ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อาร์เซนอลกระชากตัวเอเซ่สำเร็จ! เปิดทุกกลลวงของข้อตกลง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา สภาวการณ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเกิดความหวือหวาเมื่อ “อาร์เซนอล” สามารถสอยตัว “เอเบเรชี เอเซ่” ได้สำเร็จจาก “คริสตัล พาเลซ” ด้วยมูลค่าเบื้องต้น 60 ล้านปอนด์ รวมโบนัสสูงสุดอีก 7.5 ล้านปอนด์ ข้อตกลงที่คึกคักและเต็มไปด้วยบทซ่อนเร้นนี้ ถูกเปิดโปงอย่างละเอียดโดย James McNicholas จาก “ดิ แอธเลติก”

อาร์เซนอลกระชากตัวเอเซ่สำเร็จ

เอเซ่ เคยใกล้กับการย้ายทีมไปร่วมทัพ “ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส” อย่างมากจริงๆ จนเกือบจะถึงข้อตกลง แต่เพราะอารมณ์ผสมผสานกับความรักในสีของ “พระอาวุธ” ทำให้เขารู้สึกใช่แค่ อาร์เซนอล เท่านั้น และกลับขว้างสายสัมพันธ์ให้กลับไปยังสโมสรแห่งความทรงจำในวัยเด็ก

ทุกอย่างเริ่มตอนปลายเดือนมิถุนายน ที่ มิเกล อาร์เตตา มีการสนทนาเบื้องต้นกับ เอเซ่ ซึ่งเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ “พาเลซ” เมื่อฤดูกาลก่อน โดยทำผลงานยอดเยี่ยม 14 ประตู และ 11 แอสซิสต์ เข้าสู่ radar ของทีมในเมืองลอนดอนเหนือ แม้ว่าจะชะลอเรื่องการชักชวนไปชั่วคราว แต่กลับไม่มีวันละทิ้งความตั้งใจและแผนการภายในกลุ่มผู้บริหาร

ช่วงเวลาสำคัญแห่งประเด็นบาดเจ็บ

จุดเปลี่ยนมาตอนที่ ไค ฮาแวร์ตซ์ .getAs บาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่า ทางฝั่งอาร์เซนอลรู้ว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาในการลังเล การเดินหน้าตลาดซื้อขายนี้เป็นความจำเป็นมากกว่าทางเลือก จึงมีการเร่งดำเนินการประชุมผู้บริหาร แลกกับซุปตาร์ของ “พาเลซ” อย่าง เอเซ่ ทันที

ภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง ข้อตกลงเป็นจริง ทั้งคู่บรรลุข้อตกลงด้วยซัมรวมที่ 60 ล้านปอนด์ พร้อมเงื่อนไขส่วนตัวถูกตกลงกับตัวแทนของนักเตะ และตัวเอเซ่ลงนามในสัญญาวันที่ 4 ปี พร้อมออปชั่นขยายเพิ่มอีก 1 ปี

การกลับมาอย่างภาคภูมิใจ

การวิ่งกลับมายัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ของ เอเซ่ ไม่ได้มีแค่รอยยิ้มกับแฟนบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็ม “แนวรุก” ที่ต้องพึ่งผู้เล่นรายอื่นแทนเป็นฤดูกาล เขายังได้รับเสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณสร้างสรรค์ จิตวิญญาณของผู้พิชิตเกมในทุกสถานการณ์

  • ค่าตัว: 60 ล้านปอนด์ + โบนัสสูงสุดอีก 7.5 ล้านปอนด์
  • สัญญา: 4 ปี พร้อมออปชั่นขยาย 1 ปี
  • ตำแหน่ง: ปีกซ้าย, กองกลางเล่นเกม
  • ผลงานเมื่อซีซั่นก่อน: 14 ประตู 11 แอสซิสต์

เอเซ่ เป็นนักเตะเพลย์เมกเกอร์ที่มีดีไซน์แนวคิดด้วยจังหวะ และเข้าใจเกมในแบบลอนดอนธำรงอยู่ข้างใน บทบาทของเขาจะเปลี่ยนแปลงในกองหน้า “แกรนิต้าร์ส” ที่ต้องตั้งใจรักษาความแน่นหนาขณะที่เพียงแค่ใช้สองคิ้วคิดส่งบอลก็เก็บสามแต้มได้

และที่สำคัญ มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องพาาดเท่านั้น “เอาเขามา” และ “ไว้ที่เรา” ทั้งคู่มีชัยชนะ และคู่นี้ผูกมัดด้วยความรักเดียวกัน

สำหรับใครที่หลงใหลในฟุตบอลแนวรุกพลิกโฉม เอเซ่ เตรียมฉบับใหม่ โดยอาร์เซนอล มันคือเรื่องราวของการกลับบ้านที่ไม่มีวันพูดลา

ทั้งทีม.Arse… ที่ต้องกำชัยด้วยทุกวินาที

ที่มา – ละเอียดยิบ!เปิดปฏิบัติการของ “อาร์เซนอล” ในการกระชากตัว “เอเซ่”

การ์ทเนอร์เผยตลาดคลาวด์สาธารณะโต 22.5% Amazon ยังนำ

จากข้อมูลล่าสุดที่เผยออกมาจากบริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ (Gartner) ระบุว่า ตลาดบริการคลาวด์สาธารณะทั่วโลกในปี 2024 เติบโตถึงร้อยละ 22.5 โดยมี Amazon เจ้าใหญ่อันดับหนึ่งที่ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในตลาดดังกล่าวต่อเนื่อง

การ์ทเนอร์เผยตลาดคลาวด์สาธารณะโต 22.5% Amazon ยังนำ

Hardeep Singh นักวิเคราะห์หัวหน้าจาก Gartner เปิดเผยว่า องค์กรจำนวนมากยังคงมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการดำเนินงานที่ทันสมัย ทำให้คลาวด์สาธารณะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการย้ายข้อมูลและอัปเกรดโครงสร้าง IT ขององค์กร

องค์กรต่าง ๆ ชูความสำคัญของแนวทางที่ทันสมัย โดยให้ความสนใจในเรื่องการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม AI หลายรูปแบบ และมุ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ที่สามารถทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งยังเพิ่มความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลในท้องถิ่น อีกทั้งยังมีแนวทางการควบคุมข้อมูลและรักษาอำนาจอธิปไตย์ของข้อมูลอย่างรอบคอบ

องค์กรคลาวด์ลงทุนหนักเพื่อแย่งชิงตลาด AI

บริษัทที่ให้บริการคลาวด์ทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถด้าน AI เพื่อเป็นผู้นำในตลาด IaaS ที่ปรับให้เหมาะสมกับ AI และคาดหวังว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้หลักในอนาคต

ภาพรวมตลาด IaaS ในปี 2024 ชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้บริการ 5 อันดับแรกครองสัดส่วนถึง 82.1% โดย Amazon คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลก ด้วยรายได้ถึง 64.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 37.7% ตามด้วย Microsoft ที่ครองสัดส่วน 23.9%

ในขณะที่ Google, Alibaba Group และ Huawei ก็รักษาตำแหน่งในตลาดไว้ได้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้จะเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกปี

  • Amazon เป็นผู้นำด้วยสัดส่วน 37.7%
  • Microsoft ตามมาด้วย 23.9%
  • Google, Alibaba และ Huawei ก็ยังอยู่ในกลุ่มผู้นำ

สำหรับผู้ให้บริการใหม่ที่ไม่ใช่ Hyperscaler หรือผู้ให้บริการ GPU as a Service (GPUaaS) แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านความจุและการประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่มีความยืดหยุ่น

ตลาดคลาวด์สาธารณะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีที่จะมาถึง ด้วยความต้องการขององค์กรแสวงหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ
และยืดหยุ่นเพื่อใช้รองรับการลงทุนด้านดิจิทัลแบบครบวงจร

คลาวด์สาธารณะไม่ใช่แค่คำตอบสำหรับการจัดเก็บข้อมูล แต่กลายเป็นพลังหนุนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้องค์กรทั่วโลก

ที่มา – “การ์ทเนอร์”เผยตลาดบริการคลาวด์สาธารณะทั่วโลกโตถึง 22.5%Amazon ยังเป็นผู้นำอันดับ 1

มารี เบรินเนอร์ โดนจับคาด่าน หนุ่มข้างกายคือไฮโซหนุ่มอดีตสามีนักร้อง

กลายเป็นกระทู้ร้อนแรงในโลกโซเชียลเมื่อวานนี้ เมื่อ มารี เบรินเนอร์ ดาราสาวดังถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวหลังถูกพบไม่ยอมเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ขณะเข้าด่านตรวจ อีกทั้งยังมีรายงานว่า เธอยังมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความฮือฮาและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงบนโลกออนไลน์

มารี เบรินเนอร์ โดนจับคาด่าน หนุ่มข้างกายคือไฮโซหนุ่มอดีตสามีนักร้อง

เพื่อเพิ่มความพิลึกพิลั่นให้กับเหตุการณ์นี้ สื่อต่างๆ ต่างรายงานว่าในรถของ มารี เบรินเนอร์ ยังมี ไฮโซหนุ่มปริศนา ที่นั่งอยู่ จนกระทั่งมีการเปิดเผยว่า ชายคนนี้เป็นอดีตสามีของนักร้องสาวชื่อดังอย่าง “เชอรีน” ทำเอาคนดูไม่คาดคิด และยิ่งทำให้ประเด็นคือว่า ความเป็นมาของทั้งคู่เป็นอย่างไร

สาวกแห่คอมเมนต์เดือด

โดยเฉพาะในโลกโซเชียล เรื่องนี้กลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เหล่าเน็ตไอดอลและแฟนคลับแห่เข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเพจดังอย่าง “อรรถรส” ได้แห่มาคอมเมนต์ประเด็นร้อนนี้ไว้ว่า

“อ่อ!! อดีตสามีของน้องเชอรีน อ้าวววว เขาไปคบกันตอนไหน รสเพิ่งรู้ อุ้ยตายแล้วววว”

ซึ่งได้สร้างความฮือฮาและแผลงใจในเน็ตizens ทันที

เนื่อนในเหตุการณ์นั้น ทำให้หลายคนพยายามถอดรอยความสัมพันธ์ของทั้งสองคน เริ่มตั้งแต่เคยมีข่าวความรัก ไปจนถึงการมีภาพปรากฏขึ้นในของคนเดียวกัน และจากการโต้ตอบกันบนโซเชียลมีเดียที่เริ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เกี่ยวกับอดีตสามีของนักร้องดัง

โดยข้อมูลที่เราทราบกันดีนั้น พบว่า ชายคนนี้มีฐานะทางการเงินมั่งคั่งและเคยมีชื่อเสียงเป็นคู่รักของ “เชอรีน” ก่อนจะแยกทางกันอย่างสงบ และในครั้งนี้ ปรากฏตัวเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องของ มารี เบรินเนอร์ ได้เลยทำให้เกิดความคาดเดาอย่างหนักหน่วง

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ทั้ง มารี เบรินเนอร์ และ “ไฮโซหนุ่ม” ที่นำมาด้วยกัน ยังไม่มีการเปิดปากพูดหรือให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้หลายคนยังคงจับตาดูและรอรอเพิ่มเติม

เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ในอนาคต การเปิดใจจากทั้งสองฝ่ายจะเป็นเช่นไร และจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์หรือทางอาชีพของพวกเขาหรือไม่

หากคุณเป็นแฟนคลับของ มารี เบรินเนอร์ หรือกำลังติดตามคดีนี้อยู่ ต้องติดตามเพจดังที่เรานำเสนอเพื่อไม่พลาดข่าวและกระแสใหม่ๆ ให้คุณได้ทันเหตุการณ์ในทุกๆ วัน

ที่มา – ชาวเน็ตสาดคอมเมนต์เดือด ‘มารี เบรินเนอร์’ โดนจับคาด่าน หนุ่มข้างกายคือ “ไฮโซหนุ่ม” อดีตสามีนักร้องดัง!

‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา สื่อออนไลน์และโลกโซเชียลได้ตื่นตากับโพสต์จาก “นายเศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เผยให้เห็นภาพการพบปะอย่างบังเอิญกับ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แฮชแท็ก ‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้สร้างกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ

ในโพสต์ที่เผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชัน X (Twitter) อดีตนายกฯ ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งท่านเนรมิตรพบเจอนายกฯอิ๊งค์และคณะอย่างไม่ได้นัดหมายมาก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศเบรกขึ้นทันที และเขาก็เชิญชวนให้มาดื่มกาแฟร่วมกันที่ร้าน Beans ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่เขาเลือกสั่งเครื่องดื่มขายดีอย่าง “Dirty” เป็นจุดสิ้นสุดของการพบปะที่เปี่ยมไปด้วยความสุภาพและเป็นมิตร

บรรยากาศระหว่างพบปะ

บรรยากาศในครั้งนี้มีสมาชิกในครอบครัวเขาร่วมด้วย ได้แก่ น.ส.ชนัญดา ทวีสิน ลูกสาว และเพื่อนๆ ร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึง “นายปิฎก สุขสวัสดิ์” สามีของนายกฯอิ๊งค์ ซึ่งภาพถ่ายที่ได้มาถ่ายร่วมกันนั้น สื่อถึงความเป็นส่วนตัวในเชิงมิตรภาพอย่างชัดเจน

  • บรรยากาศที่เป็นกันเอง
  • ความสุภาพในเทียบเชิญดื่มกาแฟ
  • ความบังเอิญที่ไม่คาดคิด

สิ่งที่โดดเด่นในการพบเจอทั้งครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ใจ โดยปราศจากการแสดงออกเชิงการเมือง และเน้นภาพลักษณ์ที่สามารถจะสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความหมายเบื้องหลังการพบปะ

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ การพบกันที่ร้านกาแฟในที่สาธารณะของบุคคลในระดับประเทศเป็นการแสดงถึง “การเปิดใจ” และ “การสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ” ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้นำในวงการเมืองไทย

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของการทำงานร่วมกันในสังคมไทย โดยไม่มีอคติหรือคิดแยกแยะ แม้จะเคยดำรงตำแหน่งที่แตกต่างกันมาก่อนก็ตาม

สิ่งนี้มีศักยภาพที่จะส่งเสริมให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวในสังคม และลดความขัดแย้งในเชิงความคิดเห็นทางการเมือง

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า การพบเจอที่ไม่ได้เตรียมไว้ อาจกลายเป็นโมเมนต์พิเศษที่เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนได้ และเป็นแรงบันไดนาในการสื่อสารอย่างมีศีลธรรมในโลกการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกครั้งนี้ก็มีคุณค่าทางสังคมอย่างลึกซึ้งในอดีตบุคคลมีบทบาทในประวัติศาสตร์ในระดับประเทศ และเป็นตัวอย่างของความเมตตา รวมทั้งความเท่าเทียมในมนุษยสัมพันธ์

หากคุณชอบเรื่องราวเชิงบวกแบบนี้ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์ต่อเพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม!

ที่มา – ‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ

อาจารย์อ๊อดเผยชื่อเดิม ‘หลวงพ่ออลงกต’ พร้อมประวัติการศึกษา

เมื่อเร็ว ๆ นี้สังคมออนไลน์พูดถึงกรณีที่หลวงพ่ออลงกต ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองว่าเคยประสบอุบัติเหตุจนความจำแปรปรวน พร้อมบอกว่าตัวเองไม่เคยจบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือแม้แต่การไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นความฝันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทว่าล่าสุดอาจารย์อ๊อด หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่ออลงกต ในช่วงวัยเรียนว่า เคยศึกษาที่โรงเรียนเกษตรบ้านกร่าง จังหวัดพิษณุโลก เป็นเวลา 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2521-2523 (รุ่น 15) และมีชื่อเดิมว่า เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว

อาจารย์อ๊อดเผยชื่อเดิม ‘หลวงพ่ออลงกต’ พร้อมประวัติการศึกษา

แนวคิดของหลวงพ่ออลงกตที่กล่าวว่า “ไม่ชอบเรียนในระบบ สนใจการศึกษาด้วยตนเอง” คลี่คลายข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตของท่าน แต่กลับกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ข้อมูลใดเป็นความจริง และมีเอกสารราชการสนับสนุนอย่างไร

หลักฐานที่ยังต้องตรวจสอบ

ปัจจุบันยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จากกรณีที่ปรากฏข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต ที่ไม่สอดคล้องกันและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของตัวตนอย่างลึกซึ้ง

  • เคยศึกษาที่โรงเรียนเกษตรบ้านกร่าง
  • ชื่อเดิม: เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว
  • จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย
  • ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • มีความฝันที่จะศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย

ประเด็นนี้ยังคงเป็นกระแสแรง และยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากทางหลวงพ่ออลงกตเอง ทำให้ทุกคนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดว่าในที่สุดความจริงจะออกมาเป็นอย่างไร

จากกรณีนี้ เราได้เห็นว่า ตัวตนของบุคคลสำคัญในสังคมควรได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

หากคุณอยากรู้ข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ ติดตามเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ‘อาจารย์อ๊อด’ เปิดข้อมูลชื่อเดิม พร้อมประวัติการศึกษา ‘หลวงพ่ออลงกต’

‘ปภ.’ ประชุมติดตามสถานการณ์พายุ ‘คาจิกิ’ เตรียมรับมือพายุ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประชุมติดตามสถานการณ์การเฝ้าระวังพายุโซนร้อนกำลังแรง คาจิกิ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 24-27 สิงหาคมนี้

สำนักงาน ปภ. ได้ติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งรายงานว่า พายุ คาจิกิ ขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย และขอบด้านหน้าของพายุกำลังทำให้เกิดเมฆฝนหนาแน่นในพื้นที่ติดชายฝั่งเวียดนาม สปป.ลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีแนวฝนตกหนักกระจายในหลายจังหวัด

‘ปภ.’ เร่งเตรียมความพร้อมพายุคาจิกิ

เพื่อรับมือกับผลกระทบจากพายุ คาจิกิ นายสหรัฐ ได้กล่าวว่า ปภ. ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และเตรียมระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งสถานการณ์อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการเตรียมชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน พร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยอยู่ในจุดเตรียมการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว

พื้นที่เสี่ยงสูงเตรียมแผนป้องกัน

“ปภ. ได้สั่งการให้พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศนำร่องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ชุมชน หรือสถานที่สำคัญ เพื่อให้ลดความเสียหายได้มากที่สุด รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเตรียมแผนอพยพกลุ่มเปราะบาง และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ” นายสหรัฐกล่าวเสริม

ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพายุ คาจิกิ ที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลาง กทม. และภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยมีลมแรงและฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง

  • ชุดปฏิบัติการปภ. เขตถูกปรับเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง
  • ระบบการเตือนภัยแบบเร่งด่วน Cell Broadcast ถูกเปิดใช้งาน
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด
  • ร่วมมือหน่วยงานท้องถิ่นจัดแผนอพยพกลุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์รวมทรัพยากรสำหรับพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะประสานกำลังกับ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 16 ชัยนาท เพื่อลดผลกระทบจากฝนตกหนักในเขตภาคเหนือ

การเตรียมตัวล่วงหน้า และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากพายุคาจิกิในช่วงนี้

ที่มา – ‘ปภ.’ ประชุมติดตามสถานการณ์พายุ ‘คาจิกิ’ กำชับพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังรับมือสถานการณ์

“GULF” จับมือ “AIS” ยกระดับสวนเบญจกิติ สำหรับคนเมือง

ในยุคที่คุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้ร่วมมือกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เพื่อเปิดตัว “GULF x AIS PlaySpace Run” ที่สวนเบญจกิติ หนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่มีความสำคัญต่อคนกรุงเทพมหานคร

“GULF” จับมือ “AIS” ยกระดับสวนเบญจกิติ สำหรับคนเมือง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เน้นการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการส่งมอบพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพให้แก่ชุมชน เมื่อวันที่ผ่านมา นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF พร้อมด้วยนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS ได้ร่วมกันร่วมเปิดกิจกรรมวิ่ง 3 กิโลเมตร ขณะที่มีเหล่าพนักงานจากทั้งสองบริษัท ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และประชาชนทั่วไปร่วมเข้าร่วมจำนวนมาก

ออกแบบเพื่อทุกกลุ่มวัย

GULF Playscape ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันให้เหมาะสมกับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ด้วยพื้นยางมาตรฐานสากล EPDM ที่ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ พื้นที่แบบ Free Form พร้อมที่นั่งอเนกประสงค์ และสวนหินเพื่อสุขภาพ ช่วยให้ทุกคนสามารถพักผ่อนและออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

  • สนามเด็กเล่นมาตรฐานสากล EPDM
  • พื้นที่ Free Form สำหรับกิจกรรมอิสระ
  • ไฟพลังงานแสงอาทิตย์แบบอัตโนมัติ
  • จุดชาร์จมือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ชิงช้าโซลาร์เปิดไฟกลางคืน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ กล่าวว่า AIS มองว่าการพัฒนาพื้นที่สาธารณะคือโอกาสที่จะ “เชื่อมต่อ” ทั้งโลกจริงและโลกดิจิทัล ผ่าน AIS SUPER WiFi บนเทคโนโลยี WiFi6 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชม. ที่สวนเบญจกิติ

สวนเบญจกิติ หัวใจสีเขียวของเมือง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เห็นได้ชัดว่าสวนเบญจกิติกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของคนเมืองที่รักสุขภาพ โดยมีผู้ใช้บริการมากทุกช่วงเวลา ทั้งเดินเล่น พาเด็กเล่น หรือวิ่งออกกำลังกาย

เนื่องจากความสำเร็จและความต้องการจากประชาชน “GULF” จับมือ “AIS” ได้ร่วมสร้าง AIS Play Space เป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ผนวกรวมระหว่างธรรมชาติ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้บริการ

คุณสามารถเข้าใช้บริการ GULF Playscape ได้ตั้งแต่เวลา 04:30 – 22:00 น. ทุกวัน ตามเวลาเปิด-ปิดของสวนเบญจกิติ ทำให้เหมาะสำหรับคนทำงาน เด็ก และผู้สูงอายุที่มองหาพื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกาย

มาเริ่มเปลี่ยนวันธรรมดาของคุณให้มีคุณภาพดีขึ้นที่สวนเบญจกิติ แลนด์มาร์กใหม่ที่จะช่วยเติมพลังทั้งกายและใจให้กับคนเมืองได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “GULF” จับมือ “AIS ” ส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

มารี เบรินเนอร์ ขับรถหรูไม่ยอมเป่าเมา แฟนหนุ่มอ้างรู้จัก ตร.ใหญ่

เมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงบันเทิงและโลกโซเชียล เมื่อ มารี เบรินเนอร์ ดาราดังลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ขับรถหรู PORSCHE สีเขียวเข้าด่านตรวจในพื้นที่ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงวังทองหลาง กทม. พร้อมด้วยแฟนหนุ่มไฮโซชื่อดังและเพื่อนสาวอีกหนึ่งคน

มารี เบรินเนอร์ ขับรถหรูเข้าด่าน ไม่ยอมเป่าเมา

ขณะที่ตำรวจ สว.จร.สน.วังทองหลาง ตั้งจุดตรวจเพื่อตรวจวัดแอลกอฮอล์และกวดขันวินัยจราจร เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นพฤติกรรมของน.ส.มารี เบรินเนอร์ ที่มีอาการคล้ายเมาสุรา จึงส่งสัญญาณให้รถคันดังกล่าวจอดเพื่อตรวจ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่เป็นไปตามขั้นตอน เจ้าหน้าที่ขอวัดแอลกอฮอล์ของมารี แต่แฟนหนุ่มได้ขัดขวาง พร้อมพูดโวยวายว่า “แฟนผมปวดฉี่ให้ไปฉี่ก่อนได้หรือไม่” และยังโปะข่าวว่า “ผมรู้จักตร.ใหญ่” จึงเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดและกระทบกระเทือนภาพลักษณ์ของมารีในครั้งนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น

ตามรายงานของผู้สื่อข่าว ระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามเรียกรถของมารีให้หยุดเพื่อตรวจ แต่คนในรถปิดกระจกไม่ยอมร่วมมือ และเลี่ยงเลี่ยงไม่ให้ลงจากรถ จนกระทั่งถูกตำรวจเชิญเข้าสำนักงานฯ เพื่อดำเนินคดีต่อ

ต่อมาภายหลังจากถูกดำเนินคดีในข้อหา “เมาแล้วขับ” มารียอมประกันตัวออกไปด้วยวงเงิน 20,000 บาท และนัดหมายส่งฟ้องศาลแขวงรัชดาในวันจันทร์ที่ 25 ส.ค. ส่วนแฟนหนุ่มก็ถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นและขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ ถึงขั้นต้องตั้งข้อสอบสวนตำรวจใหญ่ในเหตุการณ์ครั้งนี้

  • เวลา 03.00 น. – พ.ต.ท.เฉลิมพล ผาชะลา สว.จร.สน.วังทองหลาง ตั้งจุดตรวจ
  • รถ PORSCHE สีเขียว – เปิดกระจกพบมารีและแฟนหนุ่ม
  • แฟนหนุ่มขัดขวาง – ไม่ยอมให้เป่าและถ่ายภาพ
  • ตั้งข้อหา – มารีเมาแล้วขับ ส่วนแฟนขัดขวางเจ้าหน้าที่
  • วงเงินประกัน – 20,000 บาท สำหรับมารี

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในโซเชียลและสื่อมวลชน เหตุการณ์ครั้งนี้เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ชื่อเสียง” กับ “ความรับผิดชอบ” ของนางแบบดังที่เป็นทั้งภาพลักษณ์และแรงบันดาลใจต่อบางกลุ่มคน โดยเฉพาะเยาวชน

ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของนักแสดงหรือบุคคลดัง คุณคิดว่าพวกเขาควรใช้ชื่อเสียงอย่างไรเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี? พฤติกรรมของ “มารี เบรินเนอร์” ครั้งนี้ถือว่าน่ากังวลจริงหรือไม่?

ที่มา – “มารี เบรินเนอร์” นางเอกดัง ขับรถหรูเข้าด่าน ไม่ยอมเป่าเมา ไฮโซหนุ่มโวย รู้จักตร.ใหญ่

อินเดียเตรียมพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ ร่วมกับบริษัทฝรั่งเศส

อินเดียเตรียมก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ร่วมกับพันธมิตรจากฝรั่งเศส โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันด้านอากาศของกองทัพอินเดียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อินเดียเตรียมพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ ร่วมกับบริษัทฝรั่งเศส

เมื่อเร็วๆ นี้ นายราชนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอินเดีย ได้ประกาศอนุมัติการผลิตต้นแบบเครื่องบินรบขนาดกลางขั้นสูง (AMCA) รุ่นที่ 5 ซึ่งถือเป็นการฉลองความก้าวหน้าสำคัญในการสร้างระบำอาวุธภายในประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมกับเปิดเผยว่าขณะนี้อินเดียอยู่ในขั้นตอนการผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ด้วยตนเอง โดยมีการร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากฝรั่งเศส

การร่วมมือกับบริษัทซาฟราน

แม้ว่านายราชนาถ สิงห์ จะไม่ระบุชื่อบริษัทในคำแถลงอย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวในวงการการป้องกันประเทศรายงานว่าอินเดียได้ปรับแผนร่วมมือกับ บริษัทซาฟราน บริษัทชั้นแนวหน้าของฝรั่งเศสในด้านอุตสาหกรรมการบินและการป้องกัน ซึ่งมีประสบการณ์การดำเนินงานในอินเดียมายาวนานกว่าหลายสิบปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและผลิตอุปกรณ์ทางทหารที่ใช้ เทคโนโลยีขั้นสูง

ความร่วมมือดังกล่าวจะส่งผลให้อินเดียสามารถเร่งการผลิตเครื่องยนต์ขั้นสูงสำหรับเครื่องบินขับไล่ภายในประเทศ ซึ่งเป็นความพยายามของรัฐบาลเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเครื่องบินจากต่างประเทศ และพัฒนาความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีด้านการบินเชิงทหารให้อยู่ในประเทศ

  • ลดการพึ่งพานักวิจัยภายนอก
  • เพิ่มการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงกลยุทธ์
  • เสริมความมั่นคงทางอากาศ
  • เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่นมีส่วนในโครงสร้างอาคาร โดยการใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศไทย

อินเดียเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการผลิตอาวุธในประเทศจึงเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลภายใต้แผน Make in India ทำให้ความร่วมมือกับบริษัทชาติพันธมิตรอย่าง ซานฟราน กลายเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญในภารกิจนี้

ภายในแผนการแบบบูรณาการนี้ อินเดียมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบำพลังงานตนเองในระดับสูง โดยเฉพาะในด้านการป้องกันความมั่นคง ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการยกระดับของ TIER-1 TEAM ของอินเดีย ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถของทหารในภูมิภาคเอเชียใต้

นี่ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางทหารของเอเชียใต้ภายในอีกสองถึงสามทศวรรษข้างหน้า ถ้าอินเดียสามารถก้าวผ่านข้อจำกัดหลายประการภายใต้แผนพัฒนาแบบบูรณาการที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ

เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจากประเทศใกล้เคียงอย่างปากีสถาน การมีความสามารถในการผลิตอาวุธราดับโลกจึงไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่ออนาคตความมั่นคงของชาติ

ที่มา – อินเดียเตรียมพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ ร่วมกับบริษัทฝรั่งเศส

ผ่านฉลุย ธอส.GO LIVE GHB System ยกระดับบริการลูกค้า

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการ GO LIVE GHB System ภายใต้แนวคิด “Change for Sustainability เปลี่ยน…เพื่อความยั่งยืน” เพื่อยกระดับระบบ CORE BANK ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในด้านความเสถียรและความปลอดภัยของระบบ

GO LIVE GHB System ประสบความสำเร็จในครั้งแรก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 09.15 น. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ทำ ธุรกรรมแรก (1st Transaction) ด้วย Application ใหม่ที่มีชื่อว่า GHB ALL GEN อย่างลื่นไหลและไม่มีสะดุด ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของระบบทดแทน และความร่วมมือของทีมงานภายในองค์กร

เทคโนโลยีระดับธนาคารดิจิทัลที่เติบโตอย่างยั่งยืน

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเกรดระบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการนำพาธนาคารเข้าสู่การดำเนินงานอย่างยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตในรูปแบบ ธนาคารดิจิทัลครบวงจร โดย GHB System จะเป็นแก่นสำคัญที่ช่วยยกระดับการให้บริการ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น รวดเร็วทันใจทุกการทำธุรกรรม

  • เพิ่มความเร็วในการประมวลผล
  • ลดข้อผิดพลาดของระบบ
  • รองรับฟีเจอร์ดิจิทัลใหม่ๆ ครบวงจร
  • บริการสโมสรสมาชิก GHB ALL GEN ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

แฟรงค์ ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินการนี้เป็นกระบวนการที่ต้องการความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมงานภายในธนาคาร ซึ่งต่างมีส่วนร่วมในการวางระบบและการทดสอบทุกช่วงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของทั้งลูกค้าองค์กรและลูกค้ารายย่อย

ปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การ Go Live ระบบ GHB System นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต และทำให้ลูกค้ามั่นใจในระบบของธนาคารที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาทางการเงินในการซื้อบ้าน หรือมองหาช่องทางการลงทุนที่ปลอดภัย ธอส. พร้อมยื่นมือช่วยเหลือ โดยระบบ GHB System ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงบริการของธนาคารได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อย่ารอช้า ลองมาสัมผัสระบบการให้บริการระดับโลกจากธนาคารอาคารสงเคราะห์กันเลยวันนี้!

ที่มา – ผ่านฉลุย ธอส.ประสบความสำเร็จ ทดสอบ GO LIVE GHB System ยกระดับบริการลูกค้า