ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย เริ่มเพิ่มความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สาย และแม่จัน หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานาน ทำให้เกิดน้ำป่าหลาก และน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูง จนล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ประชากรในหลายชุมชน

เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำในแม่น้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีระดับสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องตลอดคืน โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำใกล้เขตประเทศเมียนมา ทำให้เกิดน้ำหลากไหลบ่าลงมา ในเวลาต่อมา ระดับน้ำในแม่น้ำสายสูงเกินความจุ ส่งผลให้เกิดการล้นตลิ่งและน้ำทะลักเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน

บริเวณชุมชนเกาะทราย และชุมชนไม้ลุงขน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีน้ำเข้าท่วมใต้สะพานแห่งที่ 1 หน่วยงานราชการท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบลแม่สาย เวียงพางคำ ร่วมกับทางทหารช่างเร่งจัดการอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้น โดยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีอยู่ทั้งหมด 10 จุด แบ่งเป็นบริเวณตึกบ้านเรือนที่ปริ่มระเบิด 4 แห่ง และบ้านที่ผนังได้รับความเสียหายจากน้ำ 6 แห่ง

เตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ

ทางเทศบาลตำบลแม่สายได้ประกาศเตือนผ่านรถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพหากมีน้ำหลากจำนวนมากไหลเข้าท่วม ซึ่งข้อความนี้ถือเป็นการเตือนล่วงหน้าที่สำคัญ เนื่องจากสภาพอากาศยังไม่แน่นอน และน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในวันถัดไป

ความเสียหายจากการน้ำป่าหลากมีผลกระทบต่อระบบจราจรในพื้นที่อำเภอแม่จัน บางจุดเกิดน้ำท่วมผิวทาง เช่น บนถนนพหลโยธิน บริเวณตั้งแต่ บ้านร้องผักหนาม-สถานีวิทยุ 914 ไปยังบ้านปงอ้อ และบริเวณแยกไฟแดงดอยตุง ซึ่งเป็นจุดที่ลำน้ำแม่ไร่ล้นเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่ 7 และ 9 ตำบลแม่ไร่

  • จุดเสี่ยงน้ำท่วมในแม่สายมี 10 จุด
  • เตือนประชาชนเตรียมอพยพหากน้ำเพิ่มสูงขึ้น
  • น้ำป่าหลากส่งผลต่อจราจรในแม่จันอย่างมาก
  • หน่วยงานลุยเตรียมเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือ

ความรุนแรงของสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เชียงราย ไม่ได้มีแค่ในอำเภอแม่สายเพียงอย่างเดียว แต่ขยายออกไปยังหลายพื้นที่ในจังหวัดเดียวกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องติดตามข่าวสารและรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

หากคุณเป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า วางแผนอพยพและจัดสรรสิ่งของจำเป็นไว้พร้อมเสมอ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่อาจคาดเดาได้ การมีความพร้อมคือหนทางที่ดีที่สุด

ที่มา – เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน ถนนจมน้ำหลายจุด เตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ

วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง เปิดแล้ว!

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 จังหวัดอุทัยธานีได้จัดงาน “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง” ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ณ บริเวณวัดอุupoสถาราม (วัดโบสถ์) ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี ซึ่งมีน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง

งานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงละครเพลงทางประวัติศาสตร์ โขนกรมศิลปากร รำวงชาวบ้าน งิ้วเปลี่ยนหน้า มายากล ดนตรีร่วมสมัย ตลอดจนกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น การขี่รถรางชมบรรยากาศยามค่ำคืน จุดเช็กอินถ่ายรูปแสงสีไฟ และการล่องเรือชมวิถีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง

ความสำคัญของ “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง”

งานนี้เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 192 ปี ของบ้านสะแกกรังแห่งนี้ ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งวัดอุupoสถารามในปี พ.ศ. 2324 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 2425 อีกทั้งยังเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในการเสด็จประพาสมณฑลฝั่งเหนือทางน้ำเมื่อปี พ.ศ. 2449

นอกจากนี้ยังมีการจัดการประกวดแต่งกายชุดไทยจำนวน 39 คู่ โดยมีการมอบรางวัลในหลากหลายกลุ่ม เช่น ประเภทยอดเยี่ยม ประเภทหน่วยงาน และการเดินแบบรอบวัดเพื่อแสดงภูมิใจในวัฒนธรรมไทย

  • การแสดงละครเพลงเรื่องราวความเป็นมาของบ้านสะแกกรัง
  • การแสดงโขนกรมศิลปากร ตอนศึกนาคบาศ
  • รำวงจากชาวบ้านท้องถิ่น
  • งานนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน
  • งานมายากลและการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า
  • การล่องเรือพร้อมมัคคุเทศก์บอกเล่าเรื่องราวแม่น้ำ 4 รอบ/วัน (ฟรี)

ส่วนในด้านอาหารพื้นถิ่น งานได้จัดการประกวดเมนูอาหาร “ส้มปลาแรด” ซึ่งเป็นของดีของจังหวัดอุทัยธานีและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงฝีมือในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายอาหารพื้นบ้านและสินค้า OTOP จากกลุ่มชุมชนในพื้นที่

กิจกรรมในคืนแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก เหล่านักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานต่างแต่งตัวด้วยชุดไทยอย่างพร้อมเพียง สร้างบรรยากาศความบันเทิงที่แปลกตาและเจริญจริง นับเป็นเทศกาลที่รวมเอาทุกองค์ประกอบของวัฒนธรรมไทยไว้อย่างครบถ้วน

หากคุณมีโอกาสแวะเวียนไปอุทัยธานีในช่วงเทศกาลนี้ บอกเลยว่าคุณจะได้ประสบการณ์เต็มอิ่มทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความบันเทิงแบบย้อนยุค ที่คุณจะจดจำได้ตลอดกาล

ที่มา – เปิดแล้วงานคืนแรก “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง “

ทำความรู้จักดาวเทียมลีโอโลกการสื่อสารแห่งอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของพวกเรา หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังสร้างแรงกระตุ้นให้กับโลกของการสื่อสาร นั่นคือ ดาวเทียมวงโคจรต่ำหรือดาวเทียมลีโอ (LEO) ซึ่งมีความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีแบบเดิมไม่สามารถครอบคลุมได้

ทำความรู้จักดาวเทียมลีโอ

ดาวเทียมลีโอ เป็นดาวเทียมที่โคจรใกล้กับพื้นโลกมากกว่าดาวเทียมแบบดั้งเดิม อยู่ในระยะที่ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วและมีความล่าช้า (latency) ต่ำ คุณสมบัตินี้เองที่ทำให้ดาวเทียมลีโอเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับพื้นที่ที่ยังคงขาดแคลนสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายโทรศัพท์

จุดเด่นของดาวเทียมลีโอคืออะไร?

ด้วยความที่ดาวเทียมลีโอโคจรใกล้โลก จึงมีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ความเร็วในการส่งข้อมูลสูง
  • ความหน่วงต่ำ
  • ครอบคลุมที่มีการเข้าถึงยาก
  • ตอบสนองการใช้งาน Internet of Things (IoT)

ยิ่งไปกว่านั้น โดดเด่นที่สุดคือโครงการของ “อีลอน มัสก์” ซึ่งผ่านมือบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ด้วยโครงการสตาร์ลิงค์ (Starlink) ที่จะนำกลุ่มดาวเทียมลีโอจำนวนมหาศาลขึ้นไปในวงโคจรเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

จากการรายงานของการ์ทเนอร์ อิงค์ ในปี 2069 มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางเชิง_GLOBAL_สำหรับดาวเทียมลีโอของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 14.8 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 24.5% จากปีก่อนหน้า

ปัจจุบัน บริการจากดาวเทียมลีโอถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม แต่ละกลุ่มลูกค้ามีระดับการเติบโตต่างกัน ได้แก่

  • กลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล (เพิ่มขึ้น 40.2%)
  • กลุ่มธุรกิจ (เพิ่มขึ้น 36.4%)
  • IoT และรถยนต์อัตโนมัติ
  • การคมนาคมบนเรือและเครื่องบิน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ดาวเทียมลีโอจะกลายเป็นแก่นหลักในการสื่อสารของอนาคต

ตัวอย่างการใช้งานจริง

ปัจจุบันนั้นการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมลีโอไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะอินเทอร์เน็ตบนบกเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ สาขา เช่น

  • ความช่วยเหลือด้านวิกฤติธรรมชาติ โดยโดรนที่เชื่อมต่อกับดาวเทียม ลีโอ สามารถใช้ส่งข้อมูลจากพื้นที่ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินและเรือ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครือข่ายพื้นดิน
  • ระบบตรวจสอบและติดตามทรัพย์สินอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในธุรกิจโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ

ในประเทศไทยเองก็เริ่มเล็งเห็นถึงศักยภาพ ซึ่งมีความร่วมมือระหว่างบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) กับ OneWeb เพื่อติดตั้งสถานีโครงข่ายดาวเทียมลีโอแห่งแรกในอุบลราชธานี และไทยคมร่วมมือกับ Globalstar เพื่อรองรับบริการดาวเทียมลีโอในปทุมธานีเช่นกัน

ด้วยศักยภาพและคลื่นของการเติบโตในอนาคต ดาวเทียมลีโอกำลังเปลี่ยนโลกแห่งการสื่อสาร และคุณก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลาไม่ว่าจะข้ามป่า ข้ามทะเล หรือแม้แต่ในชั้นบรรยากาศ!

เทคโนโลยีดาวเทียมลีโอเป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่เรา ‘ต้องจับตา’ เพราะแม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่จุดเปลี่ยนนี้ก็ใกล้มาถึงแล้ว ใครที่ต้องทำงาน เดินทาง หรือได้รับข้อมูลในพื้นที่ห่างไกล อาจอยู่ห่างไกลจากเสาสัญญาณ แต่ด้วยดาวเทียมลีโอ คุณจะอยู่ใกล้โลกมากยิ่งขึ้น!

ที่มา – ชีวิตติด TECH-ทำความรู้จัก“ดาวเทียมลีโอ”โลกการสื่อสารแห่งอนาคต

ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ

คำพูดที่แสดงถึงความเสียสละและความห่วงใยเพื่อนร่วมรบของ “หมู่โอ๋” ทหารผู้กล้าที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้สร้างแรงบันดาลใจและความประทับใจให้แก่ผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความจาก ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา หรือที่เรารู้จักในชื่อ “หมู่โอ๋” ซึ่งมีข้อความให้กำลังใจและแสดงความตั้งใจที่จะฟื้นตัวเพื่อกลับไปทำงานร่วมกับเพื่อนสมรสในแนวหน้า

ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ

ในข้อความของหมู่โอ๋ระบุว่า “วันนี้ผมได้เข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนท่อให้เป็นท่อเหล็ก หมอบอกให้เริ่มฝึกพูดได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะผมจะป่วยนานไม่ได้ ผมต้องรีบหาย เพื่อน พี่ น้องผมยังอยู่แนวหน้าอยู่เลย ผมจะต้องกลับไปร่วมรบกับเพื่อน พี่ น้องของผม” ข้อความนี้ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในใจของทหารผู้นี้ แต่ยังสะท้อนถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักชาติและความห่วงใยเพื่อนร่วมงานด้วย

ด้วยความทุ่มเทเสียสละในการสู้เพื่อชาติ หมู่โอ๋จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารและพลเมืองทั่วไปเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังต้องเฝ้าต่อสู้กับภาวะบาดเจ็บอยู่ก็ยังไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้ทุกคนไม่ยอมแพ้ ต่อให้เจ็บปวดเพียงใด แต่ความหวังที่จะกลับไปปฏิบัติภารกิจยังคงอยู่เสมอ

เสียงชื่นชมและความหวังจากเพื่อนร่วมงาน

นอกจากจากข้อความของหมู่โอ๋ที่กล่าวว่าต้องรีบหายแล้ว ทาง เพจกองทัพภาคที่ 2 ก็ได้ออกมาขอบพระคุณพลังใจจากประชาชน หน่วยงานต่าง ๆ ทีมแพทย์และพยาบาลที่ดูแลเขามาตลอด พร้อมชื่นชมในความเสียสละอย่างล้นหลาม

ทั้งนี้ ยังมีการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปร่วมส่งพลังบวกเพื่อให้ หมู่โอ๋ หายเร็วขึ้น มีกำลังกลับมารับใช้ประชาชนต่อ ด้วยการกลับไปยืนแถวแนวหน้าเพื่อรักษาความสงบสุขให้กับประเทศชาติ

  • เสียงชื่นชมจากประชาชนทั่วประเทศ
  • พลังใจจากเพื่อนร่วมงานที่ยังคงสู้อยู่
  • ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะกลับมาใช้ชีวิตเพื่อชาติ

ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! เป็นภาพสะท้อนที่ดีว่าความกล้าหาญไม่ได้จบลงแค่การต่อสู้บนสนามรบ แต่มันยังอยู่ในหัวใจของผู้คนที่เปล่งปลั่งด้วยความจงรักภักดีต่อสังคม ต่อหน้าที่แห่งความเป็นทหาร

การส่งกำลังใจและการแสดงความจงรักภักดีเช่นนี้คือสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ในกลุ่มทหารเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความเชื่อมั่นและความหวังให้กับคนทุกกลุ่ม ว่าแม้ในยามที่ยากลำบาก ความสามัคคีและความห่วงใยก็ยังเป็นพลังที่สำคัญที่สุด

เราต้องขอขอบคุณ “หมู่โอ๋” ที่ยังคงยืนหยัดในความหวังแม้ในยามป่วย และขอบคุณพลังใจจากทุกคนที่ส่งแรงสนับสนุนให้แก่มวยกล้าผู้นี้ และหวังว่าจะได้พบเขาอีกครั้งในสนามรบ เพื่อดำเนินภารกิจสำคัญเพื่อชาติของเราต่อไป

หากคุณกำลังชมและเคารพในความเสียสละของ ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ อย่าลืมร่วมแชร์เพื่อส่งต่อพลังบวกเหล่านี้ให้กับผู้คนทั่วประเทศ

ที่มา – ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่บริเวณวัดธรรมเจดีย์ศรีพิพัฒน์ ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ได้มีการจัดพิธี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายริศ นิรามัยวงศ์ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยนายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน 270,000 ตัว ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี โดยการปล่อยพันธุ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการพัฒนาทรัพยากรทางน้ำอย่างยั่งยืน และยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์

ประโยชน์ของการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างมีระบบ

การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถวายราชกุศล แต่ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศทางชีวภาพในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่คลองตาปลั่งซึ่งเป็นคลองใหญ่ที่เชื่อมต่อกับคลองดำเนินสะดวก ทั้งยังส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

  • เพิ่มจำนวนสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ
  • ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
  • อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ยังมีนายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัด ร้อยตรีประพันธ์ ถูกสกุล นอภ.เมืองสมุทรสาคร นายชยพล รัตนวิสุทธิกุล นายอำเภอบ้านแพ้ว รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วน มาร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทั้งหมดลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง

กิจกรรมดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและมีความหมาย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ใช่เพียงพิธีทางศาสนา แต่หมายถึงการรักษ์โลกของเราให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต ดังนั้นการมีส่วนร่วมของทุกคนจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง

ที่มา – ผู้ว่าฯสมุทรสาคร เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ

DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด

ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งเคลื่อนไหวคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสมคบกันฟอกเงินและการอั้งยี่ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีการออกหมายเรียก 1,200 พยาน เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มขบวนการที่เชื่อมโยงถึง 45 จังหวัด ทั่วประเทศ การดำเนินการนี้เป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญหลังจากมีรายงานว่าร่องรอยการเงินแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างผู้สมัคร สว. กับเครือข่ายการเงินที่ผิดปกติ

DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด

คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย ให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องจาก DSI ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ การสืบสวนเผยให้เห็นข้อมูลการเงินที่เชื่อมโยงผู้สมัคร สว. กับเครือข่ายการเงินในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ทางกรมได้ตัดสินใจออกหมายเรียก 1,200 พยาน ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน

พยานกว่าพันรายมีบทบาทอะไร?

ข้อมูลจาก DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด ระบุว่า พยานส่วนใหญ่มีบทบาทเป็นโหวตเตอร์ หรือผู้ออกแรงสนับสนุนการเลือกตั้ง สว. โดยเฉพาะในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ การตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์และธุรกรรมทางการเงินพบว่า เชื่อมโยงกับนักการเมืองในพื้นที่ รวมทั้งมีการโอนเงินระหว่างกันอย่างน่าสงสัย

  • ร่องรอยเงินเชื่อมโยง 45 จังหวัด
  • มีการโอนเงินระหว่างผู้สมัคร สว. และแกนนำท้องถิ่น
  • พบว่าผู้ช่วย สว. มีบทบาทสำคัญในหลายจังหวัด
  • พยานมากกว่า 1,200 รายครอบคลุมหลายวงการ

เพื่อจัดการกับความซับซ้อนของคดี DSI ได้จัดตั้งหน่วยพิเศษจากกองคดีทั้งหมด 10 กอง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสอบสวนคดีที่มีพยานหลายร้อยรายนี้ โดยจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานทุกรายว่า เดิมอยู่ในกลุ่มอาชีพใด และมีความเกี่ยวข้องกับเงินที่มาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นโอนเงิน รับค่าดำเนินการ หรือมีบทบาทในการจัดฮั้วอย่างไร

แม้จะยังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากวุฒิสภาเกี่ยวกับผู้ช่วย สว. แต่ DSI ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ตอบโจทย์ประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. อย่างแท้จริง

ความคืบหน้าครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนทุกฝ่ายว่าการแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้อีกต่อไป

ที่มา – DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา สำนักข่าวหลายสำนักได้รายงานข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผู้บริหารของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีประกาศจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญ ที่ระบุว่า โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แทนตำแหน่งเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

จากประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่า นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ จะได้รับการโอนการแต่งตั้งจากตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตลอดจนความมั่นคงในการบริหารราชการส่วนกลาง

การรับตำแหน่งใหม่นี้มีความสำคัญอย่างไร

การที่ราษฎรเลือกให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านการบริหารและมีประสบการณ์ในการทำงานในรัฐสภาได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดอย่างเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ย่อมส่งผลดีต่อระบบประชาธิปไตย ภายใต้เงื่อนไขของการทำงานที่นำเสนอต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐอย่างใกล้ชิด

  • ความพร้อมสำหรับภารกิจใหม่
  • ความสามารถในการบริหารทั้งในเชิงกลยุทธ์และปฏิบัติ
  • การประสานงานกับกลุ่มผู้แทนราษฎรที่มีความหลากหลาย

ด้วยการแต่งตั้งครั้งนี้ทางฝ่ายบริหารคาดหวังว่าจะสามารถขับเคลื่อนสภาผู้แทนราษฎรให้มีความคล่องตัวและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะยังคงประสานงานร่วมกับคณะกรรมาธิการในการติดตามผลนโยบายและการเสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ต่อสถานการณ์ประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบราชการมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพรวมถึงลดความซับซ้อนของกระบวนการต่างๆ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการในครั้งนี้คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการให้ข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งใหม่ในวันที่กำหนด

หากมองในแง่บวก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการทำงานในอนาคตโดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยแบบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การรักษาความมั่นคงและความเชื่อมั่นของสังคมประกันควบคู่ไปกับความเป็นผู้นำที่มีความรู้ทางการเมืองก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม

เราควรให้การสนับสนุนและติดตามผลงานที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเพื่อประชาชน

ที่มา – โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ปรับโครงสร้างการส่งออกไทย เร่งพัฒนา 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

การปรับโครงสร้างการส่งออกเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญกับสงครามการค้าและแรงกดดันจากราคาสินค้านำเข้า ล่าสุด ศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยผลการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการเสริมศักยภาพสำคัญของประเทศ

ปรับโครงสร้างการส่งออกไทย ต่อยอดคลัสเตอร์ศักยภาพสูง

ในการสัมมนาที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 200 คน ทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการ ปรับโครงสร้างการส่งออก เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

รศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ หัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในช่วงปี 2562 ถึง 2567 ที่สัดส่วนการส่งออกไม่เพิ่มขึ้น ยืนอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ของตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่

โฟกัส 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมอนาคต

รายงานการศึกษาได้เจาะลึกใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

  • คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ (Next Generation Electronic Cluster: NGEC) ซึ่งคิดเป็น 33% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2567 และเป็นแหล่งสร้างงานกว่า 753,000 ตำแหน่ง
  • คลัสเตอร์ยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation of Mobility Cluster: NGMC) คิดเป็น 13% ของการส่งออกและสร้างงานมากกว่า 690,000 ตำแหน่ง

ในส่วนของ NGEC ไทยได้ก้าวหน้าในสินค้ากลุ่มต้นน้ำ เช่น Integrated circuits (ICs), Transistors และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ขณะเดียวกันในส่วนปลายน้ำก็ยังมีศักยภาพในผลิตภัณฑ์อย่าง เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และรถยนต์ไฟฟ้า

คลัสเตอร์ NGMC มีแนวโน้มที่ยังต้องพัฒนาความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตามมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมระบบขนส่งในอนาคต

ข้อเสนอเชิงนโยบายขับเคลื่อนประเทศ

จากการวิจัย เสนอแนวทางสำคัญต่อการพัฒนาทั้ง 2 คลัสเตอร์ ดังนี้

  • พัฒนายุทธศาสตร์ชาติเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  • ดึงดูดเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาลงทุนในไทย
  • การทำงานร่วมกับประเทศอาเซียนเพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างสหรัฐฯ และจีน
  • เจรจา FTA ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้จริง

นายนัยวุฒิ วงษ์โคเมท อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ เสนอว่าควรเร่งจัดทำ แผนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม NGEC โดยควรได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละ 10,000 ล้านบาทเป็นเวลา 20 ปี

ด้านนายเสวก ประกิจฤทธานนท์ อุปนายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย เปิดเผยว่า บริษัทจากจีนหลายแห่งกำลังย้ายฐานการผลิตมายังไทย รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเยี่ยงใหญ่ถือเป็นโอกาสทองในการพัฒนาอุตสาหกรรม PCB และยกระดับคุณภาพการผลิตภายในประเทศ

ระบบพลังงานหมุนเวียนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะปานกลางยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญ เพราะหากดำเนินการได้อย่างครบวงจร จะสามารถผลักดันให้การส่งออกของไทยเติบโตได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้น

จากสถานการณ์ที่ผ่านมานับเป็นบทพิสูจน์ว่าการกำหนดแนวทางอย่างมีกลยุทธ์และการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วนมีความจำเป็นเพียงใด การปรับโครงสร้างการส่งออกอย่างจริงจังขณะนี้คือการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่อนาคตของประเทศไทยในเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรม

ที่มา – เปิดผลวิจัย ‘ปรับโครงสร้างการส่งออก’ เร่งดัน 2 คลัสเตอร์อุตฯ ศักยภาพสูง ชิงความได้เปรียบสู้ศึกสงครามการค้า

วิสุทธิ์ เผยคลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย ยันไม่ดิสเครดิตรัฐบาล

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีคลิปเสียงที่ว่ามีการซื้อเสียง ส.ส. พรรคประชาชน เพื่อให้ลงมติรับร่างกฎหมาย โดยมีการตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เป็นการ คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย และเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่

คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมายเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงที่ประชาชนได้เห็นนั้น พรรคประชาชนไม่ได้มีการลงคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลแต่อย่างใด ทำให้กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของความเห็นพ้องหรือการสนับสนุนจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้โทรออกเสียง ว่ามีการนำเงินไปจ่ายเพื่อซื้อเสียงจริงหรือไม่ เพราะหากไม่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย จะส่งผลให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าในสภาฯ เกิดเหตุการณ์ซื้อเสียงขึ้นจริง

แนวทางในการจัดการคลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย

แนวทางที่เหมาะสมตามความเห็นของนายวิสุทธิ์คือ “ควรแจ้งความดำเนินคดี” เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการโทรและตรวจสอบจากข้อมูลความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สำคัญในการทำให้ความชัดเจนว่าใครคือผู้กระทำ ก่อนที่จะสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

  • ควรประกาศแจ้งความเพื่อให้มีการสอบสวนชัดเจน
  • วิเคราะห์เบอร์โทรและเส้นทางการติดต่อ
  • ไม่ควรปล่อยเรื่องให้หมักต้มจนเกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ ยังชี้ให้เห็นว่า การที่มีข่าว คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายของฝ่ายรัฐบาล เพราะพรรคประชาชนไม่ได้เป็นเสียงโหวตให้ฝ่ายรัฐบาลแต่อย่างใด จึงต้องทำให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงการข่มขู่และสร้างภาพลักษณ์ในทางลบของรัฐบาลเอง

“งบประมาณฯ ผมบอกว่าจะผ่าน 10-20 เสียง ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเราเป็น ‘เสียงปริ่มน้ำ’ แต่เมื่อถึงเวลาประชุมจริงทุกคนก็จะมาครบ” นายวิสุทธิ์ กล่าวเสริม

สถานการณ์หลังการผ่านงบประมาณฯ ปี 2569

ภายหลังที่งบประมาณปี 2569 ผ่านการประชุมสภาฯ ไปแล้ว รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินโครงการสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง การจัดระเบียบความวุ่นวายในสังคมรวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเกษตรกร ซึ่งขณะนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าภูมิภาคทั่วประเทศร่วมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

“หากเปรียบกับภาพรวมที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ได้ย้ำไว้ว่าภายใน 3 เดือน จะเห็นผลในเรื่องของสินค้าเกษตร ราคา การค้าขาย และความมั่นคงชายแดน ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน” นายวิสุทธิ์ กล่าว

งานสภาในช่วงต่อไปนี้ยังมีหลายวาระที่สำคัญ และหากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมีความรักและสามัคคีกันอย่างแท้จริง ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้บางครั้งจะเป็นเสียง “น้ำผึ้งผสมน้ำหวาน” แต่ความจริงแล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำงาน ทุกคนก็จะร่วมแรงร่วมใจเพื่อประเทศชาติ

หากคุณให้ความสำคัญกับข่าวการเมืองและการตรวจสอบความจริงในเหตุการณ์ซื้อเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหานี้อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ democratic ของประเทศไทยอย่างรอบด้าน

อย่าปล่อยให้ข่าวครึ่งวันกลายเป็นตำนาน ตรวจสอบ ติดตาม รายงาน ด้วยเหตุผลเป็นหลักแหล่ง

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ มอง คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมายดิสเครดิตรัฐบาล

เดอะ เลเจนด์ ออฟ โอชิ : แฟนตาซีลึกซึ้งเกินคาด

ยินดีต้อนรับสู่ MOVIE STATION อีกหนึ่งบทความรีวิวหนังที่จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับภาพยนตร์แนวผจญภัยและแฟนตาซีที่ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ในทุกฉาก วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังเรื่อง “The Legend of Ochi โอชิ อสูรขี้อ้อน พา “น้อน” กลับบ้าน” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ‘.’.’.’.’

เดอะ เลเจนด์ ออฟ โอชิ : แฟนตาซีลึกซึ้งเกินคาด

ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ A24 นำเสนอให้คอหนังได้สัมผัสรสชาติใหม่ในสไตล์แนวผจญภัยลึกลับ พร้อมตัวละครโอชิ ที่น่ารักเกินคาด แต่แฝงความหมายอันทรงพลังอยู่เบื้องหลัง ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของเด็กสาวขี้อายชื่อ ยูริ (เฮเลน่า เซงเกิล) ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนเกาะคาร์เพเธีย เธอเติบโตมาในความเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตอย่างโอชินั้นอันตรายและน่ากลัว

รีวิวจากเนเรซ 8.5/10

หลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เนเรซ ให้คะแนนไว้ที่ 8.5/10 เพราะในทุกฉากล้วนมีความลึกซึ้งและการสื่อสารทางสายตาที่ชวนให้คิด ภาพยนตร์ไม่ได้สอนอะไรอย่างตรงไปตรงมา แต่เลือกเปิดพื้นที่ให้เราได้ตีความจากความเงียบ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการตัดสินใจของเด็กสาวผู้กล้าหาญ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นคือการใช้เทคนิคการเชิดหุ่นกระบอกแทน CGI เพื่อให้’Ochi’ มีชีวิตจริงและน้ำหนักความเป็นธรรมชาติ ทั้งท่าทาง ทั้งอารมณ์ ช่างเยี่ยมจริงๆ หลายคนถึงกับอดใจไม่อยู่และพูดว่า “อยากเอาไปเลี้ยงที่บ้าน”

  • บทภาพยนตร์เรียบง่ายแต่ซ่อนความหมาย
  • การแสดงจากเฮเลน่า เซงเกิล น่าประทับใจ
  • ทอม แฮงค์ส ร่วมสร้างบรรยากาศได้อย่างลงตัว

ดูจบแล้วอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชมในวัยใด เดอะ เลเจนด์ ออฟ โอชิ : แฟนตาซีลึกซึ้งเกินคาด ถือเป็นหนังที่ชวนให้นึกถึงรักของแม่ ความกล้าของลูก และความเชื่อมโยงระหว่างโลกที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผล ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก แต่เป็นเหมือนเสียงแห่งความอบอุ่นตอกย้ำว่าความรักในครอบครัวนั้นไม่เลือกสายพันธุ์

หากคุณกำลังมองหาหนังที่ทั้งน่ารัก เศร้า และเต็มอิ่มทางอารมณ์ เรื่องนี้คือคำตอบ “The Legend of Ochi” กำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ห้ามพลาด!

ที่มา – MOVIE STATION : “The Legend of Ochi” แฟนตาซีที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารัก แต่ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ทุกฉาก