ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตำรวจปารีสจับหนุ่มแอลจีเรียคดีสี่ศพในแม่น้ำแซน

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค. 2568) ทางการปารีสหรัสเลื่อนผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งซึ่งเป็นหนุ่มชาวแอลจีเรียวัย 24 ปี เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมซึ่งมีผู้พบศพทั้งหมด 4 ศพลอยอยู่ในแม่น้ำแซน ก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่วัน.

ตำรวจปารีสจับหนุ่มแอลจีเรีย คาดเกี่ยวข้องคดีสี่ศพถูกทิ้งในแม่น้ำแซน

การค้นพบศพทั้ง 4 ศพเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา เมื่อผู้โดยสารรถไฟเห็นศพลอยอยู่ในแม่น้ำแซน บริเวณใกล้ชุมชน ชัวซี-เลอ-รัว ซึ่งเพิ่งเปิดให้ประชาชนเล่นน้ำได้ไม่นาน หลังจากผ่านการฟื้นฟูคุณภาพน้ำมานานหลายสิบปี. จุดที่พบศพอยู่ห่างจากพื้นที่เปิดให้เล่นน้ำบริเวณหอไอเฟลประมาณ 17 กิโลเมตร.

รายละเอียดทางการแพทย์ยืนยันการใช้ความรุนแรง

ศพแรกที่ถูกพบมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ จึงสามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นชายอายุประมาณ 40 ปีที่อาศัยอยู่ในเขต วัล-เดอ-มาร์น. แต่ศพอีก 3 ศพที่ตามมาภายหลังมีสภาพเน่าเปื่อยมาก จนยากในการระบุตัว.

สำนักข่าว Actu17 ระบุว่า ศพทั้งหมดเป็นเพศชาย โดยมีสามรายเป็นชาวแอฟริกัน และอีกหนึ่งรายมีเชื้อสายชาวแอฟริกาเหนือ. จากผลการชันสูตรเบื้องต้น พบว่ามีร่องรอยของความรุนแรงในตัวผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย หนึ่งรายถูกรัดคอจนเสียชีวิต อีกรายมีบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง.

แนวทางการสืบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ศพเหล่านี้ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ที่บริเวณที่พบทันที แต่เกิดจากการลอยมาโดยกระแสน้ำหรือเศษซากอื่น ๆ ที่ดันให้ลอยมาจุดเดียวกันบริเวณสะพานชัวซี-เลอ-รัว.

ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ในการจับกุม

หนุ่มรายนี้ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 20 ส.ค. บริเวณสำนักงานใหญ่ของกองปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจปารีส โดยมีความคืบหน้าในการสอบสวนว่าตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับคดีสี่ศพในแม่น้ำแซน กี่คดีบ้าง ซึ่งตอนนี้ทีมสอบสวนเปิดเผยว่าสอบสวนอย่างน้อย 2 คดีแล้ว.

ภายใต้กฎหมายฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้สูงสุดถึง 96 ชั่วโมงก่อนจะต้องตั้งข้อหาก่อเหตุอาชญากรรมหรือปล่อยตัวทันที หากไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการตั้งข้อหา.

ความเคลื่อนไหวของทางการปารีสที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำแซน

แม่น้ำแซนเพิ่งกลายเป็นประเด็นด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากทางการปารีสประกาศจัดการแข่งขันว่ายน้ำในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2024 แม้จะมีการขัดแย้งจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับคุณภาพน้ำที่ยังไม่ปลอดภัย.

อย่างไรก็ตาม จุดที่พบศพไม่ได้ใกล้กับบริเวณเปิดให้เล่นน้ำ ที่เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเมืองปารีสเอง แต่ยังหมายความว่าต้องมีการตรวจสอบ.extent ของการปนเปื้อนหรืออันตรายจากแม่น้ำนี้อย่างรอบด้านมากขึ้น.

พวกเขาเปิดพื้นที่สำหรับเล่นน้ำเฉพาะบางบริเวณ ได้แก่ บริเวณใกล้หอไอเฟลและ เกาะแซงต์-หลุยส์ ในวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการคืนชีพให้แม่น้ำและเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้สัมผัส หลังจากไม่อนุญาตให้เล่นน้ำมานานกว่า 100 ปี.

เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว คดีนี้ไม่ใช่เพียงคดีฆาตกรรมที่สะเทือนขวัญ แต่ยังเปิดประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของแม่น้ำแซนและแนวทางจัดการของหน่วยงานท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งอีกด้วย.

ที่มา – ตำรวจปารีสจับหนุ่มแอลจีเรีย คาดเกี่ยวข้องคดีสี่ศพถูกทิ้งในแม่น้ำแซน

อุตสาหกรรมยาของจีนเติบโต กลายเป็นใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

อุตสาหกรรมยาของจีนกำลังก้าวกระโดดอย่างน่าทึ่ง โดยเตรียมขึ้นแท่นเป็นอุตสาหกรรมยาที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมและลงทุนอย่างหนักในภาคเภสัชกรรมภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีการอนุมัติการวางจำหน่ายยาหลายร้อยชนิด ทั้งสำหรับเด็กและโรคหายาก

อุตสาหกรรมยาของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่า คุณหยาง โฆษกสำนักงานข้อมูลข่าวสารแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ได้แถลงถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยาของจีน ว่าตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2564-2568) นั้น จีนได้อนุมัติการวางจำหน่ายยาสำหรับเด็ก 387 รายการ และยาสำหรับโรคหายาก 147 รายการ

การรับรองคุณภาพและมาตรฐานของยา

หยางกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการอย่างครอบคลุมเพื่อรับรองความปลอดภัยของยา ส่งเสริมการวิจัยพัฒนา และยกระดับการผลิตยาภายในประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนได้อย่างเพียงพอ

การเติบโตของอุตสาหกรรมยาของจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังก้าวสู่เวทีโลกผ่านการส่งออกยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา

  • การอนุมัติยาใหม่มากมาย
  • การลงทุนในเทคโนโลยีชีวภาพ
  • การพัฒนาบุคลากรด้านเภสัชกรรม
  • การร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ

สำหรับประเทศไทย ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยาของจีนถือเป็นแรงบันดาลใจและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนายาใหม่เพื่อตอบโจทย์ประชากรผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น

จากความเคลื่อนไหวของจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยาของจีนสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง จนตอนนี้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำโลกด้านเภสัชภัณฑ์ที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ของโลก

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ที่ยั่งยืน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลกในอนาคต

อย่าพลาดข่าวสารด้านสุขภาพและเทคโนโลยีอีกเลย เพียงติดตามเว็บไซต์ของเรา

ที่มา – อุตสาหกรรมยาของจีน ขึ้นแท่นใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

อิสราเอลโต้กลับสหประชาชาติ เผยไม่มีความอดอยากในกาซา

อิสราเอลได้ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาจากสหประชาชาติที่ระบุว่ามีภาวะความอดอยากในฉนวนกาซา พร้อมยืนยันว่าไม่มีประชาชนในพื้นที่ประสบกับภาวะดังกล่าวแต่อย่างใด

อิสราเอลโต้กลับสหประชาชาติ เผยไม่มีความอดอยากในกาซา

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า “ไม่มีภาวะอดอยากในฉนวนกาซา” พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์รายงานของโครงการจำแนกภาวะความมั่นคงทางอาหารแบบบูรณาการ (IPC) ที่อ้างว่ามีความอดอยากเกิดขึ้นในพื้นที่

อิสราเอลมีมุมมองว่ารายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือนโดยกลุ่มฮามาส และได้รับการ “ฟอกขาว” จากองค์กรที่มีผลประโยชน์แอบแฝง ดังนั้นข้อมูลที่เผยแพร่ไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง

ความช่วยเหลือมนุษยธรรมไหลเข้ากาซาอย่างต่อเนื่อง

อิสราเอลยืนยันว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซาในปริมาณมาก ทั้งอาหารและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ราคาวัตถุดิบและสินค้าอุปโภคบริโภคในฉนวนกาซายังลดลงอย่างเห็นได้ชัด บ่งชี้ถึงการเข้าถึงทรัพยากรที่เพียงพอ

นอกจากนี้ สำนักงานดูแลกิจการพลเรือนในปาเลสไตน์ (โคแกต) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลอิสราเอล ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับความอดอยาก ระบุว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวในพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองกาซาซิตี และถือว่ารายงานของ IPC “ไม่สะท้อนถึงความเป็นจริง”

สหประชาชาติประกาศภาวะอดอยากอย่างเป็นทางการ

ในทางกลับกัน นายทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ด้านกิจการมนุษยธรรม ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ามีภาวะอดอยากในฉนวนกาซา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติประกาศสถานการณ์เช่นนี้ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

เฟลตเชอร์ระบุว่า สถานการณ์ความอดอยากในกาซาเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและแก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือทางอาหารยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เนื่องจากอิสราเอลได้ขัดขวางกระบวนการลำเลียงความช่วยเหลือ

ต่างฝ่ายต่างมีบทสรุปที่ขัดแย้งกัน

สถานการณ์ในฉนวนกาซาตกอยู่ในความขัดแย้งของข้อมูลที่หลากหลาย ขณะที่อิสราเอลให้การรับประกันว่าไม่มีความอดอยาก องค์กรระหว่างประเทศกลับจัดอันดับให้เป็นเขตพื้นที่ที่ประสบภัยความอดอยากอย่างรุนแรง ประเด็นนี้จึงยังคงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียวชัดเจน

สรุปได้ว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาต้องการความโปร่งใสทางข้อมูลและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

หากต้องการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่าลืมกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอยู่เสมอ!

ที่มา – อิสราเอลโต้สหประชาชาติ ลั่น “ไม่มีความอดอยาก” ในฉนวนกาซา

ติ๊นา ศุภนาฏ เผยสถานะโสด เข็ดรักเก่า ขอใช้ชีวิตเต็มที่

หลังหายหน้าหายตามวงการบันเทิงไปพักใหญ่ “ติ๊นา ศุภนาฏ” หรือชื่อจริง “ศุภนาฎ จิตตลีลา” นักแสดงสาวหน้าใส คนโปรดของบรรดาสาวๆ ตอนนี้กลับมาเปิดใจในงานแถลงข่าวละครใหม่เรื่อง “รักOVERDOSE INSPIRED” โดยไม่ปิดบังสถานะความรักว่ายังคง “โสด” อยู่ และยอมรับว่ายังคง เข็ดกับรักครั้งเก่า อยู่

ติ๊นา ศุภนาฏ เผยสถานะโสด เข็ดกับความรักครั้งเก่า

ติ๊นาเปิดใจว่า เธอยังไม่พร้อมสำหรับความรักใหม่ เนื่องจากยังจดจำความรักครั้งเก่าอยู่ แต่ก็มั่นใจว่าสักวันจะได้พบกับรักแท้เลย “ตอนนี้เราโสดค่ะ โสดมาหลายปีแล้ว เราใช้เวลาหาความสุขกับตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนแต่ก่อน ตอนเด็กๆ ถ้าเหงาก็จับใครมาคุย แต่ตอนโตขึ้นก็เปลี่ยนมาเน้นคุยด้วยความสบายใจ จริงใจ และมีให้เกียรติกัน”

ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไม่กังวลเรื่องความรัก

“ตอนนี้เราใช้ชีวิตเยอะเลย ออกไปเที่ยว แฮงเอาต์กับเพื่อน ไม่ต้องกังวลว่าแฟนจะรอเหมือนตอนมีแฟน ก็เลยรู้สึกว่าใช้ชีวิตเต็มที่ขึ้น ขณะนี้เราขอใช้เวลาให้กับตัวเองมากที่สุดก่อน” ติ๊นาเล่าอย่างมั่นใจ

แม้จะมีคนเข้ามาคุ้ยอยู่บ้าง แต่เธอไม่ได้ตั้ง “สเปก” หรือเงื่อนไขอะไรกับคนที่จะเข้ามาในชีวิตเลย เพราะเชื่อว่าสิ่งสำคัญคือ “ความเข้าใจ” และ “ให้เกียรติกัน” หากเจอกันแล้วคลิก แม้คุยกันแค่ไม่กี่เดือนก็อาจเป็นแฟนกันได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เจอ “คลิกนั้น”

ความรักในแบบของติ๊นา คือให้เกียรติและเข้าใจกัน

ติ๊นาให้ความเห็นว่า ความรักนั้นไม่ใช่เรื่องของรูปร่างหน้าตา แต่เป็นเรื่องของ “มุมดีๆ ที่อยู่ในตัวคน” แต่ละคนถ้าใช้เวลาคุยกัน อาจสร้างความเข้าใจ สร้างรักแท้ขึ้นได้ “คนสองคนที่มาเจอกัน มันต้องเข้าใจกันดี เห็นความงามในตัวกัน แล้วให้เกียรติกัน นั่นสำคัญที่สุด”

“จริงๆ เราก็เคยมีคนเต๊าะเข้ามา แต่ยังไม่อยาก landed กับใคร เพราะยังอยากใช้ชีวิตแบบเต็มที่อยู่ ยังเข็ดกับความรักเก่า เราใช้ชีวิตไม่คิดมากตอนนั้น แต่พอโตขึ้นก็กลับมานึกมาก สังเกตความรู้สึก และคิดถึงผลกระทบพวกนี้มากขึ้น” ติ๊นาเปิดใจถึงภาวะโสดในช่วงนี้

เป้าหมายในอนาคตและมุมมองชีวิต

เธอให้ความเห็นว่า “เราไม่คาดหวังในเรื่องความรักมาก เพราะไม่คาดหวัง เลยไม่ผิดหวัง เราเชื่อว่ามันจะมาถึงเราในวันที่ใช่”

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายในวันข้างหน้า เช่นเดินเข้าเทศกาลจดทะเบียนสมรส เธอล้อว่า “อาจจะตอนอายุ 50 ปีเลยก็ได้ (หัวเราะ) เพราะตอนนี้ยังไม่เจอคนที่ใช่เลย”

สรุป: ติ๊นา ศุภนาฏ เผยสถานะโสดยาวกว่า 2 ปี ยังเข็ดกับความรักครั้งเก่าอยู่ แต่ก็ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มองหาความสุขจากตัวเองและเพื่อนฝูง ในขณะที่ยังเชื่อในรักแท้และรอให้มันมาในวันที่ใช่

ที่มา – ‘ติ๊นา ศุภนาฏ’ เผยสถานะโสด รับยังเข็ดกับรักครั้งเก่า ขอใช้ชีวิตสนุกให้เต็มที่

“สวนกุหลาบวิทยาลัย” ถล่มปทุมคงคา เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายเดลินิวส์คัพ 2025

การแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนภายใต้รายการ “เดลินิวส์ คัพ 2025” รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนามมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เป็นฉากดวลเดือดระหว่าง “สวนกุหลาบวิทยาลัย” พบกับ “ปทุมคงคา” ในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์และจังหวะทำประตูตลอด 90 นาที อีกทั้งยังต้องตัดสินกันด้วยลูกโทษในตอนท้ายแบบเร้าใจ

“สวนกุหลาบวิทยาลัย” บุกถล่ม “ปทุมคงคา” สุดมันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ในช่วงครึ่งแรกทั้งสองทีมเจาะกันอย่างต่อเนื่อง แต่แนวรับแต่ละฝ่ายสามารถดูแลพื้นที่ได้ดี ส่งผลให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0 สวนกุหลาบวิทยาลัย และ ปทุมคงคา ต่างจัดทัพเดินหน้าบุกในครึ่งหลังอย่างไม่ยั้ง ถึงขนาดมีโอกาสลุ้นทำคะแนนมากขึ้น

ชนาธิป แย่งประตูขึ้นนำ แต่ ปุญญภพ เซฟทีมชมพู-ฟ้า

นาทีที่ 60 “สิงห์เอกมัย” ปทุมคงคา ได้ประตูขึ้นนำจาก ชนาธิป มะเสนา ที่เก็บบอลในกรอบเขตโทษ ก่อนจะแหวกแนวรับสวนกุหลาบวิทยาลัย หว่านลูกซ้ายผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไป ช่วยให้ “สิงห์เอกมัย” ขึ้นนำ 1-0

ความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายเกม เมื่อฝั่ง ชมพู-ฟ้า ได้โอกาสจากลูกฟรีคิกบริเวณกลางสนาม หลังเปิดโด่งเข้าเขตโทษ เป็น ปุญญภพ ขุนศรี เป็นผู้โหม่งข้ามหัวผู้รักษาประตูเข้าไปอีกครั้ง ทำให้สกอร์เสมอ 1-1 ในนาทีที่ 87

เกมอยู่ต่อจนหมดเวลา 90 นาที แต่ไม่มีฝ่ายใดได้ประตูตัดสิน จึงต้องแบ่งผู้ชนะด้วยการดวลลูกโทษ ซึ่ง “ชมพู-ฟ้า” สวนกุหลาบวิทยาลัย โชว์ความแม่นยำ และเอาชนะ “สิงห์เอกมัย” ด้วยสกอร์ 6-5 เข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายอย่างมีสไตล์

  • สกอร์จำเพาะ: สวนกุหลาบวิทยาลัย 1-1 ปทุมคงคา
  • ผลดวลจุดโทษ: สวนกุหลาบวิทยาลัย ชนะ 6-5
  • นายทำประตู: ชนาธิป มะเสนา (ปทุมคงคา), ปุญญภพ ขุนศรี (สวนกุหลาบวิทยาลัย)
  • สถานการณ์: สวนกุหลาบวิทยาลัย ผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันครั้งนี้สามารถปลุกเร้าทั้งแฟนบอลให้จับตามองทีมเยาวชนของประเทศมากขึ้น พร้อมกับย้ำเตือนถึงความสามารถของเหล่านักเตะรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวขึ้นแท่นนักเตะของชาติในอนาคตอันใกล้ มีเพียง 4 ทีมเท่านั้นที่จะได้ลุ้นคว้าถ้วยพระราชทานในเดลินิวส์คัพ 2025 ปีนี้

หากคุณชื่นชอบการฟุตบอลเยาวชนและติดตามการแข่งขันระดับโรงเรียน การที่ “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ผ่านเข้ารอบนี้ถือเป็นทีมที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะสามารถแสดงฟอร์มที่เหนียวแน่นแม้จะถูกบีบความกดดันในช่วงท้ายเกม

รอชมฟุตบอลเยาวชนไทยไปด้วยกันต่อในรอบ полуไฟนอล!

ที่มา – “สวนกุหลาบวิทยาลัย” แม่นโทษคว่ำ “ปทุมคงคา” สุดมัน ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025”

อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 ไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ 24-27 ส.ค.นี้

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 1 (204/2568) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. เตือนประชาชนเตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้

อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 ไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ 24-27 ส.ค.นี้

โดยสาเหตุเกิดจากพายุดีเปรสชันที่กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยจากบริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งในประเทศเวียดนามและลาวตอนบน

นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน อ่าวไทย และประเทศไทย ก็มีแนวโน้มว่าจะแรงขึ้น ทำให้อากาศมีความชื้นสูง ส่งผลให้อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 ไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ 24-27 ส.ค.นี้อย่างต่อเนื่องทั่วหลายภูมิภาค

พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพมหานครพร้อมปริมณฑล ควรเตรียมตัวรับมือกับฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ เนื่องจากอาจเกิดปรากฏการณ์ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงน้ำป่าไหลหลาก

โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน หรือบริเวณลุ่มที่มีแนวโน้มน้ำท่วมสูง จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ลมแรงและคลื่นสูงบริเวณทะเล

ขณะเดียวกัน คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนก็เริ่มแรงขึ้น โดยมีความสูง 2-3 เมตร และอาจเพิ่มขึ้นเกิน 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชาวเรือและเรือเล็ก การเดินเรือจึงควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

  • ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก
  • ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ประชาชนควรติดตามข่าวสารและประกาศอย่างต่อเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาผ่านเว็บไซต์หลัก www.tmd.go.th หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง

เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการออกประกาศฉบับถัดไปในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 23.00 น. อย่าประมาทและเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของคุณและครอบครัว

ที่มา – อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 ไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ 24-27 ส.ค.นี้

อัสสัมชัญธนบุรี ดวลจุดโทษชนะ อบจ.ชัยนาท สุดดราม่า

การแข่งขันฟุตบอล “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกิดความตื่นเต้นเมื่อ อัสสัมชัญธนบุรี พบกับ อบจ.ชัยนาท ภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียดและเค้นอารมณ์สุดขีด

อัสสัมชัญธนบุรี ดวลจุดโทษชนะ อบจ.ชัยนาท สุดดราม่า

ฟุตบอลลีก “เดลินิวส์ คัพ 2025” ที่จัดโดยกรมพลศึกษา รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. เกมนี้ได้รับการจับตาอย่างหนัก เพราะเป็นการเจอกันระหว่างแชมป์เก่าอย่าง อัสสัมชัญธนบุรี และทีมฝีเท้าแรงแห่งภาคกลางอย่าง อบจ.ชัยนาท ที่ครองเกมได้อย่างเต็มที่

เกมลุ้นระทึกตลอด 90 นาที

เริ่มครึ่งแรก อบจ.ชัยนาท ใช้ความแข็งแกร่งในแดนหน้าบุกใส่เจ้าบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสหลุดเดี่ยวหลายครั้งแต่ไม่สามารถจบสกอร์ได้ ทำให้จบครึ่งแรกด้วยผลเสมอ 0-0

ครึ่งหลัง อบจ.ชัยนาท มีความได้เปรียบเมื่อมาได้ประตูขึ้นนำจากลูกยิงของ ฉันท์วัฒน์ ก๋าติ๊บ นาทีที่ 52 แต่เกมยังเปิดโอกาสให้ อัสสัมชัญธนบุรี เมื่อ อบจ.ชัยนาท เหลือผู้เล่นเพียง 10 คนหลังโดนใบเหลืองที่ 2 ของอดิเทพ สมชื่อ

ช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 เจ้าบ้านมาได้ประตูตีเสมอจาก ปริพัฒน์ เพชรประโคน ที่ซ้ำเข้าประตูว่าง ทำให้จบเวลาปกติ 90 นาที เสมอกัน 1-1 และต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ

สุดท้ายอัสสัมชัญธนบุรี เอาชนะ อบจ.ชัยนาท แบบสุดดราม่า

ในช่วงหายน้ำ ทีมจากโรงเรียน อัสสัมชัญธนบุรี แสดงความเย็นชาและแม่นยำในจังหวะดวลจุดโทษ ชนะไปแบบสุดท้ายและลุยต่อในรอบ 4 ทีมสุดท้าย เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

  • ผลงานที่ออกมาจากทีมแสดงให้เห็นถึงความอดทน
  • การตั้งรับอย่างแน่วแน่ในครึ่งแรก
  • พลังของทีมในช่วงท้ายเกมที่พลิกสถานการณ์

สำหรับผู้ติดตามฟุตบอลเยาวชน การแข่งขันนัดนี้ถือเป็นการแนะนำพลังของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมสู้และสู้สุดขีด ติดตามได้ทุกข่าวสารที่นี่

ที่มา – “อัสสัมชัญธนบุรี” ดวลจุดโทษชนะ “อบจ.ชัยนาท” สุดดราม่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025”

“สถาบันสร้างชาติ” วิเคราะห์นโยบาย “รถไฟฟ้า20บาท”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ได้ออกมาวิเคราะห์นโยบาย “รถไฟฟ้า20บาท” อย่างละเอียด โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวแม้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ก็มีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

“สถาบันสร้างชาติ” วิเคราะห์นโยบาย “รถไฟฟ้า20บาท”

“รถไฟฟ้า20บาท” เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลนำเสนอเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนจากรถยนต์ส่วนตัวไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวส่วนใหญ่คือสาเหตุหนึ่งของปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า นโยบาย “รถไฟฟ้า20บาท” ถือว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่ช่วยให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงจากประชาชนในระยะสั้น แต่ระยะยาวอาจเผชิญปัญหาการขาดทุนจากการชดเชยค่าโดยสารของรัฐ หากภาครัฐต้องอุดหนุนเงินเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบงบประมาณภาครัฐในวงกว้าง

ประโยชน์และผลกระทบต่อกลุ่มต่าง ๆ

สำหรับภาคธุรกิจ ระบบรถไฟฟ้าที่มีผู้โดยสารหนาแน่นจากการลดราคาอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี โดยเฉพาะรายได้เสริมจากโฆษณาและพื้นที่เช่าในสถานี แต่หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐอาจไม่สามารถรองรับการลงทุนเพิ่มเติมได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทางการเงิน

กลุ่มประชาชนโดยทั่วไปจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากอัตราค่าโดยสารที่ถูกลง แต่หากไม่มีมาตรการบริหารจัดการ เช่น การเพิ่มความถี่ของขบวน หรือขยายเส้นทาง อาจทำให้เกิดปัญหาความแออัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน

นอกจากนี้ กลุ่มประชาชนที่มีความเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ อาจขัดข้องในการใช้ระบบยืนยันสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี จึงอาจส่งผลให้พวกเขาเข้าถึงสิทธิได้ยาก ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

  • การใช้งบประมาณภาครัฐ: นโยบายต้องการการอุดหนุนจำนวนมากเพื่อชดเชยค่าโดยสาร
  • การเอื้อประโยชน์ภาคเอกชน: เศรษฐกิจจากอสังหาฯ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีอาจเอื้อต่อกลุ่มเอกชน
  • ผลกระทบระยะยาว: ความยั่งยืนของระบบอาจมีความเสี่ยงหากพึ่งพารัฐบาลเกินไป

แนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะว่า รัฐควรเน้นการสร้างรายได้แบบ “ไม่พึ่งพาค่าโดยสาร” เพื่อรักษาระดับการดำเนินงานของระบบขนส่งสาธารณะในระยะยาว เหมือนในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกงที่สามารถใช้พื้นที่สถานีและการร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างรายได้สูงสึง 37% จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่ง

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงระหว่างระบบขนส่งหลายรูปแบบ เช่น รถไฟฟ้า รถยเมล์ และเรือโดยสาร ควรได้รับการพัฒนาสอดคล้องกัน เพื่อรองรับรูปแบบที่อยู่อาศัยในเมืองที่ครอบคลุมหลายโซน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงจุดเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

รัฐควรส่งเสริมการลงทุนร่วมกับเอกชน และมีการจัดการต้นทุนที่โปร่งใสอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการพัฒนากลไกการคิดราคาที่สะท้อนถึงความสามารถในการจ่ายของผู้ใช้บริการ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและลดภาระทางการเงินของทั้งรัฐและประชาชน

แนวทางการจัดการ “รถไฟฟ้า20บาท” อย่างสมดุล ไม่เพียงแต่ต้องให้ผลประโยชน์ประชาชน แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืน และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในระยะยาว การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ที่มา – “สถาบันสร้างชาติ”ชำแหละนโยบาย“รถไฟฟ้า20บาท” ใช้เงินแผ่นดินสร้างประชานิยมผู้โดยสารล้นทะลัก-เอื้อเอกชน

นบขพ. เคาะมาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เสริมเสถียรภาพราคา-ส่งเสริมการผลิต 224.5 ล้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ นบขพ. หรือคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการประชุมเพื่อหารือแนวทางในการส่งเสริมและดูแลราคาสินค้าเกษตรประเภท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้

นบขพ. เคาะมาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ในการประชุมครั้งล่าสุด นบขพ. ได้มีมติยืนยันแนวทางเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่กำหนดราคาซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ที่ราคา 9.80 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับโรงงานอาหารสัตว์ ส่วนราคาข้าวโพดสดความชื้น 30% จะอยู่ที่ 7.05 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับผู้รวบรวมในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และสนับสนุนให้ระบบผลิตภัณฑ์สัตว์มีความยั่งยืน

ผลักดันมาตรการส่งเสริมการผลิต

สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2568/69 นบขพ. ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินงาน 4 โครงการ ได้แก่

  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร
  • โครงการเพิ่มช่องทางการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ซึ่งโครงการทั้งหมดมีวงเงินรวมกว่า 224.5 ล้านบาท และอยู่ระหว่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอรับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นบขพ. ยังยืนยันมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทนแบบเดิม โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าภายใต้ AFTA ได้เฉพาะช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 เท่านั้น อย่างไรก็ตามหากโรงงานอาหารสัตว์มีความประสงค์ที่จะนำเข้าข้าวโพดในราคาต่ำกว่า 9.80 บาทต่อกิโลกรัม จะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการขออนุญาตนำเข้าในอัตราส่วน 3:1 ได้

นบขพ. ยังกำหนดให้ผู้ขออนุญาตนำเข้าข้าวสาลีต้องแสดงหลักฐานการซื้อข้าวโพดในประเทศในอัตราส่วน 1:3 โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างเต็มศักยภาพ

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน จะประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลให้มาตรการทั้งหมดถูกต้องตามหลักการอย่างใกล้ชิด

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นั้นเป็นหัวใจสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม และการดูแลราคาอย่างเป็นระบบจะส่งผลดีต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในระยะยาว

ที่มา – นบขพ. เคาะมาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เสริมเสถียรภาพราคา-ส่งเสริมการผลิต 224.5 ล้าน

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด ทหารเขมรประชิด อพยพหวั่นปะทะ

สถานการณ์ชายแดน สุรินทร์ กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เคลื่อนกำลังเข้าใกล้พรมแดนไทย บริเวณอำเภอกาบเชิง และอำเภอพนมดงรัก ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ชาวบ้านเริ่มหวั่นใจ จนต้องอพยพออกจากพื้นที่มาพักอยู่ในวัดต่าง ๆ ที่ห่างไกลจากแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอกาบเชิง

ทหารเขมรประชิดชายแดนสุรินทร์

ตามรายงานจากผู้สื่อข่าว พบว่าทหารกัมพูชานำอาวุธ และยุทโธปกรณ์มาเสริมกำลังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดน ซึ่งนับเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านรายรอบในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังมีข่าวลือทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของแนวทหารฝั่งกัมพูชา ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในความปลอดภัย จึงเริ่มทยอยอพยพออกจากพื้นที่

ชาวบ้านอพยพเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ในปัจจุบัน วัดเทพสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้กลายเป็นจุดพักพิงของผู้ประสบภัย ที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ด่วน โดยในวัดแห่งนี้มีผู้อพยพทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กเล็ก รวมกว่า 300 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยติดเตียงถึง 4 ราย และมีทารกแรกเกิดด้วย

ทางวัดยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะสิ่งของจำเป็น เช่น ผงซักฟอก และ แพมเพิร์ส นอกจากนี้ยังต้องการอาหารแห้ง และอุปกรณ์อุปโภคบริโภคอื่น ๆ เพื่อให้สามารถรองรับผู้อพยพได้อย่างเพียงพอ

  • วัดเทพสุรินทร์ เป็นศูนย์พักพิงหลักของผู้อพยพจากพื้นที่ชายแดน
  • มีผู้อพยพประมาณ 300 คน แบ่งเป็นผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วย
  • ต้องการอาหารแห้ง ผงซักฟอก และแพมเพิร์ส

จากคำให้การของชาวบ้าน หลายคนเผยว่าไม่กล้าอยู่ในบ้าน เพราะกังวลว่าจะมีเหตุปะทะกับทหารกัมพูชา บางครอบครัวถึงกับอพยพออกมาพร้อมกับลูกอ่อน และภรรยา เพื่อรอความปลอดภัย

ความต้องการช่วยเหลือจากชุมชน

พระครูศรีปริยัติสาธร เจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้อพยพเข้ามาพักอยู่ภายในวัดนี้ถึง 264 คน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ตัดสินใจอพยพด้วยตนเอง เพราะยังไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ชายแดน

“เขาหวาดผวานอนไม่หลับ เลยขอมารวมอยู่ที่วัด ทางวัดเปิดรับบริจาคทุกชนิด โดยเฉพาะ อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็นสำหรับ เด็ก และ ผู้ป่วย” พระเจ้าอาวาสกล่าว

ผู้อพยพอีกกว่า 200 คน ได้เดินทางไปพักที่ วัดศรีรัตนาราม ตำบลบ้านนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือเช่นกัน

ต่อมาทางรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งประเมินสถานการณ์ เพื่อออกมาตรการป้องกัน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ👉 อย่าลืมติดตามข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่พลาดทุกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มา – ชายแดน ‘สุรินทร์’ ตึงเครียด เหตุ ‘ทหารเขมร’ เข้าประชิด ชาวบ้านอพยพเข้าวัด หวั่นปะทะเดือด