ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดเรื่องราวเส้นทางมวยของ “ตังตัง” ส.เดชะพันธ์

“ตังตัง ส.เดชะพันธ์” นักชกสาวมากฝีมือ วัย 21 ปี จากเมืองกรุง เผยสาเหตุเลือกย้ายมาซ้อมที่ค่ายมวย ส.เดชะพันธ์ จนกลายเป็นนักมวยหญิงคนแรกและคนเดียวของค่าย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งให้เธอโด่งดังไปทั่วประเทศ จากผลงานอันยอดเยี่ยมคว้าชัยชนะ 3 ไฟต์รวดบนเวที ONE ลุมพินี

เปิดเรื่องราวเส้นทางมวยของ “ตังตัง” ส.เดชะพันธ์

“ตังตัง” เริ่มหัดมวยตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ที่ค่ายมวย ป.ลาเสือ เพื่อใช้เป็นวิชาป้องกันตัว แต่หลังซ้อมได้เพียง 3 เดือน ทางค่ายที่เห็นแววความสามารถ จึงให้โอกาสขึ้นชกครั้งแรก ซึ่ง “ตังตัง” ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ใจดีต้องผิดหวัง กดน็อกคู่ชกได้ในยกที่ 2 และนับจากนั้นเป็นต้นมา เธอจึงตัดสินใจยึดการชกมวยไทยเป็นอาชีพหลักภายใต้ชื่อ “เพชรอุไร ป.ลาเสือ”

ย้ายมาซ้อมที่ค่ายมวย ส.เดชะพันธ์

จนกระทั่งอายุ 20 ปี “ตังตัง” ตัดสินใจย้ายมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่ค่ายมวย ส.เดชะพันธ์ ซึ่งอุดมไปด้วยเหล่านักชกมากฝีมือ จนทำให้เธอกลายเป็นนักมวยหญิงคนแรกและคนเดียวของค่าย ซึ่งเธอได้เผยถึงเหตุผลที่เลือกมาฝึกซ้อมที่ค่ายมวยแห่งนี้ผ่านรายการ ONE Podcast EP.22 ซึ่งออกอากาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

“ตังตัง” กล่าวว่า: “ตั้งแต่หนูย้ายออกจากค่ายเก่า ก็ไม่มีรายการให้ขึ้นชกออกโทรทัศน์เลย หนูจึงลองติดต่อขอซ้อมกับค่าย ส.เดชะพันธ์ เพราะหนูอยากได้โอกาสชกในรายการ ONE ลุมพินี และเห็นว่าที่นี่มีนักมวยดัง ๆ หลายคนด้วย”

“การซ้อมที่ค่าย ส.เดชะพันธ์ เข้มข้นมาก หนูเป็นนักมวยหญิงคนแรกของค่าย จึงต้องซ้อมกับผู้ชายทั้งหมด เวลาลงนวม เล่นเชิงกัน ก็ซ้อมแบบเอาจริงเอาจัง หลังซ้อมได้ประมาณ 1 เดือน รองเชษฐ์ (หัวหน้าค่าย) บอกว่ามีรายการ ONE ลุมพินี ให้ขึ้นชก หนูรู้สึกดีใจมากและตั้งใจซ้อม จนได้โอกาสขึ้นชกต่อเนื่อง และตอนนี้ผลงานกำลังไปได้สวย ชนะรวด 3 ไฟต์ ทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น หนูตั้งใจจะเก็บชัยชนะต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ”

เป้าหมายครั้งใหญ่ในสายตา “ตังตัง”

นอกจากนี้ “ตังตัง” ยังได้เผยถึงรายชื่อคู่ชกสายแข็งที่เธออยากจะขึ้นสังเวียนไปเผชิญหน้าด้วยในอนาคต เพื่อพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีดีพอที่จะคว้าสัญญา ONE มาครอง

“ในอนาคต ถ้าเป็นไปได้หนูอยากเจอ ฟรานซิสกา เวรา และ จี เชง ฟีบิ โล ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะต้องเจอใครหนูพร้อมหมดค่ะ หนูจะทำผลงานให้ออกมาดีเหมือนทุกไฟต์ที่ผ่านมา เพื่อคว้าสัญญา ONE มาให้ได้ค่ะ”

แฟนกีฬาการต่อสู้สามารถติดตามชมรายการ “The ONE Podcast” ไลฟ์ทุกวันจันทร์ เวลา 19.00 น. ผ่านทางเฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand โดยสามารถรับชมย้อนหลังได้ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น! รวมทั้งติดตามข่าวสารอัปเดตของ ONE ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com อินสตาแกรม ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH

ตังตัง ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับสาวๆ สายมวยไทย และเป็นตัวอย่างที่ดีว่าความมุ่งมั่นใจไม่ย่อท้อ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพนักมวย

ที่มา – เปิดเรื่องราวเส้นทางมวยของ “ตังตัง” แห่ง ส.เดชะพันธ์

กต.พาทูต 33 ประเทศลุยศรีสะเกษสำรวจทุ่นระเบิดกัมพูชา

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 08.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนจากกองทัพบก และคณะทูตต่างประเทศที่ประจำประเทศไทย พร้อมทั้งองค์กรระดับนานาชาติและภาคประชาสังคม จำนวน 36 คน จาก 33 ประเทศ เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์และศึกษาแนวทางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เข้ามาจากพรมแดนกัมพูชา

กต.พาทูต 33 ประเทศลุยศรีสะเกษสำรวจทุ่นระเบิดกัมพูชา

คณะที่ร่วมเดินทางประกอบด้วยประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน และประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา อาทิ ฟิลิปปินส์ สหภาพยุโรป สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เบลเยียม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ตลอดจนองค์กรด้านมนุษยธรรมอย่าง Golden West Humanitarian Foundation และ Norwegian People’s Aid

กำหนดการลงพื้นที่

แผนลงพื้นที่ในวันดังกล่าว มีการเยี่ยมเยียนโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง จากนั้นคณะจะไปยังฐานปฏิบัติการผามออีแดง เพื่อสังเกตการณ์การดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ภูมะเขือ และเดินทางต่อไปสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากกระสุนปืนใหญ่

รัฐมนตรีมาริษได้กล่าวขอบคุณคณะทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจและให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม โดยเน้นย้ำว่าการเปิดโอกาสให้ต่างประเทศได้รับข้อมูลจริงจากสถานที่เกิดเหตุ มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของความเข้าใจและการร่วมมือในอนาคต

  • พบกับความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการต่างประเทศ
  • ติดตามข่าวสารการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ไทย
  • รายละเอียดเพิ่มเติมจาก ข่าวสด ดอท คอม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สภาทูตและการทำงานร่วมกับภาครัฐ เห็นภาพจริงเกี่ยวกับภัยที่เกิดจากทุ่นระเบิด และพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านมนุษยธรรม การทหาร หรือความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การเปิดพรมแดนให้คณะทูตและองค์กรต่างประเทศได้เข้ามาสำรวจปัญหาเป็นครั้งสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การสนับสนุนทางทรัพยากร ทั้งการเงิน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี เพื่อลดภัยจากทุ่นระเบิดในอนาคต

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติ และสามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่าง实事求จรรย์

หากต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กต.พาทูต 33 ประเทศลุยศรีสะเกษสำรวจทุ่นระเบิดกัมพูชา ติดตามข่าวได้ที่ dailynews.co.th

ที่มา – กต.ยกทีมคณะทูต 33 ประเทศ-องค์กรต่างชาติลุยศรีสะเกษ เก็บข้อมูลทุ่นระเบิดกัมพูชา สำรวจบ้านประชาชนพังเสียหาย

น้ำป่าทะลักชัยภูมิ! ถนน-นาข้าว 500 ไร่จมบาดาล

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เกิดเหตุน้ำป่าทะลักในพื้นที่ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ หลังจากมีฝนตกอย่างหนักตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลเชี่ยวจากเทือกเขาบุมะเขือและเทือกเขาธงหัก ไหลบ่าเข้าท่วมหลายพื้นที่ในบริเวณ ตำบลบ้านโคกสะอาด อย่างรุนแรง

น้ำป่าทะลักชัยภูมิ! ถนน-นาข้าว 500 ไร่จมบาดาล

รายงานสถานการณ์จากผู้สื่อข่าวระบุว่า มวลน้ำขนาดใหญ่ได้ไหลลงสู่ อ่างเก็บน้ำฝายหลวง ก่อนที่จะพุ่งทะลักเข้าท่วมถนนสายบ้านโคกสะอาด-บ้านกระจวน หมู่ 4 รวมระยะทางเกิน 20 เมตร โดยระดับน้ำมีความสูง 20-30 เซนติเมตร สร้างความเสียหายอย่างมากต่อโครงสร้างถนนและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่

พื้นที่การเกษตรจมใต้น้ำ

นอกจากถนนที่ได้รับความเสียหายแล้ว น้ำป่าจากเทือกเขาดังกล่าวยังไหลล้นเข้าท่วม พื้นที่ทำนาและไร่ในหมู่บ้านภูเขาทอง หมู่ 9 และบ้านโคกสะอาด หมู่ 3 ส่งผลให้พื้นที่นาข้าว ไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อยจมอยู่ใต้น้ำกว่า 500 ไร่

การกัดเซาะของน้ำทำให้ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยอยู่ริมถนน ต้องประสบกับน้ำท่วมบ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินส่วนบุคคล เช่น ไม้ที่ใช้สร้างบ้าน ถูกกระแสน้ำพัดล้างหายไป ตายอย่างไม่คาดคิด

จากคำกล่าวของ “นายสุนทร สำราญญาติ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 กล่าวว่า “ฝนตกทั้งคืนทำให้น้ำป่าไหลท่วมถนนเป็นระยะทางยาวกว่า 20 เมตร ระดับน้ำสูงถึง 30 เซนติเมตร และเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านบางส่วน พร้อมกับไม้ที่เตรียมไว้สร้างบ้านก็ถูกน้ำพัดหายไป ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักขนาดนี้”

ภาวะฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ

ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงรุนแรงอยู่ โดยมวลน้ำยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง มีอาการที่จะพุ่งทะลักไปยังถนนสายบ้านโคกสะอาด-บ้านภูเขาทอง อีกหนึ่งเส้นทาง ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมในการอพยพหรือป้องกันความเสียหายก่อนท่วงที

ทั้งนี้ ได้มีปรากฏการณ์ของ “ฝูงไส้เดือนจำนวนมากหนีตายขึ้นมาอยู่บนถนน” เป็นภาพสะท้อนความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายจากธรรมชาติอย่างชัดเจน

ในท้ายที่สุด การติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยกู้ภัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสียหาย และช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยจากการน้ำป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – น้ำป่าทะลักชัยภูมิ! ถนน-นาข้าว 500 ไร่จมบาดาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

ทรัมป์ชะลอคว่ำบาตรรัสเซีย ยังไม่ลงโทษจีนฐานซื้อน้ำมัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองแองคอราจ รัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับนายฌอน แฮนนิตี ผู้ดำเนินรายการของ Fox News ว่าจากการหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย “เป็นไปอย่างดีมาก” ซึ่งทำให้ตอนนี้ “ยังไม่มีความจำเป็น” ในการออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม หรือใช้มาตรการลงโทษรุนแรงกับรัสเซีย

ทรัมป์ชะลอคว่ำบาตรรัสเซีย

ทรัมป์ยืนยันว่าผลการเจรจาทวิภาคีกับผู้นำรัสเซียเป็นไปในทางบวก โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในยูเครน จึงยังไม่ต้องใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดยเร่งด่วน แม้ก่อนหน้านี้เขาจะประกาศเตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ทั้งในรูปแบบ “ภาษีรอง” หรือ “ภาษีทุติยภูมิ” กับประเทศที่ยังค้าขายน้ำมันและทรัพยากรกับรัสเซีย

จีนยัง “ไม่โดน” แม้ซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่า แม้จีนจะยังคงนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แต่ก็ “ยังไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า” แม้สหรัฐจะเพิ่มภาษีต่อสินค้าอินเดียแล้ว 25% และเตรียมเพิ่มเป็น 50% ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. ที่จะถึงนี้ เนื่องจากอินเดียก็ยังซื้อน้ำมันจากรัสเซียเช่นกัน

นอกจากนี้ สหรัฐและจีนเพิ่งตกลงขยายสัญญา “สงบศึก” ทางการค้าเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน โดยลดอัตราภาษีที่ตั้งขึ้นซึ่งกันและกัน ตามข้อตกลงที่บรรลุในเมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยภาษีของสหรัฐที่มีต่อสินค้าจีนจะลดจาก 145% เหลือ 30% และภาษีของจีนต่อสหรัฐจะลดจาก 125% เหลือ 10%

  • สหรัฐและจีนขยายสัญญาลดภาษี 90 วัน
  • ลดภาษีแทนกันที่ระดับ 115%
  • ระยะเวลาบังคับใช้จนถึง 10 พ.ย. นี้

การชะลอการใช้มาตรการคว่ำบาตรของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงแนวทางของสหรัฐที่ไม่ต้องการสร้างความตึงเครียดกับพันธมิตรสำคัญในเอเชีย เช่น อินเดียและจีน ในขณะที่ยังคงผลักดันให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน

ในทางปฏิบัติ แม้จีนจะยังไม่ถึงขั้นโดน “กล่าวโทษ” อย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่สหรัฐก็ยังคงจับตาดูพฤติกรรมในระยะยาว หากจีนเพิ่มการซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อ อาจเผชิญกับมาตรการลอร์ดแรงขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทรัมป์มีแนวโน้มผสมผสานระหว่างการใช้กำลังด้านเศรษฐกิจและการเจรจาตรงประเด็น การหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของสหรัฐกับผลของสงครามในยุโรปแม้ดูยุ่งยาก แต่ก็ยังอยู่ในทางที่สามารถจัดการได้ หากไม่มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองโลก การพัฒนาของ U.S.-China Trade War และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะส่งผลถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเราในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ชะลอคว่ำบาตรมอสโกเพิ่มเติม ยังไม่ “ลงโทษ” จีน ฐานซื้อน้ำมันรัสเซีย

ที่ปรึกษารมว.กต.ซัดล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯอ้างเป็นสื่อรายงานข่าวป้ายสีไทย

กรณีที่มีการรายงานข่าวของ นาย Michael Alfaro ซึ่งอ้างว่าทหารไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาและกีดกันการเดินทางของชาวบ้านนั้น ได้ถูก น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีความผิดปกติอย่างมาก

ที่ปรึกษารมว.กต.ซัดล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯอ้างเป็นสื่อรายงานข่าวป้ายสีไทย

จากข้อมูลที่สืบสวนเปิดเผย นาย Alfaro ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวทางการของทำเนียบขาว และไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเขาสังกัดองค์กรข่าวใดเลย โดย น.ส.ชยิกา ระบุว่า ข่าวดังกล่าวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นส่วนตัวของบุคคลเท่านั้น

ล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯมีประวัติพ可疑

นอกจากนี้ยังพบว่า เว็บไซต์ส่วนตัวของนาย Alfaro ระบุว่าเขาเป็น ล็อบบี้ยิสต์ ระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ และเป็นเจ้าของบริษัท Capitol Hill & Friends ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีนี้ สิ่งนี้ยิ่งเสริมความสงสัยว่ามีเจตนาบางอย่างเบื้องหลังการเผยแพร่ข่าวนี้

ทีมงานยังได้พิสูจน์ข้อมูลผ่าน WHOIS จากข้อมูลการจดทะเบียนเว็บไซต์ พบว่าอีเมลและเบอร์โทรที่ใช้ระบุไม่น่าเชื่อถือ เช่นเบอร์ +1.2025550131 และอีเมล [email protected] รวมทั้งที่อยู่ที่ระบุเพียงแค่ Plainfield โดยไม่ชี้แจงว่าเป็นรัฐใดระหว่าง New Jersey หรือ Illinois

  • ข้อมูลจากนาย Alfaro ไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ
  • ไม่มีการยืนยันว่าเป็นผู้สื่อข่าวขององค์กรใด
  • เป็นล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ และไม่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานข่าวสาร
  • เบอร์โทร อีเมล และข้อมูลเว็บไซต์มีความน่าสงสัย

จากการเฝ้าระวังของกองทัพบกไทยก่อนหน้านี้ ได้มีการประณามกัมพูชาเกี่ยวกับข่าวบิดเบือนว่า ไทยเตรียมโจมตีอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพ โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่สำคัญจากข่าวเท็จที่เผยแพร่จากบุคคลภายนอก

กรณีนี้เตือนคนไทยให้ตระหนักว่า ข่าวที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ต่างๆ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหากมีการกล่าวอ้างให้เกียรติประเทศชาติ หากตรวจสอบพบว่าเป็นความเท็จ ก็ควรสะกิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หากคุณพบข่าวที่น่าสงสัย ควรแชร์ต่อหลังจากเช็กข้อมูลแล้ว และจำไว้ว่า “ข่าวดี ต้องตรวจสอบตัวจริงเสมอ

ที่มา – ที่ปรึกษารมว.กต.ซัดล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯอ้างเป็นสื่อรายงานข่าวป้ายสีไทย

รพ.นครนายก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง

โรงพยาบาลนครนายกได้จัดกิจกรรม “มหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy)” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี พญ.ธารสาย คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครนายก เป็นประธานเปิดงาน

รพ.นครนายก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงเพื่อระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระมารดา แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคร้ายที่สามารถป้องกันและรักษาได้หากพบแต่เนื่องแรก

ใช้เทคโนโลยี FIT Test และ Colonoscopy

โครงการคัดกรองลำไส้ใหญ่ในครั้งนี้ใช้เทคนิคการตรวจเบื้องต้นด้วย FIT Test (Fecal Immunochemical Test) ซึ่งเป็นการตรวจหาเลือดปนในอุจจาระอย่างแม่นยำ หากผลตรวจเป็นบวก ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) พร้อมทั้งมีการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

วิธีนี้ช่วยลดเวลาในการรอคอยของผู้ป่วย และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดี เพราะสามารถป้องกันโรคและจับโรคได้ตั้งแต่ช่วงต้น ทำให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากแพทย์ส่องกล้องจากหลายโรงพยาบาล รวมถึงโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลต่างๆ ได้ดึงดูดความสนใจจากประชาชนกว่า 5,395 คนที่เข้าร่วมตรวจคัดกรองเบื้องต้น และมีผู้เข้ารับการส่องกล้องจริงจำนวน 350 คน

ทีมแพทย์และพยาบาลจัดเตรียมบรรยากาศให้ความรู้สึกปลอดภัยและเชี่ยวชาญ เป็นมิตรกับผู้เข้ารับบริการทุกคน โดยเน้นด้านมาตรฐานทางการแพทย์ ความรวดเร็ว และความแม่นยำในการวินิจฉัย

ส่งเสริมสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากจะเป็นกิจกรรมถวายราชกุศลในวันแม่แห่งชาติแล้ว โครงการรพ.นครนายก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ

สุขภาพลำไส้ใหญ่มีผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ควรเริ่มจากการป้องกันการเจ็บป่วยตั้งแต่วันนี้ เพราะการตรวจสุขภาพเป็นประจำ คือก้าวแรกในการรักษาตัวเองและคนที่รัก

ไม่รอช้า! อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยมารักษา เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการตระหนักตัวเองก่อน

ที่มา – รพ.นครนายกจัดกิจกรรม มหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy)

คาร์ราเกอร์ หวั่นหงส์ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

เจมี คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลังของลิเวอร์พูล หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักในชื่อ “แบล็คเซนต์” ออกมายกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้ โดยระบุอย่างตรงไปตรงว่าลิเวอร์พูลจะไม่มีทางคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้หากยังไม่ปรับปรุงวิธีการเล่นในระบบเกมรับในปัจจุบัน

คาร์ราเกอร์ หวั่นหงส์ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

คาร์ราเกอร์ เผยว่าในแมตช์ล่าสุด แม้ว่าทีมจะเป็นฝ่ายชนะ “เซเมนโย” ได้สำเร็จ แต่การแสดงของทีมในช่วงที่ตาม 1-2 นั้นถือว่าไม่ดีเลย โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้เล่น “หงส์แดง” ยืนเหนือลูกบอลมากถึง 8 คน ซึ่งในมุมมองของคาร์ราเกอร์ถือว่าผิดหลักการฟุตบอลสมัยใหม่ โดยกล่าวว่า “มันน่าตกใจมาก ในระดับนี้ ไม่มีทางเลยที่จะให้ผู้เล่นยืนเหนือบอลเยอะขนาดนี้”

วิเคราะห์การแสดงของโกนาเต

เขายังชี้เป้า “อิบราฮิมา โกนาเต” ว่ากุนซือและทีมควรเร่งแก้ฟอร์มของเซ็นเตอร์แบ็กรายนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในจังหวะที่เสียประตูให้กับเซเมísimo ในครึ่งหลัง ซึ่งคาร์ราเกอร์มองว่า โกนาเต มีบทบาทสำคัญมาก และไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามที่ควรจะเป็นในเกมครั้งนั้น

“เขามีวันที่แย่จริงๆ ในการเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก การเล่นในตำแหน่งนี้ต้องใช้สมาธิสูง อีกทั้งต้องมีความมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หากขาดบารมีอย่างนี้ แผนรุกของทีมจะพังทลายได้ง่าย” คาร์ราเกอร์ กล่าวเสริม

  • เกมรับของลิเวอร์พูลยังไม่ดีตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น
  • การใช้ฟูลแบ็ก 2 คนที่มีแนวรุกสูง ทำให้เกมรับเสี่ยง
  • รองรับนักเตะกลางสนามที่ใช้เวลาดูบอลมากกว่าช่วยรับ
  • การเซ็นเซ็นเตอร์แบ็กใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาต้นตอ

เขายังยกตัวอย่างว่าเกมรับของลิเวอร์พูลเริ่มมีปัญหามานานตั้งแต่ช่วงออฟซีซั่น ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการวางแผนรุกที่ดี แต่หากไม่สามารถควบคุมจังหวะการเสียบอลได้ ทุกอย่างก็อาจต้องพังทลายได้ง่าย พร้อมกล่าวว่า “ผมไม่ชอบความคิดที่ว่าทุกคนจะต้องพุ่งไปข้างหน้าตลอด ฟอร์มของกองหลังเป็นหัวใจหลักของเกมรับ สิ่งที่ลิเวอร์พูลขาดคือความมั่นคงนั่นเอง”

คาร์ราเกอร์ หวั่นหงส์ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

ตอกย้ำความกังวลของเขาเพิ่มเติม คาร์ราเกอร์ เผยว่าแนวทางการจัดทีมของชล็อตต์ ยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงความสำเร็จในสนามได้ โดยเฉพาะการใช้ “หมายเลข 10” ที่มีแนวโน้มครองบอลมากกว่าที่จะร่วมรับ รวมถึงฟูลแบ็ก 2 ข้างที่มีบทบาทสูงในเกมรุก ทำให้เกมรับของทีมแย่ลงไปเรื่อยๆ

“ถ้าลิเวอร์พูลยังเล่นในรูปแบบเดิมต่อไป และไม่แก้ไขทิศทาง การขึ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้จะเป็นเรื่องยากกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก” คาร์ราเกอร์ สรุป

จากการวิเคราะห์ของคาร์ราเกอร์แล้ว ฟอร์มของกองหลังและวิธีจัดการแผนเกมรับของลิเวอร์พูล ถือเป็นจุดอ่อนหลัก ที่ลุ้นชัยชนะในการแข่งขันชั้นแนวหน้าไม่ได้ หากไม่มีการปรับปรุงผู้เล่นในแนวรับและระบบการเล่นโดยรวม

อย่างไรก็ตาม หงส์ยังมีเวลาในการพัฒนาและปรับปรุง แต่หากยังคิดแค่แก้ปัญหาด้วยคว้าเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่มาเสริม คงไม่สามารถตอบโจทย์ในระยะยาวได้ ต้องกลับมาที่โครงสร้างของระบบเกม ตั้งแต่แนวรุกจนถึงแนวรับ เท่านั้นจึงจะก้าวไปคว้าแชมป์ได้ในท้ายทาง

หากคุณเป็นแฟนคลับลิเวอร์พูล อย่าลืมสังเกตความเปลี่ยนแปลงในแนวรับของทีม และติดตามผลงานของโกนาเตในเกมถัดๆ ไป ว่าเขาสามารถขยับขึ้นมาอยู่ในฟอร์มที่ดีได้อีกครั้งหรือไม่

ที่มา – “คาร์ราเกอร์” หวั่นใจ “หงส์” ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

‘ณพลเดช’ ชี้ตัดงบอุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ดร.ณพลเดช มณีลังกา สว.สำรอง กลุ่ม 16 จ.เชียงราย และที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 โดยเฉพาะมาตรา 27 ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณของหน่วยงานที่ไม่สังกัดกระทรวง หรือสำนักนายกรัฐมนตรี รวมวงเงินทั้งสิ้น 43,111 ล้านบาท

‘ณพลเดช’ ชี้ตัดงบอุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ในการอภิปรายดังกล่าว ส.ส.พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงงบประมาณสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งได้รับงบประมาณสูงถึง 5,518 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้จ่ายบางส่วนว่าขัดต่อหลักธรรมคำสอน เช่น การให้งบบุคลากรจำนวน 1,642 ล้านบาทแก่พระ และงบฯอุดหนุนอุปถัมภ์นิตยภัต 1,233 ล้านบาทสำหรับเงินเดือนสงฆ์ ซึ่งถูกเสนอให้ตัดออก

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ปรับลดงบอุดหนุนในการปกครองคณะสงฆ์ เงินเดือนรายปีและพัดยศจาก 16 ล้านบาท เหลือเพียง 8 ล้านบาท รวมถึงงบทดลองพระวินยาธิการที่ใช้ปีละ 3 ล้านบาท และส.ส.อีกท่านหนึ่งจากพรรคประชาชนได้เสนอให้ตัดงบประมาณเพื่อเผยแผ่และส่งเสริมพระพุทธศาสนาทั้งหมด โดยอ้างว่มีปัญหาความไม่คุ้มค่า ไม่ทั่วถึง และไม่โปร่งใส

การตัดงบฯตามกฎหมายด้านศาสนา

ดร.ณพลเดชกล่าวต่อว่า ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง หากตั้งใจจะไม่ให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างแท้จริง อาจผิดต่อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งบัญญัติชัดเจนว่า “รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา โดยเฉพาะสามรถส่งเสริมงานการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท”

นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา พร้อมส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสังคม ดังนั้นการเสนอให้ตัดงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท และแยกรัฐออกจากศาสนา จึงอาจก่อให้เกิดการตีความว่าขัดต่อมติรัฐธรรมนูญ รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมต่อบรรดานักการเมือง ซึ่งหากคู่กรณีถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ด้วย

  • รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้รัฐอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
  • การใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมศาสนาต้องมีความโปร่งใส
  • ผู้แทนประชาชนต้องรับผิดชอบคำพูดตามประกาศ

การอภิปรายงบประมาณไม่เพียงเป็นหน้าที่ของ ส.ส. เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลผลกระทบต่อความเชื่อทางศาสนาของประชาชนด้วย เพราะการตัดปัจจัยสำคัญเหล่านี้อาจกระทบต่อเนื้อเยื่อทางจิตวิญญาณของสังคม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อพุทธ

ความคืบหน้าของการอภิปรายจะไปในทิศทางใดนั้น ยังคงต้องติดตามจากประชาชน ผู้เสียภาษี และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในสังคม เพราะทุกบาทที่มาจากงบประมาณล้วนมีความหมายต่อการพัฒนา และคุณค่าของเชื้อเพลิงแห่งศรัทธา

หากคุณต้องการติดตามข่าวการเมืองและการใช้งบประมาณอย่างใกล้ชิด ติดตามเราได้ที่นี่เพื่อรับข้อมูลอัปเดตทันที

ที่มา – ‘ณพลเดช’ ชี้ตัดงบอุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ตร.บุกผับจีนห้วยขวาง พบนักเที่ยวฉี่ม่วง 6 ราย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันจัดการปฏิบัติการตรวจค้นสถานบันเทิงในย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ภายใต้คำสั่งของ พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผู้กำกับกองสน.ห้วยขวาง พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผู้กำกับกองดีสีบก.ช.น. และ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผู้กำกับกองสืบสวน บก.ตม.1 ที่ร่วมกับ นางสาวสุวรรณา ว่องวานิช ผู้อำนวยการส่วนประสานพื้นที่ ป.ป.ส.กรุงเทพมหานคร และนางสาววนิด พรสิริมงคล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ ป.ป.ส.กทม. ได้เคลื่อนกำลังพลกว่า 50 นาย ซึ่งรวมถึง ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สน.ห้วยขวาง กก.ดส. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พร้อมเครื่องมือและยุทธวิธีที่พร้อมสำหรับการจัดการ.

ตร.บุกผับจีนห้วยขวาง เดินหน้าปราบปรามแหล่งเสพติด

สถานที่ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นคือคลับหรือผับจีนในซอยประชาอุทิศ 11 ซึ่งอยู่ในเขตห้วยขวาง จุดนี้เป็นที่รู้จักของนักเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งมีการประกอบกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ อย่างคึกคัก ขณะเข้าตรวจสอบ พบกิจกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้คนรวมกลุ่มมากกว่า 328 คน ทั้งพนักงานและนักเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งอยู่ในบรรยากาศที่คึกคัก.

ภายในสถานที่กว้างขวาง ทีมเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพื้นที่แบบละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่ห้องวีไอพีที่แบ่งเป็น 4 ห้อง พบว่ามีการใช้บริโภคสารเสพติด โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนและเคตามีน ซึ่งจากผลการตรวจสอบ ตรวจพบนักเที่ยวที่มีสารเสพติดในร่างกาย 6 ราย โดยเป็นนักเที่ยวชาวจีนและเวียดนาม รวมถึงการพบ “แฮปปี้วอเตอร์” จำนวน 4 ซอง ถูกทิ้งไว้ใกล้ตู้เก็บแก้วในห้องวีไอพี โดยไม่มีผู้ใดรับเป็นเจ้าของของเหลวที่มีการสันนิษฐานว่าเป็นสารเสพติดประเภทปั่นเคมีผสม.

การดำเนินคดีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ หน่วยงาน ป.ป.ส. ยังได้ควบคุมตัวผู้ที่มีสารเสพติดไปตรวจที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี เพื่อยืนยันผลการตรวจ และเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนด้านผู้ประกอบการ ตรวจพบว่าไม่ได้รับใบอนุญาตเปิดสถานบริการ และไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุรา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงคุมตัวผู้จัดการร้านไปดำเนินคดี พร้อมยื่นข้อเสนอแนะให้ปิดสถานที่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี ตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2558.

พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้เป็นไปตามข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของสถานบันเทิงแห่งนี้ ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสงสัย และอาจเป็นแหล่งสำหรับการเสพสารเสพติดในหมู่นักเที่ยวต่างชาติ โดยนโยบายที่วางไว้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและบก.ตม.น. มีความชัดเจนว่าจะเข้มงวดต่อสถานที่บันเทิงที่ขาดกฎหมาย และไม่มีใบอนุญาตกิจการ.

จากการตรวจค้นในครั้งนี้ พบนักเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มีสารเสพติดรวม 6 ราย โดยเฉพาะชาวจีนและเวียดนาม ซึ่งเน้นการใช้สารรูปแบบปั่นเคมีหรือที่เรียกว่า Happy Water ที่มีประสิทธิภาพแรงและเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการป้องกันและปราบปรามสถานที่เสี่ยงอันตราย จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับประกันว่าปลอดภัย.

หากคุณพบเห็นสถานที่ที่น่าสงสัย เช่น มีต่างชาติจำนวนมากมารวมกลุ่ม โดยไม่มีการควบคุม หรือมีสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการเสพติด รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในสังคม

ที่มา – ตร.กวดขันบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง ไร้ใบอนุญาต นักเที่ยวฉี่ม่วง 6 ราย

พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมภูเรือ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดเลย อำเภอเมืองเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เป็นประธานเปิดการประชุม พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและประเมินแนวทางในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีโดรนอย่างแพร่หลาย

พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน)

การประชุมครั้งนี้มีการอภิปรายถึงสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งแนวทางในการป้องกันผลกระทบที่อาจมีต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศจากการใช้ อากาศยานไร้นักบิน หรือโดรน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ณ จังหวัดเลย และมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และเอกชนมาร่วมรับฟังและวางแผนร่วมกัน

นโยบายและแนวทางในการควบคุมโดรนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการพิจารณานโยบายด้านความมั่นคงจากการใช้งานโดรนตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งยังคงห้ามการใช้งานโดรนทั่วไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 โดยอนุญาตให้ใช้โดรนเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาคเกษตรกรรมภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยยังได้กำหนดข้อสั่งการสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมในพื้นที่ เช่น:

  • จัดทำประกาศจังหวัดเลยเพื่อแจ้งข้อปฏิบัติและขอบเขตการใช้งานโดรน
  • จัดทำแผนเชิงพื้นที่ระดับจังหวัดและอำเภอ
  • ประชาสัมพันธ์การใช้งานโดรนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ครอบครองโดรน
  • จัดตั้งทีมเคลื่อนที่เร็วในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล
  • รายงานสถานการณ์การใช้งานโดรนทุกวัน

ในการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังและขจัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการใช้โดรนในเชิงองค์กรและธุรกิจในทางที่ถูกต้องและปลอดภัย

การจัดการที่เข้มงวดเท่านี้จึงเป็นการนำไปสู่ระบบที่มีความมั่นคงและปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับความมั่นคงของรัฐ ความเป็นอยู่ของประชาชน และทรัพย์สินของรัฐและเอกชน

ทั้งนี้ ประชาชนก็ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานโดรนและต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

ดังนั้น การร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปอย่างปลอดภัยและมั่นคงด้วยเทคโนโลยีในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าของโดรน หรือสนใจการใช้งานอากาศยานไร้นักบิน อย่าลืมตรวจสอบข้อกฎหมายและแนวทางล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัยร่วมกัน

ที่มา – พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน)