ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้ว่าฯขอนแก่น-สื่อมวลชน มอบเตียงผู้ป่วยให้ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์หลังอุบัติเหตุ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ที่หมู่บ้านกุดกว้าง ตำบลมีชุม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้เกิดเหตุการณ์น่าประทับใจ เมื่อนายจักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ ประจำจังหวัดขอนแก่น ได้รับมอบหมายจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในนามของนายไกรสร กองฉลาด พร้อมด้วยคณะนักข่าวและสื่อมวลชนในพื้นที่ นำเตียงผู้ป่วยแบบเคลื่อนที่ไปมอบให้กับ “นายก่อสิทธิ์ กองโฉม” ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวเดลินิวส์ ซึ่งประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บ้าน

ผู้ว่าฯขอนแก่น-สื่อมวลชน มอบเตียงผู้ป่วยให้ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์หลังอุบัติเหตุ

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ นายก่อสิทธิ์ เกิดล้มในบ้าน และมีอาการบอบเจ็บสาหัส จึงได้รับการส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลขอนแก่น อย่างเร่งด่วน หลังรับการรักษาจนอาการดีขึ้น แพทย์จึงอนุญาตให้เขาอาจพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ซึ่งจังหวัดขอนแก่นโดยผู้ว่าราชการ นายไกรสร กองฉลาด ปรึกษาหารือกับภาคร่วมสื่อและเหล่าคณะผู้สื่อข่าว มาอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการจัดหาเตียงผู้ป่วยแบบเคลื่อนที่ส่งมอบให้กับผู้สื่อข่าวผู้ประสบอุบัติเหตุรายนี้

การแสดงความห่วงใยจากสื่อมวลชนและชุมชน

ตามรายงานจากหัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน นายยุทธนา เกียรติดำเนินงาม ได้กล่าวขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนที่ให้ความห่วงใย นายก่อสิทธิ์ กองโฉม ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสและมีประสบการณ์ทำงานยาวนานหลายสิบปี เขากล่าวว่า: “ต้องขอบคุณทุกท่านที่ส่งแรงใจและการสนับสนุน มันเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ท่านสามารถพักฟื้นที่บ้านได้อย่างปลอดภัย”

  • ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่
  • จังหวัดขอนแก่นจัดมอบเตียงผู้ป่วยแบบเคลื่อนที่
  • สื่อมวลชนร่วมให้การสนับสนุนอย่างอบอุ่น
  • ผู้ประสบเหตุคือผู้สื่อข่าวผู้มีความรู้และประสบการณ์สูง

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และความห่วงใยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนที่ดีของ “วิถีสื่อ” ที่มีน้ำใจและพร้อมช่วยเหลือกันเองเสมอมา กรณีนี้ไม่ใช่แค่การมี “ผู้ว่าฯขอนแก่น-สื่อมวลชน” มอบเตียงผู้ป่วยให้กับผู้สื่อข่าวเดลินิวส์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการสื่อสารมวลชนอีกด้วย

จากการที่ท่านก่อสิทธิ์ เป็นผู้สื่อข่าวที่ช่ำชอง มีผลงานโดดเด่น และคว้ารางวัลในระดับสูง หลายครั้งในเวทีต่างๆ ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของ “สื่อผู้มีจิตอาสา” ที่ยังคงทำงานเพื่อให้ข่าวสารแก่สังคมอย่างไม่เคยย่อท้อ แม้จะเผชิญเหตุไม่คาดฝัน

เรื่องราวเช่นนี้ย้ำเตือนถึงความเสี่ยงของการประกอบอาชีพสื่อในยุคปัจจุบัน แต่ก็ย้ำอีกครั้งว่า สายใยในครอบครัวสำนักข่าว รวมถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนย่อมให้พลังอันทรงคุณค่าแก่ผู้ที่มีตั้งใจดำเนินต่อภารกิจนี้

หากสังคมมีความเมตตาและความห่วงใยร่วมกันอย่างที่เกิดขึ้นที่ขอนแก่นในครั้งนี้ เชื่อว่าการสื่อสารที่โปร่งใสและยุติธรรมจะเติบโตได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ‘ผู้ว่าฯขอนแก่น-สื่อมวลชน’ มอบเตียงผู้ป่วย ‘ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์’ หลังประสบอุบัติเหตุ

ภูมิธรรมย้ำ รัฐบาลพร้อมทำงานต่อเนื่องก่อนส่งไม้ต่อ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล

ภูมิธรรมย้ำ รัฐบาลพร้อมทำงานต่อเนื่องก่อนส่งไม้ต่อให้รัฐบาลใหม่

กรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นกระบวนการทางการเมืองที่ควรได้รับการเคารพ เพราะว่าเป็นการตัดสินใจของพรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเองก็ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเต็มที่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นจุดสนใจหลักของพรรคเพื่อไทย

นายนภูมิธรรมได้ระบุเพิ่มเติมว่า พรรคเพื่อไทยมีเจตจำนงที่ชัดเจนในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มานานแล้ว และได้ผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกวุฒิสภาจะให้ความเห็นต่างกันในประเด็นนี้ จึงต้องมาดูว่าหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่

ทั้งนี้ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ นายภูมิธรรมกล่าวว่าตนเองถือว่าสิ้นสุดภารกิจหลักในฐานะผู้นำการแก้ไขวิกฤติของประเทศแล้ว “ทีนี้ก็ถือว่าภารกิจของเรามีส่วนหนึ่งที่สามารถทำได้ตามขีดความสามารถ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ เสริมสร้างระบบราชการและทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามความไว้วางใจจากประชาชน”

รัฐบาลชุดปัจจุบันยืนยันว่าจะทำงานต่ออย่างต่อเนื่องจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว จึงจะส่งต่ออำนาจอย่างมีระบบ

  • พรรคเพื่อไทยมีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงประเทศ
  • การรวมตัวของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนส่งผลต่อโครงสร้างการเมือง
  • ประชาชนต้องการความโปร่งใสและการพัฒนานโยบาย

ด้วยรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย การบริหาร และความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามารับตำแหน่ง หน้าที่สำคัญคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนได้จริง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ย้ำ รัฐบาลพร้อมทำงานต่อเนื่องก่อนส่งไม้ต่อให้รัฐบาลใหม่

โรมเสนอแนะอนุทินยกยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชาใหม่

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้มีการเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

โรมเสนอแนะอนุทินยกยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชาใหม่

ในการพูดคุยกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายโรมได้ระบุว่า ยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาไม่สามารถนำไปสู่ความมั่นคงระยะยาวได้ จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนและออกแบบกลยุทธ์ใหม่ ทั้งในด้านการค้า เขตแดน และความร่วมมือหลากหลายภาคส่วน

“ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ใครหนีใครไม่พ้น เราต้องหาทางร่วมกันต่อไป แต่ต้องมี框架ความมั่นคงที่ชัดเจน เช่นเดียวกับการกล่าวถึงประเด็นคอลเซ็นเตอร์ที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ” นายโรมกล่าว

ยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชาจำเป็นต้องเปลี่ยน

นอกจากนี้ นายโรมยังกล่าวถึงทางเลือกหลายประการที่สามารถเป็นเครื่องมือในการจัดการกับสถานการณ์ เช่น การพิจารณาใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เป็นทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากกัมพูชาเป็นสมาชิกของศาล ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศในระดับร้ายแรง โดยเฉพาะการเป็นฐานรองรับคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนไทย ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้

“ประเทศไทยไม่ได้เสนอให้ยอมรับ ICC อย่างเดียว เพราะกัมพูชามันเป็นภาคีอยู่แล้ว แต่เรายืนยันว่ามีวิธีการทางกฎหมายที่สามารถนำมาใช้กับฝ่ายกัมพูชา หากพบว่ามีความผิดจริง”

  • ยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชาต้องมีการเปลี่ยนแปลง
  • พิจารณาใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศในการจัดการคดีคอลเซ็นเตอร์
  • ตรวจสอบทรัพยากรและโครงสร้างข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้อง
  • เน้นความร่วมมือทางการค้าและการทูตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นายโรมยังชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมยังไม่มีความชัดเจนว่าจะตกเป็นใคร และมีความเป็นไปได้สูงว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะดูแลกระทรวงมหาดไทยในช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และทรัพยากรที่อาจเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนคอลเซ็นเตอร์

“เราต้องทำให้แน่ใจว่าไม่มีทรัพยากรใดในไทยที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ซึ่งหากยังมีข้อมูลว่ากลุ่มนี้ยังแพร่หลายอยู่ เราต้องมีมาตรการรับมืออย่างจริงจัง”

จากการจัดการยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ไทยมีโอกาสในการสร้างความมั่นคงในระยะยาวบนชายแดน และลดข้อขัดแย้งในพื้นที่ร่วมกับกัมพูชาได้ แต่ยังต้องมีความร่วมมือที่เข้มแข็งมาพร้อมกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะต้องเป็นแนวทางที่มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อประโยชน์ของประชาชนสองฝ่ายประเทศ หากมีการบริหารจัดการอย่างมีวิสัยทัศน์ ความสัมพันธ์ของเราจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘โรม’ ฝาก ‘อนุทิน’ ยกเครื่องยุทธศาสตร์ชายแดน‘ไทย-กัมพูชา’

เอสเอ็มอีเรียกร้องฟื้น ‘คนละครึ่ง’ เสนอ 5 ข้อเวอร์ชั่นใหม่

หลังจากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนทั่วไปต่างรอดูอย่างจับใจกับมาตรการ คนละครึ่ง ที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 มาก่อน ล่าสุด นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเห็นของกลุ่มผู้ประกอบการเล็กและกลางว่าควรจะมีการนำกลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมกับเสนอแนวทางสำคัญ 5 ข้อในการปรับปรุงเวอร์ชั่นใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการใช้งบประมาณและกระจายกระแสเงินสู่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจจริง

เอสเอ็มอีเรียกร้องฟื้น ‘คนละครึ่ง’ เสนอ 5 ข้อเวอร์ชั่นใหม่

“ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ทั้งประชาชนและเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีต่างประสบกับปัญหาหนักหน่วง การฟื้นฟู คนละครึ่ง จึงเป็นสัญญาณบวกที่คู่ควรแก่การติดตาม เพราะหากมีการปรับปรุงและสะท้อนความต้องการอย่างแท้จริงของตลาด อาจกระตุ้นความเชื่อมั่นและการบริโภคกลับมาได้อย่างรวดเร็ว” แสงชัยกล่าว

แนวทางสำคัญ 5 ข้อสำหรับ ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นใหม่

1. เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม: ควรเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น แรงงานรายได้น้อย เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และเจ้าของกิจการเอสเอ็มอี เพื่อให้การกระจายเงินอุดหนุนไปยังคนที่ต้องการมากที่สุด

2. สนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการอบรม: ก่อนการเข้าร่วมโครงการควรจัดอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการใหม่ๆ เพื่อความพร้อมในการใช้ระบบ และขยายโอกาสให้เอสเอ็มอีได้มีโอกาสเติบโตผ่านนวัตกรรม

3. ช่วยให้เข้าสู่ระบบภาษี และลดภาระ: ผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการควรได้รับแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษี โดยอาจจัดระบบภาษีแบบง่าย และจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนรัฐ

4. ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้จัดเก็บภาษี: ควรมีการสะสมแต้มหรือเครดิตจากการช่วยรัฐจัดเก็บภาษี มูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถใช้แลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ ผ่านระบบของ สสว. หรือ สศด. เช่น การฝึกอบรมทักษะดิจิทัล หรือขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

5. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล: การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ หรือปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลของระบบ ให้สามารถออกแบบมาตรการในอนาคตได้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายแสงชัย ยังเสนอว่า ควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกในไตรมาสที่ 4 ปี 68 โดยเฉพาะในกลุ่มท่องเที่ยวภายในประเทศ เมืองหลักเมืองรอง เทศกาลปีใหม่ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างรายได้และจ้างงานให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

ข้อเสนอทั้งหมดส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งหากดำเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยส่งเสริมการส่งออก จีดีพี และความมั่นคงในระดับประเทศ ให้สามารถแข่งขันได้พร้อมเพียงกับเพื่อนบ้านอาเซียน

อย่างไรก็ตาม คนละครึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเผยแผ่เศรษฐกิจแบบมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว

ยิ่งหากภาคเอกชนและภาครัฐมาร่วมกันผลักดันมาตรการเหล่านี้อย่างเข้าใจและโปร่งใส จะทำใหAttitude ของประชาชนต่อเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น พร้อมกระตุ้นการบริโภคในระดับหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – เอสเอ็มอีบอกรอฟื้นนานแล้ว มาตรการคนละครึ่งกระชากกำลังซื้อ แนะ 5 ข้อเสริมเวอร์ชั่นใหม่

หมอลำชื่อดังเสียชีวิต แฟนเพลงแห่ไว้อาลัย

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 ที่บ้านเลขที่ 145 ม.3 บ้านหนองหูลิง ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เกิดพิธีการตั้งบำเพ็ญกุศลให้กับศพของหมอลำชื่อดัง “สาธิต ทองจันทร์” หรือนายสานิต ไชยทองศรี ศิลปินระดับตำนานที่เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในวัย 68 ปี ด้วยอาการล้มป่วยหลายโรค

หมอลำชื่อดังจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ตลกสิ้นในวัย 68 ปี

บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ญาติ พี่น้องในวงการเพลง และแฟนเพลงต่างเดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางสภาพจิตใจที่สั่นไหวของผู้ใกล้ชิด

นายนพดล สุทธิรัตน์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และเป็นหนึ่งในน้องสนิทวงการหมอลำ เปิดเผยว่า คุณพ่อสาธิตมีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ไตวาย และหัวใจไม่ดี ถึงแม้จะป่วยมานานกว่าสองสิบปี แต่ยังคงรักในการร้องเพลงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมถ่ายทอดวัฒนธรรมด้านหมอลำอย่างต่อเนื่อง

ผลงานเพลงอมตะที่家喻户ยว่า “หมอลำชื่อดัง”

นางลัดดา เชียงเดช อายุครบ 58 ปี ภรรยาในวัยเยาว์ของหมอลำชื่อดังเผยอีกว่า สามีเริ่มมีอาการสโตรกรุนแรงเมื่อ 3 วันก่อนเสียชีวิต และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาสารคาม แต่ก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ สร้างความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัว

ตามแผนเดิม สาธิต ทองจันทร์ จะได้รับรางวัลศิลปินเพชรสยาม สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้าน วันที่ 8 กันยายน 2567 ที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งวันนี้กลายเป็นความหวังที่ไม่สมหวังไปแล้ว

ส่วนพิธีทางศาสนา ครอบครัวได้จัดให้มีพิธีสวดอภิธรรมศพเป็นเวลา 7 วัน และจะมีการประกอบพิธีฌาปนกิจในวันที่ 13 กันยายนนี้ ผู้คนต่างเตรียมใจมาร่วมไว้อาลัย

  • ชื่อจริง: นายสานิต ไชยทองศรี
  • สัญชาติ: ไทย
  • อาชีพ: ศิลปินลูกทุ่ง/หมอลำ
  • ผลงานเพลงที่มีชื่อเสียง: มือสังหาร, ปากโกรธใจคิดถึง, ตำแหน่งชาวนา, รักแท้คือแม่ผม เป็นต้น
  • สาเหตุการเสียชีวิต: เส้นเลือดในสมองฉีกขาด (สโตรก)

หากคุณเป็นแฟนเพลง mũiเขียวของหมอลำชื่อดังรายนี้ หรือใครก็ตามที่รู้จักเสียงเพลงของเขา โปรดเข้าร่วมเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวในช่วงเวลายากลำบากนี้ เพราะความทรงจำของเขาที่เหลือไว้คือบทเพลงแสนไพเราะละมุนล้ำเลิศ

ศิลปินที่ใช้ชีวิตเพื่อหมอลำและเชื่อมโยงวัฒนธรรมของคนจังหวัดกาฬสินธุ์กับผู้คนทั่วไทยอย่างแท้จริง หากมองย้อนกลับไป เขาคือแรงบันดาลใจรุ่นใหม่ในการรักและสืบทอดวัฒนธรรมพื้นบ้าน

หมอลำชื่อดังในคราบท่านอาจารย์ยังได้เป็นจิตอาสามอบความรู้แก่เด็กรุ่นใหม่ และเข้าร่วมรายการถ่ายทอดทำนองกาฬสินธุ์ร่วมกับหมอแคน “เต็งหนึ่ง สรวิศ วรรณวงศ์” ซึ่งทำให้เสียงเพลงเขาดังไปทั่วประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่มีอัลบั้มออกมามากที่สุดในประเทศไทย

แม้จะจากโลกไปแล้วแต่ผลงานของเขาจะยังคงมีชีวิตอยู่เสมอในเสียงเพลงที่ทรงพลังและเพลงอมตะเหล่านั้น ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของศิลปินแห่งENCHMARK ชาติบ้านเมืองรายนี้

หากคุณควบคุมความคิดด้วยเพลงอารมณ์ หมอลำชื่อดัง มันอาจช่วยบรรเทาความเศร้าบางอย่างได้

ที่มา – ครอบครัวเศร้ารับศพหมอลำชื่อดัง แฟนเพลงแห่รอไว้อาลัยแน่นขนัด

‘สุดารัตน์’ ควง ‘สส.ไทยสร้างไทย’ ลุยจ.ร้อยเอ็ด ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่จังหวัดร้อยเอ็ด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย นายชัชวาล แพทยาไทย เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย และคณะผู้บริหารพรรค ได้ลงพื้นที่เปิดเวทีใหญ่พบปะกับประชาชนในหลากหลายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็น อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย และจตุรพักตรพิมาน โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากกว่าพันคน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาความเป็นอยู่ ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน และหากินในแวดวงเกษตรกรรม

‘สุดารัตน์’ ควง ‘สส.ไทยสร้างไทย’ ลุยจ.ร้อยเอ็ด ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน ที่มีวัตถุประสงค์ในการปลดหนี้นอกระบบ และเพิ่มทุนสำหรับประกอบอาชีพ รวมทั้งยังเสนอแนวคิดเรื่องบำนาญประชาชนที่ 3,000 บาทต่อเดือน และการปลดล็อกกฎหมายกว่า 1,400 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถลุกขึ้นมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง รวมถึงมีนโยบายเพื่อยกระดับราคาของพืชผลทางเกษตรกรรม และปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

นโยบายเพื่อการเมืองสุจริตและโปร่งใส

ตามแนวคิดของพรรคไทยสร้างไทย ความพร้อมในการเลือกตั้งในปีนี้ และการของพรรคนี้ ยังได้ตั้งเป้ามุ่งสู่การเมืองที่สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนยันว่าจะล้างการทุจริตให้สิ้นซาก

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันนโยบายที่มากับความต้องการจากประชาชน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดของประชาชน คำแนะนำของพรรคคือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้งโดยประชาชน 100% เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สะท้อนเจตนาของประชาชนโดยตรง โดยยืนยันว่าจะไม่แตะหมวด 1 และ 2 แต่จะเริ่มแก้ไขตั้งแต่หมวด 3 ขึ้นไป และเปิดมิติของการมีนายกรัฐมนตรีที่เลือกได้จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยมีระบบกลไกป้องกันการซื้อเสียง และตัดวงจรของ “สส.งูเห่า”

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ไอเดียสำคัญของพรรคเน้นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ของรัฐสภาโดยไม่ต้องพึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อีกทั้งยังเสนอระบบกฎหมายประชามติที่ตัดสินจากเสียงข้างมากของผู้ที่มาใช้สิทธิ และมีบทบัญญัติห้ามนิรโทษกรรมการรัฐประหาร โดยกำหนดไว้ว่าถือเป็นกบฏต้องรับโทษสูงสุด และให้จัดประชามติเพียงครั้งเดียวเพื่อความรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายว่าจะ ‘จบภายใน 4 เดือน’

เมื่อถามถึงความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพรรคไทยสร้างไทยในช่วงก่อนเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ “การเมืองที่จริงใจกับประชาชน” ไม่ใช่เพียงแค่ใช้นโยบายฉาบฉวยเพื่อหว่านความนิยม. พรรคไทยสร้างไทยจึงพร้อมแล้วที่จะสร้างนโยบายที่จริงใจ และยั่งยืนต่อชีวิตของทุกคน เป็นแรงผลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องไม่รอช้า! ควรติดตามเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย และแนวทางที่พรรคจะขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ร่วมกันสร้างอนาคตที่มั่นคง ก้าวหน้า และยั่งยืน

ที่มา – ‘สุดารัตน์’ ควง ‘สส.ไทยสร้างไทย’ ลุย จ.ร้อยเอ็ด เปิดเวทีใหญ่ ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ชูนโยบายสร้างความมั่นคงในชีวิต

ป.ป.ส. ประสานลาวล่าตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนี

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในการติดตามตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 27 ราย ที่หลบหนีและกบดานข้ามแดนไปอยู่ใน สปป.ลาว

ป.ป.ส. ประสานลาวล่าตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนี

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เดินทางไปเยือน สปป.ลาว เพื่อส่งมอบบัญชีรายชื่อผู้ต้องหาชาวไทยที่หนีคดียาเสพติดไปซ่อนตัวในลาว โดยมีเป้าหมายจากการดำเนินการของ ป.ป.ส. ประจำปี 2568 ที่ระบุว่ามีผู้ต้องหาที่กบดานอยู่อีก 27 รายที่ต้องเร่งจับกุม

ความร่วมมือของทางการลาว

จากข้อมูลพบว่าทางการลาวได้ให้ความร่วมมือในการจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยแล้วหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในบัญชีเป้าหมายชุดแรก ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 21 ราย โดยสามารถจับกุมและส่งกลับมายังประเทศไทยได้แล้ว 3 ราย ได้แก่ นายปิยะนันท์ บุญพันธ์, นายธนกร แน่นอุดร และ น.ส.อนัสวรรณ เขจรดวง

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาชุดที่สองอีก 13 ราย ซึ่งคาดว่าหลบหนีไปซ่อนตัวใน สปป.ลาว โดยทางลาวสามารถจับกุมได้แล้ว 4 ราย คือ นายอนุชา หรือ “โบ” ประชาชาญ, นายกิตติชัย หรือ “โตโต้” นานลืม, นายธนกฤต ทองสุทธิ และนายปรเมศร์ เหลาเกลี้ยงดี

  • นายกำธร พรมมา หมายจับศาลอาญาที่ 393/2567
  • นายสมพงษ์ วงษ์ก่ำ หมายจับศาลอาญาที่ 631/2565
  • นายปิยะนันท์ บุญพันธ์ หมายจับศาลอาญาที่ 377/2565
  • นายยอดชาย มหาวงค์ หมายจับศาลอาญาที่ 10/2567
  • นายอาธร “ต้น” คุ้มนุ่น ถูกจับตามหมายจับหลายคดี

สถานการณ์ปัจจุบันพบว่าเหลือผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอยู่ใน สปป.ลาว ทั้งสิ้น 27 ราย ซึ่ง ป.ป.ส. ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายลาวเพื่อเร่งติดตามและจับกุมส่งกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุดหรือเร่งรัดการดำเนินคดีภายในดินแดนลาว

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและลาวถือเป็นกุญแจสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากผู้ต้องหาหลายรายใช้ประโยชน์จากเขตแดนที่ติดกันในการหลบหนี การส่งตัวผู้กระทำผิดข้ามแดนจึงต้องอาศัยความไว้วางใจและประสานงานอย่างจริงจังทั้งสองฝ่าย

การติดตามผู้ต้องหาใน ปี 2025 ถือเป็นภารกิจสำคัญของ ป.ป.ส. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยุติการกระทำผิดเสพยานอกรีด และยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นผู้มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาดังกล่าว ขอให้เข้ามาแจ้งเบาะแสที่หน่วยงานตำรวจ หรือ ป.ป.ส. เพื่อช่วยลดภัยต่อสังคมร่วมกัน

ที่มา – ป.ป.ส. ประสานลาวล่าตัว 27 ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ หลบหนีกบดานข้ามแดน

รวบเอเย่นต์สาววัย 25 ปียัดยาบ้าซ่อนยกทรง

เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ต.อ.ธรรมรัตน์ เพชรหนองชุม ผู้กำกับการสถานีตำรวจหาดใหญ่ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุรพัฒน์ อาดสะอาด รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจหาดใหญ่ ร่วมมือกับ ร.ต.อ.พิจิตร รักทอง หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 437 และชุดปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่สภ.หาดใหญ่ เข้าตรวจค้นต่อเครือข่ายค้ายาเสพติดที่อยู่ในชุมชนสะพานดำ เขตเทศบาลเมืองคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

รวบเอเย่นต์สาววัย 25 ปียัดยาบ้าซ่อนยกทรง

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาเป็นหญิงสาววัย 25 ปี ซึ่งถูกพบกำลังดำเนินการส่งยาเสพติดให้ลูกค้าในชุมชนสะพานดำ โดยใช้ช่องทางในการแอบซ่อนยาบ้าและไอซ์ไว้ภายในยกทรงเส้นผมทั้งสองข้าง จนกระทั่งหล่นออกมาเป็นหลักฐานชัดเจน ซึ่งจากการตรวจสอบที่เกิดขึ้น ตำรวจพบทั้งผลึกไอซ์ 11 ถุง น้ำหนักรวม 9.50 กรัม และยาบ้าอีก 61 เม็ด ซึ่งได้ถูกยึดไว้เป็นของกลางตามระเบียบกฎหมาย

วางแผนลักลอบขายยาเสพติดมานานกว่า 1 ปี

จากการสอบสวนผู้ต้องหาภายหลังถูกควบคุมตัว เธอได้รับสารภาพอย่างละเอียดว่าตน从事ลักลอบค้ายาบ้าและไอซ์มานานเกือบ 1 ปีเต็ม โดยมีลูกค้าประจำอยู่ในพื้นที่ชุมชนสะพานดำ ส่วนวันนี้เป็นวันที่เธอเตรียมของมาส่งให้ลูกค้า แต่กลับถูกตำรวจจับได้

  • คดีค้ายาบ้าและไอซ์ในเขตเมืองหาดใหญ่เพิ่มขึ้น
  • ใช้วิธีซ่อนยาในยกทรงเส้นเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม
  • ถูกดำเนินคดีในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1

จากการตรวจค้นระบุให้เห็นว่า ผู้ต้องหาได้จัดเตรียมยาเสพติดไว้อย่างมีระบบ โดยที่เธอใช้ช่องทางในการซ่อนของผิดกฎหมายอย่างเป็นศิลปะ ถึงขั้นใส่ยาบ้าและไอซ์ไว้ภายในยกทรงเส้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่น่าอัปหักเปลี่ยนจากการแอบซ่อนยาในกระเป๋าหรือในรถยนต์ คล้ายกับแผนการซ่อนข้อมูลที่เห็นในภาพยนตร์สายลับ

หลังจากที่ตำรวจสามารถยึดของกลางได้ครบถ้วน จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจหาดใหญ่ เพื่อดำเนินคดีในข้อหา จำหน่ายยาเสพติดประเภท 1 ได้แก่ ยาบ้าและไอซ์ โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ซึ่งหากพิสูจน์ความผิดได้ครบถ้วน อาจส่งผลให้ได้รับโทษหนักตามบทกฎหมายควบคุมยาเสพติด

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเมืองหาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางชีวิตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ทำให้ต้องเร่งพัฒนาแนวทางป้องกันและปราบปรามให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ที่อาจเสี่ยงจากผลกระทบของสารเสพติดอย่างไอซ์และยาบ้าที่ถูกผลิตและจำหน่ายผ่านกลไกที่ซับซ้อนและแยบคายมากขึ้น

ให้ความรู้เท่าทันพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มคนในวัยรุ่นและวัยทำงานจึงเป็นเรื่องจำเป็น ทำงานร่วมกับครู ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างใกล้ชิด อาจเป็นกุญแจสำคัญหนึ่งในการป้องกันภัยจากยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – รวบเอเย่นต์สาววัย 25 ปี ยัดยาบ้าในยกทรงซ่อนตำรวจ

อิชิอิ เตรียมทุกสถานการณ์ ชิง อิรัก ศึกคิงส์คัพ

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย หรือที่เรียกกันว่า “ช้างศึก” ซึ่งอยู่ในอันดับ 102 ของโลก จะได้พบกับทีม อิรัก อันดับ 58 ของโลก ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) ในวันที่ 7 กันยายน เวลา 20.00 น. โดยก่อนหน้านี้ทีมชาติไทย พลิกชนะ ฟิจิ 3-0 ส่วน อิรัก บุกชนะ ฮ่องกง 2-1

อิชิอิ เตรียมทุกสถานการณ์ ชิง อิรัก ศึกคิงส์คัพ

ทีมชาติไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการคว้าแชมป์รายการนี้ถึง 16 สมัย และแชมป์สมัยล่าสุดคือในปีที่ผ่านมา ส่วนฝั่งทีม อิรัก มีแชมป์เพียงครั้งเดียวในรอบ 49 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้นัดชิงในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทั้งสองทีม

อิชิอิ วางแผนรับมืออิรักอย่างรอบคอบ

ในการแถลงข่าวก่อนเกมที่สนามกลีบบัว เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เปิดเผยว่า ตนเองเคยมีประสบการณ์เล่นในเจลีก และรู้จักผู้เล่นและผู้ฝึกสอนของ อิรัก ค่อนข้างดี ซึ่งรวมถึง เรบิน โซลากา นักเตะ อิรัก ที่เคยลงสนามร่วมงานกับ อิชิอิ มาก่อน

xaf=’อิชิอิ’ กล่าวว่าถึงแม้ อิรัก จะมีอันดับโลกที่สูงกว่าทีมไทย แต่ทีมของเขาวางเป้าหมายชัดเจนที่จะคว้าชัยชนะในนัดชิงเพื่อคว้าแชมป์กลับมาครองอีกครั้ง และมองว่านัดสำคัญเช่นนี้จะเป็นเกมที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ในอดีตลงเกมกับ อิรัก 5 นัดหลังสุด ทีมชาติไทยยังไม่ชนะเลยแต่ อิชิอิ กล่าวว่าเขาไม่ได้มองความล้มเหลวในอดีตมากนัก เพราะเชื่อว่าสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมของทีมในปัจจุบัน

  • แผนเกมรับที่มั่นคง
  • ความพร้อมของผู้เล่นทุกคน
  • เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ
  • ฝึกการยิงจุดโทษอย่างเต็มที่

เขาชี้ให้เห็นว่า อิรัก เป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งในเกมรุก สไตล์打法หลากหลาย และในส่วนของเกมรับก็ทำได้เยี่ยม นี่ทำให้ทีมไทยต้องมีการวางแผนเกมรับอย่างแม่นยำ เพื่อให้สามารถรับมือกับจังหวะบุกของ อิรัก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ณ ปัจจุบัน ทีมชาติไทยไม่มีผู้เล่นบาดเจ็บรายสำคัญ และ อิชิอิ เผยว่าหากมีผู้เล่นรายใดไม่พร้อม ทีมก็จะมีแผนสำรองในการปรับเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อรักษาประสิทธิภาพของทีมไว้ตลอดทั้งเกม

ด้าน ณัฐพงษ์ สายริยา กัปตันทีม เปิดใจเพิ่มเติมว่าทีมพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับ อิรัก อย่างเต็มที่ เขาเชื่อว่าทีมได้เตรียมพร้อมมาอย่างดี และทุกคนต่างตั้งเป้ามุ่งสู่ชัยชนะที่จะช่วยให้ถ้วยพระราชทานกลับมาอยู่ในมือของประเทศไทยอีกครั้ง

ด้วยบรรยากาศของการแข่งขันที่หนักหน่วง การได้เป็นเจ้าภาพแข่งขันรายการชั้นนำเช่นคิงส์คัพ ก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเตะทุกคนให้เล่นอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อเกียรติของตนเอง และความภาคภูมิใจในสีธงชาติอีกครั้ง

นัดนี้ไม่ใช่แค่การชิงแชมป์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทองในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนบอลชาวไทยทุกคน และเป็นเส้นทางแห่งความภูมิใจให้ทีมชาติไทยได้เดินหน้าต่อไป

ที่มา – ‘อิชิอิ’ เตรียมทุกสถานการณ์ ชิง ‘อิรัก’ ศึกคิงส์คัพ

จีนสอบอดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ฐานละเมิดวินัยพรรค

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 กันยายน ว่า คณะกรรมการตรวจสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ระบุว่ากำลังดำเนินการสอบสวนอย่างเคร่งครัดต่อนายอี้ ฮุ่ยหมาน อายุ 60 ปี อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน

จีนสอบอดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ฐานละเมิดวินัยพรรค

ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า นายอี้ได้ ละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งในบริบทของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มักจะหมายถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิด โดยพรรคได้เร่งดำเนินการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง

นายอี้ ฮุ่ยหมาน ถูกปลดจากตำแหน่งโดยพลันเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเกิดวิกฤตในตลาดการเงินของจีน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ประสบกับความผันผวนรุนแรงหลายเดือนติดต่อกัน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ นายอี้เคยมีประวัติการงานในสายธนาคาร โดยเคยรักษาตำแหน่งประธานธนาคารไอซีบีซี ซึ่งเป็นธนาคารแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน และเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ผลพวงจากการปราบปรามคอร์รัปชันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

การดำเนินคดีกับนายอี้นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เน้นการปราบปรามการทุจริตในทุกระดับ โดยเฉพาะในวงการการเงิน การต่อสู้กับคอร์รัปชันถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของระบอบการปกครองของจีนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แต่ก็ถูกวิจารณ์โดยคู่แข่งทางการเมืองว่าเป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายค้าน

การใช้คำว่า “ละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง” ถือเป็นโค้ดคำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มักใช้แทนข้อหาคอร์รัปชัน โดยมักไม่เปิดเผยรายละเอียดเฉพาะในการกล่าวหา จึงทำให้การมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์เป็นเรื่องยากสำหรับสาธารณชน และสื่อมวลชนต่างประเทศ

  • คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางจะใช้เวลาสืบสวนอย่างละเอียด
  • การกระทำของนายอี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินจีน
  • นโยบายของสี จิ้นผิง มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในพรรค

ความรุนแรงของข้อกล่าวหานี้ยังแสดงให้เห็นถึงนโยบายทางการเมืองที่เข้มแข็งของทางการจีน ที่ไม่ปรานเปรอต่อผู้ดำรงตำแหน่งในระดับสูง หากพบว่าล่วงละเมิดความเชื่อใจหรือกระทำการผิดวินัย

ทั้งนี้ หากการสืบสวนพบว่าผิดจริง นายอี้ ฮุ่ยหมาน อาจจะต้องเผชิญกับการลงโทษจากพรรค ซึ่งอาจรวมถึงการถูกขับไล่ออกจากพรรค และการดำเนินคดีทางกฎหมายอีกชั้น

เราควรเฝ้าระวังการพัฒนาในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก และความเชื่อมั่นในระบบการกำกับดูแลของจีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของโลก

หากคุณสนใจสถานการณ์ทางการเมืองของจีน อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกในอนาคต

ที่มา – จีนสอบอดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ฐานละเมิดวินัยพรรค