ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนคือการพบปะแบบเป็นกันเองระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรี กับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.จังหวัดพะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จังหวัดกรุงเทพฯ

การพบกันในครั้งนี้เป็นการหารือในเชิงส่วนตัวเกี่ยวกับมุมมองและแนวทางในการบริหารประเทศในอนาคต บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความจริงใจ ผ่อนคลาย และสร้างสรรค์

‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมภายในเวลา 16.50 น. นายอนุทินและร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วยนางธนพร ศรีวิราช ภรรยาของร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางมายังร้านกาแฟจาริสต้าร์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ทำการพรรค

บรรยากาศในร้านเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เหมาะสมกับการคุยกันอย่างเป็นกันเอง ร.อ.ธรรมนัสได้สั่งเครื่องดื่มกาแฟอเมริกาโน่ร้อนแบบไม่หวาน ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมของผู้ชื่นชอบความเข้มข้นของกาแฟน้ำหอม

ขณะที่อยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ร.อ.ธรรมนัสได้ขอทำพิธี “ชนแก้วกาแฟ” กับนายอนุทินอย่างสนุกสนาน นายอนุทินได้กล่าวอย่างขำขันว่า “หวังว่าจะไม่เหมือนช็อกมิ้นต์” ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดความไม่ชัดเจนในการตัดสินใจที่คาดเดาบ่อยครั้ง

โชคดีหรือโชคร้าย ‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

หลังจากนั้น นายอนุทินยังชวนร.อ.ธรรมนัสลองชิมเค้กส้มซึ่งมีรสชาติกลมกล่อม ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นจึงหยิบโอกาสถามว่า รสชาติของเค้กอร่อยแบบเดียวกับช็อกมิ้นต์ที่ชวนให้ต้องประหลาดใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบอย่างเป็นมิตรว่า “จำไม่ได้” สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในที่นั่ง

และเวลา 17.30 น. ที่ร้านกาแฟยังได้มีแขกรับเชิญคนสำคัญอีกคนหนึ่ง มานั่งร่วมวงคือ นายนสชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมบรรยากาศในการชิมเครื่องดื่มอย่างอบอุ่น

จากการพบปะในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและมีน้ำใจของนักการเมืองต่อสาธารณะ มุมมองเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล และการกำเนิดของนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สังเกตได้จากมุมมองของผู้มีส่วนร่วมที่แสดงความชัดเจน น่าเชื่อถือ

การดื่มกาแฟและการแชร์ความคิดเห็นนั้น เป็นการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ถึงความสมานสามัคคีและประสานความร่วมมือในเชิงนโยบายผ่านการพูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สร้างอารมณ์สะเทือนใจให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนว่าการบริหารประเทศในแง่นโยบายสังคมต้องเกิดขึ้นมาจากการสื่อสารอย่างจริงใจ

หากว่าอภิปรายในครั้งนี้เป็น ‘กาแฟเย็น’ สำหรับกระบวนทัศน์ดำเนินชาติในรูปแบบอนาคต ต้องยอมรับว่าเราได้เห็นผลร่างของความหวัง ท่ามกลางสิ่งที่อาจเปรียบเสมือน ‘ช็อกมิ้นต์’ ที่เคยผ่านมา

หากคุณอยากรู้ว่า ‘อนุทิน’ และ ‘ธรรมนัส’ จะร่วมงานกันได้อย่างไรภายใต้จานกาแฟร้อน ๆ เหมือนช่วงนี้ ลองติดตามข่าวต่อไป แล้วคุณอาจพบว่า รสชาติรองท้องนั้นอาจอร่อยกว่าที่คิด

ที่มา – ‘อนุทิน’ ชนแก้วกาแฟ ‘ธรรมนัส’ เปรยหวังว่าจะไม่เหมือน ‘ช็อกมิ้นต์’

บุ๋ม ปนัดดา แจงดราม่าห้ามคนไทยเข้าพื้นที่หนอนจาน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา คุณ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ หรือ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือและดราม่าเกี่ยวกับการห้ามคนไทยเข้าพื้นที่หนองจาน โดยได้อัดคลิปผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมบอกเล่าเหตุผลอย่างละเอียดและรอบด้าน

จากคลิปที่เผยแพร่ คุณบุ๋มกล่าวว่า การที่ได้ขอกิจการห้ามพลเมืองลงพื้นที่หนองจานในวันแรกนั้น มีสาเหตุจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้นำทหารเข้ามายังพื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบและเป็นอันตรายแก่ประชาชนไทย จึงได้ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างสุภาพว่า ให้รอจนกว่าสถานการณ์จะสงบลงก่อน แล้วจึงเข้าไปในพื้นที่ต่อได้ภายหลัง

บุ๋ม ปนัดดา แจงดราม่าห้ามคนไทยเข้าพื้นที่หนอนจาน

นอกจากนี้ คุณบุ๋มยังได้ระบุว่า ถ้าหากใครต้องการจะแสดงออกทางความรักชาติ ก็สามารถทำได้เต็มที่ เพียงแต่ขอร้องอย่างสุภาพว่า ให้งดเว้นการเข้าพื้นที่ในวันแรก เพื่อความปลอดภัยของบุคคลทั่วไป และย้ำเตือนว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องการจะห้ามใครไปตลอด

เน็ตพลุ่งพล่านตั้งคำถาม กระทั่งได้รับการยืนยัน

ทั้งนี้ กระแสตอบรับจากสาธารณะชนต่างก็แสดงออกถึงความเข้าใจ เชื่อว่าเธอพูดด้วยเจตนาสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อสร้างขัดแย้ง ยิ่งในช่วงที่สังคมมีความตื่นตัวเกี่ยวกับประเด็นชายแดน พฤติกรรมบางอย่างอาจถูกตีความผิดได้ง่าย จึงจำเป็นต้องสื่อสารด้วยความรอบคอบมากยิ่งขึ้น

  • คำพูดของบุ๋ม ถูกมองว่าเพื่อความปลอดภัยของคนไทย
  • ไม่ได้บ่งบอกถึงความไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกทางความรักชาติ
  • เน้นย้ำว่าการงดเว้น เฉพาะในวันแรกของเหตุการณ์เท่านั้น

ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาให้กำลังใจคุณบุ๋ม พร้อมทั้งวิจารณ์ผู้ที่พยายามแปล twist ข้อความ เพื่อโจมตีด้วยอารมณ์ โดยมองว่าไม่ควรตัดสินจากข่าวลือ ควรเข้าใจบริบทรอบด้านก่อนไว้วางใจ

สุดท้าย การอธิบายของ “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นการสื่อสารเชิงปฏิบัติธรรม แสดงถึงความใส่ใจในเรื่องความมั่นคง มาตรฐานของผู้นำอินโฟเทรนเนอร์ และการปฏิบัติด้วยเหตุผล มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชน ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง

เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ความรอบคอบและความเข้าใจบริบทจึงเป็นสิ่งสำคัญในการตีความข้อเท็จจริง ไม่เช่นนั้นแล้วจะส่งผลเสียต่อสังคมในระยะยาว

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา”แจงดราม่าห้ามคนไทยเข้าพื้นที่ “หนอนจาน” ยันเฉพาะวันแรกเท่านั้น

ตุรกีเข้าชิง! ทุบ ญี่ปุ่น 3-1 เซต ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 รอบรองชนะเลิศ จัดขึ้นที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีการแข่งขันที่น่าติดตามระหว่าง ทีมชาติญี่ปุ่น พบกับ ทีมชาติตุรกี ซึ่งถือเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทีมเอเชียและทีมอียูที่แข็งแกร่งมาก

ตุรกีเข้าชิง! ทุบ ญี่ปุ่น 3-1 เซต ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมตุรกีสามารถพลิกสถานการณ์และเอาชนะทีมญี่ปุ่นไปอย่างสุดมันส์ด้วยสกอร์ 3-1 เซต โดยมีรายละเอียดแต่ละเซตเป็น 16-25, 25-17, 25-18 และ 27-25 ทำให้ตุรกีได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม

ฟอร์มการเล่นของตุรกีสุดยอด

ทีมตุรกีในนัดนี้มาในฟอร์มยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกม แบกความกดดันเพื่อย้อนกลับมาชนะอย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การรับและการเซิร์ฟที่แม่นยำของนักเล่นหลายคน ทั้งยังมีความเข้มแข็งในแนวรุกทำให้เก็บแต้มที่สำคัญได้ตลอด

  • เซตที่หนึ่ง: ญี่ปุ่นเริ่มต้นได้ดีขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 16-25
  • เซตที่สอง: ตุรกีปรับปรุงเกมรับและซ้อมรบแน่นแฟลงค์ ชนะ 25-17
  • เซตที่สาม: กองหน้าจากตุรกีฉีกแนวรับญี่ปุ่นได้อย่างจัง 25-18
  • เซตที่สี่: สถานการณ์ดราม่าจนกระทั่งสกอร์ 27-25 ตุรกีพาลุ้นชนะไปในที่สุด

ภายหลังเกมตุรกีเฉลิมฉลองความสำเร็จอย่างอบอุ่น ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นที่มีผลงานดีอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปีก็ต้องจบรอบในอารมณ์หมอง แม้ว่าพัฒนาการในการลงสนามส่งสัญญาณที่ยอมรับได้ แต่มุมกล่องการแข่งขันชิงแชมป์โลกจริง ๆ จำเป็นต้องควบคุมจังหวะให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมลูกบอลหรือความเร็วในระบบเกม

การผ่านเข้าชิงของทีมตุรกีถือว่าสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญให้กับวงการวอลเลย์บอลโลก เพราะนี่คือครั้งแรกที่พวกเขายืนอยู่บนเวทียังฟุตบอลโลกเวทีใหญ่ที่สุดในโลก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ในครั้งนี้อย่างเต็มตัว

ที่มา – ตุรกีเข้าชิง! ทุบ ญี่ปุ่น 3-1 เซต ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

สืบร่มเกล้าทลายแก๊งบังอี๊ดบางน้ำเปรี้ยวลักรถข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ต.อ.ณัชพิสิษฐ์ เสียงหวาน ผู้กำกับตำรวจสถานีตำรวจภูธรร่มเกล้า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ภาณุวัชร เจริญยิ่ง รองผู้กำกับฯ ร่วมกับตำรวจฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรร่มเกล้า จัดการจับกุมเยาวชนชายอายุ 17 ปี จำนวน 2 ราย ในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร โดยพบของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมยมา

สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง ‘บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว’

การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของ สถานีตำรวจภูธรร่มเกล้า ซึ่งได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่า มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 ขร 3801 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถ เอื้ออาทรร่มเกล้า 2 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขทราบจรณรงค์ กทม. ได้หายไปอย่างลึกลับ

จากข้อมูลที่ได้รับ ตำรวจติดตามจนสามารถจับกุมเยาวชนทั้งสองได้ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า พวกเขายอมรับว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุดังกล่าว และยังเปิดเผยว่าตนเองร่วมมือกับ “บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว” และ “บังซี” ซึ่งเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนร้าย

ร่อแซงก่อนลักรถแล้วส่งขายข้ามแดนไทย

จากการสอบสวนต่อยอด ทั้ง บังอี๊ด และ บังซี มีหน้าที่ตระเวนขโมยรถจักรยานยนต์ในเขตมีนบุรี ร่มเกล้า และหนองจอก ในขณะที่เยาวชนทั้งสองจะทำหน้าที่หาซื้อเบ้ากุญแจ เพื่อให้กลุ่มสามารถเปิดได้รถที่ขโมยมาได้ และหลังก่อเหตุเสร็จ จะมีรถยนต์ทึบมารับรถตามจุดที่นัดหมายแล้วนำไปส่งขายต่างประเทศ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้นำตัวผู้ก่อเหตุไปตรวจค้นห้องพัก ซึ่งพบกับ ของกลางที่สะท้อนภาพของเครือข่ายอาชญากรรม ได้แก่ แผ่นป้ายทะเบียนรถจำนวน 14 แผ่น อาวุธปืนแบนค์กัน Glock 19 gen 4 พร้อมแม็กกาซีน กระสุนปืน 8 นัด และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาด .22 อีก 6 นัด

ยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 125 ไอ สีขาว และอีกคันหนึ่งเป็นสีเขียว ไม่มีป้ายทะเบียน ส่วนกุญแจรถยนต์จำนวน 6 ดอก กุญแจรีโมทอีก 1 ดอกและฝาครอบท่อไอเสียจำนวน 5 ชิ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้เป็นหลักฐานประกอบคดี แล้วจึงนำตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนที่สถานีตำรวจร่มเกล้าต่อไป

สำหรับแก๊งนี้ ยังคงมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายรายรวมถึง “บังอี๊ด” และ “บังซี” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจภูธรหนองจอก ในข้อหาพกพาอาวุธไว้ในครองโดยมิชอบอีกด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ ในการปราบปรามและ สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง ผู้ก่อเหตุอาชญากรรมที่บุกทำลายความปลอดภัยของประชาชน และยังเปิดช่องให้กลุ่มอาชญากรใช้ช่องโหว่เหล่านี้ใช้ประโยชน์เพื่อผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าสืบสวนเพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ หากคุณพบเห็นเบาะแสของกลุ่มต้องสงสัย หรือรถที่แสดงอาการน่าสงสัย ควรรีบประสานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพของสังคม

ที่มา – สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง ‘บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว’ เครือข่ายลักรถรายใหญ่ส่งขายข้ามชาติ

คนงานหนุ่มถูกไฟดูดหมดสติ เพื่อนกลบทรายบนสังกะสียื้อชีวิตทัน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการได้รับแจ้งเหตุจากสายด่วน 1669 ว่ามีชายคนงานก่อสร้างอายุ 32 ปี ชื่อนายสีหนาท ถูกไฟฟ้าดูดจนหมดสติภายในโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่จึงประสานกู้ชีพจากโรงพยาบาลบางเสาธงและกู้ภัยบางพลีรีบเข้าตรวจสอบ

คนงานหนุ่มถูกไฟดูดหมดสติ เพื่อนกลบทรายบนสังกะสียื้อชีวิตทัน

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มคนงานต่างชาติยืนล้อมดูด้วยความตื่นตระหนก โดยผู้บาดเจ็บนอนอยู่บนแผ่นสังกะสีและเพื่อนคนงานช่วยกันกลบทรายจนมิด เหลือเพียงศีรษะกับใบหน้าให้เห็น เจ้าหน้าที่รีบตรวจสอบชีพจรและระบบหายใจ พบว่านายสีหนาทเริ่มกลับมามีชีพจร จึงนำส่งโรงพยาบาลบางเสาธงอย่างเร่งด่วน

ความเชื่อโบราณช่วยชีวิต

จากการสอบถาม ทราบว่าการนำร่างผู้บาดเจ็บไปวางบนแผ่นสังกะสีแล้วกลบทราย เป็นความเชื่อโบราณที่เชื่อกันว่าสามารถดึงกระแสไฟฟ้าออกจากตัวได้ ซึ่งหลังจากทำตามวิธีนี้ ผู้บาดเจ็บก็เริ่มมีชีพจรกลับมา มีชีวิตอยู่ได้จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

นางสมหมาย แม่บุญธรรมของผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่าลูกชายทำงานมุงหลังคา วันเกิดเหตุถูกไฟฟ้าช็อตขณะลากสายไฟเพิ่มเติม เพื่อนร่วมงานพยายามช่วยทันทีด้วยการกลบทราย กรอกเหล้าขาว และปั๊มหัวใจ จนช่วยชีวิตไว้ได้สำเร็จ แม้ว่าช่วงหลังจากประสบปัญหาความรักกับหญิงสาวที่รู้จักผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นผู้พิการทางสมอง ทำให้จิตใจวิตกกังวล ส่งผลให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้พื้นบ้านและการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุไฟฟ้าถึงตายได้จริง

หากคุณหรือคนรอบข้างต้องประสบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า อย่าลืมปฏิบัติตามขั้นตอนการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน และหากเป็นไปได้ นำความเชื่อโบราณที่มีประโยชน์มาร่วมใช้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประสบเหตุมีชีวิตอยู่ต่อได้

ที่มา – คนงานหนุ่มถูกไฟดูดหมดสติ เพื่อนทำตามความเชื่อโบราณ “กลบทรายบนสังกะสี” ก่อนกู้ชีพยื้อชีวิตทัน

‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว อุบชื่อรมว.กลาโหม

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 6 กันยายน ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมารู้สึกเหนื่อยหรือไม่ โดยตอบว่า “วันนี้ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน อีกทั้งจะมีการเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว ซึ่งมีหลายอย่างที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้”

‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว อุบชื่อรมว.กลาโหม

อนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการจัดคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย 100% แล้ว ไม่ใช่แค่การเกลี่ยให้ทุกพรรคเพราะทุกพรรคทราบดีว่าจะมาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี มีเงื่อนไข ข้อจำกัด และต้องพร้อมทำงานหลังถวายสัตย์ปฏิญาณ

เมื่อถูกถามถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่ากลาโหมที่ยังไม่ได้เปิดเผยนายอนุทินกล่าวว่า “ตอนนี้นายกฯ ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เลย และตนไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้น เมื่อถึงเวลาอันสมควรและจะไม่มีการก้าวล่วงใดๆ ก็จะรีบเปิดเผยให้ประชาชนทราบ เพราะรัฐบาลนี้เป็นของประชาชน เราจะไม่ทำอะไรลับหลัง มีอะไรก็จะแจ้งให้ประชาชนทราบทันที”

คุณสมบัติรัฐมนตรีตามที่ ‘อนุทิน’ เผย

นายอนุทินได้กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ขัดต่อข้อจำกัด และที่สำคัญต้องทุ่มเททำงาน ด้วยความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์สุจริต

เมื่อถามถึงความจำเป็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะต้องมาจากทหารมืออาชีพหรือไม่ นายอนุทินเปิดเผยว่า รัฐมนตรีทุกคน “ต้องเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว” และจะมีทั้งทหาร พลเรือน อาสารักษาดินแดน รวมไปถึง “นางกองใหญ่” ที่พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศ

  • รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย
  • ต้องมีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มศักยภาพ
  • หน้าที่ของรัฐบาลต้องดำเนินอย่างโปร่งใสต่อสังคม

จากคำแถลงของ ‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว นับเป็นสัญญาณชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของการบริหารงานภาครัฐภายใต้การนำของว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย นี่คือข่าวที่คุณไม่ควรพลาด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคต ติดตามข่าวสารจากเราเพื่อรับข้อมูลล่าสุดที่แม่นยำและทันสถานการณ์

ที่มา – ‘อนุทิน’ จัดทัพครม.ครบ 100% แล้ว อุบชื่อรมว.กลาโหม

มาดูโรเรียกร้องเจรจา หลังทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ได้ออกมาแสดงท่าทีผ่านการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาอย่างสันติ แม้ว่าพยศระหว่างสองประเทศจะมีมุมมองและหลักการต่างกันก็ตาม

มาดูโรเรียกร้องเจรจา หลังทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา

ท่าทีนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ต่อคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าหากเวเนซุเอลามีการกระทำที่เป็นอันตรายต่อเรือรบของสหรัฐอย่างการส่งเครื่องบินขับไล่บินวนใกล้ชิด กองทัพสหรัฐจะไม่ลังเลที่จะใช้แรงตอบโต้ ซึ่งรวมถึงการยิงเครื่องบินของอีกฝ่ายให้ตก

ในการแถลงของมาดูโร ได้ระบุว่า เวเนซุเอลาไม่ผลิตยาน้ำมันประเภทโคเคน และยืนยันว่าประเทศของตนมีนโยบายต่อต้านการเสพติดอย่างจริงจัง ฝ่ายเวเนซุเอลาเห็นว่าข้อมูลของสหรัฐที่อ้างว่าผู้นำเวเนซุเอลาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดนั้น “ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง”

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เพิ่มความตึงเครียด

ความตึงเครียดของสองประเทศเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่กองทัพเวเนซุเอลาได้ส่งเครื่องบินขับไล่รุ่น F-16 จำนวนสองลำ บินวนเหนือเรือรบ “ยูเอสเอส เจสัน ดันแฮม” ซึ่งเป็นเรือพิฆาตที่อยู่ในพื้นที่ใต้ทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้ทรัมป์ออกคำเตือนอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของเวเนซุเอลาถือว่าเป็นการประกาศสงคราม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐอเมริกายืนยันว่าได้ส่งเครื่องบินล้ำหน้า F-35 ไปประจำการที่เปอร์โตริโก เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์

คำกล่าวอีกมุมหนึ่งของทรัมป์ที่น่าจับตามอง คือ การกล่าวถึงเหตุการณ์การโจมตีเรือโดยสารซึ่งพบว่าเป็นของเวเนซุเอลา โดยมีผู้เสียชีวิตรวม 11 คน ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นสมาชิกของแก๊ง “เตรน เดอ อารากัว” เป้าหมายของสหรัฐก็คือการตัดวงจรค้ายาเสพติดที่เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลเวเนซุเอลาโดยตรง

  • ความตึงเครียดระหว่างอเมริกาและเวเนซุเอลาเพิ่มระดับ
  • มาดูโรมีมุมมองต่างจากทรัมป์ในประเด็นยาเสพติด
  • การส่งกำลังทหารด้วยเครื่องบินรบส่งผลให้เกิดแรงกดดัน
  • สหรัฐเตรียมกระทำการตอบโต้หากมีสัญญาณอันตราย

แม้จะมีหมอกแห่งความขัดแย้งปกคลุมอยู่ แต่การเรียกร้องการเจรจาของมาดูโรนี้ยังคงให้ความหวังในทางสว่างที่จะลดความรุนแรงได้ หากสิ้นสุดในทางสันติและมีพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน

การเผชิญหน้าด้วยภูมิภาคของมหาสมุทรแอตแลนติกและการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบัน เป็นสัญญาณให้เห็นว่าแม้ภัยคุกคามทางทหารเป็นปัญหาใหญ่ แต่การสร้างสันติผ่านโต๊ะของการเจรจาอย่างเปิดเผยอาจเป็นทางออกที่ดีกว่า

ที่มา – มาดูโรเรียกร้องเจรจา หลังทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา

ย้อนประวัติ โครงการคนละครึ่ง เคยทำกี่ครั้ง ทำไมถึงโดนใจ

โครงการคนละครึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากประชาชนคนไทย หลายคนอาจสงสัยว่าโครงการคนละครึ่งเคยทำมาแล้วกี่ครั้ง และทำไมถึงได้รับกระแสตอบรับดีเช่นนี้

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าพรรคจะนำแนวคิดโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน

ย้อนประวัติ โครงการคนละครึ่ง ทำมากี่ครั้ง

หากย้อนกลับไปดูประวัติโครงการคนละครึ่งจะพบว่ามีการดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง (เฟส) โดยแต่ละเฟสมีผู้ได้รับสิทธิ์จำนวนแตกต่างกัน รวมถึงวงเงินงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการในแต่ละรอบก็มีความหลากหลาย

ผู้ได้รับสิทธิ์ของโครงการคนละครึ่ง

ในแต่ละครั้งของโครงการคนละครึ่ง มีประชาชนจำนวนมากที่เข้าถึงสิทธิ์นี้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้ต่อวันอยู่ในระดับกลาง-ต่ำ และกลุ่มผู้ใช้จ่ายประจำในชีวิตประจำวัน ทำให้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

โครงการนี้สร้างความคล่องตัวทางเศรษฐกิจได้ดีเพราะขับเคลื่อนผ่านกำลังซื้อของประชาชน โดยช่วยให้ภาคบริการและค้าปลีกได้รับผลกระทบในเชิงบวกอย่างมาก

  • เฟสที่ 1: 10 ล้านคน ใช้งบ 1.2 หมื่นล้านบาท
  • เฟสที่ 2: 8 ล้านคน ใช้งบประมาณใกล้เคียง
  • เฟสที่ 3: ขยายวงเงินและกลุ่มเป้าหมาย
  • เฟสที่ 4: ปรับโครงสร้างเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น
  • เฟสที่ 5: เน้นกลุ่มเปราะบางและผู้ใช้จ่ายรายวัน

กลับมาที่ประเด็นว่าทำไมโครงการคนละครึ่งจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามนั้น เพราะมันตอบโจทย์กับสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะใครที่มีรายจ่ายประจำเดือนสูงแต่รายได้ไม่พอกับความต้องการ

นอกจากนี้ วิธีการใช้งานที่ง่าย และมีความสะดวกสบายในการใช้สิทธิ์ ยิ่งทำให้ประชาชนต่างชื่นชอบโครงการนี้มากยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาผลกระทบเชิงเศรษฐกิจแล้ว พบว่าแต่ละเฟสของโครงการคนละครึ่งจัดว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ทั้งในด้านยอดขายของร้านค้า และความสุขของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์

ในความเป็นจริง หากมีการนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งในปัจจุบัน อาจเป็นโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งยังเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ใช้จ่ายใช้เงินในประเทศมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการเติบโตของภาคธุรกิจต่าง ๆ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์หรือสนใจที่จะได้รับในอนาคต การติดตามรายละเอียดโครงการอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้น

ที่มา – ย้อนประวัติ โครงการคนละครึ่ง ทำมากี่ครั้ง ได้สิทธิเท่าไร ทำไมถึงโดนใจคนไทยมากมาย

มูลนิธิมิลาเคิลออฟไลฟ์ ช่วยผู้ประสบอุทกภัยหล่มสัก

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิมิลาเคิลออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ลงพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพตามโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” และ “หนึ่งใจ..ช่วยเหลือผู้ประสบภัย”

มูลนิธิมิลาเคิลออฟไลฟ์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง

ก่อนการมอบของ ดร.มนัส ได้เดินทางไปยังตำบลหนองไขว่ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ของผู้ประสบอุทกภัย และประเมินความต้องการเบื้องต้นจากนั้นเวลา 13.00 น. ได้มีพิธีมอบถุงยังชีพ ณ หอประชุมอำเภอหล่มสัก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายอำเภอหล่มสัก และข้าราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหล่มสัก

จากผลกระทบของพายุ “หนองฟ้า” ทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นเวลานานในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากจากหลายอำเภอ รวมทั้งน้ำจากลำห้วยไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก จนเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ 17 ตำบล 122 หมู่บ้าน กระทบประชาชนกว่า 28,000 คน บ้านเรือน โรงเรียน วัด และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ในพิธีมอบถุงยังชีพ นายอำเภอหล่มสักได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่า จังหวัดเพชรบูรณ์ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการกลางเพื่อบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมกันทำงานฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นระบบ

  • จำนวนผู้ประสบภัย: 28,098 คน
  • บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ: 12,466 ครัวเรือน
  • โรงเรียนที่ได้รับความเสียหาย: 18 แห่ง
  • วัดที่ได้รับความเสียหาย: 15 แห่ง
  • ถนนที่ได้รับผลกระทบ: 14 สาย

การช่วยเหลือจากมูลนิธิและภาครัฐ

มูลนิธิมิลาเคิลออฟไลฟ์ ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรวบรวมและจัดส่งถุงยังชีพ น้ำดื่ม และอาหารแห้งที่จำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีการผลิตอาหาร (ข้าวกล่อง) มากกว่า 18,000 กล่องต่อวัน พร้อมแจกจ่ายให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ

ในการนี้มูลนิธิได้จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรจากภาคส่วนต่าง ๆ มาสนับสนุนให้ความช่วยเหลือครอบคลุมกว่า 5,000 ชุด รวมน้ำดื่มหลายพันแพ็ค ถูกส่งมอบให้กับผู้ประสบภัยทั่วทั้ง พื้นที่อำเภอหล่มสัก

และเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ดร.มนัส พร้อมคณะ ได้เดินทางไปส่งถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัยที่บ้านปากดุก หมู่ 6 ตำบลปากดุก อำเภอหล่มสัก เพื่อให้กำลังใจและแสดงความร่วมสุกเศร้าด้วยกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เมื่อเกิดวิกฤติใหญ่ การเติมพลังใจ และการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจะช่วยให้ผู้ประสบภัยกลับมาตั้งตัวได้เร็วขึ้น

ทุกช่วยเหลือไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่คือความหวังที่เราจะเดินหน้าต่อไปได้อีกครั้ง

ที่มา – มูลนิธิมิลาเคิลออฟไลฟ์ ลงพื้นที่ซับน้ำตาผู้ประสบอุทกภัยหล่มสักมอบถุงยังชีพ-น้ำดื่ม

คุณหญิงปัทมา เลี้ยงต้อนรับประธาน FIVB พร้อมคีย์แมนกีฬา

เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานคร คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC Member) ได้จัดเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการแก่ ฟาบิโอ อาเซเวโด ประธานสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) พร้อมด้วยผู้บริหารและคีย์แมนด้านกีฬาจากทั่วโลก ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพของการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

คุณหญิงปัทมา เลี้ยงต้อนรับประธาน FIVB พร้อมคีย์แมนกีฬา

งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ร้าน Lord Jim’s ซึ่งเป็นร้านอาหารชื่อดังในโรงแรมแห่งนี้ โดยได้รับเกียรติจาก personalities ชั้นนำในวงการกีฬาทั้งในและต่างประเทศ เช่น อาลี การ์เซีย ประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ FIVB, รามอน ซูซารา ประธานสหพันธ์วอลเลย์บอลเอเชีย, ริตา ซูโบโว อดีตประธานสหพันธ์วอลเลย์บอลเอเชีย และดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการบริหารสหพันธ์กีฬาทางน้ำโลก นอกจากนี้ยังมีนายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในงานด้วย

บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

บรรยากาศในงานคึกคักไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ซึ่งแสดงถึงมิตรภาพและความพร้อมของบ้านเมืองไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก คุณหญิงปัทมาได้ทักทายแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างเป็นกันเอง และมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเตรียมงานจัดการแข่งขันฟีฟ่า เวิลด์แชมเปียนชิพ วอลเลย์บอลหญิง 2025 อย่างใกล้ชิด

  • สถานที่: โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล
  • วันที่จัดงานเลี้ยง: 5 กันยายน 2025
  • รายชื่อบุคคลสำคัญจาก FIVB ที่เข้าร่วมงาน
  • การส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีนานาชาติ

คุณหญิงปัทมา เลี้ยงต้อนรับประธาน FIVB พร้อมคีย์แมนกีฬา ถือเป็นกิจกรรมสำคัญในแวดวงกีฬาไทยที่นาทีต่อให้สังคมและนักกีฬาต่างได้รับแรงบันดาลใจ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีกีฬาโลก และพร้อมต้อนรับนักกีฬาและแขกผู้มีเกียรติอย่างเต็มที่

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 จะเป็นเวทีที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่แฟนกีฬาทั่วโลก และส่งเสริมการท่องเที่ยวกีฬาของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่เพียงแต่ในสายตาของนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการแสดงภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความเป็นมิตรของคนไทยให้กับโลกได้รับชมอีกด้วย

อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของศึกโลกครั้งนี้ แล้วจะได้สัมผัสกับสตรองต์สแน็คที่ดีที่สุดของนักกีฬาจากทั่วโลก

ที่มา – “คุณหญิงปัทมา” เลี้ยงต้อนรับประธาน FIVB พร้อมคีย์แมนกีฬา ระหว่างจัดศึกลูกยางหญิงโลก 2025