ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จุลพันธ์ ปัดตอบ หลัง ภูมิใจไทย เตรียมปัดฝุ่น โครงการคนละครึ่ง เวอร์ชั่นใหม่

เมื่อวันที่ 8 กันยายน เวลา 13.09 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมนำ ‘โครงการคนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นใหม่กลับมาใช้งานอีกครั้ง โดยระบุว่าตนเองจะขอยังไม่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้ เพราะขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างกระบวนการรอการโปรดเกล้าฯ จึงไม่เหมาะที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้

จุลพันธ์ ปัดตอบ หลัง ภูมิใจไทย เตรียมปัดฝุ่น โครงการคนละครึ่ง เวอร์ชั่นใหม่

เมื่อถูกสื่อมวลชนสอบถามถึงมุมมองเกี่ยวกับการกลับมาดำเนินการของ “โครงการคนละครึ่ง” ในรูปแบบใหม่ ซึ่งเคยเป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาความยากลำบาก นายจุลพันธ์ได้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ให้เขาทำไปก่อน เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะ จะไปแสดงความคิดเห็นใด ๆ ตอนนี้มันอาจไม่เหมาะสม”

พรรคเพื่อไทยยังไม่แสดงท่าทีชัดเจน

ท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อกรณีนี้ ยังคงเป็นดั่งเงาที่ตามติดโดยพรรคภูมิใจไทย เริ่มมีข่าวลือถึงการจะนำโครงการคนละครึ่ง เวอร์ชั่นใหม่กลับมาเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคร่วมกับแนวทางอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูรายได้ของประชาชนในประเทศไทย ซึ่งบรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยเองก็ดูจะรักษาความเงียบเชียบอยู่เหมือนกัน

จากนั้น นายจุลพันธ์ได้เดินทางขึ้นตึกที่ทำการพรรคเพื่อไทยอย่างรวดเร็ว และปฏิเสธการให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับสื่อมวลชน อย่างชัดเจน แม้ว่ากระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมจะนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาใช้ใหม่จะเป็นประเด็นที่ถูกจับตาดูจากทั้งฝ่ายการเมืองและประชาชนทั่วไป

  • พรรคภูมิใจไทย เตรียมลาเชียร์โครงการคนละครึ่งเวอร์ชั่นใหม่
  • พรรคเพื่อไทยยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ
  • ประชาชนจับตามองการกลับมาของโครงการที่เคยช่วยเหลือในอดีต

เป็นที่น่าจับตามองว่าหากพรรคภูมิใจไทยจะนำนโยบายซึ่งเคยได้รับความสนใจอย่างโครงการคนละครึ่งเวอร์ชันใหม่กลับมาจริง จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศได้อีกครั้งหรือไม่ และท่าทีของพรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หากมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมในเร็ววันนี้

โครงการคนละครึ่ง เป็นหนึ่งในนโยบายที่ถือว่าได้รับกระแสตอบรับทั้งในด้านบวกและลบ อย่างไรก็ตาม คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตัวโครงการนี้เองมีส่วนช่วยผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มมีความซบเซา และส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่

ทั้งนี้ พวกเรารอติดตามกันต่อว่า ด้านพรรคเพื่อไทยจะมีท่าทีอย่างไร และจะให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคต้องบริหารจัดการในช่วงเวลานี้

อย่างไรก็ตาม หากพรรคภูมิใจไทยสามารถดัดแปลงแนวคิดเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็อาจเป็นโอกาสในการเปิดทางใหม่ให้แก่ผู้บริโภคและธุรกิจขนาดกลาง-เล็กในประเทศไทยเช่นกัน

ที่มา – ‘จุลพันธ์’ ปัดตอบ หลัง ‘ภูมิใจไทย‘ เตรียมปัดฝุ่น ‘โครงการคนละครึ่ง‘ เวอร์ชั่นใหม่

‘อนุทิน’ เก็บตัวเซฟเฮาส์ จัดโผ ‘ครม.’ – ‘ว่าที่ รมต.’ ทยอยส่งประวัติ

เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เกิดบรรยากาศคึกคักจากการที่พรรคเตรียมจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของ ‘พล.อ.อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเก็บตัวที่เซฟเฮาส์ เพื่อจัดการขั้นตอนสำคัญในการเสนอรายชื่อรัฐมนตรีและ ‘ว่าที่รมต.’ หลายคนทยอยนำเอกสารประวัติมาส่งเพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างต่อเนื่อง

‘อนุทิน’ เก็บตัวเซฟเฮาส์ จัดโผ ‘ครม.’ – ‘ว่าที่ รมต.’ ทยอยส่งประวัติ

สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้าของวันดังกล่าว มีรายงานว่านายภราดร ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเป็นหนึ่งในแคนดิเดตสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคร่วมกับเอกสารซองน้ำตาล ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเอกสารประกอบการเสนอชื่อและประวัติส่วนตัวสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรี

เมื่อสื่อมวลชนสอบถามว่านายภราดรได้ยื่นประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายนายภราดรไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ กลับมา แต่เพียงยิ้มให้กับสื่อและเดินขึ้นไปที่ชั้นบนของตึกพรรคอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ ‘พล.อ.อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค เลือกที่จะเก็บตัวอยู่ที่เซฟเฮาส์โดยไม่เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยมีรายงานข่าวระบุว่า การจัดโผ ‘ครม.’ เหลือเพียงสัดส่วนเล็กน้อย คืออีกไม่ถึง 0.0275% หลังจากเมื่อวานระบุว่าเสร็จสิ้นแล้ว 99.9725%

บรรยากาศรอบพรรคภูมิใจไทย คึกคักด้วยดอกไม้และความยินดี

เวลาประมาณ 10.40 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ส่งดอกไม้พร้อมการ์ดอวยพรมาแสดงความยินดีให้กับ ‘พล.อ.อนุทิน’ ผ่านทางนายสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งการ์ดที่แนบมาก็เขียนด้วยลายมือของนายพีระพันธุ์ว่า “ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ”

ต่อจากนั้นเมื่อเวลา 11.00 น. นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ ‘พล.อ.อนุทิน’ ด้วยเช่นกัน สื่อสารความหนุนหนาของภาคเอกชนต่อรัฐบาลชุดใหม่

จากนั้นเวลา 12.15 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคพร้อมยอมรับว่ามาเพื่อนำเอกสารประวัติมายื่นสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น โดย ‘ว่าที่ รมต.’ คนนี้ยืนยันว่าเอกสารที่มาก็เพื่อการกรอกประวัติและตรวจสอบคุณสมบัติอย่างถูกต้อง

ภาพรวม: โผ ‘ครม.’ เหลือสัดส่วนน้อยมาก รอการประกาศอย่างเป็นทางการ

ด้วยความที่ ‘อนุทิน’ เก็บตัวอยู่ที่เซฟเฮาส์ การดำเนินงานจัดโผครม. จึงเป็นภาพของความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้รายชื่อที่เหมาะสมและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติมาอย่างเข้มงวด พรรคภูมิใจไทยจึงมีลูกพรรคและอดีต ส.ส. รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนทยอยเดินทางมาส่งเอกสารประวัติ เพื่อเข้าร่วมเป็น ‘ว่าที่ รมต.’ ช่วยจุนเจือเรือรัฐบาลชุดใหม่ในภารกิจสำคัญที่รออยู่ด้านหน้า

ไม่ใช่แค่การเสนอชื่อแต่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญไม่น้อย เราเชื่อว่าในอีกไม่นานจะมีการประกาศรายชื่อ ‘ครม.’ อย่างเป็นทางการ และรัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มเข้าสู่บทบาทอย่างเต็มตัว

ข่าวการจัดโผ ‘ครม.’ ของพรรคภูมิใจไทย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหนึ่งในความพร้อมของรัฐบาลชุดใหม่ หากคุณติดตามเรื่องการเมืองไทย ต้องรู้ว่าทุกขั้นตอนนี้ล้วนส่งผลต่อภาพรวมประเทศในอนาคต

ที่มา – ‘อนุทิน’ เก็บตัวเซฟเฮาส์ จัดโผ ‘ครม.’ – ‘ว่าที่ รมต.’ ทยอยส่งประวัติ

นครนายก จัดศึกมวยไทยการกุศล ศึกรวมพลคนรักราชสีห์ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและช้างป่า

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ที่บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายบุญเต็ม กัลยาพานิช นายอำเภอเมืองนครนายก ร่วมกับนายกิตติภูมิ แสงสว่าง กำนันตำบลสาริกา ได้ร่วมกันแถลงข่าวการแข่งขัน มวยไทยการกุศล ภายใต้ชื่อ “ศึกรวมพลคนรักราชสีห์” ซึ่งเป็นการแข่งขันที่มีจุดประสงค์ในการระดมรายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช้างป่า ในพื้นที่ จ.นครนายก

นครนายก ระเบิดศึกมวยไทยการกุศล “ศึกรวมพลคนรักราชสีห์”

การจัดงานครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้น ณ บริเวณสนามวัดเกาะทอง ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งภายในงานจะมีนักมวยชิงชัยกันทั้งสิ้น 15 คู่ และเป็นการร่วมมือกันของหลายภาคส่วนที่ต้องการนำรายได้จากการแข่งขันไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีคู่เอกเป็นการชิงชนะระหว่าง นักมวยอย่าง “สปรินเตอร์” จากแป๋งกองปราบ กับ “ยอดพยัคฆ์ นุ้ยสี่มุมเมือง” ในขณะที่คู่รองเป็นการพบกันระหว่าง “พลังเพชร ส.สว่างยิมส์” และ “เชอรี่ ศิษย์ดาบอ้วน”

เป้าหมายหลักของศึกมวยไทยการกุศล

จุดประสงค์ของการจัดงาน “ศึกรวมพลคนรักราชสีห์” ไม่ได้เน้นเพียงการส่งเสริมกีฬาและศิลปะมวยไทยเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอย่างชัดเจนในการระดมทุนเพื่อพัฒนาชุมชนในพื้นที่ และเพื่อสนับสนุนการดูแลช้างป่าที่อยู่ในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีรายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งสื่อให้เห็นถึงจิตใจของผู้จัดงานว่าคำว่า “การกุศล” ไม่ได้แค่เป็นคำประกาษา แต่มีความหมายผูกพันต่อสังคมอย่างแท้จริง

  • มีนักมวยเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 15 คู่
  • สถานที่จัดการแข่งขัน ณ สนามวัดเกาะทอง ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก
  • สารวัตถุประสงค์ – พัฒนาชุมชนและช่วยเหลือสัตว์ป่า
  • รายได้บางส่วนจะนำไปดูแลผู้ป่วยติดเตียง

นอกจากการชกมวยแล้ว ยังมีกิจกรรมการตลาดท้องถิ่นและกิจกรรมเพื่อสังคมอื่น ๆ ที่จัดขึ้นร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระดมทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น งานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การร่วมมือกันอย่างเป็นระบบสามารถสร้างประโยชน์ได้จริง และยังสามารถยกระดับการรับรู้ของชุมชนต่อปัญหาด้านต่าง ๆ ได้อีกด้วย

การแข่งขันมวยไทยการกุศล “ศึกรวมพลคนรักราชสีห์” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความหมาย มีเจตนารมณ์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน เสริมสร้างสังคมและเป็นพลังในการอนุรักษ์ธรรมชาติ การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงถือเป็นการมีส่วนร่วมกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้นร่วมกันทุกคน

หากคุณชื่นชอบมวยไทยหรือมีจิตอาสา อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมหรือสนับสนุนงานที่มีคุณค่าเชิงสังคมเช่นนี้ เพื่อร่วมพัฒนาชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมมากขึ้นไปอีก

ที่มา – “นครนายก” ระเบิดศึกมวยไทยการกุศล “ศึกรวมพลคนรักราชสีห์”

คุมเข้มทุเรียนแช่แข็ง ป้องกันสินค้าปลอมแปลง

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งดันมาตรการคุมเข้มทุเรียนแช่แข็ง เพื่อป้องกันสินค้าปลอมแปลง และยกระดับมาตรฐานการเกษตรตามข้อกำหนดของตลาดโลก ซึ่งถือเป็นขบวนการสำคัญในการสู้สงครามสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างต่อเนื่อง

คุมเข้มทุเรียนแช่แข็งเพื่อป้องกันการปลอมแปลง

ในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2568 ที่มีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม คณะกรรมการได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก ทุเรียนแช่แข็ง เพิ่มเงื่อนไขขั้นตอนหลังได้รับใบอนุญาต โดยบังคับให้ผู้ประกอบการต้องส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการนำเข้า-ส่งออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการนำสินค้าจากต่างประเทศมาบรรจุใหม่แล้วสวมสิทธิว่าเป็น ทุเรียนแช่แข็ง ของไทย

มาตรการตอบโจทย์มาตรฐานสากล

กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรการที่เข้มงวดเพิ่มเติม เช่น มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิต ทุเรียนแช่แข็ง (มกษ. 9046-2560) และการตรวจสอบที่เข้มงวดตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า รวมถึงการตรวจเชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารต้องห้าม เช่น Basic Yellow 2 (BY2) ทั้งหมดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ ทุเรียนแช่แข็ง ไทย

สินค้าเกษตรไทยควรมีคุณภาพและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การคุมเข้มงานด้านมาตรฐานเช่นนี้จึงเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อยกระดับชื่อเสียงของสินค้าไทย ไม่ใช่แค่ในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังแน่นอนในความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในประเทศเช่นกัน

นอกจาก คุมเข้มทุเรียนแช่แข็ง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงแล้วยังส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการยึดมั่นในกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งจะก่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ด้วยการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ทุเรียนไทยจะก้าวขึ้นสู่ระดับสากลได้อย่างแท้จริง เป็นสินค้าที่น่าภูมิใจและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นใจ

หากคุณเป็นผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตสินค้าเกษตรไทย อย่าลืมให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่ถูกต้อง เพราะนี่คือเส้นทางเดียวที่จะทำให้ทุเรียนไทยส่องไกลและมั่นคงในตลาดโลก

ที่มา – คุมเข้มทุเรียนแช่แข็ง ป้องกันสินค้าปลอมแปลง ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทย

เก็บน้ำเต็มศักยภาพ คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในประเทศไทย โดยระบุว่า การติดตามสภาพอากาศพบว่าร่องมรสุมพัดผ่านหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นบางแห่ง โดยเฉพาะใน กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก ขณะที่พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

เก็บน้ำเต็มศักยภาพ คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

สำหรับปริมาณฝนที่ตกในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่าจังหวัดที่ได้รับปริมาณฝนสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ เพชรบูรณ์ 166 มม., อุบลราชธานี 138.5 มม. และ ระยอง 131.5 มม. ทำให้บางพื้นที่มีน้ำท่วมขัง และเกิดน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำต่าง ๆ เช่น ลุ่มน้ำชี ยม เจ้าพระยา และอื่น ๆ

น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังมีพื้นที่รองรับมาก

ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 56,280 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 74% ของความจุโดยรวม โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำรวมประมาณ 19,439 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 78% ของความจุ ยังมีความสามารถรองรับน้ำอีกกว่า 5,400 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ เขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่มอก และเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นต้น ทาง กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมด้านท้ายน้ำ

เก็บน้ำเต็มศักยภาพ คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

สถานการณ์ในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท พบว่าสถานีวัดน้ำที่อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ วัดอัตราการไหลได้ที่ 1,982 ลบ.เมตร/วินาที ซึ่งเมื่อรวมกับน้ำจากแม่น้ำสาขาแล้ว ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาแบบ ขั้นบันได ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2,000 ลบ.เมตร/วินาที โดยมีการติดตามประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด เพื่อรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของเขื่อน พร้อมลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่ด้านท้ายน้ำ

แนวทางการจัดการน้ำที่ยั่งยืน

การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ถือเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุล ทั้งการเก็บกักน้ำรับฝนเพื่อรองรับฤดูแล้ง และป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน ซึ่งจะต้องมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการจัดการน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลและการวางแผนล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสูงสุดทั้งในด้านเกษตรกรรม การใช้น้ำอุปโภคบริโภค และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

ด้วยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ เราเชื่อว่าสามารถจัดการน้ำได้อย่าง เก็บน้ำเต็มศักยภาพ คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของคุณและชุมชนโดยรอบ

ที่มา – เก็บน้ำเต็มศักยภาพ คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

ทวี พร้อมเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ ให้กำลังใจ อนุทิน ฟอร์มทีมรัฐบาล

ทวี พร้อมเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ ให้กำลังใจ อนุทิน ฟอร์มทีมรัฐบาล

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข พลตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อเสนอประธานสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมถึง สส. พรรคประชาชน สส. พรรคภูมิใจไทย ว่ามีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองหรือไม่ โดย พลตำรวจเอกทวี ได้กล่าวว่า “ตอนนี้เราต้องให้กำลังใจท่านนายกฯ อนุทิน ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเขายังมีเวลาเพียง 4 เดือน เราจึงอยากเป็น ฝ่ายค้านแบบสร้างสรรค์ เพื่อประชาชนมากขึ้น”

สภามีบทบาทมากกว่ารัฐบาลในช่วง 4 เดือน

ทวี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาสำคัญในอีก 4 เดือนข้างหน้า ถือว่าเป็นโอกาสของฝ่ายค้าน เพราะหนึ่งในบทบาทหลักคือการติดตามและสร้างกฎหมาย พ.ต.อ.ทวี เผยว่า สภาฯ ควรเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนนโยบายในวาระสั้นๆ นี้ เช่น การแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินของประชาชน ที่เคยมีกฎหมายล้มละลายไม่ครอบคลุม SMEs แต่ตอนนี้สามารถเสนอ วาระสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตประชาชน

  • เร่งแก้หนี้ครัวเรือน
  • ป้องกันล้มละลาย SMEs
  • ยึดหลักนิติธรรมอย่างเข้มแข็ง
  • เป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์

“ทุกพรรคควรหันมามองในมุมเดียวกัน คือ ประชาชนต้องมาก่อน เราไม่ใช่ศัตรูกัน แต่เป็นพันธมิตรในการผลักดันนโยบายที่เป็นธรรม”

นอกจากนี้ พลตำรวจเอกทวี ยังกล่าวว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่การขับไล่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ เขาย้ำว่า รัฐบาลก็ควรแสดงความรับผิดชอบ เพราะสุดท้ายแล้วทุกภารกิจต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ทวี น้อมรับว่าต้องดูหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะ ฝ่ายค้านสร้างสรรค์ พล.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคประชาชนหาเสียงเข้าสู่สภาเป็นจำนวนมาก จึงต้องยอมรับภาระหน้าที่ในการดูแลประชาชนอย่างเต็มตัว

“เราต้องกลายเป็นแกนนำฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบ วิพากษ์ และเสนอทางเลือก ไม่ใช่แค่โจมตีเท่านั้น” พลตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า การเสนอ납กฎหมายใหม่หรือยกเลิกกฎหมายเก่าควรทำอย่างรอบคอบ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม

สุดท้าย พลตำรวจเอกทวี กล่าวสรุปว่า “4 เดือนนี้เป็นโอกาสของฝ่ายค้าน หากเราทำงานอย่างสร้างสรรค์ อาจเปลี่ยนภาพอนาคตของประเทศได้ นี่คือหน้าที่ของเรา”

ที่มา – ‘ทวี’ พร้อมเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ ให้กำลังใจ ‘อนุทิน’ ฟอร์มทีมรัฐบาล

พิพัฒน์ยืนยันเตรียมรับตำแหน่ง รมว.คมนาคม รอแถลงจากนายกฯ อนุทิน

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 8 กันยายน ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางมายังสำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีการนำซองเอกสารต่าง ๆ มาด้วย ซึ่งสื่อมวลชนได้เข้าไปสอบถามว่าการนำเอกสารมาในครั้งนี้เป็นการกรอกประวัติเพื่อรับตำแหน่ง รัฐมนตรีคมนาคม ใช่หรือไม่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” พร้อมระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม อย่างเป็นทางการ เพราะอยู่ที่คำแถลงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่าท่านจะเป็นผู้ประกาศอย่างเป็นทางการ

นายพิพัฒน์กับตำแหน่ง รมว.คมนาคม

ประเด็นเรื่องการคาดการณ์ว่านายพิพัฒน์จะได้รับการเสนอชื่อให้นั่งแท่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งประชาชนและสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐมนตรีและมีข่าวออกมาว่าตำแหน่งนี้อาจมีการปรับโฉม

สำหรับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั้น เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาก่อน และถือว่าเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนโยบายภาครัฐ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการบริหารและจัดการกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างกระทรวงคมนาคม

พรรคภูมิใจไทยเตรียมการอย่างไร

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์นำเอกสารมายังพรรคภูมิใจไทยถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเจตนารอ่านจะดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดใหม่ในตำแหน่ง รัฐมนตรีคมนาคม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองคือการแถลงอย่างเป็นทางการจากนายกฯ อนุทิน ซึ่งถือเป็นหัวหน้าพรรคและผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการจัดทำคณะรัฐมนตรี

หลายคนมองว่าหากนายพิพัฒน์ได้นั่งแท่น รมว.คมนาคม จริง จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายการคมนาคมในภาพรวม เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ทางรถยนต์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและค้าขายอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การแต่งตั้งหัวหน้าพรรคเข้ารับตำแหน่งที่สำคัญเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือเป็นขั้นตอนที่คาดว่าจะได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้า ซึ่งประชาชนหลายคนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตำแหน่งหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองในแต่ละวัน โดยเฉพาะในเรื่องของการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการสร้างงาน

ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย และการแถลงอย่างเป็นทางการจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าใครจะได้รับการแต่งตั้งให้นั่งแท่น รมว.คมนาคม ต่อไป

หากคุณสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลและการจัดคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ติดตามบทความของเราได้ที่นี่ พร้อมข่าวสารทันทีที่เกิดความเคลื่อนไหว!

ที่มา – ‘พิพัฒน์’ อุบนั่ง ‘รมว.คมนาคม ’โยน ‘นายกฯอนุทิน’แถลง

บิ๊กป้อมเคาะชื่อ 4 รมต.พปชร.ส่งนายกฯ

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่สำนักงานพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เลือกบุคลากรที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง และรองรัฐมนตรีอีก 2 ตำแหน่ง

บิ๊กป้อมเคาะชื่อ 4 รมต.พปชร.ส่งนายกฯ

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้หัวหน้าพรรคอย่าง พล.อ.ประวิตร เคาะชื่อบุคลากรของพรรคในการดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง คือ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงแรงงาน ส่วนตำแหน่งรองรัฐมนตรีอีก 2 ตำแหน่งจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค

พปชร.ยืนยันโควตาได้รับแล้ว

เมื่อถูกสอบถามว่ากระทรวงสาธารณสุขและแรงงานเป็นโควตาของพรรค พปชร. แน่นอน นายสันติ ยืนยันว่าทั้งสองตำแหน่งนั้นได้รับแจ้งจากนายกรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ในการตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ว่าจะมอบหมายให้ใครรับตำแหน่งแทนพรรค

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเกี่ยวกับตำแหน่งกระทรวงกลาโหมที่ยังไม่มีความชัดเจน นายสันติ กล่าวว่า “ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้น รัฐบาลคงจะพิจารณา”

พปชร.มองอนาคตการเมืองไทย

แม้รัฐบาลชุดใหม่จะมีเสียงสนับสนุนในสภาฯ รวม 146 เสียง ซึ่งดูเหมือนจะมีจำนวนน้อย แต่นายสันติ กล่าวว่า ทุกพรรคต่างมีเป้าหมายในการเสริมสร้างพลังในการบริหารประเทศให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยด้วยว่า หากพปชร.สามารถแสดงผลงานได้ดีในช่วง 4 เดือนแรก ก็จะเป็นโอกาสในการขยายผลเสียงสนับสนุนไปอีก 4 ปีข้างหน้า นายสันติ กล่าวว่า “หัวใจของทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง”

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หนักแน่นของพรรค พปชร. และยังเป็นการเตือนสติถึงบทบาทของทุกพรรคในการบริหารประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือการเมืองใหม่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและความโปร่งใส

แม้ว่าโควตาต่าง ๆ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา แต่ก็ชัดเจนว่า พล.อ.ประวิตร ได้ถือบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศของพรรคพปชร.

หากคุณเป็นผู้ติดตามวงการการเมืองไทย ติดตามกับเราได้ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดข่าวสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลชุดใหม่

ที่มา – มติ ‘กก.บห.’มอบ ‘บิ๊กป้อมเคาะชื่อ 4 รมต.พปชร. ส่งนายกฯ

กลุ่มต้านทุจริตฯ ร้องประธานสภาฯ สอบคุณสมบัติ ‘อนุทิน’

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่รัฐสภา เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อกลุ่มประชาชนต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น 4 ภาค นำโดยนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ได้ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ผ่านนายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนคุณสมบัติผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ตามหนังสือดังกล่าว นายอัครวัฒน์ตั้งคำถามกับความเหมาะสมของผู้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะถึงกรณีของ กลุ่มต้านทุจริตฯ ร้องประธานสภาฯ เรื่องคุณสมบัติของนายอนุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และมีความปรากฏในเรื่องความผิดทางจริยธรรมจำนวนมาก ทั้งกรณีเขากระโดง และฮั้วสว. โดยเน้นว่าควรจะมีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วนก่อนแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

กลุ่มต้านทุจริตฯ ร้องประธานสภาฯ

กลุ่มต้านทุจริตฯ อ้างกรณีของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ซึ่งเป็นกรณีเด่นที่ศาลได้ตัดสินว่ามีความผิดและสั่งระงับสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี จากการใช้ที่ดินฟาร์มไก่ โดยนายอัครวัฒน์ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับกรณีของ กลุ่มต้านทุจริตฯ ร้องประธานสภาฯ เพื่อเน้นว่าประชาชนทั่วประเทศมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลที่อาจมีปัญหาทางด้านจริยธรรมเข้ามาบริหารประเทศ

ประชาชนเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหาร

“เราต้องการความชัดเจนว่าผู้ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรี มีความบริสุทธิ์ใจและมีจริยธรรมที่เหมาะสม เพราะหากมีปัญหาภายหลังจะส่งผลเสียต่อประเทศอย่างมาก” นายอัครวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้他还กล่าวว่า ประชาชนไม่เพียงแต่ต้องการแต่งตั้งผู้บริหารที่ดี แต่ยังต้องการให้มีการดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่คำร้องร้องเรียน โดยยกตัวอย่างกรณีการปล่อยให้คดีเขากระโดงดำเนินไปโดยไม่มีการลงโทษบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึง กลุ่มต้านทุจริตฯ ร้องประธานสภาฯ ให้สอบคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

  • การตรวจสอบคุณสมบัติของนายอนุทินอย่างเข้มงวด
  • ความโปร่งใสในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี
  • จริยธรรมทางการเมืองที่ควรได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจัง
  • การตรวจสอบพระราษฎรที่ตระหนักในพฤติกรรมของผู้นำ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในครั้งนี้ ถือเป็นการร้องขออย่างสุภาพและเสนอแนะแนวทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เป็นการโจมตีส่วนตัว แต่เป็นการเรียกร้องให้สถาบันการเมืองดำเนินการอย่างถูกต้อง ตรงตามกฎหมาย และยึดความยุติธรรมเป็นหลัก

ทั้งนี้การตรวจสอบคุณสมบัติผู้บริหารระดับสูงของประเทศควรเป็นกระบวนการที่เข้มงวด โปร่งใส และน่าเชื่อถือ เพราะเป็นการวางรากฐานความเป็นธรรมให้กับสังคม ในระยะยาว “อย่าให้ประเทศเสียทั้งชื่อเสียงและโอกาสในการพัฒนา เพราะการเลือกหัวหน้าผู้บริหารที่ไม่เหมาะสม”

ที่มา – ‘กลุ่มต้านทุจริตคอรัปชั่น 4 ภาค’ร้อง‘วันนอร์’ สอบคุณสมบัติ ‘อนุทิน’ อ้างโยงคดีเขากระโดง-ฮั้วสว.

สมศักดิ์ ลั่น ไม่มีเหตุผลที่ทักษิณจะไม่กลับไทย

ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวกระแสที่ว่า “ทักษิณ ชิณวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีจะกลับมายังประเทศไทยหรือไม่ โดย นายสมศักดิ์ เผยว่า ตนเองมองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ ทักษิณจะไม่กลับไทย เลย เพราะไม่มีผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้นต่อการกลับมาของท่าน

เมื่อถามถึงกรณีที่ว่าหากไม่กลับมาจะส่งผลต่อพรรคเพื่อไทยหรือไม่ รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า การที่ ทักษิณจะไม่กลับไทย ไม่มีข้ออ้างหรือเหตุผลที่ชัดเจน เพราะไม่มีกฎหมายหรือบทบัญญัติใดที่ห้ามไม่ให้กลับมา ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าจะมีผลกระทบใด ๆ ต่อการดำเนินงานของพรรค

ทักษิณจะไม่กลับไทย ไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงกรณีข่าวที่มีการคาดเดาว่าตนเองจะย้ายไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย หรือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในวงการการเมือง นายสมศักดิ์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ทักษิณจะไม่กลับไทย ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะส่งผลต่อการย้ายค่ายของตนเอง เพราะตนไม่มีเจตนาหรือความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงพรรคใดเลย

ยอมรับเคยอยู่มัชฌิมาธิปไตย แต่ไม่เคยอยู่พรรค

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เคยผ่านการขยับตัวในหลายพรรคมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น พรรคกิจสังคม พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชารัฐ แต่ย้ำว่าตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคในช่วงที่มีการตัดสิทธิทางการเมือง กล่าวคือ ไม่ได้อยู่ในระบบที่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประเด็นเรื่อง “การย้ายค่าย” แต่อย่างใด

“ผมคิดว่ามีมารยาทพอ มีมารยาททางการเมือง ผมจึงยืนได้ หากเราหักคนไปทั่ว จะไม่มีคนคบ แต่วันนี้ทุกคนคบผม เพราะผมไม่ได้หักใคร ผมจะไปจะมา” นายสมศักดิ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

  • ไม่มีเหตุผลที่ ทักษิณจะไม่กลับไทย เลย
  • ไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย
  • ตัวเองไม่มีแผนย้ายพรรคแน่นอน
  • เคยอยู่หลายพรรค แต่ไม่เคยเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ในภาพรวมแล้ว นายสมศักดิ์ ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าจะในบทบาทใด ตนมุ่งมั่นทำงานที่ดีเพื่อประชาชน และไม่มีแผนจะเปลี่ยนแปลงสถานะในวงการการเมืองอย่างแน่นอน ขอเพียงแค่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการมีส่วนร่วมกับประเทศในแบบที่ดีที่สุด

มองไปในระยะยาว ความจริงใจคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะการเมืองไม่มีฝ่ายไหนชนะถาวร ทุกคนต้องมีวาระในการเปลี่ยนแปลง หากมีโอกาสชมก็ควรใช้เพื่อเสนอความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่พยายามหาข้อด้อยของผู้อื่นเสมอไป

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ลั่น ไม่มีเหตุผลที่ ‘ทักษิณ’ จะไม่กลับไทย ยืนยันไม่มีย้ายค่ายแน่นอน