ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คปภ.เพิ่มความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์สูงสุด 20 ล้าน ไม่ขึ้นเบี้ย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 51/2568 เพื่อปรับเพิ่มวงเงินความคุ้มครองสูงสุดต่อครั้งในประกันภัยรถยนต์ทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ จากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท โดยไม่มีการขึ้นเบี้ยประกันภัย ซึ่งถือเป็นการยกระดับความคุ้มครองสำหรับผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ

คปภ.เพิ่มความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์สูงสุด 20 ล้าน ไม่ขึ้นเบี้ย

การปรับเพิ่มนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 สาเหตุสำคัญคือ อุบัติเหตุรายใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินชดเชยตามขีดจำกัดเดิมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจำนวนมากจากรถชนกันหรืออุบัติเหตุรุนแรง

วงเงินคุ้มครองพ.ร.บ.และประกันภาคสมัครใจเพิ่มเป็น 20 ล้านบาท

สำนักงาน คปภ. กำหนดให้ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และภาคสมัครใจต้องมีวงเงินคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อครั้ง โดยเฉพาะในกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ในเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 คนขึ้นไป

  • ประกันภัยพ.ร.บ. เพิ่มวงเงินความคุ้มครองต่อครั้งเป็น 20 ล้านบาท ไม่เพิ่มเบี้ยประกัน และใช้บังคับกับกรมธรรม์ทุกฉบับ
  • ประกันภาคสมัครใจ ต้องมีวงเงินคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท พร้อมเริ่มใช้บังคับสำหรับกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569

นายไพบูลย์ เปี่ยมเมตตา ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย กล่าวว่า การปรับนี้ไม่ได้เพิ่มภาระต่อผู้เอาประกันภัย เพราะไม่มีการเพิ่มเบี้ยประกันภัย แต่เป็นการช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการฟ้องร้อง และกระจายภาระค่าใช้จ่ายให้บริษัทประกันภัย

อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2563 คปภ. จะปรับเพิ่มวงเงินชดเชยต่อคนเป็น 500,000 บาท แต่ขีดจำกัดสูงสุดยังอยู่ที่ 5-10 ล้านบาทต่อครั้ง ส่งผลให้ไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง การขึ้นเป็น 20 ล้านบาทจึงตอบโจทย์แนวโน้มปัจจุบันอย่างแท้จริง

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายล่าสุดนี้ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน คปภ. หรือผ่านช่องทางการรับประกันออนไลน์ของบริษัทประกันภัยต่างๆ การมีประกันภัยที่เพียงพอไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นการดูแลตัวเองและผู้อื่นอย่างมีความรับผิดชอบ

ที่มา – คปภ.ออกคำสั่ง เพิ่มความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ ภาคบังคับ-สมัครใจ สูงสุด 20 ล้าน ไม่ขึ้นเบี้ยประกัน

สีจิ้นผิงผูกสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านกับมิตรสหาย ‘องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้’ อย่างไร

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์แบบเพื่อนบ้านที่แน่นแฟ้นกับประเทศสมาชิกในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (เอสซีโอ) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การทูตที่เน้นความสัมพันธ์เชิงบุคคลและการพัฒนา

ภายใต้กรอบความร่วมมือของเอสซีโอ สีจิ้นผิงเน้นการทูตที่ยึดหลักการ “สัมพันธไมตรี ความจริงใจ ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และความครอบคลุมทั่วถึง” เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นร่วมกัน ประเทศสมาชิกของเอสซีโอ ทั้งที่เป็นสมาชิกก่อตั้งและประเทศใหม่ เช่น เบลารุส ได้เข้าร่วมร่วมสร้างเครือข่ายการทูตที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การเยือนอย่างใกล้ชิดและการใช้เวทีเพื่อสื่อสาร

การเดินทางไปเยือนประเทศสมาชิกของเอสซีโออย่างต่อเนื่องของผู้นำจีน ช่วยสร้างความสัมพันธ์แบบญาติมิตรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะในการประชุมสุดยอด หรือเวทีต่างๆ พร้อมการร่วมมือในพื้นที่เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง ในการดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สีระบุอย่างชัดเจนว่าการเป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” คือพื้นฐานของการดำเนินนโยบายภายนอกของจีน

ความมั่นคงและเศรษฐกิจ – สองเสาหลักของความร่วมมือ

สีจิ้นผิงยังผลักดันให้ประเทศสมาชิกของเอสซีโอมีความมั่นคงระดับภูมิภาคและทั่วโลกไว้เป็นลำดับต้นๆ โดยenade แนวทางร่วมมือปลอดภัยเพื่อรับมือกับผลกระทบจากภัยคุกคามร่วม เช่น การก่อการร้าย การค้าอาวุธ และอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมเสนอ “แผนริเริ่มความมั่นคงโลก (GSI)” ซึ่งมุ่งสร้างมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในระดับสากล

ในแง่ของเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงยังเน้น “ความร่วมมือเพื่อความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืน” โดยประกาศปี 2025 ให้เป็น “ปีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนในเอสซีโอ” พร้อมจัดตั้งศูนย์พัฒนาทางวิชาการและเทคโนโลยีการเกษตรในซานซี ซึ่งสามารถเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรหลายหมื่นรายทั่วภูมิภาค

อีกหนึ่งด้านของความร่วมมือก็คือการผสานกลยุทธ์เศรษฐกิจในภูมิภัคฯ เช่น การเชื่อมโยง แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) เข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ซึ่งสามารถบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง และการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เส้นทางรถไฟจีน-คีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถานที่ลดระยะเวลาในการขนส่งสินค้า ส่งเสริมการค้าในภูมิภาค

จากการขับเคลื่อนเหล่านี้ สีจิ้นผิงได้สร้างภาพรวมของความร่วมมือในระดับสากลที่แรงกล้า ยุติธรรม และยั่งยืน โดยอาศัยความเป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” เป็นแก่นกลางในการพัฒนาความสัมพันธ์ในรอบด้าน เป็นต้นแบบของการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21

หากคุณมองหาแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต กิจกรรมขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ภายใต้การนำของจีน ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – สีจิ้นผิงผูกสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านกับมิตรสหาย ‘องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้’ อย่างไร

สตรี-สตางค์เขย่าศรัทธาสงฆ์ มหาเถรฯ ต้องฝ่าวิกฤต

เมื่อเร็วๆ นี้ วงการพระสงฆ์ในประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างมาก โดยสาเหตุหลักมาจากสิ่งสองสิ่งที่เป็นปัญหาคือ “สตรี” และ “สตางค์” หรือการมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง และการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินอย่างผิดวินัย

สตรี-สตางค์เขย่าศรัทธาสงฆ์

ประเด็นที่มาแรงที่สุด คือ กรณีของ อดีตเจ้าคุณแย้ม วัดไร่ขิง ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตยักยอกเงินจากวัด ซึ่งถูกใช้ไปกับการเล่นพนันออนไลน์ผ่าน “สีกาเก็น” และอีกเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการอย่างหนักก็คือ กรณี “สีกากอล์ฟ” ที่เข้าไปมีความสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสมกับพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 13 รูป ซึ่งสุดท้ายต้องยอมสึกสังฆะ และได้รับโทษตามข้อหาต่าง ๆ ที่ได้กระทำไว้

สตรี-สตางค์ และการสูญเสียศรัทธา

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีกหลายกรณี เช่น ของ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ และล่าสุด อดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่ถูกเปิดโปงให้เคยมีการปลอมแปลงประวัติ และยักยอกเงินวัดอย่างชัดเจน เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์อย่างมาก เพราะตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและฐานะสูงในแวดวงพระสงฆ์ทั้งสิ้น

การกระทำผิดของพระรูปน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนพระภิกษุทั่วประเทศ ที่มีรวมกว่า 240,000 รูป ก็ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในมุมของความเชื่อมั่นและความศรัทธาของ大众คนทั่วไปที่มีต่อพระภิกษุ กลับเป็น “จุดเล็ก ๆ ที่ทำลายภาพใหญ่” อย่างรุนแรง

มาตรการของมหาเถรสมาคมเพื่อกู้คืนศรัทธา

เพื่อแก้ไขปัญหาและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม หรือ มส. ได้ออกเป็นแนวทางในการดำเนินคดีกับพระที่ฝ่าฝืน พระธรรมวินัย อย่างรุนแรง โดยมีการกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคำกล่าวหาเพียง 10 วันในกรณีที่พบหลักฐานชัดเจนซึ่งเกี่ยวข้องกับ อาบัติปาราชิก และไม่อนุญาตให้มีการอุทธรณ์หรือขอคัดค้านเพิ่มเติม

การจัดการด้านการเงินในวัดอย่างเข้มงวด

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดบัญชีธนาคาร และการบันทึกบัญชีอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดจำนวนเงินสดที่สามารถเก็บไว้ในวัดไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมให้วัดมีการใช้ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation แทนใบอนุโมทนาบัตร เพื่อความโปร่งใสในการรับ-จ่ายของวัด

รวมถึงในอนาคตอันใกล้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 กรมสรรพากร ได้ประกาศว่า ผู้บริจาคเงินให้วัดจะต้องใช้ระบบ e-Donation เท่านั้น ถึงจะสามารถนำใบแจ้งการบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริจาคให้มีความโปร่งใสไปทั่วทั้งวงการศาสนา

สกัด “เหลือบ” ผ่านการตรวจสอบประวัติเข้มงวด

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การป้องกันไม่ให้ผู้ที่หนีคดี หรือมีประวัติพื้นฐานไม่เหมาะสมสามารถมาบวชโดยใช้ชื่อปลอม ซึ่งขณะนี้ มหาเถรสมาคมมีการตรวจสอบประวัติ คนขอบวชอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การตรวจคัดกรองประวัติผ่านระบบเลขบัตรประชาชน 13 หลัก การตรวจสอบประวัติส่วนตัวจากตำรวจ และควรได้รับการรับรองจากหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เข้ามาในทางพระจะไม่ใช่ตนที่มีเจตนาในทางที่ผิด

หากพระทั้งหลายปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย อย่างเคร่งครัด การกู้คืนความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับคนในสังคมในพระสงฆ์ได้ภายในระยะอันใกล้

ที่มา – เมื่อ “สตรี-สตางค์” เขย่าศรัทธาสงฆ์ มหาเถรฯ ต้องฝ่าวิกฤตกู้คืนศรัทธาชาวพุทธ

อดีตกกต.ชี้‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอาจขาดคุณสมบัติหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการกิจการตำรวจแห่งชาติ (กกต.) และนักวิชาการด้านการเมือง ได้โพสต์ข้อคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อนายแพทองธาร ชินวัตร หรือที่เรียกกันในวงการการเมืองว่า ‘อิ๊งค์’ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมขัดกับมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

อดีตกกต.ชี้‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอาจขาดคุณสมบัติหัวหน้าพรรค

จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเมืองของนายแพทองธาร โดยไม่เพียงแค่ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังอาจส่งผลถึงความสามารถในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของนายสมชัย ระบุว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามไว้ตอนนี้คือ ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวอาจทำให้เกิดการพ้นจากตำแหน่งในฐานะหัวหน้าพรรคหรือไม่ ซึ่งหากเช็คตามกฎหมายแล้ว คำตอบจะบอกว่า “ใช่”

หลักฐานทางกฎหมาย

ภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 15 (11) ได้กำหนดไว้ว่า ข้อบังคับของพรรคการเมืองจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่กรรมการบริหารพรรคต้องปฏิบัติตาม โดยให้เทียบเคียงได้กับมาตรฐานจริยธรรมที่ใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเองก็คือมาตรฐานเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อดูตามข้อบังคับพรรคอนุญาตให้เปรียบเทียบได้กับกฎหมายสูงสุดนี้ หมายความว่าหากใครประพฤติตนคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรง แม้จะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค อาจเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งโดยอัตโนมัติ

  • กฎหมายพรรคการเมืองระบุถึงมาตรฐานจริยธรรมที่จำเป็นในการดำรงตำแหน่ง
  • ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  • ข้อบังคับพรรคเพื่อไทยมีข้อกำหนดที่อ้างอิงถึงกฎหมายดังกล่าว

นายสมชัยอธิบายต่อไปว่า เมื่อเปิดดูข้อบังคับพรรคเพื่อไทยในราชกิจจา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562 ข้อ 48 วรรคสุดท้าย มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง’ ซึ่งหมายความว่า แนวทางปฏิบัติหรือความประพฤติอันเป็นที่ตั้งใจไม่เสียหายของบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งบริหารของพรรค จะถูกเปรียบเทียบกับระเบียบขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

ผลกระทบตามมาจากการกระทำที่ผิดจริยธรรม

ด้วยเหตุนี้ หากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แท้จริง ศาลก็สามารถดำเนินการผ่านเลขาธิการ กกต. เพื่อแจ้งให้พรรคเพื่อไทยทราบว่า หัวหน้าพรรครายนี้ไม่สามารถเข้าเกณฑ์คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งแล้ว และให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการจัดประชุมใหญ่ภายใน 60 วัน เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่มาแทน

สิ่งนี้จึงถูกเรียกว่า แพทองธาร Effects หรือผลสะท้อนที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างภายในพรรค ไม่ใช่แค่ไปหยุดที่ตัวบุคคลเท่านั้น

หากมองในเชิงยาวระยะ การตัดสินเช่นนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพด้านการเมืองภายในประเทศ เพราะสถานการณ์เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับพรรคอื่นที่มีผู้นำเข้าข่ายของกรณีเดียวกันด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อประชาชนและพรรคการเมืองในการปฏิรูปตัวเองให้อยู่ภายใต้หลักจริยธรรมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

แม้จะยังมีข้อถกเถียงในวงการกฎหมายเกี่ยวกับกรณีของ ‘อิ๊งค์’ แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการเมืองไทย ที่ประชาชนต้องได้เห็นผู้นำที่ไม่มีหนี้ทางจริยธรรม การมีกฎหมายที่เข้มงวดร่วมกับการตรวจสอบที่ครอบคลุมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

หากท่านต้องการติดตามข่าวสารการเมืองและข้อมูลด้านนโยบาย อัปเดตข่าวสารใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิดบนสถานการณ์ไทย ติดตามเราได้ตลอดเวลา

อย่าลืมแชร์บทความนี้ต่อเพื่อให้ทุกคนได้เห็นและเข้าใจถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่มีจริยธรรมกันดีกว่าครับ

ที่มา – อดีตกกต. ชี้หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค

กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภาหารือแนวทางป้องกัน-บำบัดผู้ติดยาเสพติด

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมายและยุติธรรม วุฒิสภา โดยนำโดย พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการและเลขานุการประจำคณะฯ ได้เดินทางมายังห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา เพื่อศึกษาดูงานและร่วมประชุมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภาหารือแนวทางป้องกัน-บำบัดผู้ติดยาเสพติด

ในการประชุมครั้งนี้ มีการหารือถึงแนวทางการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565, พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 และพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

แนวทางในการป้องกันและบำบัดผู้ติดยาเสพติด

หนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้คือแนวทางในการป้องกัน การแก้ไข และการบำบัดผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมที่หลากหลาย ทั้ง พล.ต.ต. พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา รองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติดแล้วสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

จากรายงานที่ได้รับ การประชุมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด และสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการออกจากเส้นทางนี้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

เป็น亮点หนึ่งที่น่าสนใจจากกิจกรรมครั้งนี้ คือ การมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ที่ผ่านการบำบัดและสามารถเลิกเสพได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจและเป็นการสนับสนุนอย่างแท้จริง เพื่อให้พวกเขาได้กลับคืนสู่สังคมอย่างมั่นคงและมีคุณภาพ

กิจกรรมช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ใช้สารเสพติด ถือเป็นแนวทางเชิงรุกที่ช่วยลดจำนวนอาชญากรรม ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงให้เกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ในตอนท้าย คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์จากการเข้าพื้นที่จังหวัดพะเยาในครั้งนี้ ไปใช้ประกอบการศึกษา วางแผน รวมถึงดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการและวุฒิสภาต่อไป

หากคุณเป็นผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาการเสพติด หรือรู้จักใครที่ต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการออกมาจากความมืดคือสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ

ที่มา – กมธ.กฎหมายและยุติธรรม วุฒิสภา หารือแนวทางป้องกัน-บำบัดผู้ติดยาเสพติด รับฟังปัญหา ตำรวจภูธรพะเยา

คุณากร มั่นใจขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างรายได้พื้นที่ 43 ล้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายคุณากร ปรีชาชนะชัย อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความยินดีหลังจากที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้กับ “เนื้อสุรินทร์” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญและเป็นรูปธรรมจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน

คุณากร มั่นใจขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างรายได้พื้นที่ 43 ล้าน

“เนื้อสุรินทร์” ได้รับการยอมรับให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม โดยมีคุณภาพสูง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI ซึ่งช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนในจังหวัดสุรินทร์กว่า 43 ล้านบาทต่อปี

พัฒนาคุณภาพและเพิ่มศักยภาพให้กับผลิตภัณฑ์

นายคุณากร กล่าวว่าได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมโครงการตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง และมองว่าการขึ้นทะเบียน GI นี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสินค้าและยกระดับฐานะเกษตรกร “การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสะท้อนคุณภาพของเนื้อสุรินทร์ และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับจังหวัดของเราในระดับประเทศและตลาดโลก”

“เนื้อสุรินทร์” เป็นเนื้อโคลูกผสมคุณภาพสูง มีสายเลือดวากิวไม่น้อยกว่า 50% ส่งผลให้มีคุณสมบัติพิเศษ อย่างสีเนื้อแดงอมชมพู ไขมันแทรกสม่ำเสมอ มีระดับคะแนนคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น 3 ขึ้นไป มีรสชาติอร่อย เนื้อนิ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ที่มาพร้อมมูลค่าสูง

  • สายพันธุ์คุณภาพ: มีสายเลือดวากิว >50%
  • คุณภาพมาตรฐาน: ได้มาตรฐานญี่ปุ่นระดับ 3 ขึ้นไป
  • ผลผลิต: มากกว่า 144,000 กิโลกรัมต่อปี
  • รายได้: สร้างรายได้กว่า 43 ล้านบาท

นับเป็นการยกระดับทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่นและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน การได้รับการรับรอง GI จึงถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นมาและความพิเศษของ “เนื้อสุรินทร์” ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพและความตั้งใจในการเลี้ยงดูอย่างประณีต

ในอนาคต “เนื้อสุรินทร์” มีศักยภาพที่จะชูภาพพจน์จังหวัดสุรินทร์ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ก้าวไปไกลในตลาด meat premium ระดับโลก

อย่าพลาด! สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและรักษามรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่มา – คุณากร มั่นใจขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างรายได้พื้นที่ 43 ล้าน

สรวงศ์ ยอมรับยังไม่ทราบจำนวน สส.เพื่อไทย ไหลข้ามขั้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเพื่อไทยที่ได้ย้ายขั้วไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยกี่คน แม้จะมีข่าวออกมาว่ามี สส. จำนวนหนึ่งไปให้สัมภาษณ์หรือปรากฏตัวในงานที่จัดโดยพรรคนั้น

สรวงศ์ ยอมรับยังไม่ทราบจำนวน สส.เพื่อไทย ไหลข้ามขั้ว

ทั้งนี้ นายสรวงศ์ ได้กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการพูดคุยกันภายในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งใจเข้าไปทำความเข้าใจกับ สส. แต่ละคนว่ามีปัจจัยหรือเหตุผลใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งเขายอมรับว่าหากมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เปลี่ยนใจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์การเมือง

ตรึง สส. ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย อย่างเต็มที่

นายสรวงศ์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยได้พยายามที่จะ “ตรึง” สส. ที่ยังมีใจอยู่กับพรรคให้อยู่กับพรรคต่อ โดยย้ำว่า ทุกคนก็เข้าใจดีว่าหัวหน้าพรรคนั้นคือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดังนั้นหากมีการเคลื่อนไหวในทางใด ทางพรรคจะมีการสื่อสารและทำความเข้าใจเพื่อให้สมาชิกพรรคได้เข้าใจอุดมการณ์และจุดยืนเดิมของพรรคมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงข้อจำกัดในการรับประกันว่า สส. ทุกคนจะไม่ย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่นหรือขั้วตรงข้าม นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องธรรมดาในโลกการเมืองที่พรรคใหญ่จะไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียด และมีผู้เล่นใหม่ ๆ หรือพรรคใหม่เกิดขึ้น อาจทำให้บางคนรู้สึก “น้อยใจ” หรือไม่พอใจ ซึ่งก็อยู่ในเหตุการณ์ปกติ ทั้งนี้ พรรคได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของสมาชิกพรรคในการยึดมั่นในหลักการ.

  • สรวงศ์ ยืนยันยังมีความพยายามติดต่อและคุยตลอด
  • สส. ได้รับการเตือนสติ และได้ยืนยันว่าอยู่กับพรรค
  • พรรคเพื่อไทยยืนยันยังไม่ลดความพยายามใดๆ

สรุป, จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่จะรักษาบุคลากรและสมาชิกพรรคไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะมีความจำกัดและอุปสรรคทางการเมือง จึงเป็นบททดสอบลำบากครั้งสำคัญของพรรคในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและมั่นคงภายในพรรคให้แข็งแกร่งตลอดเวลา

ที่มา – ‘สรวงศ์’ รับ มี ‘สส.เพื่อไทย’ ไหลข้ามขั้วจริงยังไม่ทราบกี่คน ยัน พยายามตรึงเต็มที่

ทหาร–ตำรวจ–ปกครอง ร่วมจับแรงงานเมียนมา 52 คนในกระบะตู้ทึบ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางทหารจึงได้สนธิกำลังกับตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อดำเนินการลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ซึ่งล่าสุดได้มีการจับกุมผู้โดยสารแรงงานเมียนมา จำนวน 52 คน ที่ซ่อนตัวอยู่ในรถกระบะตู้ทึบที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังพื้นที่ตอนกลางและบางรายตั้งเป้าไปยังประเทศมาเลเซีย

ทหาร–ตำรวจ–ปกครอง ร่วมจับแรงงานเมียนมา 52 คนในกระบะตู้ทึบ

ในช่วงก่อนเกิดเหตุ พล.ต.อัษฎาวุธ ได้สั่งการให้ พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 รวมถึง พ.อ.ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดเตรียมกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ เข้าตั้งจุดตรวจและจุดสกัดบริเวณสามแยกทองผาภูมิ

ตรวจรถยนต์กระบะตู้ทึบ พบแรงงานผิดกฎหมาย

เวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจจุดสังเกตุพบรถกระบะตู้ทึบที่มีลักษณะคล้ายบรรทุกของหนัก เร่งเครื่องหลบหนีหลังถูกเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามจนสามารถจอดจับกุมได้ที่บ้านปรังกาสี ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเข้าตรวจสอบภายในพบว่ามีแรงงานเมียนมาซ่อนตัวอยู่ทั้งหมด 52 คน โดยเป็นชาย 37 คน หญิง 15 คน

จากการสอบสวนผ่านล่ามทราบว่ากลุ่มผู้โดยสารทั้งหมดเดินทางจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ผ่านเส้นทางธรรมชาติในอำเภอสังขละบุรี จากนั้นใช้เส้นทางบกและทางน้ำหลบหลีกจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ จนมีชายรายหนึ่งขับรถกระบะมารับเพื่อพานำไปยังพื้นที่ตอนกลางต่อ โดยมีบางส่วนตั้งเป้าเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ภายใต้ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างกับนายหน้าระหว่าง 15,000 ถึง 40,000 บาทต่อราย

ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้มีแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด พร้อมรถยนต์กระบะตู้ทึบไปฝากขังที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องในวงกว้างต่อไป

การปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นระบบของหน่วยงานทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง แสดงให้เห็นว่าการป้องกันผู้ลักลอบเข้าเมืองสามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ามีการประสานงานกันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

ที่มา – สนธิกำลัง! ทหาร–ตำรวจ–ปกครอง ไล่ล่ากระบะตู้ทึบ ซุกแรงงานเมียนมา 52 คน ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย นัดประชุม กก.บห. 31 ส.ค. 68

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นข่าวที่ว่ามีการเจรจาหรือดีลทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อไปร่วมรัฐบาล โดยนายเฉลิมชัยได้ปฏิเสธข่าวลืออย่างชัดเจน และไม่ยืนยันว่าจะมีการร่วมมือใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน ได้หันไปให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ

‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย

คำชี้แจงของ ‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่กระแสข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ได้แพร่กระจายออกมาอย่างหนาหู ทั้งการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคที่แสดงจุดยืนไม่ชัดเจน รวมไปถึงข่าวลือเรื่องการไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีผู้สังเกตการณ์มองว่าอาจมาจากการที่พรรครัฐบาลยังมีความไม่มั่นคงทางเสียงในสภาผู้แทนราษฎร

นัดประชุม กก.บห. 31 ส.ค. 68

อย่างไรก็ตาม ข่าวสำคัญที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็คือการที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจัดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวทีที่มีการอภิปรายสถานการณ์การเมืองในตอนนี้อย่างจริงจัง เพื่อหาจุดร่วมและทางออกให้พรรคในระยะต่อไป

  • สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
  • การจัดระเบียบภายในพรรค
  • แนวทางตอบสนองต่อกระแสข่าวลือ

ในการประชุมครั้งนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเฉลิมชัยจะใช้โอกาสในการชี้แจงแนวทางและทิศทางของพรรคอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สมาชิกพรรค และตัดวงจรของข่าวลือที่อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคในระยะยาว

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในทิศทางหรือนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ แนวทางการเมืองของพรรคจะต้องสอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมพลังและสร้างเสถียรภาพภายในพรรค หลังจากเผชิญกับกระแสกระแสข่าวลือที่อาจนำไปสู่ความแตกแยก หากไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากผู้นำ

จากสถานการณ์ดังกล่าว สิ่งสำคัญคือการที่พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาความเป็นหนึ่งเดียว และเคลื่อนไหวอย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมืองในอนาคต

เราจะติดตามกันต่อไปว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอะไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถพิสูจน์ความเข้มแข็งในการบริหารจัดการพรรคได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการปฏิเสธการร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งน่าคิดในบริบทของการเมืองไทยในปัจจุบัน

หากคุณติดตามข่าวการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวการประชุมครั้งสำคัญนี้ และรับรู้ข้อมูลที่แท้จริงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย เผย นัดประชุม กก.บห. 31 ส.ค. 68

รอง ผบ.ตร. แถลงจัดแข่งกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36

วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ มาเลเซีย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษา แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ที่ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รอง ผบ.ตร. แถลงจัดแข่งกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36

การจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี เป็นมิตรภาพ และสร้างความร่วมมือในงานปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การแข่งขันครั้งนี้มีประวัติยาวนานกว่า 64 ปี โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2504 ที่ประเทศมาเลเซีย และได้มีการจัดไปแล้ว 32 ครั้ง โดยจัดสลับกันเป็นเจ้าภาพ

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณี ไทย – มาเลเซีย

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

  • วันที่จัดการแข่งขัน: 4 กันยายน 2568
  • เวลาเริ่ม: 15.00 น.
  • สนามแข่งขัน: โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่
  • สามารถติดตามได้ทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกฝังความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซีย แม้ผลการแข่งขันจะมีแพ้ชนะ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือมิตรภาพที่ยั่งยืนตลอดระยะเวลานาน

นอกจากนี้ยังมีการเชิญพี่น้องประชาชน รวมถึงข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและให้กำลังใจแก่ทีมตำรวจไทยในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเชิดชูภาพลักษณ์ของตำรวจไทยบนเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเทศไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 นี้เป็นการย้ำเตือนถึงความสามัคคีและความร่วมมือที่ไม่ใช่เพียงแค่ในสนามแข่ง แต่ยังสานต่อในภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผบ.ตร. แถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568