ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ตามกรอบ GBC

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ร่วมกับกัมพูชา โดยมี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พล.ต. อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกองทัพบก กัมพูชา เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ตามกรอบ GBC

การประชุม RBC หรือ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จัดขึ้น ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เป้าหมายสำคัญของการประชุม RBC

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยประเทศไทยมีมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนผ่านสันติวิธี และเคารพกติกาสากล

อีกทั้งจากการประชุมในครั้งนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอประเด็นสำคัญอย่างการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากฝั่งกัมพูชา

  • การประชุมตามกรอบ GBC เพื่อความสงบยั่งยืน
  • ข้อเสนอเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากฝ่ายไทย
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
  • ความต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม

ประมวลผลจากความร่วมมือในการประชุม กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด นี้ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามบันทึกความตกลงการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ซึ่งเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี และการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังคงมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนจากฝั่งกัมพูชาในภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งฝ่ายไทยยังคงหวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างแท้จริงในการประชุมครั้งต่อไป

ความร่วมมือระหว่างไทย – กัมพูชา ผ่านการประชุม RBC ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง และก่อให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ชายแดนที่มีความซับซ้อน ในการดูแลรักษาพรมแดนในระยะยาว ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักเสถียรภาพและความยุติธรรม

หากคุณติดตามข่าวการเมืองและข่าวความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรให้ความสำคัญกับการประชุม RBC และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองทัพเรือ เผย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดการประชุม RBC ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC

สกัดขนแรงงานเถื่อน จับเมียนมาขับรถลอบเข้าไทย

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 กองกำลังสุรสีห์ โดย พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผวจ.กาญจนบุรี ได้รับรายงานว่ามีการ ขนแรงงานเถื่อน เข้ามาในพื้นที่ชายแดนด้านกาญจนบุรี จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ สนธิกำลังกับร้อย.ตชด.135, สภ.ไทรโยค, สภ.ทองผาภูมิ และฝ่ายปกครอง ทำการตั้งจุดตรวจและลาดตระเวน

สกัดขนแรงงานเถื่อนในพื้นที่กาญจนบุรี

กระทั่งวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับผู้กระทำความผิดได้ 2 ราย โดยรายแรก เวลา 11.00 น. ที่ อ.ไทรโยค เจ้าหน้าที่พบรถกระบะต้องสงสัยที่จุดตรวจ บ้านพุองกะ เมื่อตรวจสอบพบ นายมินทดา ชาวเมียนมาเป็นคนขับ และมีแรงงานต่างด้าว 10 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 15,000 บาท มารับแรงงานเดินทางอ้อมจุดตรวจด้วยเส้นทางธรรมชาติ

รายที่สอง เวลา 22.30 น. ที่ อ.ทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ บ้านเกริงกระเวีย พบรถกระบะต้องสงสัยอีกคัน มี นายสมชาย ชาวเมียนมาเป็นคนขับ พร้อมแรงงานต่างด้าว 10 คน ที่กำลังจะขึ้นรถ ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท เพื่อ ขนแรงงานเถื่อน ไปส่งที่ อ.เมืองกาญจนบุรี

ผลจากการปฏิบัติการ

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 22 คน ส่ง สภ.ไทรโยค และ สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และประสานเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

  • ผู้ขับรถเมียนมาได้สารภาพรับจ้างขนแรงงานผิดกฎหมาย
  • แรงงานต่างด้าวถูกซ่อนในรถกระบะ และรวมกัน 20 คน
  • ค่าจ้างที่ได้รับอยู่ระหว่าง 10,000-15,000 บาท
  • มีความร่วมมือจากหน่วยงานหลายฝ่ายในการจับกุม

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย กรณีเช่นนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพรมแดน และสร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมาก

นี่คือการยืนยันอีกครั้งว่าความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการปราบปราม การขนแรงงานเถื่อน อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรตระหนักถึงภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากการขนแรงงานเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – ทำกันเองแล้ว! สกัดขนแรงงานเถื่อน พบเมียนมาขับพาเพื่อนร่วมชาติลอบเข้าไทย

สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” สอท.สรุปสำนวนเอาผิด “ดร.หญิง-นายพันตำรวจ” 3 ราย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนกรณี “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” ได้สรุปและส่งให้อัยการเพื่อดำเนินการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว โดยมีผู้ต้องหานายพันตำรวจ 2 นาย และดร.หญิง 1 คน ซึ่งอยู่ในข่ายกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อสอบในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์

สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” สอท.ยืนยันมีพยานหลักฐานชัดเจน

ผู้บัญชาการกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงต้นปี พนักงานสอบสวน สอท.1 ได้ตั้งคณะทำงานสอบสวนอย่างเป็นระบบ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาร่วมดำเนินคดีกับตำรวจ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

ไม่ตัดใคร! ใครมีส่วนเกี่ยวข้องจัดการเต็ม

“เราดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรามั่นใจในพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เราจะเอาผิดเฉพาะคนที่มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น” พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว ไม่มีการพบว่ามีบุคคลอื่นเข้าไปมีส่วนร่วมในข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

กรณีนี้ได้สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง เนื่องจากถือเป็นการละเมิดความเที่ยงธรรมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งควรจะเป็นโอกาสที่ทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียม การรั่วไหลของข้อสอบจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อระบบการศึกษาไทยโดยรวม

  • ผู้ต้องหาเป็นนายพันตำรวจ 2 นาย
  • ผู้ต้องหาเป็นดร.หญิง 1 คน
  • สอท.ยืนยันพยานหลักฐานชัดเจน ไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง

ด้านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีการพิสูจน์ความผิดได้ จะดำเนินการตามระเบียบมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด ทั้งในระดับผู้สอบเข้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายใน

คดี “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” มีเรื่องราวความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นหลัง สอท.สรุปสำนวนเอาผิด ถึง 3 รายที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อสอบ นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบยุติธรรมเริ่มทำงาน และยังมีความหวังว่าความผิดในครั้งนี้จะลงโทษได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสร้างบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับว่าความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ต้องไม่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ ประชาชนร่วมสังคมต่างก็จับตามองอย่างใกล้ชิดว่าอัยการจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง พร้อมกันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบระบบสอบเข้าในสถาบันอื่นๆ อย่างละเอียดเพิ่มเติม ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นนี้อีก

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือผู้เข้าสอบเอง คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? ควรดำเนินคดีรุนแรงแค่ไหนจึงจะเป็นธรรม? ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราในช่องทางออนไลน์ได้เลย!

ที่มา – สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ”สอท.สรุปสำนวนเอาผิด “ดร.หญิง-นายพันตำรวจ” 3 ราย

สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่าทีมหุ่นยนต์จำนวนหลายร้อยตัว รวม 280 ทีม ที่เป็นตัวแทนจาก 16 ประเทศ เข้าสู่การแข่งขันที่จัดในลานสเกตแห่งชาติของกรุงปักกิ่ง โดยมีการค้นหาผู้ชนะในหลากหลายสาขา ประกอบไปด้วยกีฬาสากล อาทิ กรีฑาและบาสเกตบอล และกิจกรรมภาคปฏิบัติ อาทิ การจัดหมวดหมู่ยา และการทำความสะอาด

ในที่การแข่งขันฟุตบอล 5 ต่อ 5 จะเห็นได้ว่า หุ่นยนต์ทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งมีขนาดเท่าเด็กอายุ 7 ปี เดินสับขาหลอกกันไปมาในสนาม แต่พวกมันมักจะติดอยู่กับการเผชิญหน้ากัน หรือล้มลงเป็นกลุ่ม แม้จะดูน่ารักแต่ก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วนจริง ๆ

สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

ระหว่างการแข่งขันวิ่ง 1,500 เมตร หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของทีมยูนิทรี ซึ่งเป็นแชมป์ในประเทศ ก้าวไปตามลู่วิ่งด้วยความเร็วที่น่าประทับใจ และแซงหน้าคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถเข้าเส้นชัยในเวลา 6.29.37 นาที ซึ่งต่างจากสถิติโลกของนักวิ่งชายที่ 3.26.00 นาทีอย่างมาก

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ?>

การแข่งขันหุ่นยนต์จัดขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ผู้จัดงานกล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกปี 2568 มุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์โดยเฉพาะเป็นครั้งแรก จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับโลก

ด้านสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (14 ส.ค.) ว่า รัฐบาลปักกิ่งกำหนดให้หุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์เป็น “ศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ระดับชาติ” เนื่องจากพวกเขาต้องการแสดงศักยภาพ และความสามารถของจีนในการแข่งขันระดับโลกในสาขาเทคโนโลยีนี้

ที่สนามแข่งขันกังฟู หุ่นยนต์ตัวจิ๋วที่หน้าตาเหมือนหุ่นยนต์จากภาพยนตร์ “ทรานสฟอร์เมอร์ส” พยายามจะเคลื่อนไหว แต่กลับล้มคว่ำลง มันหมุนตัวบนพื้นขณะที่พยายามลุกขึ้นยืน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝูงชน แม้จะมีจุดบกพร่องแต่ก็สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมอย่างมาก

credit : AFP

ไม่ใช่แค่แค่การแข่งขันที่โดดเด่น เพราะ โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ของจีนนี้เป็นการพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภูมิปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ใกล้เข้ามาทุกวัน

ที่มา – สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

บุ๋ม ปนัดดา ช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เผชิญวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก “บุ๋ม ปนัดดา” หรือนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านและสำรวจความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

บุ๋ม ปนัดดา ช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์

จากการสำรวจ พบว่าชาวบ้านหลายครัวเรือนสูญเสียรายได้หลักจากการเกษตรและการขายสินค้า OTOP โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อด้านการทอผ้าไหม ซึ่งผลิตภัณฑ์ไม่สามารถจำหน่ายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างมาก อีกทั้งผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากเน่าเสียเพราะไม่มีผู้ซื้อ

แก้ปัญหาด้วยการช่วยซื้อ

“ปนัดดา” เผยว่าอยากใช้影响力ของตนเองเพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจัง ไม่เพียงแค่พูด แต่ลงมือสนับสนุนโดยการช่วยซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมแนะนำให้ใช้เว็บไซต์ Surinbest.com เป็นช่องทางเลือกซื้อของดีของจังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ “บุ๋ม” ยังเดินหน้าสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภคในชุมชน เน้นส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น ย้ำว่าการซื้อของชุมชนครั้งหนึ่ง ก็คือการช่วยคนในท้องถิ่นที่กำลังเดือดร้อน

ป้องกันข่าวปลอม สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

“ปนัดดา” ยังให้ความสำคัญกับปัญหาข่าวปลอม โดยแจ้งให้ทราบว่าข่าวลืออาจสร้างความเข้าใจผิดและทำลายชื่อเสียงของชุมชนได้ จึงเรียกร้องให้ทุกคนเช็กข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเชื่อ-แชร์ข่าว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของนางเสมอ วงษ์รัมย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่ง เล่าว่าผ้าไหมกว่า 50 ผืน มูลค่าผืนละประมาณ 2,000 บาท หายไประหว่างที่ต้องอพยพ มูลค่าความเสียหายสูงมาก เพราะผ้าแต่ละผืนมีลวดลายเฉพาะตัว เป็นรายได้หลักที่หายไปอย่างน่าเสียดาย

มีเบาะแสแจ้งได้ รับทันที 10,000 บาท

“ปนัดดา” ได้ออกมาประกาศผ่านองค์กรทำดีว่า หากใครพบเบาะแสผ้าไหมของนางเสมอ สามารถแจ้งเบาะแสได้ โดยจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท เพื่อขอบคุณความช่วยเหลือและสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมปฏิบัติ

การเดินหน้าช่วยเหลือของ “บุ๋ม ปนัดดา” กับเครือข่ายช่วยเหลือชุมชน แสดงให้เห็นว่าพลังความรักและความเข้าใจในท้องถิ่นสามารถเป็นแรงผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ ก่อนความช่วยเหลือจากรัฐ ความเข้าใจและการบริโภคในชุมชนคือจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่แท้จริง

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” และเครือข่ายร่วมช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์ลงพื้นที่ เยี่ยมชาวบ้าน

ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะทำงานที่ร่วมมือกันในการป้องกันการลักลอบขุดดินเพื่อร่อนหาแร่ทองคำในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย และยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความผิดจำนวนมาก

ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

ปฏิบัติการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ นำโดย นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 เพื่อติดตามจับกุมกลุ่มบุคคลที่ลักลอบบุกรุกและขุดทองในพื้นที่ป่าปิล๊อกคี่

พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำและอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตรวจยึดของกลางในลักษณะเดียวกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 本次行动中使用监控摄像头24小时监控,直至8月7至8日夜晚收到信息,发现有大约15到20人潜入目标区域。执法团队伪装成当地村民,于8月12日设伏包围, 成功抓捕了4名嫌疑人

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในครั้งนี้มี 4 คน ได้แก่

  • นาย Ko Phyo ชาวเมียนมา
  • นายดาโพ ชาวกะเหรี่ยง
  • นายวิรัตน์ ชาวมอญ
  • นายวานีทู

จากการตรวจสอบพบว่าของกลางที่ยึดได้รวมทั้งสิ้น 20 รายการ องค์ประกอบของกลางมีดังนี้ แร่ทองคำหนักมากกว่า 144 กรัม อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มีด ค้อน สิ่ว รวมไปถึงอุปกรณ์เลียงร่อนแร่

การกระทำของผู้ต้องหาเป็นการบุกรุกป่าปิล๊อกคี่ซึ่งถือเป็นพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปิล๊อก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ข่าวจริงทั้งหมดนี้เปิดเผยถึงการเตือนภัยอย่างรุนแรงว่าหากเราไม่ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ เราอาจต้องยอมรับความเสียหายที่ค้ำคืนไม่ได้ในอนาคต

ที่มา – ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

“ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ออกมาเปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งหลังจากเกิดเหตุปะทะและกระแสไม่สงบ ส่งผลให้แรงงานไทยในพื้นที่ปอยเปตจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวและตัดสินใจกลับประเทศไทย

ในช่วงแรกมีแรงงานที่เดินทางกลับมาถึง 1,000 คน และคาดว่าวันถัดมาจะมีแรงงานเพิ่มอีก 2,000 คนที่แจ้งความประสงค์จะกลับ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เกิดพลิกผันอย่างรวดเร็ว หลังจากมีการเจรจาหยุดยิง แรงงานหลายรายที่กำลังเตรียมเดินทางกลับได้ตัดสินใจหันกลับไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกครั้ง

“ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ส่งผลให้จำนวนผู้เสียหายที่แจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline ซึ่งเคยลดลงเหลือ 800-900 รายต่อวัน กลับมามากถึง 1,000 รายต่อวันอีกครั้ง ผบช.สอท. ยืนยันว่า ทีมงานตำรวจไซเบอร์ยังคงเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และกำลังประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ใช้ “โลกล้อมโจร” ล่าตัวนายทุนและเครือข่าย

เมื่อถูกถามถึงข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊ง ผู้บัญชาการบช.สอท. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อติดตามเครือข่ายที่ย้ายหรือขยายฐานไปยังพื้นที่อื่น ๆ พร้อมใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” เพื่อล้อมและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ถึงตัวคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือเจ้าของอาคารที่ใช้เป็นศูนย์กลาง

โดยเฉพาะการส่งข้อมูลและหมายจับไปยังหน่วยงานในกัมพูชานั้น ได้ดำเนินการส่งไปแล้วกว่า 400 ราย ใน 9 จุดสำคัญทั่วภูมิภาค แต่ความคืบหน้ายังเหลืออีก เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า การปิดบัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างแท้จริงต้องอาศัยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ ตั้งแต่ด้านกฎหมาย ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล และความเชื่อมั่นจากผู้ถูกหลอกลวงให้กล้ากลับมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยไม่ได้ยืนอยู่เฉย ด้วยที่มา – “ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ลั่นใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” หลังแรงงานไทยหวนคืนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศพชต.กอ.รมน.ภาค4ให้ความรู้CPR&AED

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่สนามฟุตซอลนาควานิช ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พันเอก ชำนาญ กิจเวช รองเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะทีมแพทย์-ทีมวิทยากร ศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่กำลังพลเกี่ยวกับ การช่วยชีวิตด้วย CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

การช่วยชีวิตด้วย CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ AED

การอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีความรู้พื้นฐานในการปฐมพยาบาล โดยเฉพาะการช่วยชีวิตด้วย CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) ซึ่งเป็นการช่วยหายใจและไหลเวียนเลือดให้กับผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จะส่งผลให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้

การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)

นอกจาก CPR แล้ว ทางวิทยากรยังอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยกระตุ้นหัวใจของผู้ป่วยให้กลับมาเต้นในจังหวะที่ถูกต้อง โดยเครื่องจะช่วยวินิจฉัยรูปแบบหัวใจผิดจังหวะที่อันตราย และแนะนำให้ทำการช็อกไฟฟ้าเพื่อปรับจังหวะหัวใจ

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติตามสถานการณ์จำลองจริง ทั้งขั้นตอนการตรวจสอบผู้ป่วย การปั๊มหัวใจ และการใช้งาน AED อย่างถูกวิธี เพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยชีวิตหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ขั้นตอนการช่วยชีวิตด้วย CPR อย่างถูกต้อง
  • การใช้งาน AED อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลรักษาและเตรียมอุปกรณ์พร้อมใช้งาน

ศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังได้จัดวาง AED ไว้ในจุดสำคัญภายในค่ายสิรินธร จำนวน 4 จุด ได้แก่ บริเวณอาคาร 1, อาคาร 3, ห้องฟิตเนส และสนามฟุตซอลนาควานิช เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ทำงานในสถานที่มีคนจำนวนมาก หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล การมีความรู้พื้นฐานเรื่อง CPR และการใช้ AED จะช่วยชีวิตผู้อื่นได้ในเวลาที่สำคัญที่สุด

ที่มา – ศพชต.กอ.รมน. ภาค 4 สน. ให้ความรู้เรื่องการช่วยชีวิตด้วย CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจชนิดอัตโนมัติ AED

ผู้บริหาร ศอ.บต. เดินหน้า 120 วัน วาระพืชกระท่อม ที่บ้านบลูกาลูวัส

นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านบลูกาลูวัส อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพื่อดำเนินการตามนโยบาย “120 วัน วาระพืชกระท่อม” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และเลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์

120 วัน วาระพืชกระท่อม ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่

การดำเนินงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 120 วัน วาระพืชกระท่อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ชุมชน และเครือข่ายภายในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ปฏิบัติจริง เช่น ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และกลุ่มผู้ป่วยในชุมชน

ความร่วมมือและการเป็นแบบอย่าง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายนธีรวิทย์ ได้กล่าวชื่นชมผู้นำชุมชนที่แสดงความเป็นผู้นำด้วยการเป็นตัวอย่างในด้านการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด และดูแลลูกบ้านประดุจครอบครัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง การเป็นแบบอย่างจากผู้นำชุมชนจึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญต่อความสำเร็จของแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ด้านนายมะดารี อาแด ผู้ใหญ่บ้านบลูกาลูวัส ได้ให้ข้อมูลว่า ชุมชนมีการเฝ้าระวังและให้ความรู้เยาวชนเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด มีการติดตามการใช้สารเสพติดอย่างใกล้ชิด และดำเนินแผนฟื้นฟูผ่านศูนย์บำบัด ในขณะเดียวกันก็จัดหาอาชีพให้กับผู้ฟื้นฟู เช่น การเข้าร่วมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปเสพซ้ำ

บทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

“แม้ตัวเลขผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลด้านจิตเวชอาจมาก แต่ได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด” เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกาตอง กล่าวเสริม ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการจัดการปัญหายาเสพติดนั้น ต้องอาศัยระบบการดูแลที่ต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“120 วัน วาระพืชกระท่อม” เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์หลักของนโยบายไม่ได้เพียงแต่ยุติปัญหา แต่ยังรวมถึงการขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาวะที่มีคุณภาพ การมีจิตสำนึกในตนเอง และการร่วมมือกันของคนในชุมชน

การประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ชัดเจนว่า “หัวใจของการแก้ปัญหา” อยู่ที่การประสานพลังระหว่างนโยบายที่เข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง การร่วมมืออย่างไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐและชุมชนจะช่วยให้อนาคตของพื้นที่บลูกาลูวัสก้าวไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลชุมชนหรือผลจากการใช้นโยบาย 120 วัน วาระพืชกระท่อม ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นกับเราได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไปพร้อมกันกับชุมชน

ที่มา – ผู้บริหาร ศอ.บต. ลงพื้นที่บ้านบลูกาลูวัส อ.ยะหา เดินหน้า “120 วัน วาระพืชกระท่อม”

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย กระชับความร่วมมือ มุ่งปราบอาชญากรรมข้ามแดน

ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มพูนขึ้นมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะระหว่างประเทศ จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย ที่ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมที่เกิดข้ามขอบเขตทางการเมือง เป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการพูดถึงและมีแนวร่วมในการแก้ไขเป็นครั้งแรกตั้งแต่การประชุมสี่ฝ่ายเมื่อปลายปี 2567

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย เสริมความร่วมมือเพื่อเสถียรภาพ

ภายใต้กรอบความร่วมมือสากล นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวว่าสถานการณ์ในเมียนมาโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างมาก เช่นเดียวกับพรรคการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินที่พยายามฟื้นฟูและปกป้องอำนาจอธิปไตย รวมถึงสันติภาพภายในประเทศ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายหวังย้ำว่าจีนสนับสนุนให้เมียนมาเป็นผู้นำกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศด้วยตัวเอง ผ่านการเจรจาและการเลือกตั้งที่โปร่งใส เพื่อให้อำนาจคืนสู่ประชาชน

ความร่วมมืออาเซียนและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ จีนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศอย่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยกล่าวว่าอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักและเป็นช่องทางหลักในการพัฒนาความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการ และการจัดประชุมระหว่างประเทศในรูปแบบของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสนับสนุนให้เมียนมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม

ในเชิงภูมิศาสตร์ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางเศรษฐกิจ จากความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศในภูมิภาคเผชิญภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยลาวเมียนมา และจีน เล็งเห็นถึงถึงศักยภาพของการสำรวจแนวทางร่วมมือทางสังคม การจัดร่วมมือแบบเชื่อมโยงภาคี เพื่อสร้างแรงผลักดันในด้านความมั่นคง การพัฒนา และสันติภาพโดยผ่านการตกลงร่วมมือบางเรื่องในด้านความมั่งคั่งสมองจากประสบการณ์ และสรรสร้างการพัฒนาสาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใสของหน่วยงานในแต่ละประเทศ

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย เสริมสร้างความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรม

ในขณะที่พ.อ. ตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา เผยว่าการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศสี่ประเทศจะส่งผลให้การต่อต้านการกระทำผิดข้ามแดน มีความซับซ้อนไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาการกระทำร่วมมือในการปฏิบัติงานพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานที่เข้มงวด แม่นยำในการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ประสบการณ์ช่วยให้สามารถทำงานได้ตรงจุด ลดความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรม และลดภาระของประชาชนระดับสากล ในการเผชิญกับปัญหาที่อาจสร้างผลกระทบในเชิงลึกต่อเศรษฐกิจและสังคม

ด้านนายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีต่างประเทศลาว กล่าวว่าลาวจะสนับสนุนการประชุมของกลุ่มประเทศทั้งสามชุดเพื่อติดตามสถานการณ์ในเมียนมา อย่างต่อเนื่อง การประชุมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาทางเลือกให้ประชาชนเมียนมาได้เริ่มพัฒนากระบวนการทางการเมือง รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสนั้นจะดำเนินได้สำเร็จ และสร้างวงจรใหม่ที่มีคุณภาพต่อวิถีชีวิตของประชาชน

เน้นการพัฒนาเชิงเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาต้นเหตุ

การสนับสนุน鹨ทุนและการส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่มีความต้องการสามารถเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาความยากจน ซึ่งส่งผลให้บางพื้นที่มีความเสี่ยงการกระทำผิด โดยเฉพาะในเรื่องของ จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย บอกว่าจะให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาว แล้วเป็นการจัดตั้งกลุ่มงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาราคาตลาดที่ชัดเจน การเกษตร และการบริการที่มีความยั่งยืน

สุดท้าย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย แสดงความยินดีในความร่วมมือด้านความมั่นคงและการส่งเสริมประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเมียนมาที่จะมีขึ้นภายในปีนี้โดยไม่มีการแทรกแซงภายใน และร่วมกันร่างแนวทางการปฏิรูปเพื่อให้ระบบการเมืองสามารถพัฒนาได้อย่างเปิดกว้าง เป็นธรรม โดยในโอกาสหน้า ประเทศไทยจะยังคงเป็นเพื่อนร่วมพัฒนาในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย” กระชับสัมพันธ์ มุ่งปราบอาชญากรรมข้ามแดน