ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดเผย!! ‘นายกฯ หนู’คอนเฟิร์ม ‘อ.บวรศักดิ์’ ร่วม ครม.

เมื่อเวลา 18.49 น. วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงการร่วมวงดื่มกาแฟกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะได้รับเชิญมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยมีหน้าที่ดูแลด้านกฎหมาย พร้อมกับข้อความระบุว่า “ขอบพระคุณอาจารย์บวรศักดิ์ที่กรุณาตอบรับมาร่วมคณะรัฐมนตรีของผมครับ” ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข่าวลือที่เกิดขึ้น

เปิดเผย!! ‘นายกฯ หนู’คอนเฟิร์ม ‘อ.บวรศักดิ์’ ร่วม ครม.

การจัดทีมรัฐบาลในช่วงต้นวาระของนายกรัฐมนตรีอนุทินถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจมากจากสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแต่งตั้งผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ด้านกฎหมายหรือการเมือง เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ด้วยความไว้วางใจในการขับเคลื่อนประเทศในทิศทางที่เหมาะสม.

ข้อความยืนยันจากนายกฯ หนู

จุดที่น่าสนใจคือ การที่ “นายกฯ หนู” หรือนายอนุทิน ใช้คำว่า “กรุณาตอบรับ” ซึ่งสะท้อนความเคารพและความเป็นทางการในการเชิญชวนบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานราชการ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลโดยใช้แฮชแท็ก #เปิดเผย, #โปร่งใส และ #ตรงไปตรงมา แสดงถึงการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงานอย่างตั้งใจ

นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่มีลักษณะใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมบริหารมีความพร้อมในการทำงาน และตัดสินใจด้วยความรอบคอบ

อีกทั้งยังเป็นการเตือนสติถึงบทบาทของวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิในการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศ ด้วยการเชิญคนเก่งมาร่วมงานภายในสำนักนายกรัฐมนตรี อันเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้การที่ “อ.บวรศักดิ์” จะเข้ามารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี น่าจะมีผลต่อแนวทางการบริหารงานด้านกฎหมายในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญที่เขาเคยร่วมมือพัฒนามาแล้ว ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในการแก้ไขกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “เปิดเผย!! ‘นายกฯ หนู’คอนเฟิร์ม ‘อ.บวรศักดิ์’ ร่วม ครม.” และวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลในช่วงใหม่ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการเข้าใจทิศทางการบริหารประเทศ

ที่มา – เปิดเผย!! ‘นายกฯ หนู’คอนเฟิร์ม ‘อ.บวรศักดิ์’ ร่วม ครม.

สวีเดนพบสิทธิบัตรของ ‘อัลเฟรด โนเบล’ อีกครั้ง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 8 กันยายน ว่านางฮันนา สตียาร์เน ผู้อำนวยการมูลนิธิโนเบล เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ เธอได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่สถานที่ประมูลรายหนึ่ง ซึ่งได้รับเอกสารสำคัญจากคู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ในเทศมณฑลเบลียกิงเงอ ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเอกสารชุดนี้ถูกค้นพบในบ้านพักตากอากาศของพวกเขานั่นเอง

การค้นพบสิทธิบัตรของอัลเฟรด โนเบลอีกครั้ง

นางสตียาร์เน กล่าวว่า มูลนิธิได้ทำการตรวจสอบเอกสารเหล่านี้อย่างละเอียด และพบว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาและอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ของอัลเฟรด โนเบล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าเอกสารชุดนี้หายสาบสูญไปแล้วเกือบ 50 ปี

ความลับที่รอการไขคำตอบ

อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นปริศนาว่า เอกสารสิทธิบัตรเหล่านี้ไปอยู่ที่บ้านพักของคู่สามีภรรยานั้นได้อย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิยังคงดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาคำตอบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และผู้ติดตามมรดกของโนเบลต่างให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งต่อการค้นพบครั้งนี้ เพราะถือเป็นการเปิดเผยชีวิตของโนเบลในช่วง 150 ปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจคนสำคัญของเขามากขึ้น

ชีวิตของอัลเฟรด โนเบล นักประดิษฐ์ระดับโลก

อัลเฟรด โนเบล เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลก เชื่อถือได้ว่าเป็น ‘คนพเนจรร่ำรวยที่สุดในโลก’ เคยอาศัยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สวีเดน รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และอิตาลี การเดินทางของเขาไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาผลงานด้านสิทธิบัตรต่างๆ

เพื่อลดความเสี่ยงจากการขนส่งวัสดุระเบิดอย่างไนโตรกลีเซอรีนในระยะทางไกล โนเบลจึงได้ก่อตั้งบริษัทในหลายประเทศ เพื่อพัฒนาและปกป้องสิทธิบัตรของตนเองไว้อย่างเหมาะสม หนึ่งในผลงานที่น่าทึ่งของเขานั้นคือสิทธิบัตรที่ได้รับในปี ค.ศ. 1866 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไดนาไมต์ ซึ่งเปลี่ยนโลกของการก่อสร้างและสงครามในเวลาต่อมา

การค้นพบสิทธิบัตรอีกครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้เห็นภาพรวมของชีวิตโนเบลได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาผลงานและความเป็นมืออาชีพของเขามากมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประดิษฐ์ในสมัยนั้น

หากคุณเป็นผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์หรือกลุ่มคนที่สนใจในตัวบุคคลมีอิทธิพลระดับโลก อย่าพลาดการติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัลเฟรด โนเบล เพราะเรื่องราวนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ

ที่มา – สวีเดนพบสิทธิบัตรของ ‘อัลเฟรด โนเบล’ อีกครั้ง หลังหายสาบสูบไปเกือบ 50 ปี

‘ธนกฤต’ เปิดเกณฑ์คุมขังนอกเรือนจำ ใช้กฎหมาย 3 ฉบับกับโทษไม่เกิน 4 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษหลายสถาบัน ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประกาศของกรมราชทัณฑ์ที่กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการคุมขังผู้ต้องขัง ในสถานที่คุมขังนอกเรือนจำ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ พ.ศ. 2568

‘ธนกฤต’ เปิดเกณฑ์คุมขังนอกเรือนจำ ใช้กฎหมาย 3 ฉบับกับโทษไม่เกิน 4 ปี

ประกาศดังกล่าวอ้างอิงถึงกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 33, กฎกระทรวงกำหนดสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2563 ข้อ 3 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขัง พ.ศ. 2566 ข้อ 20 ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการนักโทษที่มีโอกาสได้รับสิทธิ์ในการอยู่นอกเรือนจำภายใต้การควบคุมเข้มงวด

เงื่อนไขหลักในการคุมขังนอกเรือนจำ

ผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติตรงตาม เกณฑ์คุมขังนอกเรือนจำ จะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด และได้รับโทษไม่เกิน 4 ปี หรือเหลือโทษไม่เกิน 4 ปี หากถูกพระราชทานอภัยโทษหรือได้รับการลดโทษก็จะต้องพิจารณาจากคำสั่งล่าสุด ซึ่งเกณฑ์นี้จะนำไปสู่ความยืดหยุ่นในการดำเนินคดีและสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมดี

นอกจากนี้ ผู้ต้องขังจะต้องผ่านการประเมินจากคณะกรรมการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง และต้องมีความเสี่ยงต่ำต่อการกระทำผิดซ้ำ อีกทั้งต้องสมัครใจในการออกจากเรือนจำไปอยู่ในสถานที่คุมขังนอกเรือนจำด้วย

  • ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ถูกตัดสินโทษไม่เกิน 4 ปี
  • ไม่เคยละเมิดเงื่อนไขการควบคุมในสถานที่คุมขังก่อนหน้า
  • ไม่เคยมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรืออาชญากรรมรุนแรง
  • ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและแผนปฏิบัติต่อรายบุคคล

กรณีพิเศษในสถานพยาบาล

สำหรับสถานที่คุมขังในรูปแบบสถานพยาบาล ผู้ต้องขังจะต้องเป็นนักโทษที่ถึงที่สุดแล้ว และต้องมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ป่วยเป็นอัมพาต เจ็บป่วยเรื้อรัง สภาพต้องอยู่ในความดูแลตลอดเวลา หรืออยู่ในภาวะวิกฤติที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต ซึ่งต้องมีใบรับรองแพทย์ของข้าราชการอย่างน้อย 2 รายเพื่อยืนยันความจำเป็น

แนวโน้มข้อกำหนดเหล่านี้ทำให้ระบบราชทัณฑ์มีนโยบายที่เน้นด้านมนุษยธรรมและให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังในการปรับตัวในสังคม โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีศักยภาพในการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

การคุมขังนอกเรือนจำเป็นแนวทางที่เริ่มได้รับความสนใจและยอมรับมากขึ้นในหลายประเทศ เพราะสามารถช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณ การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือจากประชาชนในการเปิดพื้นที่ให้โอกาสเหล่านี้

ดังนั้น นักกฎหมายและภาคประชาชนจึงมีบทบาทสำคัญในการติดตาม พัฒนา และประเมินประโยชน์ของนโยบาย คุมขังนอกเรือนจำ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเอื้อต่อการปรับปรุงชีวิตจริงๆ

ที่มา – ‘ธนกฤต’ เปิดเกณฑ์คุมขังนอกเรือนจำ ใช้ 3 ฉบับกฎหมายกับโทษไม่เกิน 4 ปี

สมาคมเขาใหญ่ปิดถนน KhaoYai Car Free Day 2025

วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ นายวิทยา สกลเจริญเวช เลขาธิการสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้เปิดเผยถึงกิจกรรม “เขาใหญ่คาร์ฟรีเดย์ 2025” หรือ KhaoYai Car Free Day 2025 ที่จะจัดขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 โดยจะมีการปิดถนนธนะรัชต์ ตั้งแต่เวลา 05:00 น. ถึง 10:00 น. ทั้งสองฝั่งด่านเก็บเงินอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และเนินหอม จังหวัดปราจีนบุรี

สมาคมเขาใหญ่ปิดถนนเพื่อร่วมรณรงค์ลดมลพิษ

ในปีนี้ ทางสมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจากราชบุรี กระบี่ ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงการร่วมมือจาก โคราชจีโอปาร์ค สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ที่จะร่วมจัดกิจกรรมเชื่อมโยงวิ่งผ่านเส้นทางที่เป็นมรดกโลกของยูเนสโก้ในโคราช

บรรยากาศกิจกรรม Car Free Day ปีก่อน

รวมพลคนรักธรรมชาติทำกิจกรรมกลางแจ้ง

กิจกรรมที่สมาคมฯ จัดขึ้นในครั้งนี้จะจัดเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 20-21 กันยายน ที่บริเวณลานเขาร่ม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมีกิจกรรมดูดาวร่วมกับสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย และชมรมดาราศาสตร์ปากช่อง โดยมีการจัดนิทรรศการ สนทนาข้ามเวลา ตอบคำถามเกี่ยวกับการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ และมีกล้องโทรทรรศน์ให้ผู้สนใจได้ใช้ดูดาวบนท้องฟ้าแห่งเขาใหญ่

บรรยากาศดูดาวในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

และในเช้าวันจันทร์ที่ 22 กันยายน จัดเป็นกิจกรรมหลักในงาน KhaoYai Car Free Day ตามแบบฉบับของกิจกรรม Car Free Day ที่เน้นการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว กลับมาใช้ทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การเดิน การขี่จักรยาน และการใช้ขนส่งสาธารณะ

สนุกไปกับกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น ท่ามกลางธรรมชาติ

กิจกรรมในวันคาร์ฟรีเดย์เขาใหญ่ จัดให้ทุกคนได้เคลื่อนไหวร่วมกัน ทั้งการเดิน การวิ่ง และการปั่นจักรยาน ท่ามกลางบรรยากาศสุดสดชื่นของป่าเขาใหญ่ โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับเสื้อยืด Khao Yai Car Free Day ที่ผลิตจากวัสดุ Recycle คือเส้นใยขวดพลาสติก มีให้ 1 ตัวต่อคน และเหรียญรางวัลที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอีกด้วย ค่าสมัครเพียงคนละ 450 บาท

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่เป็นการส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเป็นการร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปริมาณคาร์บอนในอากาศให้กับเขตร้อนเขาใหญ่อย่างมีความหมาย ใครที่สนใจต้องไม่พลาด! สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณยุ้ย โทรศัพท์ 094-239-3916

การมาร่วมกิจกรรมเส้นทาง KhaoYai Car Free Day 2025 ไม่ใช่แค่การเดินเล่นผ่านป่า แต่เป็นการร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของทุกคน

ที่มา – สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เชิญชวน 1 ปี มีครั้งเดียว ปิดเขาใหญ่ KhaoYai Car Free Day 2025

เวิลด์แบงก์-เอดีบี จัดสรร 380,000 ล้านบาทให้อาเซียนพัฒนาโครงการสีเขียว

การพัฒนาโครงการด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ภายใต้การสนับสนุนทางการเงินอย่างแข็งแกร่งจากธนาคารระหว่างประเทศ ล่าสุด เวิลด์แบงก์ และ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ประกาศจัดสรรงบประมาณจำนวน 380,000 ล้านบาท ให้กับอาเซียน เพื่อพัฒนาโครงการสีเขียว ที่เป็นรากฐานสำคัญต่ออนาคตของภูมิภาคนี้

ข่าวดังกล่าวถูกเปิดเผยในการประชุมสุดยอดด้านความยั่งยืนและพลังงานหมุนเวียน 4.0 ที่จัดขึ้นที่เมืองกูจิง เมืองทางตะวันออกของมาเลเซีย เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยรัฐมนตรีพลังงานมาเลเซีย ฟาดิลลาห์ ได้กล่าวในสุนทรพจน์ปิดการประชุมว่า การสนับสนุนทางการเงินจากต่างประเทศในตอนนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) ให้สมบูรณ์

เวิลด์แบงก์-เอดีบี จัดสรร 380,000 ล้านบาทให้อาเซียนพัฒนาโครงการสีเขียว

การเงินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่บทสุดท้ายของความสำเร็จ ต้องมีแบบจำลองทางธุรกิจที่ชัดเจนและมีรูปธรรมเพื่อให้สามารถดึงดูดนักลงทุนเอกชนได้ ซึ่งในครั้งนี้นักลงทุนจากภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น และจีน ก็ได้แสดงความสนใจในโครงการที่มีความยั่งยืนสูงนี้อย่างล้นหลาม

ความท้าทายในการเชื่อมต่อ

บางสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนา APG คือการ “ประยุกต์ใช้” ให้เข้ากับรูปแบบการบริหารจัดการพลังงานของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องของมาตรฐานพลังงาน การควบคุมระบบ และรูปแบบการลงทุนร่วมค้าระหว่างประเทศ การประสานงานให้ได้มาตรฐานเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

อย่างไรก็ตามให้ความเชื่อมั่นว่าจนถึงปี 2026 ซึ่งจะเป็นปีเริ่มต้นของการดำเนินงานจริง โครงการปิโตรนี้จะสามารถมาเป็นต้นแบบในการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ และจะพัฒนาเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นอีก

  • การเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
  • การสร้างโอกาสในการลงทุนและการทำงาน
  • ส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

โครงการนี้จึงไม่เพียงแค่เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่มันได้กลายเป็นเส้นทางใหม่ให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก คาดว่าหลังจากนี้จะมีข้อตกลงเงื่อนไขการลงทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

จากความร่วมมือครั้งนี้ เราจะได้เห็นความก้าวหน้าของโครงการพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มต้นจับมือกันสร้างระบบพลังงานที่ไม่เพียงแต่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามความเคลื่อนไหวด้านพลังงานสีเขียวในภูมิภาค นี่คือจังหวะสำคัญที่ไม่ควรพลาด ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าจากเวิลด์แบงก์และอาเซียนอย่างใกล้ชิด เพราะอนาคตของพลังงานจะถูกเปลี่ยนไปจากที่นี่

ที่มา – ‘เวิลด์แบงก์-เอดีบี’ จัดสรร 380,000 ล้านบาทให้ ‘อาเซียน’ พัฒนาโครงการสีเขียว

ค่าเงินบาทวันนี้แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี

ค่าเงินบาทวันนี้ยังคงเดินหน้าแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปีที่ 31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 31.82 บาท ซึ่งเป็นผลจากแรงเทขายเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหมาย

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายกฯ โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแตะระดับ 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และปิดตลาดที่ 31.82 บาท ซึ่งแข็งค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดก่อนหน้าที่ 32.19 บาท

ค่าเงินบาทวันนี้แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี

ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทวันนี้แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด ซึ่งส่งผลให้ตลาดเริ่มเปลี่ยนแปลงทิศทางความเชื่อมั่นต่อการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่อาจเริ่มต้นขึ้นในช่วงไตรมาสนี้

แนวโน้มตลาดคาดว่าเฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 0.25%

การเปลี่ยนแปลงในท่าทีของ FED ดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่มองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่มีความเสี่ยงต่ำ ณ ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการลงทุนในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำอย่างดอลลาร์ และหันมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ค่าเงินบาทวันนี้ทรงตัวแข็งค่าขึ้น

อีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยให้ค่าเงินบาทวันนี้แข็งค่า ก็คือการที่ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับประวัติการณ์ใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนสากล ที่มองหาโอกาสในการรักษามูลค่าสินทรัพย์ โดยเฉพาะในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่มีสถานะซื้อสุทธิจากต่างประเทศในวันนี้ถึง 4,144 ล้านบาท

แม้ว่าในวันเดียวกันนี้ นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยสุทธิ 1,412 ล้านบาทก็ตาม แต่สถานะของตลาดการเงินโดยรวมยังคงอยู่ในเชิงบวก เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวของเงินทุนขนาดใหญ่ในตลาดตราสารหนี้ที่ช่วยดันค่าเงินบาทวันนี้ให้แข็งค่าขึ้นต่อไป

ปัจจัยสำคัญที่ควรติดตาม

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ คาดว่าจะอยู่ในช่วง 31.70-32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่

  • ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและตราสารหนี้
  • ราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนสูงต่อเนื่อง
  • ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของ FED ในการประชุมเดือนกันยายน

หากคุณเป็นนักลงทุนรายย่อย หรือกำลังสนใจการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค่าเงินบาทวันนี้แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี ถือเป็นโอกาสที่คุณไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อมโยงกับปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาดอย่างใกล้ชิดจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกการตัดสินใจของคุณ

ที่มา – ค่าเงินบาทวันนี้ แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี หลังราคาทองคำโลกพุ่งสูงทำสถิติครั้งใหม่

เอไอเอ คว้ารางวัลบริษัทประกันชีวิตนวัตกรรมแห่งปี 2567

ในปี 2567 เอไอเอ ประเทศไทย ได้รับเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มอบรางวัล “บริษัทประกันชีวิตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่นประจำปี 2567” อันดับที่ 1 ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งต่อองค์กรและพนักงานทุกคน รางวัลดังกล่าวได้รับมอบโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ทรงเกียรติในงาน “Prime Minister’s Insurance Awards 2025” ที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติองค์กรที่มีความสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาบทบาทประกันภัยในประเทศไทย

บริษัทประกันชีวิตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่นประจำปี 2567

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นาย นิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นาย คริสเตียน โรแลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และดิจิทัล รับรางวัลในนามของบริษัท ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรการดูแลและการคุ้มครองที่ทันสมัย ตามปณิธานในการสร้าง “Healthier, Longer, Better Lives” ให้กับคนไทยในทุกยุค

ดิจิทัลเพื่อประสบการณ์ที่เหนือกว่า

เอไอเอ มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีด้านประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่ความสะดวกในการเข้าใช้งาน และความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ทุกคนมีประกันภัยที่เหมาะสมและเข้าถึงง่าย ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจและปลอดภัยในระยะยาว

นอกจากนี้ ตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ ประเทศไทย จำนวน 7 ท่าน ยังได้เข้ารับเกียรติรางวัล ‘ตัวแทนประกันชีวิตคุณภาพดีเด่นประจำปี 2567’ ได้แก่

  • นางสาวทิดา ฮาวกันทะ
  • นายชัยญาพร พรมยะดวง
  • นางสาวมาริณี พิมเสน
  • นางสาวจริญญา ชอบตรง
  • นายรัฐวิชญ์ อัศวหิรัญพณิช
  • นางสาววรดาลักษณ์ ตันวิบูลย์
  • นายปัญญาวัฒน์ สุขเลิศ

ทั้ง 7 ท่านถือเป็นตัวแทนที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญสูง ที่มุ่งมั่นสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าจริงให้กับลูกค้าผ่านความเป็นมืออาชีพ และบริการที่มีหัวใจอยู่ที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

สำหรับ นาย นิคฮิล แอดวานี ได้กล่าวว่า “ในนามของเอไอเอประเทศไทย ผมขอแสดงความยินดีกับตัวแทนทั้ง 7 ท่านที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมขอขอบคุณสำนักงาน คปภ. ที่มอบรางวัลอันทรงคุณค่าให้แก่เอไอเอ ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวเอไอเอทุกคน และเป็นแรงผลักดันให้เรายังคงรักษามาตรฐานของตัวแทนประกันชีวิต รวมถึงการดำเนินงานอย่างมืออาชีพ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งมอบความคุ้มครอง การบริการและการดูแลที่ดีเยี่ยมให้แก่คนไทยทั่วประเทศ และส่งเสริมให้คนไทยมีความมั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน”

ด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและความใส่ใจในลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เอไอเอ ประเทศไทย พร้อมนำพาทุกคนสู่การมีสุขภาพที่ดี และการประกันที่มั่นคงในทุกช่วงชีวิต เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับทุกครอบครัวอย่างแท้จริง การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์และแนวความคิดที่ตรงกับเป้าหมายในระยะยาวของบริษัท

หากคุณกำลังมองหาแผนประกันชีวิตที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีและบริการที่เข้าถึงง่าย อย่ารอช้า เพราะ เอไอเอ พร้อมมอบประสบการณ์ที่มากกว่าความคาดหมาย

ที่มา – เอไอเอ คว้ารางวัล “บริษัทประกันชีวิตที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยดีเด่นประจำปี 2567” อันดับที่ 1

“กพท.” ผ่านฉลุย “ไอเคโอ” ตรวจสอบ “ความปลอดภัย” ให้คะแนน 91.35%

เมื่อเร็วๆ นี้ “สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” หรือ “กพท.” ได้ประกาศผลการรับการตรวจสอบจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ: ICAO) ภายใต้โครงการ USOAP CMA ซึ่งเน้นย้ำการประเมินความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนอย่างครอบคลุม โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นนั้น “กพท.” ทำได้อย่างโดดเด่น เมื่อสามารถคว้าคะแนนรวมถึง 91.35% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 70.50% ถึงเกือบ 20%

“กพท.” ผ่านฉลุย “ไอเคโอ” ตรวจสอบ “ความปลอดภัย” ให้คะแนน 91.35%

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้เปิดเผยว่า การรับการประเมินครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ครอบคลุมประเด็นด้านกฎระเบียบที่สำคัญทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ กฎหมาย, องค์กรกำกับ, การออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่, การปฏิบัติการอากาศยาน, ความสมควรเดินอากาศ, การสอบสวนอุบัติเหตุ, การบริการนำทางอากาศ รวมไปถึงด้านสนามบินและอุปกรณ์ภาคพื้นดิน

ประเทศไทยทำได้สูงกว่ามาตรฐานโลกอย่างชัดเจน

ด้วยการทำงานมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ “กพท.” สามารถทำคะแนนสูงถึง 91.35% และยังเป็นประเทศที่ทำได้เพอร์เฟกต์ถึง 2 ด้าน คือ กฎหมายการบิน (LEG) และ องค์กรกำกับดูแล (ORG) ได้คะแนนเต็ม 100% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 20-30% ถือเป็นการยืนยันขีดความสามารถในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยการบินที่อยู่ในระดับนานาชาติ

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 ประเทศไทยเคยถูก “ไอเคโอ” ติดธงแดงจากการตรวจพบข้อบกพร่องสูงถึง 33 ข้อ พร้อมคะแนน EI เพียง 33.53% แต่ด้วยการปฏิรูปของรัฐบาลและการจัดตั้ง “กพท.” ประเทศไทยสามารถฟื้นฟูและขยับขึ้นเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง จนถึงวันนี้ มีข้อมูลระบุว่าในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไทยติดอันดับต้นๆ และเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านการบินในโลก

ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนระบบการบินไทย

ผลการตรวจสอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยแรงของ “กพท.” เพียงอย่างเดียว แต่มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), กรมท่าอากาศยาน, สายการบิน และสถาบันการบินพลเรือน

พลอากาศเอก มนัท ย้ำว่าความสำเร็จนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้นของการใช้มาตรฐานการบินที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินที่ได้รับความเชื่อถือ รองรับการเติบโตของธุรกิจเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับภูมิภาคและโลก

การพัฒนาเชิงรุกนี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร นักลงทุน และพันธมิตรทางการค้า ตลอดจนเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมการบินของไทยทรงตัวในระยะยาว

สรุปแล้ว การสอบเทียบมาตรฐานความปลอดภัยระดับนานาชาติ ผ่านด่าน “ไอเคโอ” นี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญต่อ “กพท.” และชาติว่าประเทศไทยพร้อมบรรลุเป้าหมายในฐานะศูนย์กลางการบินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากคุณสนใจเรื่องนี้ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบินในไทย อย่าพลาดติดตามข่าวสารตลอดเวลาที่เราคัดสรรมาอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – “กพท.” ผ่านฉลุย “ไอเคโอ” ตรวจสอบ “ความปลอดภัย” ให้คะแนน 91.35% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 20%

มสธ. เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณประโยชน์ ครบรอบ 47 ปี

วันที่ 5 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือ มสธ. จัดพิธีทำบุญ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย ร่วมกับพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และการเชิดชูเกียรติผู้มีพระคุณต่อมหาวิทยาลัย

มสธ. เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณประโยชน์

ในพิธีมอบโล่สามศร ซึ่งเป็นการประกาศเกียรติคุณสูงสุด โดยมีนายนนทพล นิ่มสมบุญ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้มอบโล่ ให้แก่บุคคลและหน่วยงานที่มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัย ได้แก่ บุคคล 21 คน และหน่วยงาน 4 แห่ง

นักศึกษาและบัณฑิตดีเด่น ปีการศึกษา 2567

มีการมอบโล่นักศึกษาและบัณฑิตดีเด่น จำนวน 59 คน แบ่งตามประเภทดังนี้:

  • ด้านความสำเร็จในอาชีพ – 22 คน
  • ด้านผลงานเด่น – 11 คน
  • ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม – 26 คน

ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้กับนักศึกษาทั้งในและนอกสถาบัน

พิธีเชิดชูเกียรติบุคลากรและผู้เกษียณอายุราชการ

มีการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เกียรติบัตรบุคลากรดีเด่นประจำปี และประกาศเกียรติคุณบุคลากรที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะด้านการสอนจาก Advance HE รวมทั้งหมด 111 คน

สำหรับพิธีการต่างๆ ในวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ 47 ปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ มสธ. ในการให้ความสำคัญกับการยอมรับคุณประโยชน์ของผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร นักศึกษา บัณฑิต หรือหน่วยงานภายนอก

มสธ. เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณประโยชน์ เพื่อสร้างแนวทางและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตเพื่อสังคมและการศึกษา

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มสธ. ได้ยึดมั่นในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ย้ำย้ำถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือพื้นที่

ภายใต้แนวคิด “การศึกษาไร้ขีดจำกัด” มสธ. จึงพัฒนาระบบการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ให้เข้าถึงได้ง่าย หลากหลายรูปแบบ และสะดวกสบาย

ที่มา – มสธ. จัดพิธีทำบุญและเชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณประโยชน์เนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ 47 ปี

“ส.หมากล้อม” จัดศึกใหญ่ “ไทยแลนด์ โกะลีก 2025” ชิงเงิน 1 ล้าน

สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทยร่วมกับ บมจ.ซีพี ออลล์ และพันธมิตรอีก 14 องค์กร ได้เปิดฉากการแข่งขันระดับประเทศอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ “ไทยแลนด์ โกะลีก 2025” (Thailand Go League 2025) ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักหมากล้อมที่มีฝีมือจากทั่วไทยกว่า 400 คน จากสถาบันสอนหมากล้อม 37 แห่งทั่วประเทศ เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท

“ส.หมากล้อม” จัดศึกใหญ่ “ไทยแลนด์ โกะลีก 2025” ชิงเงิน 1 ล้าน

การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ของสมาคมกีฬาหมากล้อมฯ ถือเป็นความมุ่งมั่นในการยกระดับองค์กรและพัฒนาฝีมือของนักหมากล้อมไทยอย่างต่อเนื่องทั้งในวงการภายในประเทศและเสริมสร้างความพร้อมเพื่อแข่งขันในเวทีนานาชาติ

โหมดการแข่งขันในไทยแลนด์ โกะลีก 2025

Grand League คือการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักหมากล้อมไม่ว่าจะมีระดับฝีมือใดก็สามารถเข้าร่วม แต่ละทีมจากสถาบันทั่วประเทศสามารถส่งผู้แข่งขันได้ทีมละ 10 คน โดยแต่ละรอบใช้คนลงสนาม 4 คน และจะมีการแข่งกันถึง 14 รอบ

ในส่วนของ Academy League เปิดโอกาสเฉพาะนักหมากล้อมเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยแต่ละทีมจะต้องส่งผู้ประเมิน/โค้ชจากสถาบันดูแลลูกทีม และมีการแข่งกัน 9 รอบ ส่วน School League จัดแบ่งเป็น 2 ดิวิชั่น ดิวิชั่น A และ B โดยแต่ละทีมประกอบด้วยนักเรียนระดับประถม-มัธยมศึกษา รวมถึงระดับอาชีวะศึกษาที่ส่งตัวเข้าร่วม ซึ่งจะแข่งขันกันในทั้งหมด 9 รอบ

  • จำนวนทีมที่เข้าร่วม: Grand League มี 8 ทีม
  • Academy League มีรวม 9 ทีม
  • School League มีทั้งหมด 20 ทีม (ดิวิชั่นละ 10 ทีม)

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขับเคลื่อนความเชี่ยวชาญทางหมากล้อมที่ช่วยเสริมจิตวิทยา การวางแผน และวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ให้กับเยาวชนไทยอย่างจริงจัง โดยมีผู้สนับสนุนหลักอย่างบริษัทซีพี ออลล์ ที่มองเห็นปัญญาและความละเอียดอ่อนของกีฬาชนิดนี้ “ส.หมากล้อม” จัดศึกใหญ่ “ไทยแลนด์ โกะลีก 2025” ชิงเงิน 1 ล้าน ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบหมากล้อมทั่วประเทศ

งานในครั้งนี้มีพิธีเปิดโดยนายวิเชียร จึงวิโรจน์ นายกสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายรัชชยุต ภูวัชร์เตชากร กรรมการสมาคมฯ ซึ่งจะมีการแข่งขันในวันที่ 6-7 กันยายน พ.ศ. 2568, วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568 และจบที่วันที่ 1-2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

หากคุณเป็นแฟนหมากล้อม หรืออยากติดตามการแข่งขันครั้งสำคัญนี้ งานจะถูกถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Page ของ Thailand Go League รับประกันความตื่นเต้นของเกมสุดท้าทายแบบสนุกสุดล้ำ

การแข่งขันหมากล้อมในครั้งนี้ไม่เพียงแค่สร้างรายได้แก่ผู้ชนะ แต่ยังเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้วงการหมากล้อมไทยก้าวไปสู่ความเป็นสากล เพราะความเฉียบแหลมของความคิด คนไทยสามารถทำได้หากมีโอกาส สิ่งสำคัญคือเราต้องเริ่มจากวางรากฐานและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – “ส.หมากล้อม” จัดศึกใหญ่ “ไทยแลนด์ โกะลีก 2025” ชิงเงิน 1 ล้าน มุ่งยกระดับและพัฒนาฝีมือนักหมากล้อมไทย