ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ล้อมวงกินเค้กส้ม

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 14.45 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้จัดการประชุมร่วมกับ ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลสำคัญในวงการการเมืองและเศรษฐกิจ โดยมีบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมกับมีการเสิร์ฟเมนู “เค้กส้ม” ร่วมกัน ภายหลังมาจากการหารือด้านนโยบายที่สำคัญกับสมาชิกพรรค

‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ อย่างชัดเจน

ในการประชุมครั้งนี้ นายอนุทิน ได้แนะนำผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลป้ายแดงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ซึ่งจะดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จะรับตำแหน่ง รมว.คลัง ทั้งสองท่านได้รับการคัดเลือกจากความเหมาะสมในด้านประสบการณ์และความสามารถ

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวชัดเจนว่าการเลือกทีม ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ เป็นการเน้นที่ผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และพร้อมทำงานเพื่อประชาชนทันที ภายหลังจากที่รับสัตย์ตนแล้ว จะสามารถเข้าสู่บทบาทได้ทันที

การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

เมื่อถามถึงนโยบายเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนในระยะสั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ว่าที่รมว.คลัง ซึ่งมีประสบการณ์ในงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ทำงานทั้งในและต่างประเทศมาก่อน โดยมีประวัติการทำงานในกรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมธนารักษ์ ซึ่งถือเป็นความพร้อมอย่างมากในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการนำกลับมาใช้โครงการ “คนละครึ่ง” อีกครั้ง หากโครงการดังกล่าวมีความเหมาะสมกับความต้องการของประชาชน โดยว่าที่รมว.คลังจะเร่งพิจารณาและดำเนินการตามบทสรุปอย่างรวดเร็ว

สำหรับการสานต่อโครงการต่าง ๆ จากภาครัฐเดิม ทั้งนี้ ทีมเศรษฐกิจป้ายแดงได้ยืนยันว่าจะยึดแนวทางที่ดีและมีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนก็จะรักษาไว้ และจะไม่ทำให้เกิดความสับสนให้แก่ประชาชน

ความพร้อมในการบริหารประเทศ

ในส่วนของการแก้ไขข้อพิพาทรอบพรมแดน เช่น ข้อตกลง MOU 43 และ 44 ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายอนุทิน ได้มั่นใจว่า ด้วยประสบการณ์ของว่าที่รมว.ต่างประเทศ จะสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระยะยาว ต้องวางรากฐานที่มั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต CEO ปตท. ได้เดินทางมาร่วมพบปะภายในห้องกาแฟ ซึ่งหรืออาจจะเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่ทางรัฐบาลจะพิจารณา สิ่งนี้ช่วยให้ภาพ ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ออกมาเป็นไปอย่างเป็นมืออาชีพ

บรรยากาศในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งและการร่วมมือในทีมอย่างแท้จริง ไม่มีการแบ่งข้างหรือขัดแย้งของพรรค แต่เน้นการเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ

จากสถานการณ์ในขณะนี้ ทีมบริหารของรัฐบาลป้ายแดง โดยนำโดย ‘อนุทิน’ ต้องดำเนินการให้เร็ว ภายในเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน ก่อนจะต้องยุบสภา ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วจึงเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลกระทบเชิงบวก

ทีม ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศอย่างเท่าเทียม ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจความเป็นจริงของประชาชน

หากคุณเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจและการบริหารประเทศอย่างมีระบบ การติดตามสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรพลาด เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ล้อมวงกินเค้กส้ม

เช็กเส้นทาง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากอธิบดี สู่ตำแหน่ง รมว.คลัง

เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.อนุทิน ชาญวีรกุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโควตาของบุคคลภายนอกพรรคที่จะมานั่งตำแหน่งในกระทรวงใหญ่ๆ ซึ่งล่าสุดได้มีการเปิดเผยแล้วว่า ตำแหน่งกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่สุดของประเทศ จะได้ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ คนใหม่ ตำแหน่งนี้ถือได้ว่านับเป็นการแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและถือเป็นข้าราชการระดับแนวหน้าของกระทรวงการคลัง และยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะก้าวขึ้นนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงในอนาคตอันใกล้.

เช็กเส้นทาง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากอธิบดี สู่ตำแหน่ง รมว.คลัง

สำหรับประวัติของว่าที่ “รมว.คลัง” คนใหม่ นั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เกิดในปี 2514 เป็นบุตรชายของ “นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ “นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ” อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ปัจจุบันมีภรรยาชื่อนางร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประภาศ และยังไม่มีทายาท ซึ่งความเป็นมาด้านครอบครัวที่เข้มแข็งในสายงานด้านกฎหมายและการบริหารประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องที่ให้ความพร้อมและวางรากฐานในการดำรงตำแหน่งระดับสูงมาตั้งแต่ต้นทาง.

ประวัติการศึกษาของเอกนิติ

ในการศึกษานั้น เอกนิติจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และต่อเนื่องด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท จากสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศ โดยนอกจากองค์ความรู้ด้านกฎหมายแล้ว เขายังมีความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในด้านการเงินและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการบริหารกระทรวงการคลังในยุคเศรษฐกิจที่ท้าทายและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.

เส้นทางการทำงานที่โดดเด่น

ก่อนได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มีเส้นทางการทำงานที่ยาวนานและโดดเด่น โดยเริ่มต้นในสายงานบุคลากรระดับสูงของกระทรวงการคลัง และโดดเด่นจากการทำหน้าที่ในหลากหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้จัดการกองทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งขั้นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายการเงินของประเทศ.

茵นยเด่นของเขา คือ ความสามารถในการวิเคราะห์นโยบายเชิงลึก ความเปี่ยมพร้อมได้เรื่องวิธีแก้ปัญหา และความสามารถในการจัดการบริหารงบประมาณขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในข้าราชการรุ่นใหม่ที่เน้นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อแปรเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้เหมาะสมกับโลกยุคใหม่.

  • ประสบการณ์ด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์
  • ประสบการณ์รอบด้านจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงการคลัง
  • ทักษะด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน
  • ความมุ่งมั่นในการปฏิรูปภาครัฐด้วยเทคโนโลยี

ด้วยพื้นฐาน_PRO_และการทำงานที่มีวิสัยทัศน์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับภารกิจในการบริหารรัฐอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความต้องการในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งอาจเปิดทางให้เขาไม่เพียงแต่มีบทบาทสำคัญในกระทรวงการคลังในปัจจุบัน แต่ยังสามารถบริหารความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นในอนาคต.

การแต่งตั้งว่าที่รมว.คลังคนใหม่รายนี้แสดงถึงการเลือกใช้บุคลากรที่มีความน่าเชื่อถือ ความสามารถ พลังงาน และการมองการณ์ไกล ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้คนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบทุนนิยมไทย และหวังว่าข้อมูลและเส้นทางที่เรา “เช็กเส้นทาง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากอธิบดี สู่ตำแหน่ง รมว.คลัง” จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น.

ที่มา – เช็กเส้นทาง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากอธิบดี สู่ตำแหน่ง รมว.คลัง

เดอะโฮปสงขลาล่าผู้ทารุณสุนัขแม่ลูก หลังปล่อยป่ายาง

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 นางสมคิด บุหงาชาติ ประธานองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์ “เดอะโฮปสงขลา” ได้ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลาบ่ายของวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ทางองค์กรได้รับแจ้งจากประชาชนรวมถึงสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ ว่าพบเห็นรถกระบะสีเทาคันหนึ่ง บรรทุกกรงสุนัขไว้ท้ายรถ โดยไม่มีหลังคา แล่นผ่านพื้นที่ใกล้โรงเรียนวรพัฒน์ ข้างหลังโรงพยาบาลราษฎร์ยินดี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เดอะโฮปสงขลาล่าผู้ทารุณสุนัขแม่ลูก หลังปล่อยป่ายาง

ในกรงนั้นมีแม่สุนัขตัวหนึ่ง พร้อมลูกอายุราว 2–3 เดือน ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปปล่อยทิ้งในป่ายาง ด้านหลังห้างโลตัส ตรงข้ามโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันเดียวกัน

เดอะโฮปสงขลาขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส

หลังจากได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว “เดอะโฮปสงขลา” ได้ร่วมมือกับ นายคนึง พูลชัย ประธานชุมชนคลองเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ จัดติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ถึงสิทธิและบทลงโทษตามกฎหมาย

พร้อมกับประกาศตั้งรางวัลเงินสดจำนวน 5,000 บาท สำหรับผู้ใดมีหลักฐานในรูปแบบคลิปวิดีโอหรือภาพถ่าย เหตุการณ์ที่มีการจับสุนัขและนำไปทิ้ง เพื่อใช้ประกอบการติดตามและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

  • การกระทำผิดกฎหมาย: การทารุณกรรมสัตว์ เป็นความผิดฐานละเมิดกฎหมาย
  • ความช่วยเหลือจากชุมชน: ชาวบ้านให้การร่วมมือดีเยี่ยมในการสืบสวนหาผู้กระทำผิด
  • ความชัดเจนจากหน่วยงาน: โรงเรียนวรพัฒน์ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเดอะโฮปสงขลา ได้ยืนยันแล้วว่าผู้กระทำผิดไม่ใช่เจ้าหน้าที่เทศบาลหรือกลุ่มคนรักสัตว์ในพื้นที่ด้วยซ้ำ ทางองค์กรได้ประสานขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากโรงเรียนวรพัฒน์ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากผู้บริหารสถานศึกษา และแจ้งชัดเจนว่าโรงเรียนไม่ได้มีส่วนร่วมหรือสนับสนุนใด ๆ กับการกระทำผิดดังกล่าว

เดอะโฮปสงขลาได้ย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ และขอความร่วมมือจากประชาชนทั่วไป ในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมแก่สัตว์ที่ตกเป็นเหยื่อ

หากคุณมีข้อมูลใด ๆ ที่อาจช่วยไขคดีนี้ กรุณาติดต่อ “เดอะโฮปสงขลา” ได้ทันที และร่วมกันปกป้องสัตว์เลี้ยงจากความรุนแรง

ที่มา – เดอะโฮปสงขลา เร่งล่าผู้ทารุณสุนัขแม่ลูก ปล่อยป่ายางหลังห้างโลตัส

สุริยะ-ณณัฏฐ์ ส่งรถตู้ทึบขนของออกจากตึกบัญชาการ 1

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.00 น. บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลยังคงมีความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่ระดับสูง มีการจัดส่งรถตู้ทึบเพื่อขนของออกจากอาคารอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าของที่ถูกขนออกเป็นของใช้ส่วนตัวของ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคาร

ภาพบรรยากาศภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาลในวันที่มีการขนของออก

สุริยะ-ณณัฏฐ์ ส่งรถตู้ทึบขนของออกห้องทำงาน

เวลาผ่านไปไม่นาน ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีรถตู้ทึบจำนวน 2 คัน เข้ามายังตึกบัญชาการ 1 เพื่อใช้ในการขนของไปยังสถานที่ใหม่ ข้อมูลที่ได้รับแจ้งว่าของที่ถูกขนออกจากอาคารนี้เป็นของใช้ส่วนตัวของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยของส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องไม้ และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ซึ่งใช้ในการติดต่อราชการประจำวัน

เหตุการณ์ขนของสะท้อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง

การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีความน่าสังเกตอย่างมาก เพราะตึกบัญชาการ 1 ถือเป็นศูนย์กลางของผู้บริหารระดับสูงของรัฐ โดยเฉพาะในเขตทำเนียบรัฐบาล การที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 ราย ได้แก่ นายณณัฏฐ์ และ สุริยะ-ณณัฏฐ์ ถูกย้ายหรือแจ้งเลิกการใช้งานห้องทำงานภายในอาคารเดียวกัน อาจเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากรหรือการแบ่งแยกพื้นที่ให้ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งอยู่ติดกันกับตึกบัญชาการ 1 มีการซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าอาจมีการปรับปรุงหรือก่อสร้างใหม่เพื่อรองรับหน่วยงานหรือบุคลากรชุดใหม่ หรือเพื่อปรับแผนผังการใช้พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาพรถตู้ทึบที่ถูกใช้ในการขนของออกจากตึกบัญชาการ 1

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะกิจ แต่มีความเชื่อมโยงกับแผนการจัดระเบียบของสำนักงานการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และการเคลื่อนไหวของรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาว

  • สัญญาณการปรับเปลี่ยนบุคลากรในทำเนียบ
  • การจัดระเบียบพื้นที่สำนักงานของผู้บริหารสูงสุด
  • คำใบ้ถึงการแบ่งแยกหน้าที่อย่างชัดเจนในคณะรัฐมนตรี

ในท้ายที่สุด การเคลื่อนย้ายของเจ้าหน้าที่สำคัญทั้งสองราย และการใช้รถตู้ทึบขนของออกจากตึกบัญชาการ 1 ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับแผนการณ์ภายในของรัฐบาลใหม่ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างหน่วยงานหรือการแบ่งแยกอำนาจอย่างไร

หากคุณกำลังติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงการเมืองไทย การติดตามเหตุการณ์เช่นนี้อาจช่วยให้เข้าใจภาพรวมของพลวัตทางการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น

ที่มา – ‘สุริยะ-ณณัฏฐ์‘ ส่งรถตู้ทึบ​ขนของออกห้องทำงานส่วนตัว​ ’ตึกบัญชาการ​ 1 ทำเนียบรัฐบาล‘​

ชาวบ้านบุรีรัมย์ต้อนรับนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ หวังรัฐบาล ‘เสี่ยหนู’ นำกลับมาใช้

หลังจากมีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับโหวตจากรัฐสภาให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย มีแนวโน้มจะนำนโยบาย คนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้ใหม่ในรัฐบาลชุดนี้ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มมีการติดตามและแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

ชาวบ้านบุรีรัมย์ต้อนรับนโยบาย ‘คนละครึ่ง’

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการใน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งพบว่าหลาย ๆ คนมองว่านโยบาย คนละครึ่ง เป็นมาตรการที่ประชาชนคุ้นเคยและสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและคนรุ่นใหม่

นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าขายพิซซ่าใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า “หากเรื่องนี้เป็นจริงตามกระแสข่าวถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะนโยบาย คนละครึ่ง ประชาชนเข้าใจมายาวนานแล้ว และมันสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน”

ประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้านใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วอยากได้ทั้งหมดคือ ไม่ต้องจ่ายเลยก็คงจะดี แต่มันก็น่าจะเกินไป ส่วนตัวเคยใช้นโยบาย คนละครึ่ง ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง และอยากให้มีการนำมานำใช้อีกครั้งในเร็ววัน”

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็เห็นว่านโยบายนี้มีศักยภาพในการช่วยฟื้นฟูกำลังซื้อของประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมา นักค้ารายย่อยมองว่า หากมีการใช้นโยบายนี้อีก ประชาชนจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้กลับมาเข้าระบบเศรษฐกิจ

  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
  • กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
  • ประชาชนมีโอกาสบริโภคได้มากขึ้น

ทั้งนี้ แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการนำนโยบาย คนละครึ่ง กลับมาใช้ แต่กระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างจังหวัดบุรีรัมย์ ถือว่าเป็นเสียงที่สื่อถึงความต้องการและคาดหวังอย่างชัดเจน ว่านโยบายที่เคยให้ผลดีมาก่อน ควรถูกนำมาใช้ใหม่เพื่อประโยชน์ของทุกคนในสังคม

ความคาดหวังของประชาชนจึงเป็นแรงสนับสนุนให้รัฐบาลในอนาคตต้องใส่ใจกับการฟื้นฟูมาตรการที่สร้างผลตอบสนองเชิงบวกมาก่อนหน้านี้ และหากมีการเปิดตัวใหม่ ต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อไม่ให้นโยบายดี ๆ สูญเปล่าไปกับการบริหารที่ไม่เข้าใจความต้องการของประชาชน

หากมีการตัดสินใจเริ่มใช้ใหม่ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลชุดใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบ้านบุรีรัมย์ขานรับนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ยินดีหากรัฐบาล ‘เสี่ยหนู’ เอากลับมาใช้ใหม่

คู่แฝดแม่ดาราแฉผู้เสียหายลงทุนข้าวกล่องสูญ10ล้าน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ทำการเพจ “สายไหมต้องรอด” แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ น.ส.พรลดา อายุ 52 ปี และนางสาวจิลัดดา อายุ 43 ปี ทั้งคู่ทำอาชีพเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวย่านจังหวัดสมุทรสาคร เดินทางมาพบ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจ สายไหมต้องรอด เพื่อร้องเรียนว่า ถูกคู่แฝดซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นแม่ของดารานักแสดงชื่อดัง หลอกลวงให้ลงทุนธุรกิจข้าวกล่องจนเกิดความเสียหายรวมสูงถึง 10 ล้านบาท

คู่แฝดแม่ดาราแฉผู้เสียหายลงทุนข้าวกล่องสูญ10ล้าน

น.ส.พรลดา เล่าว่า เธอได้รู้จักกับแม่ของดาราและน้องฝาแฝดตั้งแต่ปี 2561 ต่อมาในปี 2565 แม่ดารากล่าวอ้างว่ามีร้านอาหารและได้รับงานทำข้าวกล่องส่งให้โรงงานในจังหวัดระยอง วันละ 400 กล่อง โดยเสนอให้มีส่วนแบ่งกำไรกล่องละ 3 บาท พร้อมแจกว่าให้ร่วมลงทุนจำนวน 200,000 บาท ครั้งแรก

ต่อมาเธอถูกชักชวนให้ลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ โดยคู่กรณีอ้างว่าได้รับสิทธิยืดขยายธุรกิจไปยังโรงงานอื่นๆ ในจังหวัดระยอง อีกทั้งยังชวนให้ลงทุนในธุรกิจขายเนื้อไก่สด พร้อมกล่าวว่าหากรู้จักใครสนใจก็สามารถชวนมาร่วมลงทุนได้ จนน.ส.พรลดาตัดสินใจกู้เงินลงทุนเพิ่มอีกรวมกว่า 2 ล้านบาท

ปลอดหนี้ไม่ได้ล่ะ 10 ล้านที่เสียไป

หลังจากนั้น เธอได้ชวนเพื่อนร่วมลงทุนต่ออีกกว่า 10 คน ซึ่งกองทุนรวมกันประมาณ 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกนั้นผู้ร่วมลงทุนจะได้ผลตอบแทนวันละประมาณหมื่นบาทต่อคนต่อเดือน แต่เมื่อเวลาผ่านไป การจ่ายเงินเริ่มล่าช้า และจำนวนเงินก็ถูกลดลงเหลือเพียงคนละ 800 บาท

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา เธอพยายามติดตามเงินคืนเพราะต้องใช้จ่ายหนี้ที่กู้มา แต่กลับถูกคู่กรณีบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ทำให้ตนเองกังวลว่าอาจไม่ได้เงินคืน จึงได้ตรวจสอบข้อมูลและพบว่าคู่แฝดเคยมีหมายจับของกองปราบปรามมาก่อน แม้อาชญากรรมเคยหมดอายุไปบางส่วน แต่เธอก็ได้ประสานงานเพื่อขอให้มีการจัดการในขั้นต่อไป

เนื่องจากคู่กรณียังอ้างว่า “不怕 เพราะว่าเราเป็นแม่ลูกดาราหนัง ดังๆ” ทำให้เกิดความเชื่อถือ แต่กลับใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยในระยอง และเพิ่งประกาศเส้งกิจการไป

ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัด: เป็นการกลโกงแบบ “แชร์ลูกโซ่”

นายเอกภพ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้น่าเชื่อว่าเป็นลักษณะของ “การกลโกงในรูปแบบแชร์ลูกโซ่” ที่มีการชักชวนให้ผู้คนร่วมลงทุน แล้วใช้ผลตอบแทนที่ได้มาจากผู้ร่วมทุนใหม่มาจ่ายให้ผู้เข้าทุนแรก หากเงินหมด ก็หายไป ซึ่งแม้จะมีการอ้างถึงลูกชายเป็นดารา แต่ความผิดโดยตรงนั้นอยู่ที่คู่กรณี จึงขอเตือนประชาชนว่า “อย่าหลงเชื่อง่าย” และให้ผู้เสียหายรีบดำเนินการทางกฏหมายเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุ

การที่คู่แฝดเคยไปฉ้อโกงคนไทยในต่างประเทศ แล้วกลับมายังเมืองไทย ดำเนินธุรกิจในลักษณะซ้ำรอยเดิม ถือเป็นปมที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง หากไม่มีการร้องเรียนอย่างเป็นระบบ

หากคุณหรือคนรอบข้างเจอเหตุการณ์แบบนี้ ขอให้รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจหรือกองบังคับการปราบปราม โดยเร็วที่สุด

ระบบกฎหมายยังมีอยู่ และหากมีข้อมูลเพิ่มเติม ต้องไม่ปล่อยไว้เฉย เพราะเราจะเป็นกำลังให้คุณได้กลับสู่ความยุติธรรม

วงจรหลอกลวงนั้นมีไว้ล่อใจคนไม่รอบคอบ อย่าไว้ใจใครง่ายๆ โดยไม่มีหลักประกัน!

ที่มา – สาวร้องเพจดังช่วยหลังถูกคู่แฝดแม่ดาราดัง ตุ๋นลงทุนธุรกิจข้าวกล่องสูญเงินนับ10ล้าน

วันธรรมดาแบบ “จองแฮอิน” ชิลล์ลึก Seoul

ใครที่เคยติดตามซีรีส์เกาหลีเรื่อง “วันธรรมดาของจองแฮอิน” ต้องพอทราบกันดีว่าพระเอกอย่าง จองแฮอิน เป็นคนที่ชื่นชอบความสงบ ชอบเดินเล่นย่านชิค ๆ และชื่นชมสถานที่มีวัฒนธรรม วันธรรมดาของเขาจึงไม่ธรรมดาอย่างที่คิด เพราะเต็มไปด้วยความประทับใจในทุกเส้นทางที่ก้าว

วันธรรมดาแบบ “จองแฮอิน” เริ่มต้นจากซองซู

หากมีเวลาว่าง พระเอกซีรีส์อย่างจองแฮอินมักจะไปเดินเล่นที่ย่าน ซองซู ซึ่งเป็นย่านโรงงานเก่าที่ได้รับการปรับปรุงให้กลายเป็นย่านวัฒนธรรมและศิลปะระดับแนวหน้า ภายในยังคงรักษาโกดังอิฐแดงเก่าไว้ แต่เปลี่ยนบรรยากาศด้วยคาเฟ่สไตล์คิว ร้านเสื้อผ้าดีไซเนอร์ และร้านเบเกอรี่ชิค ๆ

ยอนนัม ย่านชิลล์ลึกถัดจากโซล

อีกหนึ่งย่านที่พระเอกชอบไปคือ ยอนนัม ที่อยู่ใกล้ฮงแด และเต็มไปด้วยคาเฟ่เก่าแก่ที่ย้ายมาจากที่ต่าง ๆ มารวมกัน แถมยังมีสวนเล็ก ๆ ที่มีทางรถไฟเก่าให้เดินชม ทำให้ทั้งย่านเป็นที่พักใจของคนยุคใหม่และนักท่องเที่ยว

ไม่ใช่แค่ย่านคาเฟ่เท่านั้น ผู้ใจดีตระกูลจองยังมีความหลงใหลในเมืองโบราณ อย่างเช่น คยองจู อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลา ซึ่งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับความโรแมนติกสุด ๆ

คยองจู เมืองวัฒนธรรมล้านดาว

เมือง คยองจู ตั้งอยู่ในจังหวัดเกยซง และถือเป็นพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงที่รวบรวมมรดกโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัดพุลกุกซา พระราชวังทงกุง ถ้ำซอกกูรัม และหอดูดาวชอมซองแด ที่ล้วนมีความงดงามของประวัติศาสตร์และศิลปกรรมสมัยชิลลา

  • วัดพุลกุกซา: วัดเก่าแก่ที่สุดในคยองจู ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
  • พระราชวังทงกุง: สระน้ำ “วอลจี” ที่สะท้อนดวงจันทร์ ขุดพบโบราณวัตถุ
  • สุสานโบราณแทรึงวอน: สุสานกษัตริย์ชิลลา รวมกว่า 23 แห่ง
  • ถ้ำซอกกูรัม: พระพุทธรูปปางสมาธิที่หันหน้าสู่ทะเลตะวันออก

นอกจากนี้ยังมีถนนฮวังนีดัน ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านฮันอก คาเฟ่ และร้านอาหารริมแม่น้ำที่เหมาะแก่การพักใจในช่วงค่ำ

ชมมรดกโลกใต้แสงค่ำ

บรรยากาศรอบ ๆ สระน้ำทงกุงในตอนค่ำคืนเป็นภาพที่ถ่ายทอดอารมณ์โรแมนติก ส่วนหอดูดาวชอมซองแดเป็นพื้นที่เพื่อการสังเกตการณ์แห่งแรกของชิลลา ซึ่งยังคงบรรยากาศงดงามอย่างเป็นเอกลักษณ์

ตามรอย วันธรรมดาของจองแฮอิน จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณตั้งใจจะสัมผัสวัฒนธรรม ผ่อนคลายใจ และเดินทางเหยียบรอยความงดงามที่ต่างประเทศ เช่น เมืองคยองจู ซึ่งกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC 2025 ภายใต้หัวข้อ “BUILDING A SUSTAINABLE TOMORROW” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในระดับประเทศ

ลองเปลี่ยนวันธรรมดาของคุณให้กลายเป็นการผจญภัยที่เต็มไปด้วยศิลปะ วัฒนธรรม ความสงบ และความประทับใจเล็ก ๆ ที่คอยรออยู่บนถนนทุกเส้นของเกาหลีใต้เถอะครับ

ที่มา – วันธรรมดาแบบ “จองแฮอิน”

เลขา ครม. ดอดพบ ‘อนุทิน’ที่พรรค คาดหารือตรวจประวัติรัฐมนตรีใหม่

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึง โดยมีนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พาขึ้นไปยังด้านบนที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คาดว่าจะพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อพูดคุยรายละเอียดการส่งประวัติของคณะรัฐมนตรีอนุทิน

เลขา ครม. ดอดพบ ‘อนุทิน’ที่พรรค คาดหารือตรวจประวัติรัฐมนตรีใหม่

การมาเยือนครั้งนี้ของ เลขา ครม. ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างกระแสความสนใจให้กับวงการการเมือง เนื่องจากถือเป็นช่วงเวลานำเสนอชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีประชาชนติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่น่าสนใจของการหารือ

ตามข่าวที่เผยแพร่ นางณัฐฎ์จารี ได้เข้ามาหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบประวัติของรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎร การนัดพบแบบใกล้ชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบของฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ เลขา ครม. ดอดพบ ‘อนุทิน’ที่พรรค เป็นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนและพิจารณาแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อให้รัฐบาล在过渡期สามารถเปิดตัวทีมผู้บริหารได้อย่างราบรื่นและโปร่งใส

  • การประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการตรวจประวัติรัฐมนตรีใหม่
  • มุ่งเน้นความพร้อมก่อนเสนอชื่อต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในกระบวนการเลือกตั้งรัฐมนตรี

ไม่เพียงแต่ที่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ประชาชนทั่วไปต่างจับตาดูว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะมีโครงสร้างหน้าที่อย่างไร และมีความพร้อมเพียงใดที่จะขับเคลื่อนประเทศในช่วงเวลาที่ท้าทาย

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารระดับประเทศและนโยบายของรัฐมนตรีชุดใหม่ เราขอแนะนำให้ติดตามแหล่งข่าวทางการและเว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ จากการ เลขา ครม. ดอดพบ ‘อนุทิน’ที่พรรค ที่อาจมีผลต่อทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – เลขา ครม. ดอดพบ ‘อนุทิน’ที่พรรค คาดหารือตรวจประวัติรัฐมนตรีใหม่

‘ช่อ’โพสต์‘เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง’ หลัง ‘พรรคอนุทิน’อุ้ม‘อนุทิน’เป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กภายใต้หัวข้อ ‘เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง ต่อจากนี้คือนาทีวัดใจ‘ ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การสนับสนุนของพรรคภูมิไทยธรรม หรือที่ถูกเรียกกันว่า ‘พรรคส้ม’ การเมืองในช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบอบการเมืองไทย

‘เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง’ หลังที่สภาไม่ถูกยุบ

น.ส.พรรณิการ์ระบุว่า ตลอดช่วงเวลา 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา คณะก้าวหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยยุบสภาเพื่อคืนอำนาจสู่ประชาชน แต่สุดท้ายพรรคเพื่อไทยไม่ได้ดำเนินการตามที่เรียกร้อง จนกระทั่งอำนาจของพรรคร่วงหล่นจนหมดสิ้น การตัดสินใจในครั้งนี้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ

ทางเลือกที่ยากของฝ่ายประชาธิปไตย

ข้อความของน.ส.พรรณิการ์ยังกล่าวว่า พรรคภูมิไทยธรรมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่กลับเป็นทางเลือกเพียงทางเดียวที่ยังมีอยู่ การไม่ออกมาลงเสียงในการประชุมรัฐสภา อาจส่งผลให้นายภูมิธรรม ธนวัฒน์อยู่ในตำแหน่งรักษาการไปเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นการเปิดทางให้นายทักษิณ ชินวัตร เจรจาเพื่อตีดีลทางการเมืองใหม่

ในส่วนของความร่วมมือระหว่างพรรคภูมิไทยธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ มีเงื่อนไขหลักคือการยุบสภาหลังจากนี้ 4 เดือน พร้อมจัดประชามติเพื่อออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ถือว่าสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของการเมืองไทย

พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ เดินหน้ากับเป้าหมายใหญ่

อย่างไรก็ตาม น.ส.พรรณิการ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์ใหม่จะชนะในการเลือกตั้ง แต่มิได้หมายความว่าจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาใครก็ตามที่อยู่ในอำนาจอาจต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดี หรือแม้กระทั่งถูกยุบพรรค ดังนั้น การตัดสินใจในครั้งนี้จึงต้องคำนึงถึงภาพรวมของระบอบประชาธิปไตยอย่างรอบด้าน

  • ชี้แจงว่าการร่วมมือไม่ใช่การยอมจำนน
  • ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ไม่ได้สูญเสียความแข็งแกร่ง
  • ยอมรับการวิจารณ์ในสังคมเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย

เธอเน้นว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการนำไปสู่สังคมที่ประชาชนเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าท่าทีเช่นนี้อาจทำให้อนุรักษ์นิยมเข้มแข็งขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ยังคงอยู่และไม่ได้อ่อนแอลง เพราะพรรคไม่ได้วัดความสำเร็จจากคะแนนนิยมเท่านั้น

น.ส.พรรณิการ์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ในระบอบการเมืองไทย การที่พรรคหรือนักการเมืองต้องเผชิญการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เป็นเพียงพลวัตรปกติของประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมให้มีการเลือกตั้งที่แท้จริงและทันสมัยในอนาคต

และใน 4 เดือนข้างหน้า ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ในการเมืองที่ไม่มีใครชนะไปหมด การทำงานร่วมกันคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าหมดหวัง อย่าหดหู่ และอย่าหยุดรักการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย

ท้ายที่สุด นี่คือเส้นทางใหม่ที่พวกเราเป็นผู้เขียนกันเอง

ที่มา – ‘ช่อ’โพสต์‘เราคือคนขีดเส้นทางนี้เอง ต่อจากนี้คือนาทีวัดใจ’ หลัง ‘พรรคส้ม’อุ้ม‘อนุทิน’เป็นนายกฯ

การเคหะฯ สร้างบ้านสร้างสุข ปี 68

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เผยว่า ในปี 2568 การเคหะฯ ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเน้นย้ำวิสัยทัศน์หลัก “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” ภายใต้ภารกิจสำคัญ 9 ด้าน หนึ่งในนั้นคือการจัดหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การเคหะฯ สร้างบ้านสร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้วยความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นี้ การเคหะแห่งชาติมุ่งมั่นพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนและสร้างโอกาสให้ทุกกลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาสมเหตุสมผล ทั้งแบบซื้อหรือเช่า พร้อมนำไปใช้จริงในรูปแบบ NHA Eco-Village Standard ที่เน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และUniversal Design (UD) ที่รองรับทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัย

ความสำเร็จและการรับรางวัล

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ การเคหะฯ สามารถจัดหาที่อยู่อาศัยแล้วกว่า 750,000 หน่วย โดยแบ่งเป็นโครงการต่างๆ เช่น บ้านเอื้ออาทร, เคหะชุมชน และโครงการพิเศษอื่นๆ พร้อมได้รับการยอมรับระดับประเทศ เมื่อคว้าตำแหน่งหน่วยงานดีเด่นสังกัด พม. จากผลประเมิน ITA ปี 2568 ในระดับ “ผ่านดี” คะแนนรวม 98.66

โครงการพัฒนาเชิงกลยุทธ์

โครงการฟื้นฟูเมืองอย่างชุมชนดินแดง เป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญ โดยมีกำหนดแผนแม่บทระยะยาวพร้อมการแบ่งพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยใหม่รวมกว่า 20,000 หน่วย ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้วบางส่วน เช่น อาคาร G รวมทั้งกำลังดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องในอาคารถัดไป

  • โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนรามอินทรา: อยู่ระหว่างการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อยู่อาศัย
  • โครงการฟื้นฟูชุมชนทุ่งสองห้อง: พัฒนาโดยใช้แนวคิด Smart City
  • โครงการชุมชนห้วยขวาง: จัดทำแผนแม่บทโดยรวมข้อเสนอแนะจากชุมชน

การพัฒนาบ้านที่ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ

นอกเหนือจากการพัฒนาเชิงโครงสร้าง การเคหะแห่งชาติยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาชีพเพื่อตรวจสอบผลกระทบจากแผ่นดินไหว จำนวน 660 โครงการทั่วประเทศ พบว่าอาคารส่วนใหญ่ไม่มีความเสียหายหลักที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง ทำให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจได้ในด้านความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบ้านผู้สูงอายุ (Senior Complex) ในบางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจัดสร้างในรูปแบบอาคารพักอาศัย 14 อาคาร รองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 1,700 หน่วย มีบริการรองรับทุกด้าน ตั้งแต่สุขภาพ, โภชนาการไปจนถึงนันทนาการ และห้องพักหลากหลายขนาด

พร้อมกับทดลองนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้ เช่น โครงการ Smart Home ที่ปรับปรุงอาคารเช่าเดิม ให้นำมาใช้ในรูปแบบ “Community Living” พร้อมระบบ Smart Energy และ Home Automation เพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงาน

ทั้งนี้ การเคหะฯ ยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะและอาชีพของผู้อยู่อาศัยด้วยการจัดสรรงบประมาณกว่า 25 ล้านบาท เพื่อฝึกอบรมทักษะใหม่ให้กับประชาชนในชุมชนกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ ในรูปแบบยั่งยืนที่สามารถต่อยอดอาชีพในอนาคตได้

การเคหะแห่งชาติ ไม่เพียงพร้อมให้ที่อยู่อาศัย แต่ยังสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคงให้แก่ทุกครอบครัว ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ใน “การเคหะฯ สร้างบ้านสร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน เพราะการมีบ้านเป็นของตนเอง คือจุดเริ่มต้นของความสุข ที่คุณค่าของชีวิตจะเริ่มต้นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – การเคหะฯ โชว์ผลงานปี 68 ‘สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี’