ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สปิริต แอร์ไลน์ส ยื่นล้มละลายครั้งที่ 2 หวังปรับโครงสร้างการเงิน

สปิริต แอร์ไลน์ส บริษัทสายการบินราคาประหยัดของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศยื่นล้มละลายเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยหวังจะได้ปรับโครงสร้างการเงินของบริษัทให้แข็งแรงขึ้น เพื่อกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว

สายการบินรายนี้เคยยื่นล้มละลายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2567 และทำการประกาศเมื่อเดือนมีนาคมว่าบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระหนี้ลงไปกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25,816 ล้านบาท

สปิริต แอร์ไลน์ส ยื่นล้มละลายครั้งที่ 2 ช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจ

แม้จะเป็นข่าวที่น่าตกใจสำหรับผู้ติดตามวงการบิน แต่การยื่นล้มละลายครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อช่วยให้สปิริต แอร์ไลน์ส ได้มีเวลาและความยืดหยุ่นในการเจรจากับผู้ให้เช่า เจ้าหนี้ทางการเงิน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงินและการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ตลาดปัจจุบัน

จุดมุ่งหมายหลังกระบวนการล้มละลาย

สปิริต แอร์ไลน์สเปิดเผยว่า บริษัทคาดหวังจะเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่าในการออกแบบเครือข่ายการบินใหม่ ปรับขนาดของกองบินให้เหมาะสม และเน้นการประหยัดต้นทุนโดยรวม เพื่อให้สามารถกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลดภาระหนี้กว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปรับโครงสร้างเครือข่ายการบินให้มีประสิทธิภาพ
  • ลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืนทางการเงิน
  • แบ่งเวลานำไปเจรจาอย่างต่อเนื่องกับฝ่ายต่าง ๆ

นอกจากนี้ สายการบินนี้ยังได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากที่ปรึกษาด้านการเงินและกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างราบรื่นและตรงเป้าหมายที่วางไว้

เครดิตภาพ : AFP

จากสถานการณ์การลงทุนในวงการบินที่มีความผันผวนสูง ความยืดหยุ่นและการปรับตัวอย่างชาญฉลาดจึงเป็นกุญแจสำคัญ หวังว่าสปิริต แอร์ไลน์ส จะสามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาอันใกล้ และกลับมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุ้มค่าแก่นักเดินทางอีกครั้ง

ที่มา – ‘สปิริต แอร์ไลน์ส’ ยื่นล้มละลายรอบที่ 2 หวังปรับโครงสร้างการเงินบริษัท

วิปวุฒิฯยืนยันนัดถกร่าง พ.ร.บ.งบฯ69 ตามกำหนด 1-2 ก.ย.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายพิสิษฐ์ อภิสิทธิ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. ซึ่งทำหน้าที่โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า วิปวุฒิฯ ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า ที่ประชุมวุฒิสภาจะดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวันที่ 1-2 กันยายนนี้ ตามกำหนดการเดิม แม้ว่าขณะนี้จะมีสถานการณ์พิเศษทางการเมืองเกิดขึ้น แต่การดำเนินการตามกฎหมายก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

วิปวุฒิฯยืนยันนัดถกร่าง พ.ร.บ.งบฯ69 ตามกำหนด

ทั้งนี้ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ทำให้รัฐมนตรีหลายท่านต้องดำรงตำแหน่งในสถานะ ‘ผู้รักษาการ’ อย่างไรก็ตาม วิปวุฒิฯ ได้ระบุว่ากระบวนการจัดทำและเสนอร่างงบฯ ยังสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้รักษาการในกระทรวงต่างๆ เองก็มีบทบาทใกล้เคียงกับรัฐมนตรีเต็มรูปแบบในการดูแลและบริหารงานในหน่วยงาน

กำหนดการพิจารณางบฯ69 มีความชัดเจน

โดยในระหว่างวันที่ 1-2 กันยายนนี้ ที่ประชุมจะทยอยกันอภิปรายในหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับงบประมาณปี 2569 ตั้งแต่ภาพรวม งบกลาง เงินคงคลัง ไปจนถึงประเด็นเฉพาะทางเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และด้านบริหารราชการ ซึ่งคาดว่าจะมี ส.ว. ที่ให้ความสนใจและลงชื่อขออภิปรายประมาณ 60-70 คน โดยแต่ละรายจะมีเวลาพูดคนละ 10 นาที

  • วันที่ 1 กันยายน: เริ่มอภิปรายตามหัวข้อต่างๆ
  • วันที่ 2 กันยายน: ทำมติเห็นชอบ / ไม่เห็นชอบ
  • ดำเนินการตามกฎระเบียบ และเปิดโอกาสคำถามจาก ส.ว.

“ผลการอภิปรายและมติในวันที่ 2 กันยายนนี้ จะเป็นตัวชี้วัดความพร้อมในการดำเนินงานของรัฐในปีงบประมาณ 2569” โฆษกวิปวุฒิสภาระบุ

ด้านทิศทางการลงคะแนนเสียง แม้ว่า วิปวุฒิฯ จะยืนยันว่าเป็นสิทธิของแต่ละ ส.ว. แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบ เขาก็ยังหวังว่าร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น เพื่อให้งบประมาณบาลประจำปีไม่ถูกชะลอก และหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ผู้ที่ให้ความสนใจติดตามข่าวเกี่ยวกับ วิปวุฒิฯยืนยันนัดถกร่าง พ.ร.บ.งบฯ69 ตามกำหนด อาจต้องคอยจับตาเหตุการณ์ในช่วง 1-2 กันยายนนี้ การอภิปรายคือจุดเปลี่ยนสำคัญในการวางนโยบายทิศทางประเทศในปีงบประมาณถัดไป

สรุปได้ว่าเชิงนโยบาย การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้จำกู่แค่งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของการกำหนดกรอบการทำงานของภาครัฐโดยเฉพาะในภาวะความไม่แน่นอนทางการเมือง การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลที่อัพเดทและตรงประเด็นเกี่ยวกับกิจกรรมสำคัญของวุฒิสภา เชิญติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DailyNews เพื่อไม่พลาดสิ่งสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน

ที่มา – ‘วิปวุฒิฯ’ยันนัดถกร่างพ.ร.บ.งบฯ69 ตามเดิม 1-2 ก.ย.นี้

กองปราบชี้สมปองพบตร.แสดงความบริสุทธิ์ใจปมยืมเงินทิดจจอร์จ13ล้าน

กรณีที่นายสมปอง นครไธสง หรืออดีตพระมหาสมปอง ออกมาเปิดเผยว่ามีการขอยืมเงินจาก “ทิดจอร์จ” อดีตพระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นจำนวนเงิน 13 ล้านบาท จนเป็นประเด็นร้อนในวงสังคมและศาสนาอย่างมาก ล่าสุดมีการเปิดเผยว่า นายสมปองได้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนที่ กองปราบ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

สมปองพบตร.แสดงความบริสุทธิ์ใจ

จากข้อมูลที่เผยแพร่ นายสมปอง นครไธสง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้เดินทางไปพบกับพนักงานสอบสวนที่ กองบังคับการปราบปราม พร้อมนำพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึงสลิปการโอนเงินจำนวนหลายแผ่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการขอยืมเงินจาก “ทิดจอร์จ” จำนวน 13 ล้านบาท และได้คืนไปแล้วจำนวนประมาณ 5.5 ล้านบาท

การตอบโต้ของเจ้าหน้าที่

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเดินทางมายื่นพยานหลักฐานของนายสมปอง แต่เชื่อว่าการมาพบตำรวจครั้งนี้เป็นการมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า การขอยืมเงินดังกล่าวไม่ใช่ความผิด และยืนยันว่าเป็นเงินส่วนตัวของทิดจอร์จ ไม่ใช่เงินของวัด ทำให้ไม่ได้มีเจตนาผิดกฎหมายแต่อย่างใด

  • นายสมปองยืนยันว่าเงินที่ยืมมาเป็นเงินส่วนตัวของทิดจอร์จ
  • พร้อมนำสลิปการโอนคืนจำนวนมากมาแสดงต่อพนักงานสอบสวน
  • เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิดจอร์จ
  • มูลนิธิและวัดพระบาทน้ำพุอยู่ระหว่างการสอบสวนย้อนกลับ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงมองว่ากรณีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาผิดโดยไม่มีมูล พร้อมทั้งระบุถึงการจับตาพฤติกรรมทางการเงินของทิดจอร์จที่มีลักษณะ “ได้เงินมาง่าย ก็จ่ายง่าย” และมีการกระจายเงินไปยังบุคคลอื่นในวงกว้าง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง สมปอง กับ ทิดจอร์จ หรือการเงินของวัดพระบาทน้ำพุและมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง การสอบสวนในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนของกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ และมีการให้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย

หากมีหลักฐานชัดเจนแสดงว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สรุปได้ว่า ขณะนี้ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนสอบสวน แต่การที่ สมปอง เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่พร้อมพยานหลักฐาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงเจตนาในการทำความชัดเจน และขอให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีนี้

ที่มา – ‘กองปราบ’ ชี้ ‘สมปอง’ พบตร.แสดงความบริสุทธิ์ใจ ปมยืมเงิน ‘ทิดจจอร์จ’ 13 ล้านบาท

‘ศรีสุวรรณ’จ่อยื่นป.ป.ช. พิจารณาชี้มูล ‘อิ้งค์’ ปมคลิปเสียง ส่งศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่ได้นำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้พิจารณาชี้มูลความผิดของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือที่เรียกกันในนาม ‘อิ้งค์’ หลังมีคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ

‘ศรีสุวรรณ’จ่อยื่นป.ป.ช. พิจารณาชี้มูล ‘อิ้งค์’ ปมคลิปเสียง ส่งศาลฎีกา

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า การเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร และสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชานั้น เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวได้ถูกตัดสินว่าไม่สอดคล้องกับหลักการของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอย่างชัดเจน การตัดสินของศาลจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญทางกฎหมายที่ ป.ป.ช. จะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อชี้มูลความผิดและดำเนินการทางกฎหมายต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกหน่วยงาน

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้นำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้พิจารณากรณีการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568 การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นการยืนยันให้เห็นชัดเจนว่ามีความผิดจริง ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวมีผลผูกพันต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วน

ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายที่กำหนด นั่นคือการชี้มูลความผิด และส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยลงโทษตามมาตรา 87 ร่วมกับมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 โดยไม่จำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมใด ๆ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนแล้ว

ความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางจริยธรรม

กรณีนี้ถือเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของจริยธรรมในงานราชการและหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และยิ่งไปกว่านั้นเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับหน่วยงานอิสระต่าง ๆ ว่าต้องยึดมั่นในหลักการตรวจสอบ การตรวจสอบ และการลงโทษผู้มีความผิดอย่างเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม

และเพื่อย้ำถึงความจริงจังของสถานการณ์ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้จัดทำคำแปลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ และเตรียมนำส่ง ป.ป.ช. ทันทีที่สำนักงานในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น.

ในฐานะผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการเฝ้าระวังการบริหารราชการแผ่นดิน ความริเริ่มของนายศรีสุวรรณและกลุ่มผู้ร่วมงานถือเป็นการส่งเสริมการตรวจสอบและการรักษาความโปร่งใสของระบบราชการอย่างแท้จริง

หากสำนักงาน ป.ป.ช. เร่งดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือ เราอาจได้เห็นผลการตัดสินที่ชัดเจนภายในเวลาอันใกล้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคมโดยรวม

กรณีนี้ไม่เพียงเป็นเรื่องของ ‘อิ้งค์’ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของความโปร่งใสและความเที่ยงธรรมในระบบราชการของประเทศไทย.

ที่มา – ‘ศรีสุวรรณ’จ่อยื่นป.ป.ช. พิจารณาชี้มูล ‘อิ้งค์’ ปมคลิปเสียง ส่งศาลฎีกา

จีนยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน 6 ภาคส่วนภายใน 2 ปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมว่า จีนเตรียมยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใน 6 ภาคส่วนหลักภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เพื่อให้เอไอเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

จีนยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน 6 ภาคส่วนสำคัญ

ตามรายงาน ประเทศจีนจะเร่งการระดิษฐ์และใช้งานเทคโนโลยี AI อย่างกว้างขวางในภาคส่วนแก่นสำคัญ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม การบริโภค สวัสดิการสังคม ธรรมาภิบาล และความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการเติบโตและพัฒนาเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

แผน AI Plus และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์

จีนได้ประกาศแผนการ “AI Plus” ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการ AI ทั่วทุกด้านของเศรษฐกิจและสังคม แนวปฏิบัติใหม่ที่ถูกเผยแพร่นี้วางแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมต่อการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจดิจิทัลสู่ เศรษฐกิจอัจฉริยะและสังคมอัจฉริยะ

เป้าหมายสำคัญที่ระบุไว้ในแนวทางดังกล่าว ได้แก่

  • ภายในปี 2027 ต้องมีการนำเทอร์มินัลและเอเจนต์อัจฉริยะใหม่มาใช้งานมากกว่า 70%
  • ภายในปี 2027 ให้มีการใช้งานมากกว่า 90% และให้เอไอเป็น ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก
  • ภายในปี 2031 มุ่งสู่การพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบของสังคมและเศรษฐกิจอัจฉริยะ

การลงทุนของภาครัฐกับการพัฒนาเอไอในจีน

นายจาง ข่ายหลิน รองผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง กล่าวว่า คณะกรรมการจะเร่งวางแผนเพื่อให้แต่ละภาคส่วนมีแนวทางและนโยบายที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ พร้อมกับพัฒนา มาตรฐานการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างโมเดลต่าง ๆ เพื่อให้ระบบปัญญาประดิษฐ์เติบโตแบบสอดประสานกันและมีประสิทธิภาพ

ด้านการลงทุนของภาครัฐ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม จีนมุ่งเน้นให้การลงทุนภาครัฐช่วยลดต้นทุนทางด้านวิจัย พัฒนา และปรับปรุงประสิทธิภาพของการกระจายทรัพยากรประมวลผล

นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้มีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีกลางที่หลายฝ่ายสามารถใช้งานร่วมกันเพื่อขยายศักยภาพของการใช้งาน AI รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ในภาพรวม จีนถือว่า AI เป็นหนึ่งในแก่นสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 การวางกลยุทธ์เพื่อพัฒนาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาครักษาและภาคส่วนต่างๆ อย่างเป็นระบบ ย่อมทำให้ประเทศนี้มีความพร้อมในการแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น

รวมถึงทิศทางของรัฐบาลจีนที่มีการวางกรอบนโบายที่ชัดเจนและมีวิสัยทัศน์ไกล เพื่อเป็นพื้นฐานรองรับการเติบโตทางด้านเทคโนโลยีและการใช้ AI ในอนาคต

ที่มา – จีนตั้งเป้ายกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ กับ 6 ภาคส่วนสำคัญภายในสองปี

ทวี ย้ำ ไม่แปรผันจาก เพื่อไทย เชื่อ รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยก่อนการประชุม นายทวี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การมาร่วมประชุมในวันนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ไปเปิดงานต่างๆ มาก่อน ทำให้มาถึงค่อนข้างสายเล็กน้อย

ทวี ย้ำ ไม่แปรผันจาก เพื่อไทย เชื่อ รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดในการแถลงข่าวครั้งนี้ คือ ความมั่นคงทางการเมืองและทิศทางการทำงานของรัฐบาล โดย พ.ต.อ.ทวี ได้ย้ำชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบายเดิม ๆ และให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลรวมเสียงที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

ความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่

การันตีของ พ.ต.อ.ทวี ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่เพียงแต่ในฐานะรัฐมนตรี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยที่กำลังเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการรวบรวมเสียงจากพรรคพวก และฝ่ายนิยม เพื่อให้เกิดรัฐบาลที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถรวมเสียงการเมืองได้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่เกิดขึ้น และแม้ในกรณีที่เกิดขึ้นจริง ก็สามารถบริหารบทบาทในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้อย่างเข้มแข็ง เพราะพรรคเพื่อไทยเคยดำรงตำแหน่งฝ่ายค้านมาแล้ว

  • ยืนยันไม่เปลี่ยนอนุรักษ์พรรคเพื่อไทย
  • มั่นใจในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล
  • พร้อมทำงานในทุกบทบาท ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ด้วยแนวคิดแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ และพร้อมอย่างต่อเนื่องที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและความเจริญทางเศรษฐกิจ มาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามกันต่อไปว่าขบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะสามารถรวบรวมเสียงจากพรรคต่าง ๆ ได้จริงเพียงใด และจะส่งผลอย่างไรต่อประชาชนโดยตรง

สรุป : ความมุ่งมั่นของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และพรรคร่วมฝ่ายซ้ายแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินหน้าที่ และรักษามาตรฐานการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ของประเทศ

หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์อย่างใกล้ชิด เราขอแนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ข่าวสารชั้นนำเพิ่มเติม

ที่มา – ‘ทวี’ ย้ำ ไม่แปรผันจาก ‘เพื่อไทย’ เชื่อ รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้

เอ็มจี เปิดตัวเพลย์ลิสต์เพลง “รถใครครับ?”

เอ็มจี ผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้ประกาศเปิดตัวเพลย์ลิสต์เพลง “รถใครครับ?” ภายใต้แคมเปญการตลาดใหม่ที่ผสมผสานระหว่างโลกดนตรีและโลกยนตรกรรมอย่างสร้างสรรค์ โดยแคมเปญนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนโฉมแบรนด์สู่มิติใหม่ในยุคดิจิทัล โดยนำเสนอมุมมองที่แปลกใหม่ของการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านอารมณ์ เสียง และจังหวะของเพลง 3 สไตล์หลัก ได้แก่ Hip Hop, R&B และ Rock ที่สะท้อนโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในสมัยนี้

เอ็มจี เปิดตัวเพลย์ลิสต์เพลง “รถใครครับ?” เพื่อเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่

แคมเปญ “รถใครครับ?” ไม่ได้หยุดแค่การสร้างเพลงเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับกลยุทธ์ Music Marketing ของ เอ็มจี ที่นำเสนอแนวคิดลึกซึ้งผ่านเพลงที่ไม่เพียงสะท้อนความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า NEW MG S5 EV แต่ยังตอกย้ำแนวทางแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ ความรู้สึก และอารมณ์ของผู้ใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ที่ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตน เหมือนเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่เข้าใจและสื่อสารได้ในทุกจังหวะชีวิต

NEW MG S5 EV รถยนต์ไฟฟ้าเต็มอิเล็กทริกที่ตอบโจทย์สมัยใหม่

NEW MG S5 EV รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับจุดเด่น “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม LIFETIME WARRANTY” เป็นใจกลางของการสื่อสารในแคมเปญนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสมรรถนะ การออกแบบ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของยนตรกรรมรุ่นนี้ เพลง “รถใครครับ?” ได้ถูกออกแบบให้สามารถแปลความหมายได้ลึกซึ้ง สะท้อนภาพลักษณ์ของรถที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผสมผสานระหว่างเสียงเพลงและยนตรกรรมในครั้งนี้ คือการสะท้อนมุมมองใหม่ของการทำตลาดในยุคปัจจุบัน ที่การสื่อสารของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในกรอบเดิม ๆ แต่ต้องสร้างสรรค์ให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง โดยเฉพาะโลกโซเชียลมีเดีย ที่เป็นพื้นที่หลักในการใช้เวลาของกลุ่มเป้าหมายของเรา เพลย์ลิสต์ “รถใครครับ?” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลง แต่เป็นสื่อกลางที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึง เข้าใจ และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในเชิงลึกมากขึ้น”

  • รุ่น D+: ราคา 699,900 บาท (จากราคาปกติ 749,900 บาท)
  • รุ่น X: ราคา 779,900 บาท
  • รุ่น V: ราคา 899,900 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจรับฟังเพลงและเริ่มสัมผัสพลังแห่งความเชื่อมโยงแบบใหม่ สามารถฟังเพลย์ลิสต์ “รถใครครับ?” ได้ที่ https://vt.tiktok.com/ZSAfRK22r/ ทันที แคมเปญนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า เอ็มจี กำลังก้าวเข้าสู่แนวทางการสื่อสารยุคใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิม และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของยุคโซเชียลอย่างแท้จริง

เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจจากแคมเปญที่ไม่ใช่แค่โปรโมตสินค้า แต่คือการส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านจังหวะของเพลงและการเชื่อมโยงจริงๆ กับผู้ใช้และแบรนด์ ทั้งในมุมรถและมุมไลฟ์สไตล์มูฟวิ่งยุคนี้!

ที่มา – เอ็มจี เปิดตัวเพลย์ลิสต์เพลง “รถใครครับ?”

จับตา! ‘พท.-ภท.’ รับเงื่อนไข ‘ปชน.’ แต่อาจเปลี่ยนแปลง หวังอยู่ยาวไม่แก้รฐน.

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ วินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคต่าง ๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ที่ต่างชิงโอกาสในการ จัดตั้งรัฐบาล อย่างเร่งด่วน

‘พท.-ภท.’ รับเงื่อนไข ‘ปชน.’ แต่อาจเปลี่ยนแปลง หวังอยู่ยาวไม่แก้รฐน.

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทยกำลังตกลงร่วมกับพรรคประชาชน (ปชน.) โดยยอมรับ เงื่อนไขที่พรรคประชาชนเสนอ อย่างเช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน จัดให้มีการออกเสียงประชามติ และกระทบดัดแปลงรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ความต้องการในการอยู่ในอำนาจก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ส่งผลให้ เงื่อนไขที่เคยตกลงกันไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลง ได้

รัฐบาลชุดใหม่ต้องอยู่ให้ยาว รอการเลือกตั้ง

ดร.ปุรวิชญ์ ระบุว่ารัฐบาลที่ถือกำเนิดขึ้นในครั้งนี้มีอายุไม่นาน ความเสถียรจึงน้อย แต่ถึงกระนั้นก็เพียงพอสำหรับการควบคุมกลไกรัฐเพื่อผลักดันนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลใหม่เริ่มดำเนินงาน เตรียมเข้าควบคุมระบบงบประมาณในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างผลงาน จากการเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินนโยบายที่สามารถทำคะแนนนิยมได้

ทั้งนี้ ความคาดหวังจากประชาชนคือการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขต่าง ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังมีความเสี่ยงสูง ว่าแต่ละฝ่ายจะไม่สามารถร่วมมือกันอย่างถ้วนหน้า เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เช่นกรณีการฉีกบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2566 ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง

ใครจะเป็นฝ่ายเสียมากที่สุด?

หากเกิดการยุบสภาพัฒนาในช่วงเวลานี้ พรรคที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชานั้น ความนิยมของพรรคและรัฐบาลได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความไม่ประสบความสำเร็จของนโยบายหลักหลายด้านที่ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าจับตามอง คือ เรื่องอำนาจของนายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถ ดำเนินการยุบสภา ได้หรือไม่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องให้คำแนะนำพระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาเท่านั้น จึงยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่

อีกทั้ง รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็มีกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดนิติสงคราม ตามกฎหมายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีของความผิดทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ ทำให้รัฐบาลมีความไม่มั่นคง และไม่สามารถแก้ไขปัญหายาวไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความคาดหวังของสังคมคือจะได้รัฐบาลที่สามารถนำประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนได้ แม้ในตอนนี้ความเชื่อถือจากประชาชนอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่หากแต่ละฝ่ายมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง การเมืองไทยก็ยังมีโอกาสที่จะเดินหน้าได้ ด้วยนโยบายและการเกษตรที่จำเป็นต่อประชาชน

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือการรักษาความเป็นประชาธิปไตย พร้อมกับให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครเหมาะสมที่สุดในการบริหารประเทศ

หากคุณถามเราว่า “แล้วจะจบตอนไหน?” เราคงตอบได้แค่ว่า… ไม่มีทางจบง่าย ๆ หรอกครับ ในโลกของการเมืองไทย

ที่มา – จับตา! ‘พท.-ภท.’ รับเงื่อนไข ‘ปชน.’ แต่อาจเปลี่ยนแปลง หวังอยู่ยาวไม่แก้รฐน.

ชัยชนะปัดข่าว สส.พรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปภูมิใจไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์หลายรายเตรียมย้ายไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่านาย นิพนธ์ บุญญามณี อดีต ส.ส. รวมถึงนายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา ได้แสดงตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยแล้วนั้น

ชัยชนะยืนยัน สส.นครศรีธรรมราช ไม่มีแน่นอน

นายชัยชนะกล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันมติพรรคในการอยู่กับพรรคเพื่อไทย และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลตามข้อตกลงเดิม โดยล่าสุดมีการตรวจสอบแล้วว่า ส.ส. นครศรีธรรมราช ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มจำนวน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตามข่าวที่เผยแพร่ออกไป

พรรคยังอยู่ครบถ้วน 21 เสียง

เมื่อถามถึงจำนวน ส.ส. ที่ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ นายชัยชนะยืนยันว่า ยังครบถ้วนตามจำนวนเสียงเดิม คือ 21 เสียง และข่าวที่ระบุว่ามีการย้ายพรรคเกิดขึ้นนั้น ยังไม่มีการยืนยันจากภายในพรรค และคาดว่าเป็นข่าวลือที่มีจุดประสงค์บางอย่างในการแทรกแซงการเมืองในระยะนี้

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย พบว่าส.ส.สงขลา ที่ตกเป็นข่าวว่าไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทย กลับออกมาชี้แจงว่ายังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีการดีลหรือการเจรจาใด ๆ และพร้อมสนับสนุนพรรคเพื่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

พรรคประชาธิปัติยืนยันอยู่ในรัฐบาล ไม่มีส่วนร่วมกับภูมิใจไทย

เมื่อถามถึงการกรอกข้อมูลการลงคะแนนเสียงนายกรัฐมนตรีในภายหลัง นายชัยชนะกล่าวว่า ส.ส. แต่ละรายมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงอย่างเสรี แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังยึดมั่นในมติผู้นำและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงกับตำแหน่งของพรรคเพื่อไทย และมีความมั่นใจว่าจะสนองความต้องการของประชาชนในการนำประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวอีกว่าการเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยในตอนนี้ยังไม่ใช่ทางเลือกของพรรคประชาธิปัตย์โดยเด็ดขาด เนื่องจากมีวิสัยทัศน์และแนวทางพัฒนาประเทศที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

  • ยืนยันส.ส. นครศรีธรรมราชยังอยู่กับพรรค
  • ไม่มีการดีลหรือเจรจาใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย
  • พร้อมอยู่กับพรรคเพื่อไทยและสนับสนุนรัฐบาล
  • ลงคะแนนเสียงนายกฯ ตามมติพรรคและสิทธิส่วนบุคคล

เรียกได้ว่า แม้จะมีกระแสข่าวจำนวนมากเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย แต่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงความชัดเจนว่าจะยังคงทำหน้าที่ตามแนวทางเดิมอย่างจริงจังและยึดมั่นในความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน

ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่นี่ และอย่าลืมตรวจสอบแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

ที่มา – ‘ชัยชนะ’ ปัดตอบ ปม ‘นิพนธ์- สส.สงขลา’ โผล่ร่วมภูมิใจไทย ยัน ไม่มี สส.นครศรีธรรมราช

‘เลขากฤษฎีกา’ ย้ำ ‘รักษาการนายกฯ’ ไม่มีสิทธิยุบสภา

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่ว่า ‘รักษาการนายกฯ’ มีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ โดยนายปกรณ์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า บทบาทในการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ของ ‘รักษาการนายกฯ’ ดังนั้นจึงไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้

‘รักษาการนายกฯ’ ยุบสภาไม่ได้ตามกฎหมาย

การที่รักษาการนายกฯ จะมีอำนาจหรือไม่ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอ้างอิงจากกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ระบุว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้น การยุบสภาเป็นอำนาจที่ต้องอาศัยตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการเท่านั้น ดังนั้นขณะที่ดำรงตำแหน่งเพียงแค่ ‘รักษาการ’ ถือว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการดังกล่าวได้

การกระทำบางอย่างอาจกระทบเบื้องพระยุคลบาท

หาก ‘รักษาการนายกฯ’ พยายามใช้อำนาจเกินขอบเขต นับเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ และอาจก่อให้เกิดปัญหาและความไม่เสถียรทางการเมือง จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยนายปกรณ์ ได้เตือนว่า รัฐบาลองค์ปัจจุบันแม้จะอยู่ในสถานะรักษาการ แต่ก็ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของคณะรัฐมนตรีที่เหลือ ไม่มีปัญหาในการดำรงตำแหน่งตามปกติ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่า รัฐมนตรีอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า ‘รักษาการ’ สามารถปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับปกติได้

  • รัฐมนตรีอื่นๆ ไม่ต้องใช้คำว่า ‘รักษาการ’
  • รักษาการ ไม่มีอำนาจยุบสภา
  • รัฐบาลต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

กรณีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ในช่วงที่ ครม. สิ้นสภาพ ระบุว่าจะมีการประชุมเพื่อแต่งตั้งบุคคลที่จะมาปฏิบัติหน้าที่แทนชั่วคราวจนกว่าจะมีนายกฯ คนใหม่

ผลกระทบต่อความเสถียรทางการเมือง

เหมาะกับการอยู่ในช่วงที่อาจไม่เสถียร ยิ่งหากมีการกระทำที่อยู่นอกกรอบกฎหมายมากขึ้น อารมณ์ของประชาชนและศักยภาพของสถาบันต่างๆ อาจสั่นคลอนตาม การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากในช่วงเวลานี้

นายปกรณ์ กล่าวถึงอำนาจของฝ่ายทหารที่ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ เพราะในฐานะคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังออกแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีรื้อข้อกฎหมายเกี่ยวกับรัฐบาลรักษาการ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อครม. สิ้นสภาพ รัฐบาลชุดนั้นจะยังคงอยู่เพื่อดำเนินการบางอย่างจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ซึ่งต่างจากการยุบสภาทั่วไปที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จึงอาจมีข้อจำกัดในการดำเนินการบางประการ โดยอาจต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับรัฐบาลในสถานะปัจจุบัน ยังถือว่ามีอำนาจในการบริหารงานอยู่เต็มรูปแบบ

สรุปโดยสังเขป: แม้ ‘รักษาการนายกฯ’ จะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีอำนาจในการยุบสภา ถือเป็นการแบ่งแยกอำนาจที่ชัดเจนระหว่างนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับผู้แทนชั่วคราว เพราะการถ่วงดุลทางอำนาจจึงมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องความเสถียรและหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมและองค์กรต่างๆ

หากคุณต้องการเข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยในมุมลึก เรามาอัปเดตกันต่อได้ในบทความต่อไป

ที่มา – ‘เลขากฤษฎีกา’ เผย ‘รักษาการนายกฯ’ ยุบสภาไม่ได้