ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้ว่าฯ นครนายก เปิดงาน ‘วันเยาวชนแห่งชาติ’ ปี 68

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมวิทยาลัยการอาชีพนครนายก ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีเปิดงาน มหกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชน เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “4 ทศวรรษ ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ”

วันเยาวชนแห่งชาติเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอนาคตของชาติ

ภายในงานมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครนายก หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพนครนายก หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัด รวมถึงเยาวชนจากหลากหลายพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

วันที่สำคัญเพื่อความรู้สึกคุณค่าของเยาวชน

วันเยาวชนแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 20 กันยายนของทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2528 เพื่อรำลึกถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) อันเป็นวันแห่งความเป็นสิริมงคล และโอกาสให้เยาวชนได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงตระหนักถึงคุณค่าและบทบาทของตนเองในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดนครนายก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และวิทยาลัยการอาชีพนครนายก มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกถึงความคิดริเริ่ม การทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน.

เยาวชนไทยคือพลังของประเทศในอนาคต ดังนั้นการสนับสนุนและให้โอกาสในการแสดงศักยภาพจึงสำคัญอย่างยิ่ง ขอให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ และความตั้งใจในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – ผู้ว่าฯ นครนายก เปิดงาน ‘วันเยาวชนแห่งชาติ’ ปี 68 หนุนเด็กไทยพัฒนาศักยภาพ สู่พลังอนาคตของชาติ

แฉปมใหม่! อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ถือครองที่ดินแทนวัดพระบาทน้ำพุ

กรณีที่วัดพระบาทน้ำพุถูกจับตามองอย่างหนัก เมื่อมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริจาคเงินจำนวนมากที่มาในทางไม่ชัดเจน โดยที่ตัวละครหลักอย่างอดีตเจ้าอาวาส ทิดจอร์จ ได้ถูกดำเนินคดีและจำคุกเรียบร้อยแล้ว พร้อมด้วยสาวกคนสนิทที่เกี่ยวข้องร่วมกัน

แฉปมใหม่! อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ถือครองที่ดินแทนวัดพระบาทน้ำพุ

แต่ดูเหมือนเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุดทนายรณณรงค์ แก้วเพชร ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลใหม่ที่น่าตกใจไม่น้อย ว่ามีการพบความผิดปกติเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีอดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

การเปิดเผยครั้งนี้ทำเอาวงการศาสนาแผ่วิ่ง เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง แสดงว่าทรัพย์สินของวัดซึ่งควรเป็นของวัดพระบาทน้ำพุถูกนำไปครอบครองโดยบุคคลภายนอกอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งหากพิสูจน์ได้ ถือเป็นความผิดที่หนัก และอาจมีบทลงโทษสูงตามกฎหมาย

ทนายรณณรงค์ระบุว่าการเปิดเผือนี้น่าจะเป็นคำตอบต่อข้อสงสัยของประชาชนที่ตั้งคำถามมานานเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ซึ่งหลายฝ่ายเคยตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมถึงมีการใช้ชื่อบุคคลภายนอกในการถือครองที่ดินแทนวัด แม้ว่าเจตนาจะเป็นการปกป้องทรัพย์สินก็ตาม

ขณะนี้กลุ่มผู้ติดตามคดีต่างจับตาดูพัฒนาการ เพราะหากสำนักงานอัยการเห็นว่าหลักฐานเพียงพอ อาจมีการเปิดสอบสวนเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่คดีของอดีตเจ้าอาวาสคนเดียว แต่เป็นเครือข่ายที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรืออดีตข้าราชการเกี่ยวข้อง

การตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการทำความโปร่งใสแก่สถาบันวัดวาอาราม ซึ่งหลายๆ วัดในประเทศไทยก็มีปัญหาคล้ายกัน อย่างการใช้บุคคลภายนอกในการครอบครองทรัพย์สินวัด ยิ่งหากไม่มีการบันทึกข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียหายต่อภาพลักษณ์

ถ้าหากการเปิดเผยครั้งนี้มีความเป็นจริงอยู่เบื้องหลัง สังคมควรให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และติดตามคดีให้ใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของวัดพระบาทน้ำพุเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของหลักธรรมที่ควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกแอบอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมีการสอบสวนเรื่องนี้เพิ่มเติมหรือไม่ แต่จากการเปิดเผือนี้ ทำให้หลายคนตั้งตารอและติดตามว่าจะมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างไร

อย่าลืมติดตามกรณีนี้ เพราะอาจมีมุมที่น่าสนใจและรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินวัดและคณะกรรมการบริหารฯ อีกมากมาย

ที่มา – แฉปมใหม่! พบอดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ถือครองที่ดินแทน “วัดพระบาทน้ำพุ”

‘โฆษทบ.’โต้ กัมพูชามีพฤติกรรมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ประเทศรักสันติภาพ

วันที่ 1 กันยายน เกิดการชี้แจงจาก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เกี่ยวกับประเด็นที่ กัมพูชา มีพฤติกรรมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ประเทศรักสันติภาพ โดยตอบโต้แถลงการณ์ของ ‘โฆษทบ.’โต้ กัมพูชามีพฤติกรรมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ประเทศรักสันติภาพ ที่สร้างภาพลวงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย–กัมพูชา

‘โฆษทบ.’โต้ กัมพูชามีพฤติกรรมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ประเทศรักสันติภาพ

จากกรณีที่ นายเพน โบนา ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์ว่ากัมพูชายังยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ได้รับการยอมรับจากเวทีนานาชาติ และเรียกร้องให้ประเทศไทยเคารพข้อตกลงเช่นกัน แต่พฤติกรรมจริงของฝ่ายกัมพูชาที่เกิดขึ้นกลับเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับบรรยายการณ์ทางการเมือง

การกระทำที่ขัดแย้งกับคำพูด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า พฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาหลังการหยุดยิง เป็นสิ่งที่ ‘โฆษทบ.’โต้ กัมพูชามีพฤติกรรมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ประเทศรักสันติภาพ โดย指出ข้อมูลว่า:

  • การลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน
  • ใช้โดรนแทรกซึมเข้าตรวจสอบการวางกำลังของไทย
  • ปลุกระดมประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง
  • ใช้ระเบิดแสวงเครื่องที่มีอานุภาพสูงกว่าระเบิดทั่วไป
  • แพร่ข่าวสมคุกเพื่อลดภาพลักษณ์ของประเทศไทย

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามิได้มี诚意ต่อข้อตกลง โดยใช้หยุดยิงเป็นแค่เครื่องมือในการสร้างภาพลวงเพื่อกระทบต่อความคิดเห็นสาธารณะ ไม่ใช่การสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง

การเรียกร้องให้ทำตามคำพูด

จากข้อมูลที่เผยออกมา กองทัพไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า หากกัมพูชามีความตั้งใจจริง ต้องมีการแสดงออกเชิงรูปธรรมและสามารถตรวจสอบได้ เช่น หยุดการกระทำซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัย การเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายไทยทำงานร่วมมือ และการไม่ใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อโจมตีภาพลักษณ์ฝ่ายตรงข้าม

โจทย์สำคัญในเวลานี้คือ กัมพูชาจะต้องแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับคำพูด หากยังต้องการรักษาภาพลักษณ์เป็น “ประเทศรักสันติภาพ” ตามที่อ้างอยู่เสมอ เพราะคำพูดที่ดีคู่ควรกับการกระทำที่ตรงไปตรงมา

ในความคิดของกองทัพไทย หากรัฐบาลกัมพูชาต้องการสร้างความไว้วางใจกับสากลชน จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดข้อกังขา ให้กลายเป็นมิตรที่น่าเชื่อถือโดยแท้จริง ไม่ใช่ใช้การสื่อสารเพื่อหลอกลวงอารมณ์โลก

ที่มา – ‘โฆษทบ.’ โต้ กัมพูชามีพฤติกรรมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ประเทศรักสันติภาพ

มส.ไฟเขียวตั้งสมัชชาพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาเถรสมาคม หรือ มส. ได้ออกมติที่ 671/2568 เรื่องรายงานการก่อตั้งองค์กรพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ (เพิ่มเติม) ซึ่งเผยให้เห็นถึงความคืบหน้าในการจัดตั้ง สมัชชาพระธรรมทูตไทยในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมีสมาชิกวัดจำนวน 10 แห่ง ภายใต้การดูแลของสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (มหานิกาย)

สมัชชาพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย บริหารวัดไทยอย่างเป็นระบบ

จากมติที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ-วัดปากน้ำ ระบุว่า การประชุม มส. ครั้งที่ 20/2568 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เลขาธิการมหาเถรสมาคมได้รายงานถึงการจัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวัดไทยในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายให้การปฏิบัติศาสนกิจมีความเรียบร้อยและเป็นประโยชน์แก่คณะสงฆ์โดยรวม

วัดสมาชิกทั้ง 10 แห่งรวมถึง

  • วัดพุทธจาการ์ตา
  • วัดพุทธจามบี
  • วัดพุทธยอกยาการ์ตา
  • วัดพุทธชวากลาง
  • วัดพุทธบาตัม
  • วัดพุทธสุมาตราเหนือ
  • วัดพุทธสุละเวสี
  • วัดพุทธดังดัง
  • วัดพุทธมหานิกายชวา
  • วัดภาวนาบรมพุทโธ

การจัดตั้ง สมัชชาพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย ช่วยสร้างโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน และยืดหยุ่นต่อการจัดการกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามหลักการของคณะสงฆ์ไทย แม้การดำเนินงานส่วนใหญ่จะดำเนินไปในต่างประเทศ แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและวิถีการดำเนินงานที่แท้จริง

มส.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อองค์กรพระธรรมทูตต่างประเทศ

นอกเหนือจากการตั้งองค์กรใหม่ มหาเถรสมาคม ยังมีมติที่ 670/2568 ที่เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อ “สหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย – แอฟริกา” เป็น “สหภาพพระธรรมทูตไทยในแอฟริกา-ตะวันออกกลาง” ซึ่งสะท้อนถึงขอบเขตภูมิภาคที่กว้างขึ้นทั้งในด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างการบริหาร

สหภาพใหม่นี้มีสมาชิกรวม 10 วัดจากทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่

  • อินโดนีเซีย จำนวน 3 วัด
  • แอฟริกาใต้ จำนวน 2 วัด
  • เนอการาบรูไนดารุซซาลาม จำนวน 1 วัด
  • โอมาน จำนวน 1 วัด
  • บาห์เรน จำนวน 1 วัด
  • ฟิลิปปินส์ จำนวน 1 วัด
  • บังกลาเทศ จำนวน 1 วัด

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและชื่อองค์กรทั้งสองสิ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะผู้บริหารในการจัดการพระธรรมทูตในต่างประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและความหลากหลายของภูมิภาคที่ปฏิบัติศาสนกิจ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจพระพุทธศาสนา การพัฒนาและการทำงานของพระธรรมทูตในต่างประเทศ ถือเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะทำให้เห็นถึงการขยายตัวของพระพุทธศาสนาและศีลธรรมแบบไทยไปทั่วโลก

ที่มา – มส.ไฟเขียว ตั้ง ‘สมัชชาพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย’ มีสมาชิก 10 วัด

สกสว. ร่วมมือ ววน. ปักหมุดสงขลา สานพลังวิจัยภาคใต้ใน RU Connext ครั้งที่ 2

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เร่งขับเคลื่อนภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่าน “RU Connext ครั้งที่ 2” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ที่จังหวัดสงขลา โดยเปิดเวทีสำคัญแห่งการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย 12 แห่งในภูมิภาคภาคใต้ เพื่อสานพลังงานงานวิจัย สู่เศรษฐกิจ สังคม และนโยบายที่เป็นรูปธรรม

สกสว. ร่วมมือ ววน. ปักหมุดสงขลา สานพลังวิจัยภาคใต้ใน RU Connext ครั้งที่ 2

ภายใต้แนวคิด Southern Vision งาน RU Connext ครั้งที่ 2 มุ่งผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมในประเทศไทยให้ขับเคลื่อนเชิงรุก ผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น ร่วมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายและนานาชาติได้ร่วมขับเคลื่อนแนวทางของ Nation Vision เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

วิจัยใช้งานจริง ตอบโจทย์ภาคใต้

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เผยว่า การจัดงาน RU Connext ครั้งที่ 2 มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการพัฒนาในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะถิ่นฐานของแต่ละภูมิภาค เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรม การลดความเหลื่อมล้ำ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“มหาวิทยาลัยทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ เครือข่าย ทปอ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ภายใต้แนวคิด “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น เห็นผลลัพธ์ (Impact)” เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้อย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง กล่าว

ศักยภาพงานวิจัยจาก 12 มหาวิทยาลัยภาคใต้

งานในครั้งนี้มีการนำเสนองานวิจัยและนวัตกรรมชั้นนำจาก 12 สถาบัน อันได้แก่ ม.สงขลานครินทร์ ม.ทักษิณ ม.วลัยลักษณ์ ม.นราธิวาสราชนครินทร์ และโรงเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่ร่วมกันพัฒนาผลงานตอบโจทย์อุตสาหกรรมและสังคม พร้อมกันนี้ยังมีการแชร์ประสบการณ์ผ่าน Innovation Portfolio ซึ่งเป็นแนวทางการส่งเสริมให้ผลงานวิจัยสามารถเติบโตสู่ตลาดระดับนานาชาติได้

  • จากม.สงขลานครินทร์ นำ “Gindy” เม็ดอมบรรเทาอาการเมารถ และ “OZ-P” น้ำมันหัวหอมออร์แกนิก
  • โครงการวิจัยจาก ม.ราชภัฏสงขลา นำเสนอ “แหนมเนื้อจระเข้” ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมจระเข้
  • ม.ธรรมศาสตร์ เน้นเทคโนโลยีการผลิตถ่านชีวภาพจากเศษวัสดุเหลือใช้
  • ม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯ เสริมมูลค่า “มังคุด” สู่แบรนด์ระดับนานาชาติในซาอุดีอาระเบีย

ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของงานวิจัยที่แผ่ไปทุกภาคส่วน “เราต้องการให้ทุกคนเห็นว่า งานวิจัยไม่ได้อยู่ในห้องแล็บ แต่มันคือสมาร์ทโซลูชันที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน”

ด้านผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ย้ำว่าอย่างไรก็ตาม การร่วมมือครั้งนี้จะไม่จบลงแค่การแลกเปลี่ยน แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งผลกระทบเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ ที่สามารถขับเคลื่อนได้ในระยะยาว

มุ่งสู่ระบบวิจัยที่เป็นรูปธรรม และสร้างผลกระทบ

สกสว. มุ่งเน้นให้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงจริงในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสให้กับประชาชนในเขตพื้นที่ห่างไกล และสามารถต่อยอดผลลัพธ์ไปสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

งาน “RU Connext ครั้งที่ 2” จึงไม่ใช่แค่เวทีเพื่อแลกเปลี่ยน แต่เป็นการเดินหน้าขับเคลื่อนชาติ ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง ตั้งเป้าหมาย และมอบโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่พร้อมขึ้นนำด้วยคุณภาพ

หากคุณเป็นนักวิจัยหรือผู้ประกอบการในภาคใต้ อย่าพลาดโอกาสในการสร้างผลกระทบจากผลงานของคุณ – การวิจัยไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่คือโอกาสใหม่ของชาติ

ที่มา – สกสว. ร่วมมือ ววน. ปักหมุดสงขลา สานพลังวิจัยภาคใต้ใน RU Connext ครั้งที่ 2

พริษฐ์ สวน เพื่อไทย ท้ายุบสภาฯ ได้เลย ไม่ต้องรอ พรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ณ อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ปชน. ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ตัวแทนพรรคเพื่อไทยระบุว่า หาก ปชน. ไม่สามารถตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งได้ จะยุบสภาฯ ว่า พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจ สามารถดำเนินการยุบสภาฯ ได้ทันทีตามเจตนารมณ์ของตนเอง

พริษฐ์ สวน เพื่อไทย ท้ายุบสภาฯ ได้เลย ไม่ต้องรอ พรรคประชาชน

นายพริษฐ์ ย้ำว่า ตั้งแต่วันแรกที่คลิปเสียงของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาหลุดออกมานั้น ทางพรรคประชาชนก็ได้เรียกร้องให้ยุบสภาฯ เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมทางการเมือง เข้ามาบริหารประเทศ โดยไม่ต้องรอให้พรรคใดพรรคหนึ่งตัดสินใจ จุดยืนนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ต้น

“เราเรียกร้องตั้งแต่วันแรกให้ยุบสภา แต่ผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของเรา ดังนั้น การยุบสภาฯ ไม่ใช่เรื่องของพรรคประชาชนในการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นสิทธิ์ของรักษาการนายกฯ โดยตรง” นายพริษฐ์กล่าว

พรรคประชาชนยืนยันไม่รอการตัดสินใจจากใคร

โฆษกพรรคประชาชนกล่าวอีกว่า เหตุผลที่พรรคต้องประชุมในวันนี้อย่างหนักใจก็เพราะสถานการณ์ในสภาฯ ไม่มีการยุบสภาฯ เลย แม้จะมีเสียงมากกว่า 140 เสียงก็ตาม หากไม่มีการยุบสภาฯ เราจะต้องเลือกบุคคลไปเพื่อยุบสภาฯ เพื่อเปิดทางสู่รัฐบาลใหม่

Party leader กล่าวเพิ่มเติมว่า ปชน. ไม่ใช่ตัวการของสถานการณ์วุ่นวายในเวทีสภาฯ เราเพียงยืนยืนยันเจตนารมณ์ของเรา ถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการยุบสภา ก็สามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจ ซึ่งคำตอบนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเรียกร้องมาโดยตลอด

  • ยุบสภาฯ เพื่อความชอบธรรม
  • เลือกผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือ
  • แก้ปัญหาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อถามถึงบรรยากาศการประชุม ส.ส. ในพรรคประชาชน นายพริษฐ์เปิดเผยว่า ส.ส. ทั้งหลายมีความเห็นหลากหลาย โดยเฉพาะส.ส.แบ่งเขตที่ต้องกลับพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ทำให้กระบวนการยังอยู่ในช่วงต้น และอาจใช้เวลาอีกพอสมควร

สุดท้าย โฆษกพรรคประชาชนกล่าวสรุปว่า การตัดสินใจของพรรคประชาชนคือถ้าไม่มีการยุบสภาฯ และหากไม่มีกลุ่มใดได้เสียงเกินครึ่ง เราจะพิจารณาเลือกนายกฯ เพื่อยุบสภาฯ ตามเจตนารมณ์ 3 เงื่อนไขที่พรรคได้ชี้แจงต่อสาธารณชนมาตลอด

ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะมีการแถลงผลการประชุมในวันใด แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะทำงานจนจบกระบวนการ

การตัดสินใจยุบสภาฯ ควรทำเพื่อประโยชน์แห่งประเทศ โดยไม่ใช่การโยนภาระหรือความรับผิดชอบให้ใครเป็นคนตัดสินใจแทน เพราะประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘พริษฐ์’สวน‘เพื่อไทย’ ท้ายุบสภาฯได้เลยไม่ต้องรอ‘พรรคประชาชน’

พิชัย มั่นใจสุญญากาศการเมืองไม่กระทบ ทำงบปี 69 ผ่านวุฒิสภา

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงที่เกิดภาวะ “สุญญากาศการเมือง” หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลในวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันอย่างชัดเจนว่า สุญญากาศการเมืองไม่กระทบการทำงบประมาณปี 69 เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และขั้นตอนต่อไปกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

พิชัย มั่นใจสุญญากาศการเมืองไม่กระทบ ทำงบปี 69 ผ่านวุฒิสภา

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อให้มีการพิจารณาและลงมติ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดพิจารณาแล้ว และคาดว่าภายใน 2 วันจะสามารถแล้วเสร็จได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กฎหมายงบประมาณพ.ศ. 2569 สามารถเดินหน้าต่อได้ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายบริหารหรือไม่

งบปี 69 มีการจัดสรรงบประมาณอย่างไร?

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3.78 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท, รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 123,541 ล้านบาท, รายจ่ายลงทุน 864,077 ล้านบาท, และรายจ่ายเพื่อชำระต้นเงินกู้ 151,200 ล้านบาท

ด้านรายรับของประเทศในปีนี้มีประมาณการอยู่ที่ 3.49 ล้านล้านบาท หลังจากหักค่าใช้จ่ายด้านการคืนภาษีและการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเหลือรายได้สุทธิอยู่ที่ 2.92 ล้านล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลจำนวน 860,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การตั้งงบรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังทำให้พื้นที่งบประมาณถูกจำกัด ส่งผลให้จำเป็นต้องขยายเพดานวงเงินกู้มากขึ้น จนทำให้หนี้สาธารณะขยายตัว โดยในปีงบประมาณ 2569 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 11.95 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64.1% ของ GDP

ไม่กระทบความเชื่อมั่นจากสุญญากาศการเมือง

พิชัย ชุณหวชิร กล่าวว่า ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย ซึ่งหลายประเทศในโลกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน และต่างประเทศมีความคุ้นเคยและปรับตัวได้ดี จึงไม่เห็นว่าจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ แม้สหรัฐอเมริกาจะมีประเด็นเกี่ยวกับภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐพิพากษาว่าผิดกฎหมาย แต่ประเด็นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อไทย เนื่องจากไทยไม่ได้แข่งขันกับสหรัฐโดยตรง แต่แข่งกับประเทศที่ส่งออกเข้าสู่ตลาดสหรัฐมากกว่า โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐ ก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่มีหลายประเทศเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงน่าเชื่อถือได้ว่า สุญญากาศการเมืองไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและกระบวนการพิจารางบปี 69

แม้สถานการณ์ภายนอกและภายในประเทศจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การบริหารงบประมาณในปีนี้ยังดำเนินตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หากภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้อยู่ในภาวะท้าทาย

รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าทำภารกิจสำคัญ เช่น การดำเนินงบประมาณพ.ศ. 2569 ให้สำเร็จลุล่วง แม้จะมีสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน แต่ ทำงบปี 69 ผ่านวุฒิสภา ได้อย่างมั่นใจ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความเชี่ยวชาญในการบริหารประเทศในทุกสถานการณ์

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและงบประมาณปี 2569 เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Dailynews

ที่มา – พิชัย มั่นใจสุญญากาศการเมืองไม่กระทบ ทำงบปี 69 ผ่านวุฒิสภาฉลุยแน่

‘รมว.นฤมล’ เดินหน้าแก้กฎหมายโรงเรียนเอกชน ปิดช่องโหว่ ม.86

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชน โดยมีตัวแทนจากสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยจำนวน 12 หน่วยงานร่วมกันหารือถึงแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือในครั้งนี้คือ ผลกระทบจาก กฎหมายโรงเรียนเอกชน มาตรา 86 ที่ส่งผลให้เกิดกรณีครูชาวต่างชาติจำนวนมากเรียกร้องเงินชดเชยหลังจากสิ้นสุดสัญญาการทำงาน โดยอ้างจากการตีความกฎหมายที่ว่า โรงเรียนเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงาน ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับครูชาวไทยที่ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

นิยามการตีความของกฎหมายโรงเรียนเอกชนมาตรา 86

ในปัจจุบัน โรงเรียนเอกชนได้เผชิญกับปัญหาจากการตีความกฎหมายโรงเรียนเอกชน มาตรา 86 ซึ่งกฎหมายระบุว่ากิจการของโรงเรียนไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแรงงานต่างๆ เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ฯลฯ แต่บัญญัติไว้ว่าผู้ปฏิบัติงานควรได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่มีความคลุมเครือในส่วนนี้ก่อให้เกิดกรณีครูชาวต่างชาติใช้ช่องโหว่นี้ส่งคำร้องเรียกร้องค่าชดเชยหลังสิ้นสุดสัญญา และโรงเรียนเอกชนต้องเผชิญกับภาระทางการเงินและข้อหาทางกฎหมาย

แนวทางการแก้ไขของ ศ.ดร.นฤมล

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงปัญหานี้มานานแล้ว และขณะนี้ได้มีการเห็นชอบในหลักการให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองแรงงาน เพื่อชี้แจงการตีความให้ชัดเจนมากขึ้น และสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งครู โรงเรียน และผู้เกี่ยวข้อง

“การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนไปสู่ระบบที่โปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และลดปัญหาการเรียกร้องชดเชยอย่างผิดกฎหมายจากครูต่างชาติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าวเพิ่ม

  • เป้าหมายคือความเป็นธรรมกับครูไทย-ต่างชาติ
  • สร้างความชัดเจนทางกฎหมายไม่ให้เกิดช่องว่าง
  • ลดภาระให้โรงเรียนเอกชนให้บริหารจัดการได้อย่างเท่าเทียม

คาดว่าร่างกฎหมายที่ปรับปรุงแล้วจะถูกนำเสนอเพื่อพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ โดยหากผ่านการเห็นชอบ จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับปัญหาการตีความกฎหมายมาตรา 86 ที่กระทบต่อโรงเรียนเอกชน? ร่วมแสดงความคิดเห็นได้เลยในช่องทางด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารด้านกฎหมายและนโยบายการศึกษาที่เราอัปเดตให้คุณอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘รมว.นฤมล’ ขยับแก้กฎหมาย รร.เอกชน อุดช่องโหว่ ม.86 ครูต่างชาติเรียกค่าชดเชย

ภาพชุด ‘คนกาญจน์’ แห่ต้อนรับ ‘ช้างศึก’ แวะสักการะศาลหลักเมือง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ออกเดินทางจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย มุ่งหน้าไปยัง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเตรียมการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ซึ่งเป็นการชิงชนะเลิศที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว)

ภาพชุด ‘คนกาญจน์’ แห่ต้อนรับ ‘ช้างศึก’ แวะสักการะศาลหลักเมือง

เมื่อทีมช้างศึกไปถึง จังหวัดกาญจนบุรี นักเตะได้ไปสักการะศาลหลักเมืองก่อนเริ่มซ้อม ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตันจากแฟนบอลชาว “คนกาญจน์” ที่มารวมตัวกันต้อนรับอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวจังหวัดต่อทีมชาติไทยอย่างแท้จริง

พร้อมลุยคิงส์คัพ 51 ด้วยนักเตะคุณภาพ

ในวันนี้ “ช้างศึก” เดินทางมาถึงสถานที่แข่งขันพร้อมนักเตะจำนวน 22 คน นำโดยเหล่านักเตะที่มีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ จากสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, สุภโชค สารชาติ จาก คอนซาโดเล ซัปโปโร ในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงนิโคลัส มิคเกลสัน จาก เอสเฟา 07 เอลแวร์สแบร์ก ในศึกบุนเดสลีกา 2 ประเทศเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม ทางทีมยังเหลือเพียง 21 คน เพราะ “ตั้ม” ปรเมศย์ อาจวิไล กองหน้าจาก “จูบิโลก อิวาตะ” ของประเทศญี่ปุ่นมีโปรแกรมลงแข่งในเกมเจลีก 2 เมื่อคืนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 และจะเดินทางมายัง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้าร่วมทีมในวันที่ 2 กันยายน 2568

ภาพบรรยากาศในช่วงเย็นที่ผ่านมานั้น เต็มไปด้วยความตื่นเต้นจากกิจกรรมซ้อมมื้อแรกของทีม “ช้างศึก” ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาน้อย ซึ่งถือเป็นการเตรียมทีมอย่างเข้มข้นก่อนเปิดสนามแข่งขัน นัดแรกพบกับทีมชาติฟิจิ ในวันที่ 4 กันยายน เวลา 20.00 น. ส่วนอีกคู่ อิรัก พบ ฮ่องกง เวลา 16.00 น.

จากบรรยากาศและภาพที่สื่อออกมา นับเป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจของ “คนกาญจน์” ที่พร้อมเป็นกำลังใจให้ทีมชาติไทยอย่างเต็มที่ และเชื่อว่านี่คงเป็นพลังสำคัญที่จะส่งผลให้ทีมช้างศึกสามารถคว้าชัยชนะเป็นแชมป์ “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

หากคุณเป็นแฟนกีฬาตัวยง อย่าพลาดติดตามการลงสนามของ “ช้างศึก” ในศึกคิงส์คัพ ครั้งนี้ สามารถเชียร์ผ่านช่องทางออนไลน์ ร่วมส่งพลังใจให้ทีมชาติไทย ที่เป็นตัวแทนของแผ่นดินไทย ออกไปสู้เต็มที่บนเวทีระดับนานาชาติ

ที่มา – ภาพชุด ‘คนกาญจน์’ แห่ต้อนรับ ‘ช้างศึก’ แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนเตะคิงส์คัพ

เอแดร์ซอนย้ายเฟเนร์บาห์เช เปิดทางดอนนารุมมา

ข่าวดีจากโลกฟุตบอลเมื่อ เอแดร์ซอน โมราเอส นายทวารทีมชาติบราซิล ผู้เฝ้าเสาให้กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี ได้บรรลุข้อตกลงการย้ายทีมกับ “เหล่าจ้าวไก่งวง” เฟเนร์บาห์เช ตามที่กระแสข่าวลือมานาน ข้อตกลงนี้เปิดทางให้ “จานลุยจิ ดอนนารุมมา” เจ้าของรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมโลก 2024 จากปารีส แซงต์-แชร์กแมง มีโอกาสย้ายมาร่วมงานกับแมนฯ ซิตี ได้อย่างเต็มตัว

เอแดร์ซอนย้ายเฟเนร์บาห์เช ได้อะไรบ้าง?

จากการรายงานของนักข่าวดังอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน ได้ระบุว่า เอแดร์ซอน วัย 32 ปี ซึ่งมีชื่อเสียงจากการเล่นในพรีเมียร์ลีกมานานกว่า 7 ฤดูกาล ได้ตกลงสัญญากับ เฟเนร์บาห์เช แล้ว พร้อมกับการย้ายทีมโดยอย่างเป็นทางการคาดว่าจะประกาศเร็วๆ นี้ โดยค่าตัวของผู้รักษาประตูวัยเก๋าจะอยู่ที่ประมาณ 13-14 ล้านยูโร

ซิตีดูจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมจากนักเตะที่ไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากมี เเด อีเดอร์สัน และ สตีเฟน มาร์กส์ เป็นตัวเลือกหลัก ดังนั้นการขาย เอแดร์ซอน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำทีมให้สมดุลยิ่งขึ้น

เปิดทางสัญญายาวสำหรับดอนนารุมมา

หลังจากข้อตกลงการย้ายทีมของ เอแดร์ซอน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี เร่งดำเนินการเซ็นสัญญากับ “มือน็อต” ดอนนารุมมา อดีตทีมชาติอิตาลีให้เสร็จ ซึ่งก็มีความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยทาง “แยงก์บลูส์” ตกลงค่าตัวอยู่ที่ราว 30-35 ล้านยูโร โดยนักเตะกำลังเดินทางไปตรวจร่างกายและเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลาที่ใกล้เคียงกับการย้ายทีมของ เอแดร์ซอน เช่นกัน

ดอนนารุมมา ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมโลกในปี 2024 และยังได้รับรางวัลใหญ่กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง หลายรายการ เขายังสามารถคัมแบ็กทีมชาติอิตาลีได้อีกครั้งในอนาคต ซึ่งนี่อาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับเขาในการย้ายมาร่วมทีมในถิ่น เอติฮัด สเตเดียม และแบ่งเบาภาระของนักเล่นรุ่นใหม่ไว้เบื้องหลัง

การเปลี่ยนถิ่นหมายถึงอะไร?

การมาถึงของดอนนารุมมาในทีมแมนฯ ซิตีบ่งบอกถึงความตั้งใจของเพ๊กแมน่าในการเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ โดยมุ่งเน้นการเสริมทัพในแนวรับและผู้รักษาประตูให้คึกคัก หลังจากไร้แชมป์ในช่วงไม่กี่ฤดูกาลก่อนหน้า พวกเขายังจำเป็นต้องมีผู้รักษาประตูที่ยังสามารถเล่นได้ระดับท็อป และไม่มีปัญหาอายุมากเกินไป มีประสบการณ์พอจะสานต่อแชมป์เมื่ออดีตมือหนึ่งอย่าง เอแดร์ซอน

  • เอแดร์ซอนย้ายเฟเนร์บาห์เช เป็นข้อตกลงทางสื่ออีกครั้งในรอบหลัง
  • ดอนนารุมมาคือคำตอบใน midfield และแนวรับ
  • ซิตีเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลใหม่

การย้ายทีมครั้งนี้ของเอแดร์ซอนและดอนนารุมมา น่าจะเปลี่ยนแผนรุกของทั้งสองสโมสรอย่างมาก ทั้งต้นทางและจุดหมายข้างหน้า ถือว่าเหมาะทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง และให้โอกาสฟุตบอลทุกทีมได้เติบโตร่วมกับผู้เล่นที่มีคุณภาพ

ที่มา – “เอẳร์ซอน” บรรลุข้อตกลงกับ “เฟเนร์บาห์เช” เปิดทาง “ดอนนารุมมา”