ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สโมสรโรตารีจันทบูร มีเหลือเพื่อแบ่งปัน ช่วยผู้ป่วย-ด้อยโอกาส

เมื่อวันที่ 3 กันยายน สโมสรโรตารีจันทบูร ได้จัดกิจกรรมเพื่อสานต่อภารกิจ “มีเหลือ เพื่อแบ่งปัน” โดยนำสิ่งของมาช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่แหลมสิงห์ ภายใต้การนำของนายเอก ผลมาก นายกสโมสรโรตารีจันทบูร ปี 2568–2569 พร้อมด้วยคณะสมาชิก

สโมสรโรตารีจันทบูร มีเหลือเพื่อแบ่งปัน เป็นภารกิจที่ไม่หวังผลตอบแทน

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีความจำเป็นและต้องการความกรุณาจากสังคม โดยผู้ที่ได้รับสิ่งของถูกสรรหาและคัดเลือกอย่างรอบคอบจากสมาชิกภายในกลุ่ม

สนับสนุนจากใจ อุปนายกสโมสรโรตารีจันทบูร

ที่น่าประทับใจคือ นางศิณีพร สวัสดิชัย อุปนายกสโมสรโรตารีจันทบูร ได้ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ด้วยเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมรับคำอวยพรจากสมาชิกและผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ซึ่งยิ่งทำให้กิจกรรมมีความหมายมากยิ่งขึ้น

สโมสรโรตารีจันทบูร เดินหน้าสานต่อภารกิจ “มีเหลือ เพื่อแบ่งปัน” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังศรัทธาและการแบ่งปันที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำที่เห็นได้ชัดเจน

  • โครงการนี้ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • มีการคัดเลือกผู้รับบริจาคอย่างรอบคอบ
  • ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสโมสรและผู้มีจิตศรัทธา
  • เป็นการสนองจิตวิญญาณของโรตารีที่เน้นให้และไม่หวังผลตอบแทน

ความดีไม่เลือกหน้า สโมสรโรตารีจันทบูรกำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการมีหัวใจที่ปรารถนาดีต่อกันและกันสามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็งและอบอุ่นมากขึ้น

โครงการเช่นนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสและผู้ป่วยติดเตียงนำสิ่งของไปใช้ประโยชน์เท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของ “การมีเหลือ เพื่อแบ่งปัน” อีกด้วย

ที่มา – สโมสรโรตารีจันทบูร เดินหน้าสานต่อภารกิจ “มีเหลือ เพื่อแบ่งปัน” มอบสิ่งของผู้ป่วยติดเตียง-ด้อยโอกาส แหลมสิงห์

บิ๊กเต่าจับนายกท่าศิลาเรียกเงินต่อสัญญา

เมื่อวันที่ 3 กันยายน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. รักษาราชการแทน รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายจิรวัฒน์ สุภาพ ผอ.ป.ป.ท. เขต 4 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมนายกเทศมนตรีตำบลท่าศิลา พร้อมด้วยผู้สนับสนุนในข้อหาเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างเหมาบริการของเทศบาลบิ๊กเต่าจับนายกท่าศิลาเรียกเงินต่อสัญญา ถือเป็นกรณีชี้เป็นตัวอย่างของความผิดทุจริตในท้องถิ่น

บิ๊กเต่าจับนายกท่าศิลาเรียกเงินต่อสัญญา

จากการสืบสวนทราบว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพนักงานจ้างเหมาบริการของเทศบาลตำบลท่าศิลาว่านายกเทศมนตรีมีพฤติกรรมเรียกรับเงินมูลค่า 25,000 บาทต่อคน เพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้าง หากไม่จ่ายจะไม่มีการต่อสัญญา ผู้เสียหายจำนวนมากจึงยอมจ่ายเงินรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดสัญญา

ความผิดเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่และผู้สนับสนุน

นายมานะ มณีโชติ อายุ 46 ปี นายกเทศมนตรีตำบลท่าศิลา ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะที่ นายวินัย หาระโคตร ถูกกล่าวหาในฐานะผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ร่วมในการกระทำผิดดังกล่าว ซึ่งหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ที่ 22/68 และ 23/68 ได้ระบุข้อความที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น

การจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้นที่สำนักงานเทศบาลตำบลท่าศิลา อ.ส่องดาว จ.สกลนคร โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมทั้งสองผู้ต้องหา ภายหลังได้วางแผนให้มีการแลกเงินกับข้อกล่าวหา โดยใช้ตัวผู้เสียหายมาส่งมอบเงิน

  • การเรียกรับเงินต่อสัญญาจ้างจากผู้รับเหมา
  • การละเว้นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
  • ความร่วมมือของผู้สนับสนุนในการสนับสนุนการทุจริต

จากการสอบสวนพบว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2568 เมื่อนายกฯ ได้เรียกประชุมพนักงานจ้างเหมาบริการจำนวนประมาณ 50-60 คน และแจ้งให้ทุกคนทราบว่าถ้าต้องการให้ต่อสัญญา จะต้องจ่ายเงินจำนวน 25,000 บาทต่อคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสายงานประปาหรือสายงานอื่น ๆ โดยมีการใช้ความกดดันว่าหากไม่จ่ายจะไม่ได้ต่อสัญญา ซึ่งพนักงานส่วนมากยอมจ่ายเพื่อรักษาความมั่นคงในการทำงาน

เมื่อเหตุการณ์เริ่มถูกจับตามอง พนักงานผู้เสียหายได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังจากเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานเพียงพอ จึงขอศาลออกหมายจับ และดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในข้อหาที่กล่าวมาแล้ว

กรณีนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ผิดของเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่ยังมีช่องโหว่ในการตรวจสอบและควบคุม รวมถึงความกล้าหาญของพนักงานจ้างเหมาที่กล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยความไม่ถูกต้องของระบบที่ตนต้องเผชิญ

การปราบปรามบิ๊กเต่าจับนายกท่าศิลาเรียกเงินต่อสัญญา ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แสวงหาความยุติธรรมในแง่ของการใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์ และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า หน่วยงานประสานงานด้านความโปร่งใสไม่ปล่อยให้พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นโดยไม่มีการลงโทษ

การต่อสู้กับปัญหาทุจริตต้องเริ่มจากระบบที่โปร่งใสและมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ทางหน่วยงานราชการควรเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิดสิทธิประชาชน และส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันการกลับมาของพฤติกรรมลักษณะเดียวกันในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบเหตุการณ์ลักษณะนี้ ไม่ควรเงียบงัน เพราะการเปิดเผยจะนำไปสู่ความยุติธรรมที่แท้จริง

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ บุกจับคาโต๊ะทำงาน ‘นายกเล็กท่าศิลา’ รีดเงินผู้รับเหมาต่อสัญญา

‘ศบ.ทก.’ เห็นชอบแผนสร้างรั้ว 16 กม. ‘บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว’

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้แถลงผลการประชุมที่จัดขึ้นในช่วงเช้า โดยระบุว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในสภาวะสงบ ไม่มีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลแต่อย่างใด

‘ศบ.ทก.’ เห็นชอบแผนสร้างรั้ว 16 กม. ‘บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว’

ทั้งนี้ จากการเดินทางไปสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ไปยังพื้นที่อำเภอบางส่วนของจังหวัดจันทบุรีและตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่า หน้าที่ของคณะฯ ไม่ใช่การตัดสินความถูกต้องของแต่ละฝ่าย แต่เป็นการเก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นกลางต่อผู้เกี่ยวข้อง

แผนการเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานในการเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2568 ณ จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมจะดำเนินเป็นไปตามลำดับขั้นตอน คล้ายกับครั้งก่อน โดยจะเริ่มจากการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน และจบลงที่การประชุมคณะกรรมการ GBC หลักในวันที่ 10 กันยายน

ความมั่นคงในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการในครั้งนี้ โดยมีแผนจัดสร้างรั้วความยาว 16 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 50 ถึง 51 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือว่ามีการสำรวจอย่างละเอียดและมีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว

พร้อมกันนี้ยังมีการวางแผนสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างเป็นระบบ กับมาตรการทางกฎหมายที่จะถูกนำมาใช้ต่อชาวต่างชาติที่บุกรุกพื้นที่ไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและตามกฎหมายป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 อย่างเคร่งครัด

คณะกรรมการ ศบ.ทก. ได้รับทราบและเห็นชอบในหลักการกับแผนดังกล่าวของจังหวัดสระแก้วจากผลงานนำเสนอโดยผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมทั้งมีมติว่าจะนำข้อมูลที่ได้มาเสนอสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขอนุมัติงบประมาณและแผนการในลำดับถัดไป

การจัดสร้างรั้วในพื้นที่สำคัญเช่นนี้ถือเป็นการยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการบุกรุกที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างสองประเทศ แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ติดตามการพัฒนาและอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับ ‘บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว’ เพราะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งภาครัฐและประชาชนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะในยุคที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านกัมพูชายังอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง

เราจะรอดูผลการประชุมในพื้นที่จังหวัดเกาะกง และคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการชายแดนที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’เห็นชอบแผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร‘บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว’

สหรัฐฯ เริ่มสอน “ความปลอดภัยของปืน” แก่เด็ก 5 ขวบ

จากข่าวสารล่าสุดที่น่าจับตามอง สหรัฐอเมริกาได้ประกาศนำ “ความปลอดภัยของปืน” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป ซึ่งเริ่มมีผลในภาคการศึกษาใหม่หลังสิ้นสุดปิดเทอมฤดูร้อนปีนี้

ความปลอดภัยของปืนในโรงเรียนสหรัฐฯ

รัฐเทนเนสซีเป็นรัฐที่ออกกฎหมายให้การเรียนรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของปืนเป็นวิชาบังคับในโรงเรียน โดยวัตถุประสงค์หลักคือการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถแยกแยะระหว่างปืนจริงและปืนปลอม ตลอดจนเรียนรู้แนวทางที่เหมาะสมเมื่อพบเห็นปืนในสถานที่ต่าง ๆ

แนวปฏิบัติดังกล่าว กำหนดให้เด็กในวัย 5-8 ขวบสามารถระบุส่วนประกอบของปืนได้ เช่น ไกปืน ลำกล้อง และปากกระบอกปืน พร้อมทั้งฝึกทัศนคติที่มีความรับผิดชอบต่ออาวุธปืน ซึ่งถือเป็นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจากการเกิดเหตุกราดยิงในสถานศึกษา

เป้าหมายการเรียนรู้

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของปืน และการนำไปใช้ผิดวิธีนอกจากนี้ยังส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้เท่าทัน และรู้วิธีการรับมือเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจนว่าโรงเรียนควรออกแบบหลักสูตรอย่างไร และจะใช้เวลาในการสอนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เปิดทางให้โรงเรียนสามารถเชิญวิทยากรเช่นตำรวจหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมาร่วมถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียนได้

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้เด็กสามารถแยกแยะปืนจริงกับปืนจำลองได้
  • เป้าหมาย: สร้างทัศนคติที่มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับปืน
  • กลุ่มเป้าหมาย: นักเรียนชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • ผู้ช่วยสอน: สามารถเชิญวิทยากรจากภายนอกมาร่วมสอนได้

แม้แนวคิดนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ยังเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันในวงกว้างทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาชาติ โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดเผยเด็กเล็กกับข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธอย่างใกล้ชิด

นี่ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สะท้อนปัญหาสังคมในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความรุนแรงจากปืน และความพยายามในการลดความเสี่ยงในระดับชุมชนและโรงเรียน

การศึกษาเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของปืน ในยุคปัจจุบัน อาจจะดูแปลกประหลาดในบางประเทศ แต่สำหรับสหรัฐอเมริกาแล้วมันกลับเป็น “ความจำเป็น” ที่ต้องเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับความเป็นจริง ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นด้วยหรือไม่

หากคุณเป็นผู้ปกครอง ลองคิดดูสักหน่อยว่า ถ้าโรงเรียนในประเทศไทยต้องสอนหลักสูตรระดับนี้ จะเป็นอย่างไร? เราควรเน้นเรื่องความปลอดภัยในรูปแบบใดเพื่อให้เด็กมีความรู้แต่ไม่เสี่ยงหรือเปล่า?

ที่มา – โรงเรียนในสหรัฐจะเริ่มสอนวิชา “ความปลอดภัยของปืน” ให้เด็ก 5 ขวบ

กิ่งกาชาด อ.ศรีราชา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ ต.บางพระ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กิ่งกาชาดอำเภอศรีราชา ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนผู้ยากไร้ในพื้นที่ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภายใต้งานกิจกรรม “มัจฉากาชาด” ที่จัดขึ้นในวันกองข้าวศรีมหาราชา โดยมีประชาชนร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการระดมทุนสนับสนุนเด็กด้อยโอกาสในชุมชน

กิ่งกาชาด อ.ศรีราชา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ ต.บางพระ

นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอศรีราชา พร้อมด้วยนางสาวรื่นจิตร เจียมสุพรรณกุล รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอศรีราชา ปลัดอำเภอ ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางพระ และคณะผู้บริหารโรงเรียนวัดตโปทาราม (โอสถานุเคราะห์วิทยา) ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้ได้รับทุนรวมจำนวน 36 คน คนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 72,000 บาท พร้อมอุปกรณ์การเรียน ขนม และไอศกรีม

ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาเพื่ออนาคตที่ดีของน้อง ๆ

วัตถุประสงค์หลักของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ คือ เพื่อสนับสนุนเด็กยากไร้ในชุมชนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม โดยเฉพาะนักเรียนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา ในโรงเรียนวัดตโปทาราม (โอสถานุเคราะห์วิทยา) ที่มีนักเรียนยากไร้อยู่จำนวน 136 ราย โครงการดังกล่าวช่วยให้ทุก ๆ เด็กมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสร้างอนาคตที่ดีขึ้นผ่านการเรียนรู้

นอกจากนี้ กิ่งกาชาดอำเภอศรีราชายังมีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยไม่เพียงแค่ให้ความช่วยเหลือในด้านการศึกษา แต่ยังเน้นการสร้างโอกาสให้กับเด็ก ๆ ให้มีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ และใฝ่หาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างมีคุณธรรม

  • สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนยากไร้ในพื้นที่
  • ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชุมชน
  • ยกระดับการศึกษาสู่ความยั่งยืน
  • ดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น โรงเรียน และประชาชนในชุมชน เป็นหัวใจหลักของความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว การรวมพลังเพื่อดูแลเด็กด้อยโอกาส เป็นการต่อยอดความปรารถนาดีที่มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์เพื่อความเจริญของสังคมอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในโครงการเพื่อสังคม หรือกำลังมองหาวิธีช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส กิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการเริ่มต้น เพราะการศึกษาที่ดีสำหรับทุกคนคือหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาประเทศ

ที่มา – กิ่งกาชาด อ.ศรีราชา มอบทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ ต.บางพระ

ธรรมนัส ไม่อยากจำใครทำอะไรแต่ไม่ลืมบุญคุณ

ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาชี้แจงหลังจากที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองของ ธรรมนัส ว่า “ผิดที่ไว้ใจ” โดย ธรรมนัส เผยว่าตนอายุได้ 60 ปี มีลูกแปดคน ไม่อยากจำใครทำอะไรให้ตนบ้าง แต่ยืนยันว่า “ไม่ลืมบุญคุณ” อย่างแน่นอน

ธรรมนัส ลั่น ไม่อยากจำใครทำอะไร แต่ไม่ลืมบุญคุณ

เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังที่ ทักษิณ ออกมาพูดว่า “ผิดที่ไว้ใจธรรมนัสมากเกินไป” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ได้สนใจมาก เพราะมองว่านี่เป็นเรื่องของการเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ย้ำว่า “อะไรที่พูดไม่ได้ก็ไม่ควรพูด”

ตัดสินใจเปลี่ยนขั้วเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง

ในส่วนเหตุผลที่ ธรรมนัส เปลี่ยนขั้วทางการเมืองนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่มีการชี้แจงว่าเป็นไปตามมติของพรรคกล้าธรรมที่ต้องการหาทางออกให้กับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงวิกฤต ซึ่งรัฐสภาเองก็พร้อมสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและลดความขัดแย้งในวงการเมือง

นอกจากนี้ ธรรมนัส ยังกล่าวว่า ตนเองไม่ได้เป็นเพียงผู้แทนของพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ทำงานอยู่บนความมุ่งหวังเดียวกันกับหลายพรรค ทั้งพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย เพื่อมุ่งหาทางออกร่วมกัน

“บุญคุณไม่ลืม แม้จะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกัน”

  • ไม่อยากจำใครทำอะไรให้
  • รู้จักคุณค่าของบุญคุณที่มีต่อกัน
  • มองการเมืองเป็นเพียงเพื่อสร้างความสงบให้บ้านเมือง

ว่ากันว่า “ธรรมนัส” ไม่ใช่แค่หนึ่งชื่อในวงการทหารและการเมือง แต่มีความสามารถและภาพลักษณ์ที่หลายคนให้ความเคารพนับถือ ทั้งในเรื่องความซื่อสัตย์ การทำงานอย่างมีหลัก และการไม่ลืมคนที่เคยมีบุญคุณ

แม้เรื่องการเมืองจะแปรเปลี่ยนและซับซ้อน ธรรมนัส ยืนยันว่า ตนไม่ลืมใคร แต่ยังคงเคารพผู้นำและผู้มีบุญคุณ หนึ่งในนั้นคืออดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างแน่นอน ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความแค้น แต่เป็นการเลือกทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับ พรรคเพื่อไทย ในอนาคต ร.อ. ธรรมนัส ยืนยันว่า ยังสามารถคุยกับ ส.ส. หลายคนเพื่อหาทางออกร่วมกัน และมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่ควรเป็นการสร้างสรรค์เพื่อประชาชน

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวปิดท้ายว่า “ตอนนี้ยังไม่มีการเสนอใครนั่งตำแหน่งรัฐมนตรี ขอให้เจรจากันก่อนว่านายกฯ จะมาจากใคร ทางตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง”

ถ้อยคำของ “ธรรมนัส” เหล่านี้ สะท้อนความเป็นมืออาชีพที่มุ่งหน้าสู่ความสงบสุขของสังคม ท่ามกลางกระบวนทัศน์ที่ต้องพิสูจน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘ธรรมนัส’ ลั่น ไม่อยากจำใครทำอะไร แต่ไม่ลืมบุญคุณ หลัง ‘ทักษิณ’ โอดผิดที่ไว้ใจ

‘วิป 2 ฝ่าย’ ไม่มีข้อสรุปเลือกนายกฯ วันไหน เหตุต้องรอความขัดเจน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กันยายน ที่รัฐสภา การประชุมของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ได้รับการจัดขึ้นโดยมีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธาน วาระสำคัญในครั้งนี้คือการพิจารณากำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

วิป 2 ฝ่าย ยังไม่สามารถตกลงวันเลือกนายกฯ ได้

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากทั้งสองฝ่าย ได้แก่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ร่วมกับนายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรค พท. ในฐานะเลขานุการวิปรัฐบาล และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมด้วยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะวิปฝ่ายค้าน

ภายหลังการประชุมที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ผลการหารือระบุว่า ยังไม่สามารถตกลงวันเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพราะยังต้องรอความเคลียร์จากศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมี สส. จำนวน 20 คน ส่งหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามถึงความถูกต้องของการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

รอศาลฯ ชี้แจงก่อนตัดสินใจถัดไป

ในที่ประชุม วิป 2 ฝ่าย เห็นพ้องกันว่าควรเลื่อนการประชุมจนกว่าจะได้คำตอบอย่างชัดเจนจากศาลฯ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยหากภายในวันนี้ (3 ก.ย.) จะได้รับคำตอบ จะสามารถจัดการประชุมสภาฯ ได้ก่อนเวลา 16.30 น. และมีโอกาสเลือกนายกฯ ได้ภายในวันที่ 5 ก.ย.

  • การพิจารณาอย่างรอบคอบตามกฎหมายคือสิ่งจำเป็น
  • ความโปร่งใสในการตัดสินใจของวิปทั้งสองฝ่าย
  • ความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อภาพรวมของประเทศ

“เราอยากให้เกิดความชัดเจนและยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย เพราะหากมีคำตอบจากศาลฯ อย่างชัดเจน เราเชื่อว่าสามารถดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จได้อย่างเหมาะสม” นายนายฉลาด กล่าว

ทั้งนี้ แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการทูลเกล้าฯ ยุบสภา แต่จากการยืนยันของพรรคพลังประชารัฐนั้น ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด ความจำเป็นในขณะนี้คือการรักษาเสถียรภาพของประเทศ และรอคำชี้แจงจากศาลฯ ให้ได้ข้อสรุปอย่างถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้ของวิปทั้งสองฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในกระบวนการทางประชาธิปไตย

เราขอแนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของวิปสองฝ่ายในการบริหารสภานี้ และความสำคัญของการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาที่ตัดสินชะตาอนาคตของประเทศ

ติดตามข่าวการเมืองที่เกี่ยวข้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง รับรองความถูกต้อง เป็นกลาง ตรงประเด็น

ที่มา – ‘วิป 2 ฝ่าย’ ไม่มีข้อสรุปเลือกนายกฯ วันไหน เหตุต้องรอความขัดเจน

สืบ5 ปูพรมจับพ่อค้ายารายใหญ่ภาคกลาง ยึดเงิน-บ้าน-ทรัพย์สิน 13 ล้าน

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 พ.ต.อ.ศิรณวิชญ์ อินทร ผกก.สส.บก.น.5 และคณะ ได้ร่วมกันปิดล้อมและตรวจค้นหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในข้อหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ภาคกลางภายใต้ชื่อสำนวนว่า “สืบ5”

สืบ5 ปูพรมจับพ่อค้ายารายใหญ่ภาคกลาง

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นจากศาลอาญาสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องมาตรวจค้นในพื้นที่ห้องพัก โครงการอสังหาริมทรัพย์ และบ้านส่วนตัวของผู้ต้องหาจำนวน 3 จุด ซึ่งให้ผลการจับกุมที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยการยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 13 ล้านบาท

จับกุมเครือข่ายยาเสพติดมีอาวุธ

จุดแรกของการตรวจค้นอยู่ที่โครงการศุภาลัย เวอเรนด้า พระราม 9 โดยการจับกุม “นายภูเบศร์ อาจวิชัย” ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีค้ายาเสพติดประเภท 2 โดยเจ้าหน้าที่ยึดของกลางได้แก่ เคตามีน 3.69 กรัม, โคคาอีน 5.15 กรัม, ยาอี 22 เม็ด รวมทั้งสร้อยทอง นาฬิกาหรู และรถ Forza สีแดง-เทา ป้ายทะเบียน กทม.

จุดที่สองคือการตรวจค้นบ้านของ “นายเอกกฤต ยมศรีเคน” ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ โดยการยึดมีอาวุธปืนสั้น ลูกโม่ .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนขนาด .38 จำนวน 32 นัด, 9 มม. อีก 50 นัด และแบลงค์กัน 80 นัด นอกจากนี้ยังยึดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ได้แก่ บ้านพร้อมที่ดิน 6 ล้านบาท, เงินสด 2 ล้านบาท, รถยนต์ 2 คัน มูลค่า 3.2 ล้านบาท, รถจักรยานยนต์ 2 คัน, ทองคำ และสินค้าแบรนด์เนมมูลค่ากว่า 8 แสนบาท

ผู้ต้องหาอีกรายได้แก่ “นายนิคม ศัทธาพงษ์” อายุ 40 ปี ถูกจับกุมในห้องพักที่กรุงเทพฯ พร้อมข้อหาค้ายาเสพติดในลักษณะเดียวกัน

เครือข่ายยาเสพติดรับสั่งจากสถานบันเทิง

จากการสืบสวนพบว่าทั้ง 3 รายนี้มีบทบาทต่างกันในเครือข่ายค้ายาเสพติด อ.กฤต เป็นผู้บริหารและวางแผน การเงิน ส่วน “ภูเบศร์” 負責เก็บและจัดการสินค้า และ “นิคม” ทำหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า โดยกลุ่มนี้มีลูกค้าหลักเป็นวัยรุ่นและนักเที่ยวในสถานบันเทิงต่างๆ

  • จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย
  • ยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 13 ล้านบาท
  • ยึดอาวุธปืนและยาเสพติดอันตราย

เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยจากความสำเร็จของการดำเนินการ สืบ5 ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการต่อสู้กับยาเสพติด และความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสังคม

หากคุณหรือคนรอบข้างมีปัญหาการใช้สารเสพติด อย่าลืมขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือเครือข่ายสนับสนุนที่มีอยู่ อย่าปล่อยให้ความเงียบเป็นเสียงของความทุกข์ทุกข์

ที่มา – ‘สืบ5’ ปูพรมจับพ่อค้ายารายใหญ่ภาคกลาง ตะลึงยึดเงินสด-บ้าน-ทรัพย์สินกว่า 13 ล้าน

ช็อก! พบศพชายเสียชีวิตจมกองเลือดในเทศกาลศิลปะชื่อดัง คาดโดนฆาตกรรม

ในคืนวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ทางการรัฐเนวาดาได้เปิดการสืบสวนคดีฆาตกรรมหลังจากพบศพชายเสียชีวิตจมกองเลือดในพื้นที่เทศกาลศิลปะชื่อดังอย่าง เบิร์นนิงแมน บริเวณแบล็คร็อค ซิตี

ช็อก! พบศพชายเสียชีวิตจมกองเลือดในเทศกาลศิลปะชื่อดัง คาดโดนฆาตกรรม

ศพของชายรายนี้ถูกพบในช่วงเวลาที่เทศกาลกำลังจะถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุด คือการเผาหุ่น “เดอะ แมน” ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน โดยประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างตกใจเมื่อเห็นชายคนหนึ่งนอนจมอยู่ในกองเลือด

นายอำเภอเจอร์รี อัลเลน จากเขตเทศมณฑลเพิร์ชชิง รัฐเนวาดา เผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ระบุข้อมูลเบื้องต้นของผู้เสียชีวิตไว้ว่าเป็นชายผิวขาว อายุประมาณ 35-40 ปี สูงประมาณ 180 เซนติเมตร น้ำหนัก 90 กิโลกรัม ทรงผมสั้น หนวดเคราสีน้ำตาล

ช่วยกันสืบหาเบาะแส

เจ้าหน้าที่ตามหาเบาะแสจากผู้ที่อยู่ในบริเวณงานช่วงเวลา 20.00 – 21.30 น. ของคืนวันเสาร์ และขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนส่งข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลน่าสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ ทุกข้อมูลไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็สำคัญ

ทางการได้ประกาศเปิดการสืบสวนภายใต้ฐานความผิดคดีฆาตกรรมตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับทีมงานจัดงานเพื่อความต่อเนื่องและปลอดภัยของผู้เข้าร่วม

  • การสืบสวนอาจใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์
  • พื้นที่เกิดเหตุถูกปิดเพื่อเก็บพยานหลักฐาน
  • ขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมงานงดรบกวนหน้าที่ตำรวจ

“แม้ดูเหมือนจะเป็นอาชญากรรมเฉพาะบุคคล แต่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนควรระมัดระวังสิ่งรอบตัวและคนรู้จักเสมอ” นายอำเภอกล่าวเตือน

ท่ามกลางบรรยากาศที่ตื่นเต้นของเทศกาลเบิร์นนิงแมน ซึ่งมีผู้คนมาพบปะและแสดงออกทางศิลปะทั่วโลก แต่เหตุไม่คาดฝันนี้เข้าสู่ขอบข่ายของความปลอดภัย ท่ามกลางเรื่องราวเคยเกิดเหตุการณ์แย่ๆ มาแล้วในอดีต เช่น การเสียชีวิตจากการวิ่งเข้ากองไฟในปี 2017 และพายุฝนในปี 2023 ที่ทำให้หลายคนได้รับบาดเจ็บ

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือแรงจูงใจ หรือลักษณะอื่นที่อาจช่วยให้สามารถระบุผู้เสียชีวิตได้ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทุกเบาะแสจะได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม การจัดเทศกาลงานประจำปีในพื้นที่แบล็คร็อคยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวันสุดท้ายที่เมืองชั่วคราวแห่งนี้จะถูกเก็บกวาดหลังสิ้นสุดงาน

ดังนั้น เรายังคงต้องตั้งตารอดูรายละเอียดของการสืบสวน รวมถึงได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเทศกาลที่โดดเด่นแห่งนี้ หากคุณเคยไปงานนี้หรือมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เข้ามาช่วยอ้างอิง อย่าลังเลร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อความยุติธรรมและความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ช็อก! พบศพชายเสียชีวิตจมกองเลือดในเทศกาลศิลปะชื่อดัง คาดโดนฆาตกรรม

รมช.กลาโหมประชุมศบ.ทก. พิจารณาสร้างรั้วบ้านหนองจาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากตรวจพบว่าทหารกัมพูชาได้ลักลอบเข้ามาในแผ่นดินไทยและวางระเบิดในพื้นที่ใกล้ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบและยืนยันว่าระเบิดดังกล่าวเป็นของกองทัพกัมพูชา ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนของการละเมิดอธิปไตยประเทศไทย

รมช.กลาโหมประชุมศบ.ทก. พิจารณาสร้างรั้วบ้านหนองจาน

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินการประท้วงทางการทูตกับรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันยังสั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัด

การประชุมครั้งที่ 31 ของศบ.ทก.

เช้านี้ (3 ก.ย.) ที่ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้อำนวยการ ศบ.ทก. จะเป็นประธานในการประชุม ศบ.ทก. ครั้งที่ 31 เพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณาข้อเสนอในการสร้างรั้วในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะในจังหวัดสระแก้ว

การพิจารณาสร้างรั้วบ้านหนองจานนี้เป็นมาตรการหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ยังคงเป็นห่วงในพื้นที่

  • เพิ่มความมั่นคงชายแดน
  • ควบคุมการเคลื่อนไหวของคนและของผิดกฎหมาย
  • ลดเหตุการณ์การลักลอบวางระเบิด
  • แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว

รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดความไม่สงบบริเวณชายแดน และพร้อมปฏิบัติการทางทหารหากถูกละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง

จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านทั้งทางการทูตและทางทหาร เพื่อปกป้องความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชน

ด้วยสถานการณ์ที่ยังแปรปรวน ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

รมช.กลาโหมประชุมศบ.ทก. พิจารณาสร้างรั้วบ้านหนองจาน เพื่อประเมินว่าแนวทางนี้จะส่งผลดีต่อการรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการข้ามแดนที่ไม่ได้รับอนุญาตเพิ่มมากขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการ และติดตามแนวทางการรักษาความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ‘รมช.กลาโหม’ประชุมศบ.ทก. พิจารณาข้อเสนอสร้างรั้วบ้านหนองจาน