ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มวยไทย มาสเตอร์คลาส บุกเมืองน้ำหอม ชาวฝรั่งเศสแห่ฝึกวิชา

โครงการ มวยไทย มาสเตอร์คลาส 2025 ได้เปิดฉากอย่างเป็นทางการที่เมืองมาร์เซย ประเทศฝรั่งเศส โดยมีการร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อนำเสนอศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยไปสู่นานาชาติ

มวยไทย มาสเตอร์คลาส

ในพิธีเปิด นางสาวธิดา สุขีลาภ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ได้รับเกียรติเป็นประธาน โดยมี นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย กกท. เข้าร่วมกิจกรรม ณ สนามออเรนจ์ เวลโลโดรม ซึ่งกลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาวฝรั่งเศส

ยอดนักชกผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดวิชา

3 ยอดนักชกมวยไทยชื่อดัง ได้แก่ แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม, ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ และ นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์และสอนเทคนิคมวยไทย พร้อมทั้งแสดงมวยสาธิตตามแบบฉบับไทยแท้ โดยผู้สนใจจากท้องถิ่นลงทะเบียนเข้าร่วมเกือบ 400 คน ต่างพกชุดมวยและอุปกรณ์ซ้อมมาครบครัน

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง เช่น การขอวีซ่า Non-Immigrant Visa (ED) 90 วัน และ Muaythai DTV (Destination Thailand Visa) 180 วัน เพื่อผู้ที่ประสงค์จะมาเรียนมวยไทยในระยะยาว ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายตลาดแรงงานด้านกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

นางสาวธิดา กล่าวว่า เห็นจำนวนผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 300 คน ทั้งหญิงและชาย ทุกช่วงวัย แสดงให้เห็นถึงความนิยมของมวยไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่ชาวฝรั่งเศส จึงเสนอให้มีการจัดกิจกรรมเช่นนี้ในเมืองใหญ่ ๆ ของฝรั่งเศสรายปี เพื่อส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยได้อย่างยั่งยืน

อีกทั้งหากมีโอกาสฉลองความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสครบ 170 ปี ในปีหน้า ก็เป็นโอกาสที่สถานทูตจะร่วมกับ กกท. และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา จัดกิจกรรมเชิงสังคมและกีฬา ขยายกลุ่มกล้ามมวยไทยทั่วโลกต่อไป

แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดงานในครั้งนี้มีจำนวนผู้สนใจเพิ่มขึ้นกว่าในครั้งก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของมวยไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน เพราะคนเริ่มเข้าใจถึงประโยชน์ของมวยไทยทั้งในเรื่องการออกกำลังกาย การป้องกันตัว และศิลปะแห่งวัฒนธรรม

ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ เสริมว่า ความสนใจของชาวต่างชาติทั่วโลกต่อมวยไทยในปัจจุบันมีสูงมาก และหวังว่าจะมีการเพิ่มจำนวนผู้สอนในอนาคตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

สุดท้าย นำศักดิ์น้อย กล่าวว่า ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนของชาติในการเผยแพร่มวยไทยผ่านโครงการแห่งนี้ เพราะนอกจากศิลปะแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้าใจ ความผูกพัน ระหว่างวัฒนธรรมไทยกับโลกภายนอก

มาสเตอร์คลาสในครั้งนี้ไม่เพียงแต่กิจกรรมสอนมวยไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ของไทยให้เป็นที่รู้จักของนานาชาติ และเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการสร้างรายได้และโอกาสทางอาชีพ

หากคุณชื่นชอบในศิลปะการต่อสู้แบบไทย ลองเริ่มต้นจากมาสเตอร์คลาสในครั้งนี้ และเป็นส่วนหนึ่งของการสานต่อวัฒนธรรมแห่งเสือมังกรให้ลุ่มลึกไปทั่วโลก

ที่มา – “มวยไทย มาสเตอร์คลาส” บุกเมืองน้ำหอม ชาวฝรั่งเศสกว่า 400 คน แห่ฝึกวิชากับ “แสนชัย-ยอดแสนไกล-นำศักดิ์น้อย”

เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ ‘กทม.’ แนะนำควรเผื่อเวลาเดินทางไว้ก่อน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้ประชาชนที่เดินทางไปมาในพื้นที่ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในเขตที่มีฝนตกสะสม เช่น เขตคลองสามวา สายไหม คันนายาว บางเขน บึงกุ่ม ลาดพร้าว หลักสี่ จตุจักร วังทองหลาง ห้วยขวาง ดุสิต พญาไท ดินแดง หนองจอก ทวีวัฒนา บางกอกใหญ่ ทุ่งครุ และคลองขวาง

เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ ‘กทม.’ แนะนำควรเผื่อเวลาเดินทางไว้ก่อน

จากข้อมูลที่ได้รับรายงานว่าในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครมีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าและเย็นที่มีความหนาแน่นของรถยนต์สูง ผู้โดยสารที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะก็เผชิญกับความล่าช้าจากการจราจรติดขัด

สถานการณ์ฝนตกสะสมในบางพื้นที่

ในพื้นที่ของเขตภาษีเจริญ มีฝนตกสะสมถึง 34.0 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำขังในหลายจุด ทั้งถนนและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ผู้ใช้รถต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ อีกทั้งประชาชนที่จะเดินทางในพื้นที่ดังกล่าวควรเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มของฝนฟ้าคะนองในช่วงบ่ายถึงค่ำ จึงแนะนำให้ประชาชนพร้อมรับมือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางทางการ เช่น เฟซบุ๊ก ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร

  • ตรวจสอบสภาพอากาศในพื้นที่ก่อนออกเดินทาง
  • เติมน้ำมันรถให้พร้อมเพื่อเผื่อกรณีต้องใช้ยานพาหนะมากขึ้น
  • วางแผนการเดินทางล่วงหน้า เช่น หาเส้นทางสำรอง
  • 备好雨具เพื่อความสะดวกในกรณีออกนอกบ้าน

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ ‘กทม.’ ให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เช่น การขับรถด้วยความเร็วเหมาะสม รอไฟจราจร และหากเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงที่ฝนตกหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน หรือการจราจรติดขัด

การเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการเดินทางจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มความปลอดภัยในยามที่อากาศไม่เอื้ออำนวย หากคุณมีแผนเดินทางในวันที่มีฝนตกหนักในพื้นที่ กทม. จำไว้ว่า “ปลอดภัยต้องมาก่อน”

ที่มา – เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ ‘กทม.’ แนะนำควรเผื่อเวลาเดินทางไว้ก่อน

อินเทลโนเวชั่น มอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่ให้จุฬา

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่จากนายสัตวแพทย์ ธนันต์ ลีละยูวะ กรรมการกลุ่มบริษัทอินเทลโนเวชั่น และครอบครัว เพื่อใช้ในการต่อยอดงานวิชาการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ป่วยด้วยเลือดที่ได้รับบริจาค

อินเทลโนเวชั่น มอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พิธีมอบจัดขึ้น ณ ตึกสัตววิจักษ์ โดยมีผู้บริหารคณะสัตวแพทยศาสตร์ ร่วมเป็นผู้รับมอบ และได้รับเกียรติจากผู้มีคุณวิทย์หลายคน เข้าร่วมงานและเสวนาถึงความเป็นมาของโครงการ CU Blood Bank

ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงมามากกว่า 14 ปี

สัตวแพทย์หญิง สุวรัตน์ วดีรัตน์ เปิดเผยว่า ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงก่อตั้งมากกว่า 14 ปี มีเป้าหมายเพื่อวิจัยทางโลหิตวิทยา และพัฒนาผลิตภัณฑ์เลือดจำเพาะสำหรับการรักษา

เลือดที่ได้รับจากการบริจาคจะแยกส่วนเป็นชนิดต่างๆ เช่น Red Whole Blood, Packed Red Cells, และ Frozen Plasma ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เลือด และสามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น

  • Red Whole Blood
  • Packed Red Cells
  • Frozen Plasma
  • Fresh Frozen Plasma
  • Platelet Concentration
  • Plasma Rich Platelet

นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยเพื่อพัฒนา Albumin สกัดจากสุนัข ซึ่งจะนำมาใช้ทำ Canine Albumin เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูง

ความสำคัญของการตรวจสอบหมู่เลือดสัตว์

ขั้นตอนการใช้เลือดจะต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน โดยเฉพาะในสุนัขที่มีหมู่เลือดซับซ้อนถึง 8 กลุ่ม ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจอย่างถูกต้องก่อนนำเลือดไปใช้ เพื่อความปลอดภัย

ธนาคารเลือดยังเน้นการพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐาน และศึกษาเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อเพิ่มความรู้ในการรักษา และเพิ่มทางเลือกในการดูแลสัตว์ในอนาคต

รถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่ช่วยให้สามารถเข้าไปบริจาคได้ถึงพื้นที่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนการบริจาค คาดว่าจะสามารถจัดเก็บเลือดได้มากกว่าหนึ่งพันถุงต่อปี

ตอบแทนสังคมผ่าน Mission4P

นายสัตวแพทย์ ธนันต์ กล่าวว่า การสนับสนุนครั้งนี้เกิดจากโครงการ Mission4P ที่旨在ช่วยเหลือสังคม โดยในช่วงโควิดเคยสนับสนุนแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ และอุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ

การร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสุขภาพสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย

หากคุณเป็นเจ้าของสัตว์ป่วย สามารถติดต่อขอรับผลิตภัณฑ์เลือดได้ที่คลินิกฉุกเฉิน คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 02-2189810 ตลอด 24 ชั่วโมง

การมีธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่เป็นสัญลักษณ์ที่ดีของนวัตกรรมสัตวแพทย์ในระดับโลก และเปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงในไทยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – อินเทลโนเวชั่น มอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ภูมิธรรม’เผย‘นพดล’แค่ลาออกจากสภา ยังไม่ทิ้ง ‘เพื่อไทย’

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ นายนพดล ปัทมะ ได้ประกาศลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รวมถึงสมาชิกพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นการตัดสินใจที่เกิดจากความรู้สึกไม่พอใจต่อการทำงานของสภาในปัจจุบัน

‘นพดล’ลาออก แต่ยังไม่ทิ้งพรรค ‘เพื่อไทย’

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การที่นายนพดล ปัทมะ ลาออกจากตำแหน่ง สส. เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เนื่องจากเขารู้สึกไม่พอใจกับสภาวิสามัญในปัจจุบัน ทว่าเขายังคงยืนอยู่ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยยืนยันว่าตนเองได้คุยโทรศัพท์กับนายนพดลแล้ว และนายนพดลได้แสดงเจตจำนงว่าจะยังคงช่วยกันบริหารพรรค และทำงานเพื่อให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

พรรคยังตั้งหน้าตั้งตาเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง

เมื่อถูกถามว่ากังวลหรือไม่เกี่ยวกับข่าวลือว่า 4 เดือนข้างหน้าอาจมีสมาชิกพรรครายอื่นๆ ทยอยลาออกจากพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีหรอก เดี๋ยวพวกเราจะคุยกันให้ชัดเจน เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง อย่าให้เราเตรียมเก้อเลย” ซึ่งสื่อถึงการปรับตัวและการรวมพลังภายในพรรคให้พร้อมรับมือกับการเมืองในระยะต่อไป

แม้จะมีการกล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรครวมถึงการเรียกร้องจากบางฝ่ายให้ขับสมาชิกพรรคที่มีข้อถูกตั้งข้อสงสัย แต่นายภูมิธรรม ยังไม่ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีนี้ โดยเมื่อถูกถามถึงเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่ถูกกล่าวขวัญถึงการขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย เขาได้ตอบเพียงเพียงรอยยิ้ม และเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทันที

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวล่าสุดของ นายนพดล ปัทมะ สามารถสรุปได้ว่า เป็นเพียงการวางตำแหน่งทางการเมืองชั่วคราว ไม่ใช่การยกธงยอมแพ้กับสถานการณ์ แม้จะมีการลาออกจาก สส. แต่ยังอยู่ในฐานะสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ นับว่าเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจจากฝ่ายบริหารภายในพรรคเพื่อไทยว่าจะจัดการกับความไม่แน่นอนภายในพรรครายนี้อย่างไร ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความซับซ้อนทุกที

ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยและผู้นำอย่างนายภูมิธรรม เวชยชัย จะต้องบริหารจัดการความต้องการของสมาชิก และยังคงเป้าหมายในการเสริมศักยภาพของพรรคให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต โดยแน่นอนว่าทุกแรงผลักดันย่อมต้องมุ่งสู่กลุ่มเป้าหมายสำคัญของพรรคคือประชาชนทั่วไป ที่หวังการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศในทิศทางใหม่

เรื่องราวทางการเมืองยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีวันหยุด แต่สิ่งสำคัญคือพรรคการเมืองจะมีความมุ่งมั่น.extent ต่อเนื่องในการเสิร์ฟความหวังให้กับสังคมและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’เผย‘นพดล’แค่ลาออกงานสภา  ยังไม่ทิ้ง ‘เพื่อไทย’

วุฒิสภาเสียงเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมายตั๋วร่วม

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา วุฒิสภาได้จัดการประชุมภายใต้การนำของนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

วุฒิสภาเสียงเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมายตั๋วร่วม

ในการประชุมครั้งนี้ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ส.ว. ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม ได้นำเสนอรายงานผลการศึกษาแนวคิดสำคัญของ วุฒิสภาเสียงเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมายตั๋วร่วม โดยสรุปประเด็นหลักไว้ 5 ข้อ ได้แก่

  • การจัดทำมาตรฐานเทคโนโลยีระบบตั๋วร่วมที่สามารถนำไปใช้ในทุกหน่วยงานขนส่ง เพื่อให้ประชาชนใช้บริการด้วยบัตรใบเดียว
  • การให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมผ่านกฎกระทรวง
  • การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าระบบ
  • การกำหนดสิทธิของผู้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุน
  • การใช้พระราชกฤษฎีกาในกรณีจำเป็น พร้อมมีการเจรจากับผู้ประกอบการและรับฟังความคิดเห็นประชาชน

เพื่อเร่งนำระบบไปสู่การใช้งานจริง

นายวุฒิชาติกล่าวเพิ่มเติมว่าแนวทางการบังคับใช้กฎหมายนี้จะเริ่มจากการเปิดให้ภาคส่วนเข้าร่วมสมัครใจ หากผู้ประกอบการต้องการใช้ระบบและรับการสนับสนุนจากกองทุน จะต้องขอรับใบอนุญาตก่อน แต่หากไม่ประสงค์ สามารถดำเนินการตามเดิมได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ หน่วยงานภาครัฐจะต้องกำหนดมาตรฐานระบบตั๋วร่วมเป็นเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ทุกราย ในขณะเดียวกัน ก็มีการเตรียมกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาหากจำเป็นเพื่อบังคับใช้กับผู้ให้บริการรายเดิม

“การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ จึงเสนอให้เพิ่มตัวแทนของผู้บริโภคในคณะกรรมการพร้อมทั้งเพิ่มจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 เป็น 5 คน” ประธานกมธ.คมนาคม กล่าว

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว ดังนี้:

  • ลดข้อจำกัดอายุของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้มีส่วนร่วม
  • เข้มงวดในการตรวจสอบคุณสมบัติด้านการเงินของผู้ขอใบอนุญาตเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาครัฐ
  • ทบทวนการกำหนดทุนจดทะเบียนที่สูง โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับส่งเสริมการแข่งขัน ธุรกิจ
  • กำหนดระยะเวลาพ้นวาระกรรมการไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

ส.ว. หลายคนมองว่าการออกกฎหมายนี้มีทิศทางที่ดี โดยเสนอแนะให้นำความสำเร็จจากต่างประเทศมาเป็นแนวทาง เพื่อมอบความสะดวกที่แท้จริงแก่ประชาชน เช่น การให้บริการจ่ายเงินผ่าน QR Code หรือระบบ E-Payment

ทั้งนี้หลังการอภิปรายที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง วุฒิสภาได้ลงมติรับหลักการของ วุฒิสภาเสียงเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมายตั๋วร่วม อย่างเป็นเอกภาพด้วยคะแนนเสียง 155 เสียง และจะส่งต่อให้คณะกรรมการวิสามัญดำเนินการพิจารณาร่างกฎหมายรายละเอียดในช่วงระยะเวลาที่เหลือภายในวันที่ 30 กันยายนนี้

การออกกฎหมายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเพื่อส่งเสริมความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ปรับโครงสร้างระบบขนส่งให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน จะช่วยยกระดับการให้บริการให้ตอบโจทย์จริงและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘วุฒิสภา’เสียงเอกฉันท์รับหลักการ ‘ร่างกฎหมายตั๋วร่วม’

นฤมล ปฐมนิเทศนักศึกษาทุนจีน ชี้นักศึกษาทุกคนคือเมล็ดพันธุ์พัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ โดยมี Ms. Xu Lan อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษาจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากสถาบัน Nanjing Vocational College of Information Technology และ Liuzhou Polytechnic University รวมถึงคณะครูอาจารย์และนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นฤมล ปฐมนิเทศนักศึกษาทุนจีน ชี้นักศึกษาทุกคนคือเมล็ดพันธุ์พัฒนาประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อนักศึกษาไทยที่ได้รับโอกาสในการศึกษาทุนจีนจำนวน 165 คน และครูอาชีวศึกษาอีก 25 คน ที่ได้เดินทางไปเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการศึกษาและอาชีวะ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไทยกับจีน โดยท่านเน้นย้ำว่า โอกาสนี้เปรียบเสมือนคลังความรู้ที่มีคุณค่า ซึ่งผู้ได้รับคัดเลือกมานั้นมีศักยภาพและความพร้อมสูง จึงควรมีความตั้งใจสูงสุดในการเรียนรู้

ยกระดับสังคมไทยผ่านการเรียนรู้จากจีน

ท่านย้ำว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนมีรากฐานที่ลึกซึ้ง มีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมมายาวนานหลายศตวรรษ จึงทำให้จีนไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในระดับโลก ที่สำคัญ นักศึกษาไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในจีนจะมีโอกาสได้สัมผัสกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ และการวิจัยพัฒนา เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนตัวเองอย่างแข็งแกร่งและมีนวัตกรรมในอนาคต

  • เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากเทคโนโลยีจีน
  • เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรไทยในสาขาอาชีวศึกษา
  • สร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติระหว่างไทยกับจีน

ท่านรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายว่า “นักศึกษาทุกคนคือเมล็ดพันธุ์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต ฉะนั้น อยากให้ทุกคนตั้งเป้าหมายสูงสุด ฝันให้ใหญ่ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมในสังคมไทย โครงการนี้คือช่องทางหนึ่งที่จะเชื่อมโยงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้แก่ประเทศชาติ”

การออกนอกแวดวงการเรียนปกติไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ไทยก้าวทันโลก การมีโอกาสศึกษาในจีนผ่านทุนสนับสนุนคือพลังสำคัญหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มเป้าหมายพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ของไทย

ที่มา – “นฤมล” ปฐมนิเทศนักศึกษาทุนจีน”ชี้ นศ.ทุกคนคือเมล็ดพันธุ์พัฒนาประเทศ

เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี แตะ 31.99 บาท/dollar

ในวันที่ 8 กันยายน เงินบาทได้ทำสถิติอันน่าทึ่งเมื่อแตะระดับแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 4 ปี ที่ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลให้แรงซื้อเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เงินบาทแข็งค่าในรอบกว่า 4 ปี

จากข้อมูลที่ได้รับ ณ เวลา 10.18 น. เงินบาทแตะระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกับระดับปิดตลาดสุดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 32.19 บาท/ดอลลาร์ ถือว่ามีการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในช่วงเวลาสั้นๆ

ปัจจัยหนุนเงินบาทแข็งค่า

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เงินบาทแข็งค่าในรอบกว่า 4 ปี คือรายงานตลาดแรงงานสหรัฐที่ออกมาในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งอ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดเริ่มเห็นโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในการประชุม FOMC รอบนี้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลร่วม เช่น การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาทองคำที่เคลื่อนไหวสวนทางกัน สร้างแรงดึงดูดให้กับเงินบาทมากขึ้น

แนวโน้มในช่วงที่เหลือของวัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ช่วงที่เหลือของวันนี้ แนวรับและแนวต้านของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.00-32.25 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามปัจจัยสำคัญ เช่น:

  • สถานการณ์การเมืองในประเทศไทย
  • ทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
  • ราคาทองคำในตลาดโลก
  • รายงานการส่งออกของจีนเดือนสิงหาคม
  • ตัวเลข CPI ของสหรัฐในเดือนสิงหาคม

การติดตามข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินทิศทางของเงินบาทได้อย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนักลงทุน

การที่ เงินบาทแข็งค่าในรอบกว่า 4 ปี ถือเป็นสัญญาณบวกในมุมมองของเศรษฐกิจไทย เพราะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดในประเทศมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องคำนึงถึงผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่าต่อภาคการส่งออก เพราะอาจทำให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ดังนั้น การวิเคราะห์แนวโน้มของเงินบาทอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

เห็นได้ชัดว่า เงินบาทแข็งค่าในรอบกว่า 4 ปี เป็นปรากฏการณ์ที่ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมากในยุคที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา การเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาว

หากคุณเป็นนักลงทุนรายย่อยหรือภาคธุรกิจ ไม่ควรหนุนตามสภาวะตลาดเพียงชั่ววูบ แต่ควรติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนอย่างรอบคอบ ติดตามข่าวเศรษฐกิจให้ทันสถานการณ์ และปรับกลยุทธ์ลงทุนให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์

ที่มา – เงินบาทแข็งค่าทำสถิติในรอบกว่า 4 ปี แตะระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์

เอ็มบัปเป เชื่อยังไงเต็งแชมป์ยูฟ่าก็คือราชันชุดขาว

คีลิยัน เอ็มบัปเป หนึ่งในนักเตะที่เร็วที่สุดในโลก และเป็นแกนหลักของทีม “ราชันชุดขาว” รีล มาดริด ได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับสื่อชื่อดังจากประเทศเยอรมนีอย่าง “บิลด์” โดยเนื้อหาของการสัมภาษณ์นั้นยังคงอยู่ที่การเปิดใจถึงศึกฟุตบอลระดับท็อปในยุโรป ทั้งในลีกและรายการระดับทวีป

ในช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ เอ็มบัปเป ถูกถามถึงคำถามที่ฟังดูคล่องหูของแฟนบอลอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือ “ใครคือทีมเต็งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปีนี้?” คำถามที่หลายคนรอฟังคำตอบจากนักเตะที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างเขา โดยเขายืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ว่าใครจะเป็นรองในสายตาคนอื่น “ราชันชุดขาว” ยังคงคือทีมที่เขามองว่าเป็น เอ็มบัปเป เชื่อยังไงเต็งแชมป์ยูฟ่าก็คือราชันชุดขาว ในทุกฤดูกาล

เอ็มบัปเป เชื่อยังไงเต็งแชมป์ยูฟ่าก็คือราชันชุดขาว

“ไม่มีทางเลือกไหนในหัวผมเลย เพราะผมเชื่อเสมอว่า รีล มาดริด คือทีมที่น่าจับตามองที่สุด และเป็นเต็งแชมป์ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทุกปี เราเห็นกันมาไม่น้อยแล้วทั้งในแง่ของทีมเยี่ยมยอดที่มีทั่วทั้งยุโรป แต่เมื่อพูดถึงการรับมือกับรูปแบบการแข่งขันที่เปลี่ยนไปเมื่อปีที่แล้ว การจัดรอบแบบลีกเฟสนั้นทำให้ทุกทีมต้องแสดงฟอร์มเต็ม 100% และแน่นอนว่า ปีนี้จะยิ่งสนุกมากกว่านั้นอีก” เอ็มบัปเป กล่าวเสริม

ทีมไหนจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก?

แน่นอนว่าฟุตบอลระดับท็อปโลกไม่ได้มีแค่ แชมเปียนส์ ลีก เท่านั้น แถมยังมีการแข่งขันเก็บคะแนนแบบลีกในแต่ละประเทศที่แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตาดู หนึ่งในลีกที่มีความเข้มข้นสูงสุดคงหนีไม่พ้น พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ซึ่งเป็นเวทีที่ “กุนนาร์” เอ็มบัปเป ก็ไม่พลาดที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้ด้วย โดยเมื่อถูกถามว่าทีมไหนจะเป็นแชมป์ในฤดูกาลนี้ เขากล่าวว่า “เรื่องนี้พูดยากมาก แต่… ผมคิดว่า บางทีฤดูกาลนี้อาจจะเป็นปีแห่งการกลับมาของ อาร์เซนอล อย่างไรก็ตาม มันอาจยังง่ายกว่าถ้าพูดว่า เต็งแชมป์ปีนี้คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล”

การแสดงออกของเอ็มบัปเป ที่มีทั้งในแง่การวิเคราะห์เกมส์และความเชื่อที่มีต่อสโมสรของเขา สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและพร้อมรับมือกับความกดดันระดับโลก อย่างไรก็ตาม การทายผลและคาดการณ์นั้นเป็นเพียงความเห็นเรา สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือการแข่งขันจริงซึ่งไม่มีใครรู้ได้แน่นอนว่าใครจะไปถึงเส้นชัยของฤดูกาลนี้

ในเวลาที่ “ราชันชุดขาว” ได้กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งอย่างน่าทึ่งภายใต้การคุมทัพของประธานคนใหม่ และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง ความมั่นใจของตัวนักเตะเองอย่าง เอ็มบัปเป ก็ถือเป็นหนึ่งในพลังงานสำคัญที่ขับเคลื่อนทีมไปสู่ความสำเร็จ

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรในท้ายที่สุด ความคาดหวังจากโลกฟุตบอลไม่มีทีมใดมากไปกว่า “ราชันชุดขาว” และถ้าเอ็มบัปเป พูดว่า ความเชื่อนั้นน่าจะยังอยู่ในสนามตรงนี้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวฟุตบอลโลกและการวิเคราะห์เชิงลึกจากเหล่านักเตะระดับโลกแบบนี้ได้ที่นี่!

ที่มา – “เอ็มบัปเป” เชื่อยังไงเต็งแชมป์ “ยูฟ่า” ก็คือ “ราชันชุดขาว”

‘ภูมิธรรม’ไล่พรรค ‘ปชน.’หาคำตอบจุดยืนเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายอุ้มรัฐบาล

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นที่พรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยร่วมเป็น ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก และหยุดการใช้นิติสงคราม ซึ่งเป็นนโยบายของฝ่ายบริหาร โดย ภูมิธรรม ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว และข้อความที่ออกมาจากพรรคประชาชนดูเหมือนจะยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน

‘ภูมิธรรม’ไล่พรรค ‘ปชน.’หาคำตอบจุดยืนเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายอุ้มรัฐบาล

ในประเด็นดังกล่าว นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และโฆษกพรรค ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยมาร่วมเป็น ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก นั้น ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจน เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่นายพริษฐ์กลับต้องมาถามว่าพรรคเพื่อไทยจะอยู่ฝ่ายไหน ซึ่งควรจะไปถามตัวเองก่อนว่าตนอยู่ในตำแหน่งใด ฝ่ายค้านแท้จริงหรือฝ่ายที่ต้องร่วมองค์ประชุมตลอดเวลา

พรรคประชาชนต้องชี้แจงบทบาทก่อนกวาดคนอื่น

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เปิดเผยว่า หากพรรคประชาชนมีข้อกังวลเกี่ยวกับมุมมองทางการเมือง เช่น การใช้นิติสงคราม หรือมีคดีเรื่อง “ฮั้ว” กับสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ควรที่จะต้องแสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจนก่อน เพราะการไปถามกลับมาว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายอะไรนั้น ดูเหมือนจะเป็นการกลับหลังคำร้องโดยไม่เข้าใจจุดยืนของตัวเองเสียก่อน

เมื่อถามว่า การรับนโยบายแบบยืดหยุ่นจากฝ่ายบริหาร จะทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็น ฝ่ายอุ้มรัฐบาล หรือไม่ นายภูมิธรรม ชี้ว่า ไม่เกี่ยวข้อง เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งอยู่แล้ว และยืนหยัดในเส้นทางของตนเองอย่างต่อเนื่อง หากพรรคประชาชนมีความกังวล ก็ควรจะทำหน้าที่แสดงจุดยืนของตนเองให้ชัดเจนก่อน ไม่ใช่ไปถามคนอื่น

  • พรรคเพื่อไทยยืนหยัดในบทบาทฝ่ายค้าน
  • พรรคประชาชนต้องมีจุดยืนชัดเจนก่อนถามกลับ
  • การอยู่ร่วมกับนโยบายทางการเมืองไม่ได้แปลว่าเป็นฝ่ายอุ้ม

ดังนั้น ถ้าพรรคประชาชนอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบที่มีอยู่ ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า มีบทบาทในสภาอย่างไร และจะเคลื่อนไหวในลักษณะใดนอกจากการเรียกร้อง

ในแง่นี้ การเป็น ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ต้องมีความชัดเจนทั้งในเรื่องจุดยืนและเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามกับผู้อื่นโดยไม่ให้คำตอบของตัวเอง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ไล่พรรค ‘ปชน.’หาคำตอบจุดยืนเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายอุ้มรัฐบาล

แกร็บฟู้ดยกเครื่อง Dine Out หลังยอดใช้โตกว่า 250%

แกร็บฟู้ด (GrabFood) โดย นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย ได้ประกาศยกเครื่องฟีเจอร์ “กินที่ร้าน” หรือ Dine Out อย่างเต็มรูปแบบ หลังพบว่าการใช้บริการเพิ่มขึ้นมากกว่า 250% ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยฟีเจอร์ใหม่นี้ตอบโจทย์ทั้งการจองโต๊ะและดีลส่วนลด พร้อมเสริมประสบการณ์ความคุ้มค่าและความสะดวกในแอปเดียว

แกร็บฟู้ดยกเครื่อง Dine Out หลังยอดใช้โตกว่า 250%

หลังช่วงวิกฤติโควิด-19 ปรากฏการณ์ “Revenge Dining” เติบโตอย่างรวดเร็ว แกร็บจึงเปิดตัวบริการ Dine Out ในปี 2023 เพื่อรองรับพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่หันมาทานนอกบ้านมากขึ้น ทั้งการใช้บริการดีลส่วนลดจากร้านอาหารที่เข้าร่วม และการจองโต๊ะล่วงหน้าที่กำลังได้รับความนิยม

ฟีเจอร์ใหม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลากหลาย

แกร็บ Dine Out ได้เพิ่มบริการ “Dine Out Book Table” สำหรับการจองโต๊ะกับร้านอาหารชั้นนำกว่า 500 แบรนด์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงบน ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อมื้ออยู่ที่ 500–1,500 บาท ไม่ว่าจะเป็นร้านไฟน์ไดน์นิ่ง สุดคูลคาเฟ่ หรือร้านอาหารกำลังฮิตติดเทรนด์

นอกจากนี้ยังเติมพลังให้ “Dine Out Deals” ด้วยดีลหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1) Voucher Deals สำหรับซื้อล่วงหน้าแลกเมนูราคาพิเศษ และ 2) Total Bill Discount ส่วนลดทั้งบิลที่ใช้ได้ทันทีในร้าน พันธมิตรมากกว่า 2,500 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านระดับป๊อปยันพรีเมียม

แบ่งกลุ่มผู้ใช้ เพื่อวางแผนดีลให้ตรงใจทุกไลฟ์สไตล์

  • Solo Treats: กลุ่มที่ชอบกินคนเดียว โดยนิยมกินมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำที่สะดวกและคุ้มค่าด้วยดีลจากเชนอาหารยอดนิยม
  • Couple Dine Out: คู่รักที่ชอบไปทานกันเป็นคู่ โดยมักเลือกร้านคาเฟ่ ขนมหวาน หรืออาหารสไตล์คาชชวลไดน์นิ่ง
  • Group Gathering: คนที่ชอบไปกินกันเป็นกลุ่ม เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน โดยเน้นร้านบุฟเฟ่ต์ ปิ้งย่าง และชาบูเป็นหลัก

การโฆษณาเปิดตัวแกร็บ Dine Out อย่างเต็มตัวในไตรมาส 3 นี้ เรียกได้ว่ามีความยิ่งใหญ่ “ไม่พลาด ดีลดี มีโต๊ะ” ด้วยแคมเปญการตลาด 360 องศา ผ่านกิจกรรมกลางเมือง เช่น กองดีลมหึมาที่ลานพาร์คพารากอน รถบรรทุกดีลที่วิ่งทั่วกรุงเทพฯ และบิลบอร์ดในย่านอาหารฮิต ตลอดจนการโปรโมตผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อกระตุ้น FOMO อย่างเต็มตัว

แกร็บ Dine Out ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มสั่งอาหารอีกหนึ่งช่องทาง แต่เป็น “พันธมิตรด้านประสบการณ์การกิน” ที่ทำให้ทุกมื้อคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นมื้อสำหรับการดูแลตัวเอง ชวนคนพิเศษ หรือสังสรรค์ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่

ที่มา – “แกร็บฟู้ด” ยกเครื่อง Dine Out เพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลังพบยอดใช้โตกว่า 250%