปล่อยลูก 3 ขวบ นอนรอในรถ กลับมาอีกทีสุดช็อก! ถูกไฟคลอกเสียชีวิต

รมว.คลัง พิชัย อำลา ขอบคุณ 2 รมช.คลังและข้าราชการ

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมพิธีแสดงความขอบคุณและอำลาข้าราชการกระทรวงการคลัง หลังจากรับตำแหน่ง รมว.คลัง พิชัย เป็นเวลา 16 เดือน 3 วัน โดยให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นพลังขับเคลื่อนด้านการเงินและการคลังของประเทศ

รมว.คลัง พิชัย สะท้อนความรู้จากการทำงานภาครัฐ

“ในช่วงเวลานี้ ผมได้เรียนรู้มากมายจากระบบราชการในหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมหรือส่วนราชการต่าง ๆ ที่แตกต่างจากระบบการทำงานในภาคเอกชนอย่างชัดเจน” นายพิชัย กล่าว ขณะเดียวกัน ท่านยังชี้ให้เห็นว่า กระทรวงการคลังมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการทำงานของภาครัฐ โดยเป็นหน่วยงานที่ประคองรัฐบาล ชี้แนะ และประสานกับหน่วยงานอื่น เพื่อให้ยุทธศาสตร์ประเทศบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้

การทำงานภายใต้ความร่วมมือที่เข้มแข็ง

“กระทรวงการคลังอยู่ในสถานะช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ รวมถึงต้องดูแลผลกระทบต่อภาคเอกชน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายสาธารณะ” ท่านกล่าว โดยเน้นว่าการทำงานในช่วงที่ผ่านมานี้หัวใจสำคัญอยู่ที่ความใกล้ชิดกับข้าราชการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2 คน โดยเฉพาะ

  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ช่วยด้านการตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างยอดเยี่ยม
  • นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจและช่วยในการวางแผนได้อย่างแม่นยำ

การดำเนินงานในหลายเรื่องล้วนมีความซับซ้อน โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา อย่างกรณีภาษีสหรัฐฯ ที่กระทรวงฯ ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงานให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของกระทรวงฯ ที่สามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นระบบ

“เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ การร่วมมือเพื่อหาทางแก้ปัญหาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และนี่คือสิ่งที่ต้องสานต่อเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในอนาคต” ท่านเสริม

ทั้งนี้ ท่านยังมั่นใจว่า ภายใต้ผู้บริหารคนใหม่ กระทรวงการคลังจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความมั่นคงและเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น

“ไม่มีอะไรจะกล่าวเพิ่ม ยกเว้นคำว่า ‘ขอบคุณ’ ข้าราชการทุกคนที่เข้าร่วมทำงานร่วมกันมาโดยตลอด” นายพิชัยกล่าวในตอนท้าย

จากการอำลาอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ทำให้หลายคนเห็นถึงแรงผลักดันที่ไม่ย่อท้อในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แนะนำให้ติดตามข่าวสารด้านนโยบายการเงินของรัฐ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทุกคน

ที่มา – ‘รมว.คลัง พิชัย’ อำลา กล่าวขอบคุณ 2 รมช.คลัง-ข้าราชการ

ห่วงเด็กไทยถูกบูลลี่ กว่า 1 ใน 4 เสี่ยงทำร้ายตัวเอง

ในปัจจุบัน ปัญหาการถูกกลั่นแกล้งหรือ “บูลลี่” ในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานที่สำคัญอย่างโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและความเป็นอยู่ของเด็กอย่างหนัก ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า มีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 7-25 ปี ที่เคยถูกกลั่นแกล้งถึง 65.54% จากทั้งหมด 41,944 คน

ห่วงเด็กไทยถูกบูลลี่ กว่า 1 ใน 4 เสี่ยงทำร้ายตัวเอง

หากมองลึกไปอีกนิด สิ่งที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกกลั่นแกล้งมีหลากหลายรูปแบบ แต่พบว่ารูปแบบที่พบมากที่สุดคือ

  • ถูกล้อชื่อพ่อ แม่ คนในครอบครัว 40.97%
  • ถูกล้อเลียนรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิก 37.95%
  • ถูกประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด 30.38%
  • ถูกทำร้ายร่างกาย เช่น เตะ ตี ต่อย 28.28%
  • ถูกกระทำให้รู้สึกด้อยค่า 26.27%

สถานที่และการส่งผลต่อจิตใจ

โรงเรียน เป็นสถานที่ที่พบการเกิดบูลลี่มากถึง 83.35% และผู้กระทำมักจะเป็น เพื่อนนักเรียน โดยตรงถึง 73.53% สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิตของเด็ก โดยพบว่า 61.53% รู้สึกอับอาย 54.52% โกรธแค้น รวมถึง 51.38% รู้สึกเหนื่อยล้า ที่สำคัญคือ มากกว่า 1 ใน 4 หรือ 29.03% มีความคิดทำร้ายตนเอง

ห่วงเด็กไทยถูกบูลลี่” ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมีผลกระทบที่ตามมานาน ทั้งภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาและดูแลทันท่วงที

แนวทางการป้องกันและแก้ไข

เพื่อป้องกันปัญหานี้ กรม สบส. ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคม และกรมสุขภาพจิต เพื่อขยายการสื่อสาร ตั้งเป้าลด “ปัจจัยเสี่ยง” และขับเคลื่อน “โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ” ที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่อย่างจริงจัง

การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง และสังคมโดยรวมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของเด็กคือ “โรงเรียน” ซึ่งควรเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่สถานที่แห่งความเจ็บปวด

ในวันนี้ เราต้องหันกลับมามอง “ห่วงเด็กไทยถูกบูลลี่” อย่างจริงจัง เพราะเด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเติบโตอย่างปลอดภัย ปราศจากความหวาดกลัว ร่วมกันสร้างสังคมไทยที่เข้าใจ ให้อภัย และเข้มแข็งได้

อย่าให้ใครต้องเจ็บใจเพียงเพราะ “คำพูด” และ “พฤติกรรม” ที่ไม่รักษาขอบเขต

ที่มา – ห่วงเด็กไทยถูกบูลลี่หนัก กว่า 1 ใน 4 เสี่ยงทำร้ายตัวเอง

เตรียมอะไรก่อนขอสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ – ขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณต้องรู้

หากคุณกำลังมองหาทางแก้ปัญหาด้านการเงินอย่างเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือเพียงแค่ต้องการเงินสดมาเสริมสภาพคล่อง การนำมอเตอร์ไซค์มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ ถือเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีขั้นตอนสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถใช้รถได้ตามปกติ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “เตรียมอะไรก่อนขอสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์” อย่างครบถ้วนและง่ายเข้าใจ

เตรียมอะไรก่อนขอสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์

ก่อนที่จะดำเนินการขอสินเชื่อ คุณควรเตรียมเอกสารสำคัญต่อไปนี้ให้พร้อมเพื่อให้ขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น ได้แก่:

  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
  • เล่มทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์
  • สลิปเงินเดือน หรือหลักฐานรายได้ในรอบ 3 เดือน
  • รูปถ่ายบัตรประชาชนพร้อมกับมอเตอร์ไซค์
  • ใบรับรองการทำงาน (ถ้ามี)
จำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์

ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนยื่นสินเชื่อ

เบื้องต้นคุณควรตรวจสอบว่ามอเตอร์ไซค์ของคุณยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และคุณมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี พร้อมกับมีรายได้คงที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่านการอนุมัติ

ปัจจุบันมีทั้งธนาคารและสถาบันการเงิน (Non-bank) ให้บริการด้านสินเชื่อแบบจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์มากมาย ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการผ่อนชำระ ตลอดจนบริการหลังการขาย เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

จำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์

ขั้นตอนการขอสินเชื่อแบบจำนำทะเบียน

  • เลือกบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อ ที่น่าเชื่อถือและมีความโปร่งใส
  • ยื่นเรื่องผ่านช่องทางที่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือเดินทางไปที่สาขาใกล้บ้าน
  • เจ้าหน้าที่จะประเมินมอเตอร์ไซค์ของคุณ และให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับวงเงินที่คุณสามารถกู้ได้
  • เซ็นสัญญาเงินกู้ – อย่าลืมอ่านรายละเอียดทุกข้อให้เข้าใจก่อนเซ็นสัญญา ทั้งดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาชำระหนี้
  • รอรับเงิน ที่จะเข้าบัญชีของคุณในระบบโอนเงินผ่านธนาคาร ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงวันถัดไป

หากคุณเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่แรก จะช่วยลดระยะเวลานอนอนุมัติ และเพิ่มโอกาสในการได้รับวงเงินกู้สูงสุดตามที่คาดหวัง ถึงแม้จะเป็นสินเชื่อแบบจำนำทรัพย์สิน แต่เรายังคงใช้มอเตอร์ไซค์ได้ตามปกติ โดยไม่กระทบกับกิจกรรมของคุณในชีวิตประจำวัน

ข้อคิดและคำแนะนำ

อย่างไรก็ตาม การขอสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ควรพิจารณาให้รอบคอบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่งเงินที่กู้มานั้นใช้เพื่อเป้าหมายที่สำคัญ และมีแผนการชำระคืนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ลูกหนี้หนักหนาในอนาคต

รวมถึงการเลือกบริษัทที่ให้บริการสินเชื่ออย่างมืออาชีพ จะเป็นการลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจในการใช้บริการ ดังนั้น อย่าลืมเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจเสมอ

ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ และการเตรียมตัวที่เหมาะสม การได้เงินสดจากมอเตอร์ไซค์ของคุณไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ที่มา – เช็กขั้นตอนและสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนขอสินเชื่อมอเตอร์ไซค์

บิ๊กเต่าเผยแบ่งงาน 24 เรื่องเอดี้ตพระอลงกต

ล่าสุดกรณีความเคลื่อนไหวของคดีวัดพระบาทน้ำพุล็อต 2 ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 8 กันยายน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจกองปราบปราม เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจได้มีการประชุมเพื่อแบ่งงานในคดีที่พัวพันกับวัดพระบาทน้ำพุ รวมถึงกลุ่มศิลปินที่เกี่ยวข้องในสังกัด อย่างละเอียด โดยมีทั้งสิ้น 24 เรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งครอบคลุมประเด็นที่ดิน โรงแรม ใจฟ้าอะคาเดมี่ รวมไปถึงมูลนิธิที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกทั้งยังมีการศึกษาข้อมูลเลขบัตรประชาชน รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

บิ๊กเต่าเผยแบ่งงานในสังกัด 24 เรื่องเอดี้ตพระอลงกต

พร้อมกันนี้ พบว่ากลุ่มศิลปินที่เคยกล่าวอ้างว่าถูก “อดีตพระอลงกต” โกงเงิน ได้เดินทางเข้าตรวจสำนวนและให้ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ กับเจ้าหน้าที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เข้าพบ เช่น กลุ่มของถั่วแระ เชิญยิ้ม ซึ่งแม้จะมีการพูดคุยติดต่อแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการนัดหมายพบกันอย่างเป็นทางการ ส่วนศิลปินอื่น ๆ เพิ่มเติม ต้องรอการตรวจสอบและสอบสวนเป็นลำดับ

กลุ่มศิลปินยังต้องให้ข้อมูลต่อ

ด้านการติดตามคดี สำนักงานตำรวจมีการจัดประชุมทุก ๆ 10 วัน เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดให้แน่ชัดว่าแต่ละเรื่องมีความคืบหน้าอย่างไร รวมถึงยังมีการส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานงานร่วมกัน จึงถือเป็นด่านสำคัญในการติดตามคดีการเงินวัดพระบาทน้ำพุล็อต 2 ที่มีผลสะเทือนมาอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ นายกฤตศิลป์ ฉลองขวัญ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หนุ่ย” ผู้เป็นคนกลางในการรับโอนเงินจากทางวัดมาให้กลุ่มศิลปินได้เปิดใจว่า เขาได้รับเงินโอนจากฝ่ายการเงินของหลวงพ่อบ่อยครั้ง โดยมีวงเงินต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 1.4 – 1.5 ล้านบาท ใช้ในการจัดคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ในช่วงแรกจะเป็นการส่งเงินสดมารับโดยตรง ต่อมาเปลี่ยนเป็นการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งทางหนุ่ยยอมรับว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่เขาได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสและถอดแบบแผนชัดเจน

  • ประชุมแบ่งงานทุก 10 วัน เพื่อให้คดีเดินหน้าต่อเนื่อง
  • ทองเงินที่ไหลผ่านหนุ่ย มากกว่า 1 ล้านบาทต่อคอนเสิร์ต
  • ตรวจสอบ 24 เรื่อง ครอบคลุมทั้งที่ดิน มูลนิธิ และบุคคล

เมื่อคอนเสิร์ตดำเนินการเสร็จสิ้น จะมีการโอนเงินบริจาคกลับไปยัง 3 บัญชีวัดอย่างเป็นทางการ ได้แก่มูลนิธิธรรมรักษ์ บัญชีวัดพระบาทน้ำพุ และบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นกิจกรรม “ฟรีคอนเสิร์ต” อย่างแท้จริง ทว่าก็ยังไม่มีใครทราบว่าหลวงพ่อดำเนินการใช้เงินดังกล่าวไปในทางใด

สิ่งที่สำคัญคือ หนุ่ยระบุว่า การจัดคอนเสิร์ตครั้งแรก ๆ ยังมีตัวแทนจากทางวัดเข้ามาดูแลและประสานงานโดยตรง และนอกจากจะเป็นกิจกรรมสร้างบุญแล้ว ยังตั้งใจเลือกวันที่จัดคอนเสิร์ตให้สอดคล้องกับ “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ซึ่งจัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

ถึงแม้คดีจะเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องได้รับความชัดเจนในทุกขั้นตอน เพราะที่ผ่านมาสื่อมวลชนต่างพากันติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาชนทั่วไปก็คาดหวังให้เกิดความโปร่งใสที่แท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามคดีวัดพระบาทน้ำพุล็อต 2 อย่าลืมอัปเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงมุมมองของคุณ

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ เผยแบ่งงานในสังกัด 24 เรื่อง เอี่ยวโยงเงิน ‘อดีตพระอลงกต’

เปิดประวัติบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ มือกฎหมายยุค รัฐบาลอนุทิน

จากความสนใจเป็นวงกว้างที่มีต่อการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ล่าสุดมีข่าวเป็นทางการว่า ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เศรษฐีกฎหมายมือฉมังได้ตอบรับเข้ารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อพร้อมดูแลด้านกฎหมายให้กับรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็นการดึงนักกฎหมายระดับประเทศผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมงานอย่างเต็มตัว

เปิดประวัติบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ มือกฎหมายยุค รัฐบาลอนุทิน

ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ที่จังหวัดสงขลา เขาเป็นบุตรของคุณวิภัทรและคุณอารีย์ อุวรรณโณ และยังเป็นญาติโดยสายของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ คนสำคัญอีกคนหนึ่ง

เส้นทางการศึกษาและการทำงาน

การศึกษาของท่านเริ่มต้นที่โรงเรียนแสงทองวิทยา โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนจะจบปริญญาตรีในคณะนิติศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ในปี พ.ศ. 2518 และสอบผ่านเนติบัณฑิตไทยได้อันดับที่ 3 ของรุ่นถัดมา

ดร. บวรศักดิ์เป็นผู้ที่ใฝ่รู้อย่างแท้จริง เขาเดินทางไปศึกษาต่อระดับสูงที่ประเทศฝรั่งเศส สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยปารีส-นองแตร์ หนึ่งในสถาบันกฎหมายที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

ด้านวิชาการ เริ่มเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2519 และก้าวขึ้นเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในสายวิชาการที่สูงส่งจิตใจ

  • รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พ.ศ. 2532)
  • เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (พ.ศ. 2542-2546)
  • เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (พ.ศ. 2546-2549)

หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี พ.ศ. 2557 เขาได้รับความเชื่อมั่นให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างกำหนดแน่นอน

สำหรับเกียรติในการประกอบวิชาชีพนั้น ดร. บวรศักดิ์ได้รับรางวัลภายในประเทศมากมาย รวมถึงรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ และได้รับพระราชทานตำแหน่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ เขตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

ปัจจุบัน ดร. บวรศักดิ์ยังครองตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และภายหลังเขาจะเข้ารับหน้าที่ตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ภายใต้เงื่อนไขว่าจะไม่เข้าแทรกแซงเรื่องเขากระโดงหรือฮั้ว ส.ว. ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยสนับสนุนด้านกฎหมายให้กับรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

แม้จะอายุมากขึ้น แต่ความสามารถทางกฎหมายของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่มีวันสิ้นสุด และอาจสร้างพัฒนาได้มากกว่าที่ใครคาดเดา

ที่มา – เปิดประวัติ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ ว่าที่รองนายกฯ มือปราบด้านกฎหมายยุค ‘รัฐบาลอนุทิน’

‘แพทองธาร’ ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโผ ครม. ชุดใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 กันยายนที่ทำการพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกจากที่ทำการพรรค ซึ่งในช่วงเวลานี้ มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเสนอชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญทางการเมือง อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับการสอบถามถึงโผ ครม. ชุดใหม่ นางสาวแพทองธารกล่าวว่า “แล้วแต่ท่านนายกฯเขาจัดเลย ไม่มีคอมเมนต์อะไร” โดยแสดงท่าทีไม่แสดงความเห็นอย่างชัดเจน

‘แพทองธาร’ ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโผ ครม. ชุดใหม่

คำถามถัดมาเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ไขวิกฤติของประเทศจาก ครม. ชุดใหม่ภายใน 4 เดือน นางสาวแพทองธารได้ระบุว่า “ทุกเวลามันมีค่าอยู่แล้ว จะนานเท่าไหร่ก็ตามก็ให้ทำเพื่อพี่น้องประชาชน” สิ่งนี้แสดงถึงการสนับสนุนอย่างมีสติและเชื่อมั่นในทีมบริหารชุดใหม่ แม้จะยังไม่มีการแสดงความเห็นโดยตรงเกี่ยวกับโผที่ยังไม่ชัดเจนจนจบ

รัฐบาลชุดใหม่น่าเชื่อถือไหม?

ประเด็นสำคัญอีกประการที่ผู้คนให้ความสนใจคือ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับการจัดตั้ง ซึ่งนางสาวแพทองธารกล่าวว่า “ไม่มีหรอกค่ะ ทำงานเต็มที่” นี่อาจสะท้อนถึงความคาดหวังจากประชาชนและฝ่ายการเมืองที่หวังให้รัฐบาลชุดใหม่นำประเทศพ้นวิกฤติในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม ส่วนตัวของผู้นำพรรคเพื่อไทยเองก็ยังยืนยันถึงการให้โอกาสกับทีมบริหารในการนำประเทศไปข้างหน้าอย่างเต็มที่

การไม่แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนนี้อาจสื่อถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ปลอดภัย หรือเป็นการแสดงน้ำท่าของการไว้วางใจรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่สังคมต่างจับตามองว่าจะมีการปรับโครงสร้างในคณะรัฐมนตรีที่สามารถพาประเทศไทยออกจากวิกฤติได้จริง หรือจะเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่ไม่ช่วยอะไร

  • สถานการณ์ทางการเมือง – มีความท้าทายอยู่เสมอในการบริหารประเทศ
  • ความคาดหวังจากประชาชน – ประชาชนร้องขอการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • กลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทย – ให้โอกาสรัฐบาลใหม่ทำงานเต็มที่

สถานการณ์ในอนาคตของ ครม. ชุดใหม่ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ทั้งในมุมของการจัดการเศรษฐกิจฟื้นฟูประเทศ และการเมืองที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หากพรรคเพื่อไทยได้เลือกที่จะ “ไม่คอมเมนต์” ในตอนนี้ แสดงว่าพวกเขากำลังมองการณ์ไกลว่าการสนับสนุนอย่างเงียบ ๆ จะสำคัญกว่าการวิจารณ์เสียงดัง

สรุป แม้ ‘แพทองธาร’ ไม่แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับโผ ครม. ชุดใหม่ แต่ก็ยังสื่อความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลชุดนี้ผ่านคำพูดสั้น ๆ อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความร่วมมือในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ร่วมติดตามข่าวสารและโครงสร้างรัฐบาลใหม่ได้อย่างใกล้ชิด และอย่าลืมเช็คการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในประเทศไทยกันต่อไป นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ประเทศของเราต้องการ

ที่มา – ‘แพทองธาร’ โนคอมเมนต์โผ ครม. ชุดใหม่

อธิบดี DIT เปิดงานธงเขียวราคาประหยัด พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ที่สหกรณ์การเกษตรนิคมบางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการจัดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” โดยมี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ในราคาที่เอื้อต่อการเข้าถึงมากขึ้น

อธิบดี DIT เปิดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด” ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

งานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย, สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร รวมถึงผู้ผลิตปุ๋ยและเคมีเกษตรชั้นนำ และห้างค้าปลีกสมัยใหม่

ปุ๋ยราคาพิเศษลดกระสอบละ 200 บาท!

ภายในงานธงเขียวราคาประหยัด มีการจำหน่ายปุ๋ยเคมีราคาพิเศษ ลดราคาสูงสุดกระสอบละ 200 บาท เมื่อเกษตรกรซื้อไม่เกิน 5 กระสอบต่อราย เฉพาะสูตรที่นิยมใช้ในภาคเกษตร ได้แก่ 46-0-0, 16-20-0, 15-15-15, 18-8-8, 16-8-8 และ 30-0-0 นอกจากนี้ยังมียาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืชราคาพิเศษ พร้อมแจกคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่งาน

งานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานจะสามารถซื้อปุ๋ยราคาพิเศษได้จนถึงสิ้นวันที่ 9 กันยายนนี้

หากคุณเป็นเกษตรกรในพิษณุโลก หรือพื้นที่ใกล้เคียง งานธงเขียวราคาประหยัดถือเป็นโอกาสที่คุณจะได้รับปุ๋ยและยาเกษตรในราคาที่คุ้มค่าที่สุดในปีนี้ หวังว่าภาครัฐจะดำเนินการต่อเนื่องแบบนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรไทยต่อไป

ที่มา – อธิบดี DIT ลุยพิษณุโลก เปิดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด” หนุนปุ๋ย-ยาเกษตรราคาพิเศษ

ศาลรัฐธรรมนูญสุพรรณบุรีเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายฯ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้จัดโครงการ ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2568 ขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยมีศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

ศาลรัฐธรรมนูญสุพรรณบุรีเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายฯ

ในพิธีเปิด มีผู้เข้าร่วมมากมายทั้งภาครัฐ ภาคีเครือข่าย ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 350 คน อาทิ นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายเชี่ยวชาญ สุขช่วย อธิบดีศาลปกครองสุพรรณบุรี, ว่าที่ร้อยตรี กมล บุญมีสุข อัยการจังหวัด, นายวรวิทย์ ยอแสง ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี และผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน หน่วยงานราชการ สถานศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป

เป้าหมายสำคัญของโครงการ

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ ศาลรัฐธรรมนูญสุพรรณบุรีเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายฯ นี้ มุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รวมถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนและกลไกการใช้สิทธิ เช่น การยื่นคำร้องทางระบบ e-Filing and e-Service เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น

กิจกรรมในโครงการประกอบด้วย

  • การปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน” โดยศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต
  • การเสวนา “การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ”
  • การอภิปรายเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ระบบยื่นคำร้องอิเล็กทรอนิกส์ของศาลรัฐธรรมนูญ”
  • การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเปิดกว้างกับประชาชน

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและใกล้ชิดกับชุมชนผู้มีสิทธิ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของศาลรัฐธรรมนูญในการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ให้ความเข้าใจและมีโอกาสเข้าถึงระบบกฎหมายด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม

โครงการ ศาลรัฐธรรมนูญสุพรรณบุรีเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายฯ เป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมความตระหนักรู้ของประชาชนในสิทธิขั้นพื้นฐาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมของประเทศโดยรวม หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย หรืออยากทราบวิธีการใช้สิทธิผ่านระบบออนไลน์ของศาลรัฐธรรมนูญ ควรติดตามกิจกรรมที่ใกล้บ้านคุณ เพราะนี่คือ “สิทธิ” ของทุกคน

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ ลงพื้นที่เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายฯ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน จ.สุพรรณบุรี