ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วีรวิทย์-แอนเดรีย คว้าแชมป์รณยุทธคิงส์คัพ 2025

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สนามกีฬาภาคตะวันออก การกีฬาแห่งประเทศไทย เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้เป็นเจ้าภาพของการแข่งขัน “THPSA IPSC Handgun King’s Cup 2025” ซึ่งเป็นการชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568 โดยได้พล.อ.เพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์ นายกสมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานถ้วยรางวัลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแข่งขันครั้งนี้มีนักกีฬาจาก 6 ประเทศ รวม 220 คน เข้าร่วม ได้แก่ ไทย จีน มาเก๊า ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฮ่องกง

วีรวิทย์-แอนเดรีย คว้าแชมป์รณยุทธคิงส์คัพ

นักแม่นปืนไทยสร้างความประทับใจด้วยการคว้าแชมป์และครองถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในประเภท โอเพ่น บุคคลชาย โดยมี “วีรวิทย์ จารุเกียรติพงศา” เป็นผู้ครองตำแหน่ง ส่วนในประเภท โอเพ่น บุคคลหญิง แชมป์โลกจัดอยู่ในมือของ “แอนเดรีย เกล” ลูกครึ่งไทย-ฟิลิปปินส์ ซึ่งยังเป็นข่าวดีที่สะเทือนวงการยิงปืนไทยได้เป็นอย่างดี

แชมป์.rcParams พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไม่เพียงเท่านี้ นักกีฬาไทยยังครองถ้วยพระราชทานอื่น ๆ อีกมากมาย ได้แก่ ประเภทโปรดักชั่น ซึ่งมีผู้ชนะ 4 คน ดังนี้

  • โปรดักชั่น บุคคลชาย: นายณัฐภูมิ กมลวงษ์
  • โปรดักชั่น บุคคลหญิง: ร.ต.อ.หญิงพัชรินทร์ อินหอม
  • โปรดักชั่น ออฟติก บุคคลชาย: ร.ต.ท.หัสณัฐ วิจิตรปฏิมา
  • โปรดักชั่น ออฟติก บุคคลหญิง: นางสาวธนาวดี เพิกแย้ม

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี โดยมีแชมป์ในประเภทต่าง ๆ ดังนี้:

  • สแตนดาร์ด บุคคลชาย: จ่าตรีณัฐวัฒน์ นกไธสง
  • สแตนดาร์ด บุคคลหญิง: เด็กหญิงกัญญาณัฐ ประเสริฐเจริญสุข
  • คลาสสิค บุคคลชาย: นายศดิศกร ชมฤทธิ์
  • คลาสสิค บุคคลหญิง: นางสาวนันท์นลิน เหลืองประเสริฐ

ขณะที่ผู้ชนะเลิศจากถ้วยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เป็นของ “นายกบิทร์ สุศิวะ” ในประเภทรีวอลเวอร์ บุคคลชาย

เตรียมลุยชิงแชมป์โลกกลางเดือนกันยายน

นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา เลขาธิการสมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขัน “วีรวิทย์-แอนเดรีย ครองแชมป์รณยุทธคิงส์คัพ” นี้เป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นการซ้อมใหญ่ของทีมชาติไทย ก่อนจะมีกำหนดเดินทางไปชิงแชมป์โลกในประเทศแอฟริกาใต้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ขอขอบคุณทุกแรงผลักดันจากสปอนเซอร์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของเหล่านักกีฬาไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติอีกครั้ง ขอให้เพื่อน ๆ สนใจและติดตามความเคลื่อนไหวของกีฬายิงปืนรณยุทธไทยไว้เสมอ เพราะเราอาจได้เห็นดาวรุ่งรุ่งแรงแห่งอนาคต สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในบ้านเมือง

ที่มา – ‘วีรวิทย์-แอนเดรีย’ ครองแชมป์รณยุทธคิงส์คัพ

อัลฟีย์ ลี แชมป์ 6 แดงลีโอสนุกเกอร์ ไม่เสียเฟรม

การแข่งขันสนุกเกอร์ประเภท 6 แดง ภายใต้รายการ “ลีโอ สนุกเกอร์ แรงกิ้ง บาย ฟีโน่” ซีซั่น 7 ที่มีเงินรางวัลรวม 400,000 บาท ได้จบลงอย่างน่าประทับใจด้วยการคว้าแชมป์ของ อัลฟีย์ ลี นักสอยคิวชาวอังกฤษวัยรุ่น ที่โชว์ฟอร์มสุดแกร่งในรอบชิงชนะเลิศ โดยไม่เสียแม้แต่เฟรมเดียว

อัลฟีย์ ลี แชมป์ 6 แดงลีโอสนุกเกอร์ ไม่เสียเฟรม

ในรอบชิงชนะเลิศที่จัดขึ้น ณ โต๊ะ ฟีโน่ สนุกเกอร์ คลับ รัชดา ซอย 18 อัลฟีย์ ลี ได้พบกับ “ขวัญ โพธิ์สามต้น” ธนากร พีณเมืองวง นักสอยคิวฝีมือดีชาวไทย โดย อัลฟีย์ ลี โชว์ฟอร์มไม่แพ้กันในแต่ละเซต ด้วยสกอร์ 43-11, 64-6, 37-30 และ 34-8 ที่สุดท้ายเขากลายเป็นแชมป์อย่างไม่ผิดเพียงคนเดียวในรอบสุดท้าย

ความโดดเด่นของแชมป์ 6 แดงลีโอสนุกเกอร์

อัลฟีย์ ลี สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองในฐานะนักสอยคิวที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้โดยไม่เสียเฟรมในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเขาเป็นเพียงคนแรกในรอบ 7 ซีซั่นของรายการนี้ที่ทำได้ ความสำเร็จนี้ยังย้ำเตือนถึงความสามารถและศักยภาพของเขาในฐานะลูกชายของ สตีเฟ่น ลี อดีตมือหนึ่งระดับโลกอีกด้วย

  • คว้าแชมป์ซีซั่นที่ 7 ของลีโอ สนุกเกอร์ แรงกิ้ง
  • เป็นแชมป์แรกที่ไม่เสียเฟรมเลยในการแข่งขัน
  • รุ่นใหม่ของวงการสนุกเกอร์ระดับสากล

นอกจากนี้ ทางด้านผู้จัดการแข่งขันอย่าง นายอำนาจ รำเพยพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟีโน่ มาร์เก็ทติ้ง ยังได้เปิดเผยว่า รายการในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในด้านการส่งเสริมพัฒนาฝีมือของนักกีฬา รวมถึงเป็นเวทีสำหรับนักสนุกเกอร์ที่ต้องการพิสูจน์ฝีมือ บรรยายเพิ่มเติมว่า “จากการจัดการแข่งขัน 2 รายการที่ผ่านมา เราเห็นถึงการเติบโตของนักกีฬา และความสนใจจากผู้ชมที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะพัฒนาต่อเนื่องเพื่อเป็นเวทีระดับนานาชาติในอนาคต”

สำหรับใครที่พร้อมลุ้นไปกับการกลับมาอีกครั้งของลีโอ สนุกเกอร์ แรงกิ้ง ซีซั่นสุดท้ายในรอบปีจะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง 7 ธันวาคม นี้ ห้ามพลาดโอกาสได้ชมนักสนุกเกอร์มืออาชีพทั้งในและต่างประเทศ แสดงพลังและฝีมือที่แท้จริง เพื่อก้าวขึ้นคว้าแชมป์ในรายการที่เต็มไปด้วยความสนุกและเร้าใจแบบนี้

หากคุณชื่นชอบการแข่งขันสนุกเกอร์แบบพรีเมียมแบบไม่เสียเฟรม คุณต้องจับตาดูฟอร์มของ อัลฟีย์ ลี ต่อไป เพราะเขามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักสนุกเกอร์ชั้นแนวหน้าของโลกในอนาคตอันใกล้

ที่มา – ‘อัลฟีย์ ลี’ แชมป์ 6 แดงลีโอสนุกเกอร์ แบบไม่เสียเฟรม

“สมุทรสาครโมเดล” ต้นแบบความปลอดภัยแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน

“สมุทรสาครโมเดล” ถือเป็นโครงการต้นแบบที่สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยในแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ มีแรงงานต่างด้าวอยู่มากในอุตสาหกรรมเช่น ประมง แปรรูปอาหาร และก่อสร้าง

“สมุทรสาครโมเดล” ตอบโจทย์ความปลอดภัยแรงงานอย่างไร?

ตามข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม พบว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างและการผลิตเป็น 2 ใน 3 อุตสาหกรรมที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานสูงที่สุด โดยเฉพาะภาคก่อสร้างซึ่งมีอุบัติเหตุรุนแรงเช่น การพลัดตกจากที่สูง การถูกของตกทับ และการสัมผัสกับเครื่องจักรโดยไม่มีความรู้เพียงพอ “สมุทรสาครโมเดล” จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้การฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยมีความเข้าถึงง่าย ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม

ประโยชน์ของ “สมุทรสาครโมเดล”

โครงการนี้ไม่เพียงลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แรงงานต่างด้าวในการทำงาน โดยเนื้อหาครอบคลุมการระบุอันตราย การป้องกันเหตุฉุกเฉิน รวมถึงส่งเสริมการดูแลสุขภาพและความสะอาดส่วนตัว ลดความเสี่ยงโรคติดต่อในกลุ่มแรงงาน

  • เพิ่มความรู้ทางด้านความปลอดภัย ลดเหตุการณ์อุบัติเหตุ
  • ลดอัตราการบาดเจ็บ และเสียชีวิตในที่ทำงาน
  • ปรับปรุงสุขภาพแรงงาน และคุณภาพชีวิต
  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียของนายจ้าง

ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันในการพัฒนาหลักสูตร จัดอบรมในสถานที่ต่างๆ เช่น ศูนย์แรงงาน วัด และโรงงาน เพื่อให้แรงงานเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงมีล่ามแปลภาษาตลอดการอบรม เพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ถูกส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายชัดเจนว่าภายในปี 2573 จะลดจำนวนการเสียชีวิตของแรงงานเหลือเพียง 3 รายต่อแรงงาน 100,000 คน และลดอุบัติเหตุร้ายแรงเหลือ 1 รายต่อแรงงาน 1,000 คน

“สมุทรสาครโมเดล” เป็นแนวทางเชิงรุกในการสร้างความปลอดภัยให้แรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สมุทรสาครโมเดล” ต้นแบบความปลอดภัยในแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน สสปท.นำร่องอบรมให้ความรู้

วินัย พันธุรักษ์ แจงเส้นเงิน 3 หมื่นโยงวัดพระบาทน้ำพุ เป็นแค่ค่าตอบแทนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายวินัย พันธุรักษ์ หรือ อาต๋อย ศิลปินแห่งชาติ และหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งวง The Impossibles ได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เนื่องจากชื่อของท่านถูกเอ่ยถึงเกี่ยวกับกรณีเส้นเงินจากวัดพระบาทน้ำพุ และอดีตพระอลงกตผู้ใหญ่แห่งวัด

วินัย พันธุรักษ์ แจงเส้นเงิน 3 หมื่นโยงวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเพียงเงินค่าตอบแทนการแสดง

ในการให้สัมภาษณ์ นายวินัย ระบุชัดเจนว่า เงินจำนวน 30,000 บาท ที่ได้รับมาจากการแสดงในงาน “วันภาษาไทย” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นเพียง “เงินค่าตอบแทนการแสดง” เท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับการบริจาค หรือการโปรโมตวัดแต่อย่างใด

การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่

งานดังกล่าว เป็นคอนเสิร์ตที่ท่านเข้าร่วมกับทางวัดพระบาทน้ำพุเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยในงานมีเพื่อนศิลปินหลายคนร่วมแสดง ทั้งวงพิงค์แพนเตอร์ และศิลปินอื่น ๆ หลังการแสดง เจ้าหน้าที่ผู้จัดได้โอนเงินเข้าบัญชีทันที ซึ่งท่านยืนยันว่า มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัด โดยระบุว่า “ไม่เคยไปรับงานเพื่อโปรโมท หรือบอกว่าต้องได้เงินเท่าไหร่”

ท่านยืนยันต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่มีเอกสารประกอบว่า ตนเพียงแค่รับเชิญให้แสดงตามงานต่าง ๆ ที่มีการชวนจากทีมงานที่คุ้นเคย เช่น วงพิงค์แพนเตอร์ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ท่านยังเข้าร่วมงานกับวัดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งงานกุศลและงานเฉลิมพระเกียรติ

ไม่มีเจตนาทำผิดวัตถุประสงค์

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกเมื่อทราบว่าอดีตพระอลงกตมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม นายวินัย ยอมรับว่า “ก็อึ้ง” แต่ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเงินบริจาคของวัด และไม่เคยมีการยืมเงินจากวัดแต่อย่างใด

  • การแสดงตามงานวัด เป็นเพียงการแสดงเพื่อสังคม ไม่มีการรับเงินบริจาคตรง ๆ จากวัด
  • ไม่รู้รายละเอียดเงินบริจาค ว่าแต่ละงานมีจำนวนเท่าไหร่ ไม่มีการไปกดดันหรือเรียกร้อง
  • รู้จักกับอดีตพระอลงกต ผ่านเจ้าหน้าที่วัด โดยไม่มีความสนิทสนมถึงขั้นแลกเปลี่ยนเบอร์ส่วนตัว

ในฐานะศิลปินแห่งชาติ ที่มีความน่าเชื่อถือในวงการมาอย่างยาวนาน นายวินัย พันธุรักษ์ แจงเส้นเงิน 3 หมื่นโยงวัดพระบาทน้ำพุ ด้วยความชัดเจน เพื่อให้สังคมเข้าใจถึงความบริสุทธิ์ใจของตน และต้องการรักษามาตรฐานของตนเองในฐานะศิลปินที่มีคุณธรรม

ทั้งนี้ ท่านมั่นใจว่าหลังจากการให้ข้อมูลวันนี้ หากยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม ก็สามารถรวบรวมเอกสารหรือหลักฐานอื่น ๆ มาส่งมอบกับพนักงานสอบสวนได้โดยไม่มีปัญหา

สุดท้าย นายวินัย พันธุรักษ์ แจงเส้นเงิน 3 หมื่นโยงวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเพียงเงินค่าตอบแทนการแสดงเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการบริหารจัดการของวัด และท่านยืนยันอย่างเต็มที่ว่า ไม่มีเจตนาทำผิดวัตถุประสงค์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ที่มา – ‘วินัย พันธุรักษ์’ แจงเส้นเงิน 3 หมื่นโยงวัดพระบาทน้ำพุ เป็นแค่ค่าตอบแทนเท่านั้น

กระทรวงทรัพยากรฯ เร่งขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 4/2568 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมร่วมกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานการประชุม พร้อมด้วยกรรมการและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างเอกสารขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) ของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมพระธาตุพนม ซึ่งเป็นแหล่งมรดกที่มีคุณค่าทั้งในแง่ศิลปกรรมและประวัติศาสตร์

ministry of natural resources push phra that phanom to be a world heritage

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า กระทรวงทรัพยากรฯ ได้มีความตั้งใจอย่างจริงจังในการขับเคลื่อนโครงการขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมให้เป็นมรดกโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วโลกได้รับรู้

ความโดดเด่นของพระธาตุพนม

พระธาตุพนมมีคุณค่าที่โดดเด่นในหลายๆ ด้าน ซึ่งทำให้เป็นแหล่ง มรดกทางวัฒนธรรม ที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ หนึ่งในนั้นคือ ความเป็นตัวแทนของผลงานชิ้นเอกทางศิลปกรรม ที่มีลักษณะเป็นศิลปะไทยอีสาน – ลาวล้านช้าง ซึ่งมีการบูรณะและรักษาเอกลักษณ์อย่างต่อเนื่องมายาวนาน

  • การเป็นต้นแบบของงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในภูมิภาค
  • ส่งเสริมความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมในรูปแบบสุวรรณภูมิ
  • เชื่อมโยงกับเหตุการณ์และประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อความเป็นพุทธในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกยังให้ความเห็นว่าพระธาตุพนมมีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน สะท้อนถึงความเชื่อมโยงกับประชาชนในลุ่มน้ำโขงและส่งผลต่อการออกแบบอนุสรณ์สถาน ตลอดจนการเคารพในพุทธศาสนาในรูปแบบของพระธาตุ

การขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลกนี้ไม่เพียงแต่จะมีความหมายต่อความภาคภูมิใจของชาวไทย แต่ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักวิชาการจากทั่วโลกให้มาศึกษาและสัมผัสคุณค่าทางวัฒนธรรมที่แท้จริงของวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนภาคอีสาน

หากโครงการนี้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญในการอนุรักษ์และส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘กระทรวงทรัพยากรฯ’ดันขึ้นทะเบียน’พระธาตุพนม’เป็นมรดกโลก เร่งส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์

เม้า สุดา-ต๋อย แจง 4 แสนเงินจ้างปกติ เผยทิดจอร์จเคยมองเป็นพระเอก

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายวิชัย ปุญญะยันต์ หรือ ต๋อย หัวหน้าวงดนตรีพิงค์แพนเตอร์ และนางสุดา ชื่นบาน หรือ เม้า นักร้องและนักแสดง ได้เดินทางเข้าชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องเงินค่าจ้างจากการแสดงคอนเสิร์ตที่วัดพระบาทน้ำพุ โดยต๋อย ได้อธิบายว่า เงินที่ได้รับจากการแสดงในแต่ละครั้งเป็นเรื่องปกติและไม่ได้มีการอ้างว่าเป็นบริจาคให้วัดแต่อย่างใด

เม้า สุดา-ต๋อย แจง 4 แสนเงินจ้างปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เม้า สุดา-ต๋อย ได้นำหลักฐานการโอนเงินมาแสดงเพื่อชี้แจงว่า ที่ผ่านมานั้น พวกเขาได้รับค่าจ้างจากการแสดงคอนเสิร์ตที่จัดร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุครั้งละประมาณ 400,000 บาท โดยจัดคอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 ปี และจัดแล้วประมาณ 7 ครั้ง

ในแต่ละครั้งจะมีการเล่นเพลงประมาณ 30 เพลง และต๋อย ได้ยืนยันว่าค่าจ้างที่ได้มานั้นจะถูกแบ่งให้แก่สมาชิกวงดนตรี นักร้อง และผู้ช่วยงานทั้งหลาย โดยเฉพาะวงดนตรีออร์เคสตราของต๋อย มีเครื่องดนตรีถึง 40 ชิ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง พอแบ่งค่าจ้างแล้วแต่ละคนจะได้ประมาณ 8,000 บาท ส่วนต๋อย ในฐานะคอนดักเตอร์และนักร้อง จะได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 50,000 บาท

การบริจาคในงานคอนเสิร์ต

ทั้งนี้ ต๋อย ยืนยันว่าเงินที่ได้รับจากการแสดงคอนเสิร์ตเป็นเพียงค่าจ้าง และไม่ได้มีการนำเงินส่วนนี้ไปบริจาคให้วัดแต่อย่างใด เพราะงานคอนเสิร์ตในครั้งนี้เป็นการจัดโดยวัดเพื่อให้ลูกศิษย์เข้าร่วมชม ผู้ที่มาร่วมงานหากมีจิตศรัทธาและต้องการบริจาค ให้บริจาคโดยตรงให้กับทางวัด ไม่ผ่านมือของวงดนตรีแต่อย่างใด

  • การจัดคอนเสิร์ตร่วมกับวัดมาเกือบ 10 ปี
  • มีการโอนเงินค่าจ้างอย่างชัดเจน
  • ไม่ได้แอบนำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
  • ทางวงยินดีหักเงินบริจาคให้วัดทุกครั้งที่แสดงนอกวัด

ส่วนกรณีที่ ‘ทิดจอร์จ’ ได้ให้การกับตำรวจว่าถูกศิลปินโกงเงินจำนวน 400,000 บาท เมื่อนางสุดายิน เช่น ได้อุทานขึ้นมาว่า “ทุเรศ” และยืนยันว่าตนเองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเงินวัดแต่อย่างใด

ต๋อย กล่าวอีกว่า ตนเองมีหน้าที่ต่อวัดมานานกว่า 57 ปี และไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสียใด ๆ มาก่อน ยิ่งการที่มีคนเพียงคนเดียวออกมาพูดไม่ดีเกี่ยวกับตนเองเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย รวมถึงยอมรับว่าเคยมอง ‘ทิดจอร์จ’ เป็นพระเอกที่มีจิตศรัทธาและอยากช่วยเหลือคนอื่นมาก่อน

ความจริงแล้ว เม้า สุดา-ต๋อย ไม่ได้เป็นผู้จัดงานแต่อย่างใด และมีการจัดคอนเสิร์ตจากวงอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ของพวกเขาจะจัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น ทั้งยังยืนยันว่ามีการหักเงินบริจาคให้กับวัดในทุกครั้งที่แสดงงานนอกวัดอีกด้วย

ในที่สุด ทั้งสองก็หวังให้สังคมได้รับรู้ถึงความจริงของเรื่องดังกล่าว และอย่าพิพากษาไปในทิศทางที่ผิด

ที่มา – ‘เม้า สุดา-ต๋อย’ แจง 4 แสนเงินจ้างปกติ ฉะ ‘ทิดจอร์จ’ ผิดหวังเคยมองเป็นพระเอก

วันนอร์เผยเพื่อไทยดึงคำร้องอนุทิน-เท้งกลับไปแก้ใหม่

เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอดำเนินคดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับปม MOA แต่กลับมีการแจ้งดึงคำร้องกลับไปแก้ไขใหม่

วันนอร์เผยเพื่อไทยดึงคำร้องอนุทิน-เท้งกลับไปแก้ใหม่

จากข้อมูลที่ได้รับ นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อผู้ลงนาม รวมถึงเนื้อหาของคำร้องอย่างละเอียดเพื่อเตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

แต่ในช่วงเวลาต่อมา ปรากฏว่านายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล คณะรัฐสภา ได้ประสานงานมายังสำนักงานประธานสภาฯ ว่าจะมารับเรื่องคืน เพื่อดำเนินการแก้ไขรายชื่อและเนื้อหาคำร้องใหม่ ซึ่งนายวันนอร์ ระบุว่า ถือเป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้ยังไม่ได้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ

ยังไม่แน่ชัดว่าจะส่งคำร้องอีกครั้งเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เมื่อแก้ไขคำร้องเสร็จแล้ว พรรคเพื่อไทยจะยื่นกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งเมื่อใด โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะมารับเรื่องในวันที่ 9 หรือ 10 กันยายนนี้ก็เป็นได้ การดำเนินการดังกล่าวถือว่าไม่ผิดกฎหมาย และเป็นกระบวนการที่อยู่ในขอบเขตของสิทธิของพรรค

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการตรวจสอบเนื้อหาเดิม นายวันนอร์ กล่าวว่า หน้าที่ของสภาฯ คือตรวจสอบรายชื่อผู้ลงนามและขั้นตอนให้ถูกต้องตามระเบียบ แต่จะส่งศาลหรือไม่ต้องดูว่าเรื่องนั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งหากครบถ้วนตามขั้นตอน ก็สามารถส่งไปได้ แต่ศาลจะพิจารณารับหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงระยะเวลาที่จะใช้ในการแก้ไขและส่งใหม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ถ้าหากว่าพวกเขาต้องใช้เวลาซัก 1-2 วัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมองว่าอาจมีการมาทำการยื่นใหม่ในวันที่ 9 ก.ย. เป็นไปได้

  • กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต้องตรวจสอบรายชื่อให้ครบถ้วน
  • การดึงคำร้องกลับ เพื่อแก้ไขบางประเด็นเป็นสิทธิของผู้ยื่น
  • ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ว่าจะรับหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของสภาฯ

เมื่อถามถึงปม MOA ที่เกี่ยวข้องกับการลงนามข้อตกลงร่วมกันของพรรคการเมือง นายวันนอร์ ระบุว่า เป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น และสภาฯ ต้องมีบทบาทเป็นกลาง โดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าไปแทรกแซงในการวิเคราะห์เนื้อหา เนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลที่จะวินิจฉัยต่อไป

การที่พรรคเพื่อไทยถอนคำร้องไปแก้ไขใหม่ ให้เห็นถึงความรอบคอบในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้กระบวนการยื่นคำร้องมีความถูกต้องตามหลักขั้นตอน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้สิทธิทางการเมืองอย่างมีระบบ และให้เกียรติกับหลักนิติธรรม

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าคำร้องนี้จะกลับมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพในกฎหมายและกระบวนการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

หากคุณติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เราขอแนะนำให้ติดตามบทความของเราเพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนเด็ดที่เกิดขึ้นในวงการการเมืองไทย

ที่มา – ‘วันนอร์’เผย ‘เพื่อไทย’แจ้งดึงกลับคำร้อง‘อนุทิน-เท้ง’กลับไปแก้ใหม่

ทรูเปิด True Branding Shop & TrueSphere ที่ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค

ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยโฉม True Branding Shop และ TrueSphere สาขาใหม่ ที่ Dusit Central Park ประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในทุกเจนเนอเรชั่น ด้วยการออกแบบในสไตล์โมเดิร์นเซน ผ่านการใช้วัสดุธรรมชาติและโทนสีที่สื่อถึงความผ่อนคลาย

ทรูเปิด True Branding Shop & TrueSphere ที่ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค

ภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประสบการณ์ชีวิตดิจิทัลอย่างล้ำสมัย โดยจุดเด่นของพื้นที่แห่งนี้คือ TrueSphere First Class Co-working Space พื้นที่ทำงานร่วมร่วมที่ออกแบบให้สามารถให้ความเป็นส่วนตัวกับผู้ใช้งานได้อย่างเต็มที่

ไฮไลต์ความพิเศษจาก TrueSphere

มาพร้อมเก้าอี้ First-Class Aviation Seat ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ให้ท่านสามารถปรับระดับการนั่งได้ตามต้องการ และยังมาพร้อมระบบชาร์จไร้สาย ปลั๊กไฟส่วนตัว และไฟอ่านหนังสือ เพื่อให้คุณได้ทำงานหรือพักผ่อนอย่างสะดวกสบายตลอดระยะเวลาการใช้งาน

นอกจากนี้ยังมี Generative AI Photobooth ที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่แปลกใหม่ อีกทั้งยังมีโซน Solar Energy Solutions ที่ช่วยเปลี่ยนแสงแดดให้เป็นพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่การช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และการดูแลสิ่งแวดล้อม

True Branding Shop

นางสาวสุจิตรา อมิตรพ่าย หัวหน้าสายงานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ ทรู รีเทลช็อป กล่าวว่า พื้นที่ TrueSphere และ True Branding Shop ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในอนาคต ทั้งในด้านของความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี พร้อมมุ่งเน้นให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่เหนือระดับ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน Generative AI เพื่อถ่ายภาพแบบครีเอทีฟ หรือการใช้ Solar Energy เป็นทางเลือกในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานมีโอกาสเติมพลังชีวิตได้ไม่ว่าจะทำงานหรือพักผ่อน

เพิ่มเติมในโซนร้านค้าและเทคโนโลยี

ภายในยังมีโซน Retail Experience ที่รวบรวมเทคโนโลยี และนวัตกรรมล่าสุดทั้งสมาร์ทดีไวซ์ อุปกรณ์ IoT และโซลูชันบ้านอัจฉริยะจากแบรนด์ชั้นนำ เพื่อให้คุณได้ทดลองใช้งาน และรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

TrueSphere Dusit Central Park

จุดเด่นอีกหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ คือ มุม True Coffee เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ช่วยเติมพลังให้คุณพร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ

True Branding Shop & TrueSphere Dusit Central Park เปิดให้บริการแล้ววันนี้ พร้อมสิทธิพิเศษมากมายสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค รวมถึงโปรโมชั่น Generative AI Snap Photo ที่ให้คุณได้ถ่ายรูปสไตล์ใหม่ ๆ เพียงใช้ทรูพอยท์หรือดีแทคคอยน์

Promotion True Branding Shop

อย่าพลาดกับสิทธิพิเศษมากมาย เช่น การเป็นเจ้าของ Pocketalk S Plus ในราคาพิเศษเพียง 9,500 บาท (จากราคาปกติ 9,900 บาท) ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2568

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: Line Official: @truecentralpark

มาสัมผัสประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบใหม่กับ True Branding Shop และ TrueSphere ที่ดุสิตเซ็นทรัลพาร์คแล้ววันนี้

ที่มา – ทรู เผยโฉม “True Branding Shop” และ “TrueSphere” ณ Dusit Central Park ยกระดับชีวิตดิจิทัลที่เข้าใจคนเมืองทุกเจน

‘สว.’รับหลักการร่างกฎหมาย ‘รถไฟฟ้าฯ‘ กรรมาธิการฯหวั่นนโยบาย 20 บาทตลอดสายสร้างภาระการเงิน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาโดย พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานในการประชุม ซึ่งได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่…) พ.ศ…. หรือที่เรียกกันว่า ร่าง พ.ร.บ.รฟม. ซึ่งมติจากที่ประชุมมีมติรับหลักการ 161 เสียง ไม่รับหลักการ 1 เสียง และงดออกเสียง 4 เสียง จากการที่ได้มีการอภิปรายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตลอดจนได้มีการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาดำเนินการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในกรอบเวลาที่กำหนดไว้

‘สว.’รับหลักการร่างกฎหมาย ‘รถไฟฟ้าฯ‘ กรรมาธิการฯหวั่นนโยบาย 20 บาทตลอดสายสร้างภาระการเงิน

ร่างกฎหมายนี้ถือเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินอย่างมาก ซึ่งตามระเบียบวุฒิสภากำหนดให้ต้องดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับร่างกฎหมายมา ซึ่งหมายความว่าจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายนนี้

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม วุฒิสภา ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ กมธ. ต้องให้ความสำคัญและให้ข้อสังเกตถึงผลกระทบในอนาคต หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ นโยบาย 20 บาทตลอดสาย ทำให้ กมธ. มีความกังวลเกี่ยวกับภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นกับ รฟม.

สถานะการเงินของ รฟม. อาจเผชิญความเสี่ยง

จากประสบการณ์ในต่างประเทศ มีหลายประเทศที่เคยใช้นโยบายการลดค่าโดยสารเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ส่งผลเสียให้กับหน่วยงานด้านการขนส่งที่ขาดทุนสะสมอย่างมาก เนื่องจากค่าบริการต่ำกว่าต้นทุนจริง ตามรายงานทำให้ กมธ.เห็นว่า รฟม. ควรประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเสถียรภาพขององค์กร

นอกจากนี้ กมธ. ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลประมาณการเงินชดเชยที่ รฟม. คาดการณ์ไว้ที่ 8,000 ล้านบาทต่อปี อาจต่ำกว่าความจริง เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่แท้จริงภายใต้นโยบาย 20 บาทตลอดสาย อาจสูงขึ้นมาก จึงควรมีการตรวจสอบและจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับนโยบายบริการสาธารณะในระยะยาว

ขอบเขตอำนาจและการเงินของ รฟม.

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือมาตรา 4 ที่ได้มีการปรับปรุงให้ รฟม. มีอำนาจในการออกตราสารหนี้หรือพันธบัตรเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้กฎหมายต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านหนี้สินที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในชั้นสภาจะเห็นชอบปรับเปลี่ยนให้ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ กมธ. ได้เสนอแนะว่า รฟม. ควรเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับโครงการ โดยคำนึงถึงการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีวินัย เพื่อไม่ให้ฐานะหนี้ของ รฟม. เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการควบคุม

แนวทางการเพิ่มรายได้และการกำกับดูแลกิจการ

จากมุมมองของ กมธ. ยังมองว่ารฟม. ควรมีแนวทางในการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์เพิ่มเติมมากกว่าที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในเรื่องของพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือพื้นที่เช่าต่อกิจการต่างๆ เช่น แมกกาซีน ร้านขายของที่ระลึก หรือร้านอาหาร เป็นต้น

สำหรับหน้าที่ด้านการตรวจสอบและกำกับดูแล ต้องมีการพัฒนาและดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างแท้จริง เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ด้านสุดท้าย กมธ. ได้เน้นย้ำถึงความกังวลเรื่องกองทุนระบบตั๋วร่วม ซึ่งไม่อาจเพียงพอต่อการชดเชยรายได้สำหรับผู้รับสัมปทานรายย่อยภายใต้นโยบาย 20 บาทตลอดสาย ดังนั้นควรหาทางเลือกในการบริหารจัดการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ

นับเป็นมุมมองที่สำคัญจาก กมธ.การคมนาคมวุฒิสภา ที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายและโครงสร้างของกฎหมายเพื่อให้การดำเนินงานของ รฟม. เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรติดตามแนวทางการพัฒนาในขั้นตอนต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘สว.’รับหลักการร่างกฎหมาย ‘รถไฟฟ้าฯ‘ กรรมาธิการฯหวั่นนโยบาย 20 บาทตลอดสายสร้างภาระการเงิน

GLO เตือน ระวังข่าวปลอมแอบอ้างผู้บริหารบน TikTok

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ความเชื่อถือได้ของข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ตระหนักถึงความเสี่ยงที่ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ภาพ อินโฟกราฟิก หรือคลิปเสียงของผู้บริหารระดับสูง GLO มาแอบอ้างเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนเชื่อว่าสามารถ “ล็อกเลขเด็ด” หรือ “รับสิทธิพิเศษ” ได้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลเท็จและไม่เป็นความจริงโดยเด็ดขาด

GLO เตือน ระวังข่าวปลอมแอบอ้างผู้บริหารบน TikTok

พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้บริหารใดของสำนักงานฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแจกเลขล็อกหรือข้อมูลรางวัลล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok หรือช่องทางใด ๆ ทั้งสิ้น กลุ่มมิจฉาชีพใช้ภาพนิ่งและคลิปเสียงของผู้บริหารเพียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและแอบอ้างเพื่อจุดประสงค์ในการหลอกลวง ประชาชนจึงต้องระมัดระวังอย่างสูง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกรางวัลของ GLO

สำนักงานสลากฯ ปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งมีกระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลรางวัลล่วงหน้าได้เด็ดขาด การอ้างว่าสามารถ “ล็อกเลข” นั้นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มิจฉาชีพใช้จับตาเหยื่อ โดยการใช้คำเชิญชวนที่น่าหลงเชื่อ เพื่อให้ผู้ใช้งานแชร์ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งทรัพย์สินและข้อมูลสำคัญ

  • อย่าคลิกหรือแชร์ภาพ/วิดีโอที่อ้างว่าสามารถให้เลขล็อกได้
  • ข้อมูลจาก TikTok ที่อ้างตัวเป็นผู้บริหาร GLO ล้วนเป็นข่าวปลอม
  • สำนักงานฯ ไม่มีระบบหรือช่องทางใดให้เลขล็อกหรือสิทธิพิเศษ
  • หากพบข่าวดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันที

นอกจากนี้ ผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ โดยสำนักงานฯ เคยดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหลายราย และมีผู้ถูกตัดสินลงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี โดยไม่รอลงอาญา บ่งบอกถึงความรุนแรงของปัญหานี้

ช่องทางติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจาก GLO

หากต้องการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและอัปเดตทันใจ สามารถติดตามได้ผ่านช่องทางเป็นทางการของสำนักงานสลากฯ ดังนี้:

  • เว็บไซต์: www.glo.or.th
  • Facebook: สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
  • Line Official: @GLO Lottery
  • TikTok: GLO สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เพราะการ “แชร์เบาๆ” อาจนำไปสู่ “ภัยในเงา” ได้ หากพบข่าวดังกล่าวหรือกลุ่มแปลก可疑 แนะนำให้แจ้งเบาะแสไปยังสำนักงานฯ ได้ผ่านโทร. 0-2528-9999 หรือทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวปลอมบน TikTok อาจดูจริง แต่ความจริงคือความอันตรายที่แฝงอยู่ อย่าให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อเพียงเพราะความมั่นใจในข้อมูลที่ไม่ผ่านการยืนยัน หากทุกคนมีสติ ก็สามารถขับไล่โลกแห่งความหลอกลวงได้

ที่มา – GLO ห่วงใย เตือนภัย ข่าวปลอม แอบอ้าง ผู้บริหารบน TikTok ให้เลขล็อก ไม่เป็นความจริง!