ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

ไมโครเวฟเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีบทบาทสำคัญในครัวของใครหลายบ้าน เนื่องจากมีความสะดวกในการใช้งานและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการอุ่นอาหารอย่างรวดเร็ว ละลายน้ำแข็งจากอาหารแช่แข็ง หรือแม้กระทั่งทำเมนูพิเศษได้ในเวลาอันสั้น ด้วยการเลือกใช้งาน ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า จึงเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ

ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

การเลือกไมโครเวฟให้เหมาะกับการใช้งาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาด ฟังก์ชัน และดีไซน์ที่เข้ากับพื้นที่ภายในบ้าน สำหรับใครที่มีงบจำกัด รุ่นประหยัดที่เน้นฟังก์ชันการอุ่นอาหารก็เพียงพอแล้ว แต่หากต้องการความหลากหลายในการทำอาหาร รุ่นที่มีระบบอบ ย่าง นึ่ง หรืออื่นๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับเมนูในครัวของคุณได้มากขึ้น

หลักการทำงานของไมโครเวฟ

ไมโครเวฟทำงานโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง ประมาณ 2,450 MHz ซึ่งเรียกว่า “คลื่นไมโครเวฟ” โดยคลื่นจะถูกสร้างขึ้นจากแมกนีตรอน (Magnetron) ซึ่งแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อคลื่นถูกปล่อยออกมาในเตา มันจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำในอาหาร ทำให้โมเลกุลสั่นสะเทือนและเกิดความร้อนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ไมโครเวฟถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัย โดยมีแผ่นกั้นภายนอกที่ป้องกันไม่ให้คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมา นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจว่าไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

วิธีเลือกไมโครเวฟที่คุ้มค่าสำหรับบ้านคุณ

  • พิจารณาความจุ: ขนาดความจุของไมโครเวฟควรเข้ากับพื้นที่วางและการใช้งาน เช่น ห้องเช่าหรือคอนโดเลือกรุ่นเล็ก ครัวใหญ่เหมาะกับรุ่นขนาดใหญ่
  • ฟังก์ชันการใช้งาน: เลือกไมโครเวฟที่มีฟังก์ชันตามความต้องการ อย่างรุ่นทั่วไปสำหรับอุ่นอาหาร หรือรุ่นที่มีระบบอบ/นึ่ง สำหรับการทำอาหารได้หลายแบบ
  • ดีไซน์และเนื้อหาภายใน: เลือกแบบที่ดูทันสมัยเพื่อความสวยงาม และมีถาดหมุน แผ่นรองที่ทำความสะอาดง่าย

เคล็ดลับการใช้งานไมโครเวฟอย่างปลอดภัย

เพื่อความปลอดภัยและความยืดอายุใช้งานของไมโครเวฟ ควรใช้งานอย่างถูกวิธี เช่น

  • ใช้ภาชนะที่ปลอดภัยต่อไมโครเวฟ เช่น แก้ว หรือพลาสติกที่มีสัญลักษณ์การใช้งานกับไมโครเวฟ
  • วางอาหารให้ตรงกลางของถาดหมุน เพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง
  • เลือกเวลาและกำลังไฟตามชนิดและปริมาณของอาหาร
  • ทำความสะอาดภายในเครื่องอย่างสม่ำเสมอ หลังจากใช้งานทุกครั้ง

หากต้องการเครื่องที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และถอดทำความสะอาดได้ง่าย ขอแนะนำไมโครเวฟจาก LG ซึ่งมีเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ ช่วยให้อาหารร้อนสม่ำเสมอ พร้อมสารเคลือบที่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้ถึง 99.99% ช่วยให้การทำความสะอาดภายในเครื่องเป็นเรื่องง่าย

เมื่อ ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า คุณจะสามารถเลือกไมโครเวฟที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องฟังก์ชัน ความปลอดภัย และความสวยงามได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในครัวเล็ก ห้องเช่า หรือครัวบ้านหลังใหญ่ ก็สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ไมโครเวฟ (Microwave) ควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

‘แม่ทัพภาค2’ ไฟเขียวยิงตอบโต้ ‘เขมร’ หากรุกอธิปไตย

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน พลาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา หรือ Regional Border Committee (RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 27 ส.ค. นี้ โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การรักษาอธิปไตย และการประสานความเข้าใจระหว่างฝ่ายทหารทั้งสองฝ่าย

‘แม่ทัพภาค2’ เตรียมรับมือหาก ‘เขมร’ รุกล้ำ

แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า ข้อเสนอในการหารือไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพเรือ แต่ข้อสำคัญคือ หากมีข้อเสนอจากฝ่ายกัมพูชาให้ร่วมเก็บกู้วัตถุระเบิดกับไทย จะต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่มีการปักปันเขตที่ชัดเจน

หากฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยของไทย ไม่ว่าจะด้วยการลาดตระเวนหรือวางทุ่นระเบิด กองทัพไทยพร้อมขยับสายตาและ ไฟเขียวให้ตอบโต้ทันที นอกจากนี้ยังได้มอบนโยบายชัดเจนแก่กำลังพลว่าหากพบการกระทำดังกล่าว ต้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที

การเจรจาต้องขึ้นอยู่กับนโยบายผู้นำกัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 ระบุว่า แม้การประชุม RBC จะเป็นโอกาสหนึ่งในการคลี่คลายปัญหา แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จคือ นโยบายจากฝ่ายบริหารกัมพูชา หากผู้นำกัมพูชายังไม่แสดงเจตจำนงที่ชัดเจน ก็อาจไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์เชิงบวกได้

  • คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา
  • คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC)
  • การใกล้เข้าสู่การตัดสินคดีคลิปสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซน

แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ทหารไทยก็พร้อมรักษาความสงบปลอดภัยและปกป้อง อธิปไตยของชาติ อย่างเต็มความสามารถ

สงครามเย็นบนแนวชายแดนต้องพึ่งความรอบคอบและการจัดการอย่างมืออาชีพจากทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผลอเริ่มก่อน ก็อาจส่งผลเสียต่อชีวิตทหารและประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในที่สุด สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเจรจาอย่างจริงจังและเป็นมืออาชีพของทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ ‘แม่ทัพภาค2’ มีไฟเขียวเต็มรูปแบบในการรับมือกับการรุกล้ำของ ‘เขมร’ ไม่ว่าจะด้วยการลาดตระเวน หรือแม้กระทั่งการวางทุ่นระเบิดลับ

การรักษาอธิปไตยไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือหน้าที่รัก ที่ทุกคนต้องทำร่วมกันอย่างมีสติและระมัดระวัง.

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค2’ ไฟเขียวยิงตอบโต้ ‘เขมร’ ทันที หากรุกอธิปไตย-วางทุ่นระเบิด

รมช.เกษตรฯ แจกต้นพันธุ์กว่า 6.6 หมื่นต้น ยกระดับ ‘กาแฟไทย’ สู่สากล

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “กาแฟไทย เติบโตกับป่า สร้างคุณค่าให้โลก” เพื่อยกระดับกาแฟไทยสู่ความยั่งยืนและสากล โดยเน้นย้ำถึงการผลิต การวิจัย และตลาดที่เข้มแข็ง.

รมช.เกษตรฯ แจกต้นพันธุ์กว่า 6.6 หมื่นต้น

ในงานดังกล่าว มีการแจกต้นพันธุ์กาแฟคุณภาพพันธุ์อะราบิกา จำนวนกว่า 66,900 ต้น ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นายอัครา เปิดเผยว่า การยกระดับกาแฟไทยไม่ใช่แค่การเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่เป็นการส่งเสริมให้มีระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย ทั้งทางด้านการวิจัย พัฒนา และการตลาด ให้สามารถสร้างรายได้แบบยั่งยืน

แนวทางการขับเคลื่อน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ พร้อมสนับสนุนให้เกิดระบบจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาดิน การจัดการน้ำ ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าหลังการเก็บเกี่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพัฒนารูปแบบศูนย์กาแฟชุมชนในทำนองเดียวกับศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

  • แจกต้นกาแฟพันธุ์ดีมากกว่า 66,900 ต้น
  • เรียนรู้เทคนิคการเพาะกล้าและดูแลกาแฟ
  • อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรบาริสต้า
  • พัฒนาแหล่งน้ำและการตลาด

โครงการฯ จะมุ่งเน้นพัฒนาอำเภอแม่แจ่ม และอำเภอแม่วางในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟบนที่สูงที่มีศักยภาพสูงของประเทศ โดยมีแผนพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือนภายในระยะเวลา 3 ปี

การขับเคลื่อนกาแฟไทยในครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อการขยายตลาด แต่ยังเป็นการกำหนดมาตรฐานเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ รวมถึงการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการลดข้อบกพร่องของเมล็ดกาแฟ

กาแฟไทยหากมีคุณภาพ ควบคู่กับการตลาดที่ชาญฉลาด จะกลายเป็นสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติในอนาคตอันใกล้

ที่มา – รมช.เกษตรฯ แจกต้นพันธุ์กว่า 6.6 หมื่นต้น ยกระดับ ‘กาแฟไทย’ สู่สากล

ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐพบ ชี้แจงกล่าวหารัฐบาล ‘ล้มเหลว’ ปราบกระแสต้านชาวยิว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้เรียก นายชาร์ลส์ คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศฝรั่งเศส เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการ ล้มเหลว ในการปราบกระแสต้านชาวยิว โดยในจดหมายเปิดผนึกที่ตีพิมพ์ลงใน The Wall Street Journal คุชเนอร์ได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง บังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังอย่างเร่งด่วน และลดการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล

ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐพบ ชี้แจงกล่าวหารัฐบาล ‘ล้มเหลว’ ปราบกระแสต้านชาวยิว

จดหมายดังกล่าวระบุว่า การประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ของฝรั่งเศสเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดกระแสต่อต้านชาวยิวในประเทศ โดยคุชเนอร์กล่าวว่า “ถ้อยแถลงที่โจมตีอิสราเอล และแสดงท่าทีสนับสนุนการยอมรับรัฐปาเลสไตน์ เป็นการปลุกปั่นความรุนแรง และคุกคามชีวิตของชาวยิวในฝรั่งเศส”

ปฏิกิริยาจากรัฐบาลฝรั่งเศส

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสได้เผยว่า รัฐบาลรับทราบข้อร้องเรียนจากคุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐที่ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส และตำหนิว่าฝรั่งเศสไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อปราบปราม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” และพร้อมจัดการชี้แจงอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีมาครงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยใช้ข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันว่า ฝรั่งเศสมีส่วนสนับสนุนการต่อต้านชาวยิวด้วยแนวทางการเมืองต่างประเทศที่เอียงข้าง

สถานการณ์ด้านความมั่นคงของชาวยิวในฝรั่งเศส

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ที่แสดงเจตนาต่อต้านชาวยิว ทั้งในรูปแบบของการกล่าวถึง “ลัทธิไซออนิสต์” ซึ่งบางครั้งถูกใช้ในการเปลี่ยนทิศทางให้กลายเป็นความเกลียดชาวยิว (Antisemitism) คุชเนอร์เน้นว่า ในโลกปัจจุบัน การต่อต้านลัทธิไซออนิสต์ คือการต่อต้านชาวยิวโดยตรง

รัฐบาลฝรั่งเศสรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญ จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการใช้กฎหมายที่ชัดเจนเพื่อต่อสู้กับความรุนแรงทางความคิดและการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านชาวยิว

มุมมองทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ข้อโต้ตอบระหว่างสหรัฐฯ กับฝรั่งเศสในครั้งนี้สะท้อนความไม่ลงรอยกันทางการเมืองระหว่างประเทศภายใต้เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ท่าทีของคุชเนอร์แสดงถึงการสนับสนุนอย่างชัดเจนต่ออิสราเอล ส่วนฝรั่งเศสพยายามหาจุดสมดุลมาระหว่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการเมืองระหว่างประเทศ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความสัมพันธ์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและความเชื่อทางศาสนา ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในสายตาของชาวยิวทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่การเฝ้าระวังการกล่าวถึงความเกลียดกลัวทางชาติพันธุ์ต้องถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ

สำหรับประชาชนชาวฝรั่งเศส ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านการกระทำด้านนโยบายต่างประเทศของภาครัฐ ความตึงเครียดในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทูต แต่เป็นการสะท้อนความขัดแย้งทางความคิดที่มีผลต่อสังคมโดยตรง

จากเหตุการณ์นี้ เป็นที่น่าจับตามองว่า ฝรั่งเศสจะปรับนโยบายต่างประเทศอย่างไรในอนาคต และจะสามารถรักษาความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับชุมชนชาวยิวในประเทศกับสถานการณ์ทางการเมืองระดับโลกได้หรือไม่

หากคุณเป็นผู้ติดตามเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การติดตามการเคลื่อนไหวของประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงการเชื่อมโยงระหว่างความสัมพันธ์ชาติพันธมิตรกับความมั่นคงของผู้บริโภคในสังคมพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐพบ ชี้แจงกล่าวหารัฐบาล ‘ล้มเหลว’ ปราบกระแสต้านชาวยิว

The Niya Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร

The Niya Corporation เริ่มต้นจากธุรกิจน้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นผู้ให้บริการครบวงจรที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วประเทศ นับเป็นการพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

The Niya Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร

ภายใต้การนำของ คุณณิญารัตน์ วินิจธัญนันต์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท The Niya Corporation ดำเนินการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี เริ่มจากการให้บริการทำความสะอาด และขยายสาขาเพื่อครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม โรงแรม การท่องเที่ยว และการจัดการทรัพยากรบุคคล

การเติบโตสู่ความหลากหลาย

การขยายตัวของ The Niya Corporation เริ่มต้นจากธุรกิจ Natural Clean Products ซึ่งผลิตสินค้าทำความสะอาดปลอดภัย โดยทันทีได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วสู่การให้บริการด้านการทำความสะอาดและการจัดการบุคลากร ภายใต้แบรนด์ Clean for Green

ปัจจุบัน The Niya Corporation มีพนักงานกว่า 4,500 คนที่พร้อมดูแลลูกค้าในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น โรงพยาบาล โรงแรม และองค์กรขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งยังสร้างโอกาสให้กับบุคลากรภายในองค์กรผ่านธุรกิจร้านอาหารและการบริการ

โครงการใหม่เพื่ออนาคต

The Niya Corporation ได้เปิดตัวโครงการใหม่ๆ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น Niya Chicken Rice ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่รสเลิศ และ NIYA CAZA HOTEL AND RESORT โรงแรมใหญ่สไตล์มินิมอลในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ พร้อมร้านสะดวกซื้อในชุมชน เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

องค์กรมีนโยบายพัฒนานวัตกรรมและความร่วมมือในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น Niya Travel & Tours สำหรับการเดินทางครบวงจร, Niya Hotel Management สำหรับการบริหารโรงแรมในรูปแบบมืออาชีพ และ NGS Recruitment Agency ให้บริการจัดหางานคุณภาพ

จากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง The Niya Corporation ถือเป็นองค์กรที่สร้างผลกระทบอย่างแท้จริง โดยมีรากฐานที่มั่นคงพร้อมกลยุทธ์การกระจายพอร์ตที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ ทำให้บริษัทสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจในหลายด้าน

ปรัชญา C.A.R.E. คือหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ที่เน้นการใส่ใจ รับผิดชอบ ให้ความเคารพ และพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พนักงานและลูกค้า

The Niya Corporation นับเป็นองค์กรที่สร้างความแตกต่างในตลาดบริการไทยแบบครบวงจร หากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่มุ่งมั่นและใส่ใจในทุกรายละเอียด ทางเราพร้อมรับใช้

ที่มา – The Niya Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร ด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์อันยาวนาน

ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิด คนแพร่คลิป ‘นั่งลงลูก’ บิดเบือนข้อมูล ละเมิดอำนาจศาล

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งถึงกรณีที่เกิดการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับการไต่สวนคดีของศาล โดยมีเนื้อหาที่กล่าวอ้างว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดกับผู้ถูกร้องว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คำพูดที่ใช้นั้นคือ “นั่งลงครับ” ซึ่งถือเป็นการตีความและเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดความจริง

ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิด คนแพร่คลิป ‘นั่งลงลูก’ บิดเบือนข้อมูล ละเมิดอำนาจศาล

ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้จัดการไต่สวนพยานบุคคลจากคดีที่เป็นประเด็นในการร้องขอวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม โดยมีผู้ให้คำรับปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเด็นคือต้องพิจารณาว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรีนั้น สิ้นสุดลงหรือไม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

ความผิดในการเผยแพร่ข้อมูลคลิป

ภายหลังการไต่สวนดังกล่าว ศาลได้มีคำสั่งอย่างชัดเจน โดยห้ามผู้เข้าฟังจากการนำข้อมูลไปเผยแพร่ในลักษณะที่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดของสาธารณชน

การกระทำดังกล่าว ไม่เพียงส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังเป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 และ 39 รวมทั้งเข้าข่ายความผิดตาม กฏหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

  • มีการเผยแพร่คลิปที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
  • สร้างความเข้าใจผิดต่อกระบวนการยุติธรรม
  • กระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ
  • กระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมและเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเคารพต่อกระบวนการของศาล รวมถึงคำสั่งในการไม่เผยแพร่ข้อมูลจากการไต่สวน

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบกับผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่หรือบิดเบือนคลิปดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดบทบัญญัติทางกฎหมาย

ในการติดตามข่าวสารและประเด็นด้านกฏหมายควรพึงระมัดระวังการนำข่าวใดมาเผยแพร่ต่อ หากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับศาล เพราะไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม อาจทำให้ตัวเองต้องรับผิดทางกฎหมายตามมาด้วย

ที่มา – ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิด คนแพร่คลิป ‘นั่งลงลูก’ บิดเบือนข้อมูล ละเมิดอำนาจศาล

อินโดนีเซียจับมือพันธมิตร 13 ชาติ เปิดฉากซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์”

อินโดนีเซียได้เปิดฉากการซ้อมรบที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีพันธมิตรทางทหาร 13 ประเทศเข้าร่วมงาน ภายใต้ชื่อการซ้อม ซูเปอร์ การูดา ชิลด์ ประจำปี 2568 ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ และฉวยโอกาสฝึกฝนทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

อินโดนีเซียจับมือพันธมิตร 13 ชาติ เปิดฉากซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์”

การซ้อมรบปีนี้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 กันยายน ณ สถานที่ต่างๆ ในประเทศ โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตรา และหมู่เกาะรีเยา โดยมีการจัดกิจกรรมหลากหลายหลากหลายรูปแบบทั้งการฝึกสนาม จำลองสถานการณ์ และฝึกปฏิบัติจริงด้วยกระสุน

สร้างความร่วมมือกับชาติพันธมิตร

本次軍演中,印尼派出超過 4,100 名士兵,美國則派出 1,300 名。其他參與國家包括澳洲、紐西蘭、法國、新加坡、日本、韓國、德國、荷蘭、英國,此外還有巴布亞紐幾內亞、東帝汶和印度,則派出觀察員參與。

พล.ร.ต.แซมมวล พาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ กล่าวว่า การจัดงานซูเปอร์ การูดา ชิลด์ ปีนี้มีความยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมุ่งสร้างศักยภาพให้กับประเทศสมาชิก ในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในระดับภูมิภาค แม้จะไม่ระบุชื่อประเทศใดอย่างตรงไปตรงมา แต่สื่อมวลชนหลายสำนักระบุว่ากิจกรรมนี้มีเป้าหมายทางอ้อมต่อจีน

จุดประสงค์และวิธีการฝึกรบ

การซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์” เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2550 และได้ขยายขอบเขตการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 ไปสู่การเป็นเวทีฝึกร่วมมือทางทหารระดับนานาชาติ โดยเน้นไปที่การฝึกด้านยุทธวิธีทั้งบนบก ทางเรือ และทางอากาศ ที่มีการใช้อาวุธจริง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการและการจัดจำลองสถานการณ์ที่เน้นความเป็นจริงเพื่อบริหารทักษะการเผชิญวิกฤตเชิงกลยุทธ์

การจัดกิจกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องการมีความร่วมมือทางทหารที่เข้มแข็งต่อการเผชิญหน้ากับสถานการณ์และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคง การค้า และทรัพยากรธรรมชาติ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารของประเทศสมาชิก และยังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการวางแผนร่วมกันในระดับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางทหารที่ยั่งยืน

ผู้ติดตามเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรเฝ้าสังเกตการดำเนินงานในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการเผชิญหน้าทางมilitarize และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐ – อินโดนีเซีย

หากคุณสนใจติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ อย่าลืมเปิดเว็บไซต์ของเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดในทุกสัปดาห์!

ที่มา – อินโดนีเซียจับมือพันธมิตร 13 ชาติ เปิดฉากซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์”

ต่างชาติทุนเทาตีตลาดไทย ตัดราคาไม่เป็นธรรม สศช.แนะแนวทางคุมเข้ม

ในช่วงหลังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเข้ามาของ ต่างชาติทุนเทา ที่เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอาหาร ซึ่งได้รับผลกระทบจากกลยุทธ์การตัดราคาอย่างไร้ข้อจำกัด และการดำเนินธุรกิจในลักษณะผูกขาด ต่างชาติทุนเทาเหล่านี้มักใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมายึดพื้นที่ธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ทำให้หลายกิจการเกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ต่างชาติทุนเทาตีตลาดไทย ตัดราคาไม่เป็นธรรม สศช.แนะแนวทางคุมเข้ม

จากการสำรวจของ สศช. ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จำกัด พบว่า 81.5% ของผู้ประกอบการไทยเชื่อว่า ต่างชาติทุนเทาพวกนี้ดำเนินธุรกิจในลักษณะผิดกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การจัดโปรโมชันบ่อยครั้ง การขายสินค้าในราคาต่ำขึ้นอย่างผิดปกติ และการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจท้องถิ่นเพื่อผูกตลาด

ผลกระทบต่อธุรกิจไทย

ธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็ก ถูกกระทบหนักจากการแข่งขันของ ต่างชาติทุนเทา มากกว่าครึ่งหนึ่งรายงานว่า สูญเสียลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาด ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานด้านวัตถุดิบ แรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้ประกอบการประสบปัญหาการขาดทุน มีความเสี่ยงสูงในการดำเนินธุรกิจ และเกิดความไม่แน่นอนในการอยู่รอดของกิจการ

แม้จะมีผลกระทบในแง่ลบ แต่ก็มีกลุ่มหนึ่งของผู้ประกอบการ 25.2% ที่มองว่า ต่างชาติทุนเทา เป็นแรงสนับสนุนทางการตลาด เพราะช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยว กระตุ้นภาพลักษณ์ของพื้นที่ และเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น

ข้อเสนอแนะแก้ไขจาก สศช.

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ สศช. เสนอแนวทางที่จะช่วยควบคุมการดำเนินงานของต่างชาติทุนเทาให้มีความโปร่งใสและถูกต้อง ได้แก่ การบังคับให้นิติบุคคลของต่างชาติต้องดำเนินการผ่านบริษัทที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น กรรมการ และสถานที่ดำเนินธุรกิจอย่างเข้มงวด

  • จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นตามขนาดของกิจการ
  • เชื่อมโยงข้อมูลผู้ได้ประโยชน์แท้จริงกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
  • พัฒนาแหล่งรับแจ้งเบาะแสจากการดำเนินธุรกิจต่างชาติที่ผิดกฎหมาย

หากสามารถบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ได้ จะช่วยให้แพลตฟอร์มทางการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการไทยสามารถคืนศูนย์ได้ อีกทั้งยังสร้างความสมดุลในระบบนิเวศทางธุรกิจของประเทศ

การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

ในขณะเดียวกัน ควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการชาวไทยที่ฟื้นฟูและพัฒนาธุรกิจของตนเอง เช่น การพัฒนาทักษะการตลาด การบริหารการเงิน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนธุรกิจตลอดวงจรธุรกิจท่องเที่ยว อีกทั้งต้องมีการประชาสัมพันธ์โครงการและมาตรการของภาครัฐอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้

การกำกับดูแลที่เข้มงวดและการสนับสนุนภายในอย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างสมดุลให้กับวงการธุรกิจไทย และรักษาเอกลักษณ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ต่างชาติทุนเทาตีตลาดไทย ตัดราคาไม่เป็นธรรม สศช.แนะแนวทางคุมเข้ม

มัดรวมดราม่า! “มารี เบิร์นเนอร์” 3 ประเด็นที่ชีวิตวนเวียนแต่มรสุมไม่จบสิ้น

“มารี เบิร์นเนอร์” นักแสดงสาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่มีผลงานโดดเด่นในวงการบันเทิง แต่ก็มี “ประเด็นดราม่า” ตามตัวตั้งแต่เข้าวงการจนถึงปัจจุบัน 佐藤มารีเบิร์นเนอร์ คือชื่อไทยของเธอบุคคลนี้ ซึ่งถึงแม้จะสร้างชื่อเสียงจากบทบาททางหน้าจอ แต่สิ่งที่ตามหลังความโด่งดังนั้น คือ “เรื่องราวดราม่า” ที่เธอต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตลอดเส้นทาง

มัดรวมดราม่า! “มารี เบิร์นเนอร์” 3 ประเด็นที่ชีวิตวนเวียนแต่มรสุมไม่จบสิ้น

ล่าสุดความวุ่นวายของเธอเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อถูกจับได้ว่า “เมาแล้วขับรถ” พร้อมกับเพื่อนชายซึ่งมีพฤติกรรมขัดขวาง👮 เพื่อนบ้านในแวดวงต่างพากันตั้งคำถามว่า เหตุใดครั้งนี้ถึงกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย และก่อนหน้านี้มารียังเคยมีปมดราม่าอื่นๆ อีกมากมาย

จุดเริ่มต้นที่ถูกจับตา – ภาพหลุดในวัยรุ่น (ปี 2555-2556)

ช่วงต้น carrera ของ “มารี เบิร์นเนอร์” เริ่มมีประเด็นเมื่ออายุยังน้อย ช่วงที่เธอเปิดตัวในฐานะนางเอกของช่อง 3 แต่กลับมีภาพลับ ๆ จากไนต์คลับถูกเผยแพร่ ทั้งฉากสูบบุหรี่ การจูบกับผู้หญิง และการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียที่ดูไม่เหมาะสมส่งผลให้โดนวิจารณ์หนักหน่วง

ทำให้ประชาชนมองเธอในมุมที่ไม่ดี และส่งผลถึงภาพลักษณ์ของเธอในฐานะคนหน้าจอ แม้อาจเป็นเพียงวัยรุ่นที่เผลอแสดงพฤติกรรมที่อาจเป็นที่ถกเถียง แต่กลับทรงอิทธิพลและบันทึกไว้ในความทรงจำชุมชนออนไลน์

คำพูดก่อร้ายแรง – คำถามเรื่อง “การผ่อน” (ปี 2566)

ในปี 2566 “มารี เบิร์นเนอร์” ร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง “ลิลลี่ ภัณฑิลา” นำเสนอในรายการ “ว่ามาดิ with Lily and Marie” โดยเธอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การซื้อสิ่งของด้วยการผ่อน” ว่า

“คนไทยติดนิสัยผ่อนมาก ซื้อบ้านทำสัญญา 20-30 ปี…ราคา 10 ล้านกลายเป็น 20 ล้าน”

헛คำกล่าวดังกล่าวทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เพราะมีมุมมองว่า ไม่ใช่ทุกคนมีเงินสดสำรอง ฉะนั้น “การผ่อน” จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นในบางช่วง เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโซเชียลและทำให้ความนิยมของเธอ “ดิ่ง” ลงชั่วคราว

ดราม่าล่าสุดครั้งใหญ่ – ถูกจับว่าเมาแล้วขับ (ปี 2568)

เป็นโอกาสล่าสุดที่ “มารี เบิร์นเนอร์” ถูกจับตามองจากสถานการณ์จริง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ได้เรียกเธอตรวจด่านละเมิดกฎจราจร และเธอก็ปฏิเสธการเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พร้อมกับเพื่อนชายที่ถูกตั้งข้อหาขัดขวางเจ้าหน้าที่

หลังจากนั้นเธอได้บอกกล่าวว่าตัวเอง “เมาแล้วขับ” และยอมรับข้อกล่าวหา ส่งผลให้ต้องใช้เงินประกันตัว 20,000 บาทและนำตัวส่งฟ้องศาลในวันถัดไป เหตุการณ์นี้ทำให้คอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียพุ่งสูง เพราะหลายคนมีสองทศนิยม – ทั้งแบบเสียดายและแบบตัดขาด

ไต่สวน “ตัวชี้” ย้อนอดีตสามี “ไฮโซบอส” และประวัติของเพื่อนผู้ร่วมเหตุการณ์

การที่ “ไฮโซบอส” เงาเชอรีน ณัฐจารี อยู่ด้วย กลายเป็นจุด引爆ให้กับการขุดคุ้ยประวัติของผู้ก่อเหตุ เรียกได้ว่าความ “ปั่น” ของเหตุการณ์นี้ บวกความทรงจำจากดราม่าอดีต “มารี” ทำให้ครั้งนี้กลายเป็นประเด็นระดับใหญ่ที่แผ่วกับทุกมุมของโลกออนไลน์

ความทรงจำที่วนเวียน – จากสาวน้อยถึงดาราวาไร้หยุด

มองโดยรวม “มารี เบิร์นเนอร์” เหมือนกับเป็นตัวอย่างของความ “ซ้ำจังหวะเดิม” ในเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในวัยใส, การถูกมองว่า “ไม่เข้าใจสังคม” หรือความผิดพลาดในตอน “มีน้ำหนักตัว” ของชีวิต

แต่ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะย้อนกี่ครั้ง คนแสดงหนุ่มสาวในบ้านเราäล้วนมี “ด้าน” ของตนเอง และสิ่งสำคัญคือ “เราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา” เพื่อก้าวข้ามสิ่งผิดพลาดในอดีต และ blockIdx ดูแลภาพลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน

ไม่ว่าจะดราม่าแล้วดราม่าอีก “มารี เบิร์นเนอร์” คงยังมีฉากต่อไปให้เราติดตามอีกแน่นอน เพราะในวงการบันเทิง, ดราม่าไม่เคยจบทุกวัน

ที่มา – มัดรวมดราม่า! “มารี เบิร์นเนอร์” 3 ประเด็นที่ชีวิตวนเวียนแต่มรสุมไม่จบสิ้น

‘สมศักดิ์’ ไม่ขัด ‘สว.วีระพันธ์’ ชงออกกฎหมายกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีของนพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ประกาศขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติกำหนดชั่วโมงการทำงานบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเกิดปัญหาภาระงานสูงและมีบุคลากรลาออกจำนวนมากในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่ในอันดับต้น ๆ ของทุกกระทรวง พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคที่มีนโยบายแก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างจริงจังในอนาคต

‘สมศักดิ์’ ไม่ขัด ‘สว.วีระพันธ์’ ชงออกกฎหมายกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.

นายสมศักดิ์กล่าวว่า เขารับฟังแนวทางต่าง ๆ และพร้อมสนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดชั่วโมงทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ดี แม้กฎหมายนี้จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีคณะกรรมการช่วยพิจารณาต่อไป แต่ในภาพรวม เขาไม่ได้ขัดแย้ง และยินดีต่อแนวทางที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขดีขึ้น

คุณภาพงานสำคัญกว่าเวลางาน

เมื่อถูกถามว่าในฐานะผู้กำหนดนโยบายจะมีการดำเนินการอย่างไร นายสมศักดิ์กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนเรื่องเวลาการทำงานไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญคือคุณภาพของงานและการให้บริการประชาชน ซึ่งควรคำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ นโยบายเรื่องการป้องกันโรคนั้นก็เป็นแก่นสำคัญ เพราะหากคนไข้มีสุขภาพดีขึ้น ก็จะช่วยลดภาระงานในโรงพยาบาลและทำให้บุคลากรมีเวลาทำงานน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขมีความพยายามผลักดัน (ร่าง)พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่จะแยกตัวออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมมาช่วยเสริม

แนวทางลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์

รัฐมนตรีสาธารณสุขกล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ควรทำหลายแนวทางควบคู่กัน ทั้งการผลิตบุคลากรเพิ่ม ซึ่งใช้เวลานาน และการใช้มาตรการสนับสนุนอื่น เพื่อลดภาระงาน โดยเฉพาะลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งคิดเป็น 3 ใน 4 ของผู้ป่วยนอกทั้งหมด หากสามารถลดจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยลดภาระการดูแลรักษาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเพิ่มเติมอย่างการจัดตั้ง “มินิคลินิก” และการขยายบริการการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine เพื่อรองรับข้อจำกัดของบุคลากร โดยนายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนเคยพบอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร หรือ อสส. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มีอยู่จริง และการใช้เทคโนโลยีในการดูแลสาธารณสุขจะช่วยลดภาระนี้ได้ รวมไปถึงการนำหมอเกษียณคืนมามีบทบาท และเชิญเอกชนร่วมลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก

เร่งพิจารณากฎหมายอสม. เพื่ออุดช่องว่างการดูแล

เมื่อถูกถามถึงการขยายบริการ Telemedicine นั้น นายสมศักดิ์ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภายในกรุงเทพฯ จะมีการนำร่องก่อน และจะพิจารณานำไปใช้ทั่วประเทศ ในขณะที่สภาฯ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ เพื่อให้เกิดกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

การกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.ในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการแบ่งชั่วโมง แต่เป็นกระบวนการปรับระบบให้สมดุลระหว่างบุคลากรกับภาระงาน การจัดบริการที่มีประสิทธิภาพ และการดูแลประชาชนให้มีสุขภาพดีในระยะยาว

การเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย คือ รัฐมนตรีสมศักดิ์ และ สว.วีระพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะการบริหารบุคลากรที่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของระบบ

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ไม่ขัด ‘สว.วีระพันธ์’ ชงออกกฎหมายกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.