ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รัสเซียพอใจผลหารือที่อะแลสกา เชื่อเป็นโอกาสสู่สันติภาพร่วมกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ให้ความเห็นเกี่ยวกับการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย ที่มีขึ้นที่อะแลสกา โดยประเมินว่าการหารือนั้น “เป็นไปในทางบวกอย่างมาก”

การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ถือเป็นเวทีที่ได้รับความสนใจสูงจากนานาชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นร่วมกัน การพูดคุยครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อความสงบสุขในระดับโลกได้

รัสเซียพอใจผลหารือที่อะแลสกา เชื่อเป็นโอกาสสู่สันติภาพร่วมกัน

โฆษกทำเนียบเครมลินระบุว่า แม้ทั้งสองผู้นำจะไม่ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามต่อสื่อมวลชนหลังการประชุม แต่ก็ถือว่า “เป็นเพราะการแถลงครอบคลุมหมดแล้ว” สิ่งที่ออกมาเป็นข้อสรุปถือว่ามีประโยชน์ต่อประเทศทั้งสอง และช่วยให้เข้าใกล้แนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างสร้างสรรค์

ด้านความเชื่อมั่นของรัสเซียต่อเหตุการณ์นี้มีความชัดเจน เมื่อเปสคอฟกล่าวว่า รัสเซียเชื่อว่าการหารือในครั้งนี้จะผลักดันให้ประเทศทั้งสองสามารถ “ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจร่วมกัน” โดยมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาทางเลือกเพื่อความสงบสุขที่ยั่งยืน

การหารือที่เปิดโอกาสสายสัมพันธ์

นอกจากนี้ การพูดคุยระหว่างผู้นำทั้งสองยังเป็นการเปิดบทใหม่ในความสัมพันธ์ที่มีแต่ความตึงเครียดและข้อขัดแย้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถพบกันโดยตรงเป็นเครื่องยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้ง และร่วมกันหาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อสันติภาพร่วมกัน

ไม่ว่าจะในประเด็นความมั่นคง การค้า หรือความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ การพบปะในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่อาจนำไปสู่บทสรุปที่ดีกว่าในอนาคต

ทั้งนี้ การที่รัสเซียแสดงความพอใจต่อผลหารือ แสดงให้เห็นถึงการเปิดใจเพื่อการเจรจาอย่างจริงจัง และสำหรับนานาชาติแล้ว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่รับรู้ได้ถึงแผนการรักษาเสถียรภาพระดับโลก

การสื่อสารผ่านข่าวกรอง หรือความไม่แน่นอนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล้วนมีผลต่อภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากสองมหาอำนาจเช่นรัสเซียและสหรัฐฯ สามารถก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อความเป็นสันติภาพได้จริง นั่นคือข่าวดีที่โลกต่างก็เฝ้ารอดู

จากการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการการเมือง ความพยายามร่วมกันของทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียแสดงถึงโอกาสใหม่ที่จะกรอกเติมความสงบสุขให้กับโลกภายนอกความขัดแย้งในอดีต

และสุดท้าย การหารือที่อะแลสกาครั้งนี้ คงไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศทั้งสองก้าวไปด้วยกันบนเส้นทางแห่งความมั่นคงและความสามัคคี

หากคุณยังติดตามสถานการณ์และผลกระทบด้านการเมืองต่อเนื่อง เรามาพูดคุยและแบ่งปันมุมมองกันได้ที่กลุ่มข่าวสารด้านสากล

ที่มา – รัสเซียพอใจผลหารือที่อะแลสกา เชื่อเป็นโอกาสสู่สันติภาพร่วมกัน

อนุสรณ์ขอบคุณสภาฯโหวตผ่านงบประมาณ69

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีมติเห็นชอบร่างงบประมาณปี 2569 ด้วยคะแนนเสียง 257 เสียงเห็นด้วย และ 230 เสียงไม่เห็นด้วย ว่าเป็นผลที่น่ายินดี และแสดงถึงความร่วมมือในกระบวนการทางประชาธิปไตย

อนุสรณ์ขอบคุณสภาฯโหวตผ่านงบประมาณ69

นายอนุสรณ์ได้ขอบคุณ ส.ส. ทุกท่านที่ร่วมกันพิจารณาและอภิปรายอย่างละเอียดรอบคอบ 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การมีมติร่วมกันเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนี้ยังแสดงความเชื่อมั่นว่างบประมาณที่ผ่านการอนุมัติแล้วจะถูกใช้อย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ

ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวตลอดช่วงการพิจารณางบประมาณ จะเห็นว่ามีความพยายามจากบางกลุ่มที่พยายามคัดค้านหรือยับยั้งร่างดังกล่าว เนื่องจากมองว่ารัฐบาลมีเสียงสนับสนุนไม่มากพอ แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีจำนวนเสียงปริ่มน้ำในช่วงแรก แต่กระบวนการพิจารณาและการโหวตในที่ประชุมสภาฯ กลับแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและคุณภาพในการทำงานร่วมกันของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

นายอนุสรณ์มองว่า เสียงปริ่มน้ำนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำคัญต่อการบริหารงานของรัฐบาล ทว่าที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ส.ส. ทุกพรรคได้อย่างมีประสิทธิผล จนทำให้ร่างงบประมาณผ่านพ้นไปด้วยดี

  • การใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
  • ยึดหลักคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
  • ส่งเสริมพัฒนาการให้บริการประชาชน
  • เป็นแนวทางให้กับหน่วยงานในการจัดทำงบประมาณในอนาคต

ความสำเร็จในการโหวตผ่านร่างงบประมาณปี 2569 ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับสภามาตรฐาน และสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณูปโภคของประเทศ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ได้เสนอข้อสังเกตและความเห็นที่เป็นประโยชน์ในการชี้แนะแนวทางให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต

สรุปได้ว่า ร่างงบประมาณปี 2569 เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผลักดันการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ในขณะที่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดสรรงบประมาณก็ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคประชาชน

ควรติดตามการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ว่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ และการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างไร

ที่มา – ‘อนุสรณ์’ ขอบคุณสภาฯโหวตผ่านงบประมาณ 69 เชื่อมั่น รัฐบาลใช้งบโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุด

‘เสี่ยหนุ่ม’ ร้อง ‘ดร.แก้ว’ ช่วยด้านกฎหมาย หลังถูก ‘อดีตกิ๊กสาว’ แจ้งเอาผิด

จากกรณีที่ “อดีตกิ๊กสาว” อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีอาชีพพนักงานพีอาร์ ได้แจ้งความกับตำรวจสน.ปากคลองสาน โดยอ้างว่าถูก “เสี่ยหนุ่ม” ซึ่งเป็นอดีตแฟนมารุมทำร้ายและส่งลูกน้องบุกทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงใช้สีสเปรย์พ่นข้อความไม่สุภาพใส่รถ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลและการเมืองอย่างรวดเร็ว

‘เสี่ยหนุ่ม’ ออกมาเคลียร์ หลังถูก ‘อดีตกิ๊กสาว’ แจ้งเอาผิด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายเต๋า เจ้าของธุรกิจจำหน่ายสีและทินเนอร์ อายุ 43 ปี ได้เข้าพบ ดร.แก้ว ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความเป็นธรรม และชี้แจงว่าข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายไม่เป็นความจริง

นายเต๋าเปิดเผยว่าตนรู้จักกับ น.ส.นิดหน่อย ซึ่งทำงานเป็นพีอาร์ ตั้งแต่ปี 2023 และตกลงคบหากันแบบกิ๊กในช่วงเวลาที่ตนไม่ได้อยู่กับภรรยาเป็นเวลาหลายเดือน ตลอดช่วงที่คบกันก็ให้การดูแลอย่างดี ทั้งค่าใช้จ่าย ที่พัก รถ และอาหารครบครัน

เรื่องราวเลวร้ายในความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าในช่วงเดือนกันยายน 2024 ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้การติดต่อกับฝ่ายหญิงลดลง เนื่องจากภรรยาต้องคอยดูแลมากขึ้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลิกกับกิ๊กสาวเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว แต่ก่อนเลิกกลับจับได้ว่าฝ่ายหญิงแอบมีคนอื่น ทั้งที่ยังขอเงินกิน และยังพูดทิ้งให้ใจหายว่า “…ตนโง่ให้เงินมาเอง…”

  • เขาชี้ว่า ฝ่ายหญิงกลับเป็นฝ่ายบอกเลิกมาก่อนในเดือนสิงหาคม 2024
  • ขณะที่เขาเองมีหลักฐานหลากหลายแสดงให้เห็นว่าห่างกันเพียงช่วงสั้น ๆ
  • ข้อหาส่งลูกน้องโจมตีและพ่นสีรถยนต์ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

além того, เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝ่ายหญิงนำข่าวออกสื่อว่าถูกตามราวี ถูกทำร้าย และทรัพย์สินถูกพ่นสี ซึ่ง “เสี่ยหนุ่ม” ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวล้วนเป็นคลิชีที่ฝ่ายหญิงสร้างขึ้นมา พร้อมเผยชื่อว่ามีคนในวงการสื่อและผู้ใหญ่บางกลุ่มสนับสนุนฝ่ายหญิงด้วย

แม้จะมีการเผยว่าเขาอาศัยความเอาใจมาก่อน แต่ได้ยืนยันพลว่าปัจจุบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับ “อดีตกิ๊กสาว” อีกแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการจัดการตามสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลพวงด้านธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

ดร.แก้ว ให้คำแนะนำอย่างเอาใจช่วยชัดเจน

ด้าน ดร.แก้ว ยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ฝ่ายชาย โดยกล่าวว่า “ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิในประเทศไทย สิ่งสำคัญคือหลักฐาน และหากมีการกล่าวหาผิดพลาด กฎหมายอยู่ตรงนี้ เราจะดูว่าใครปั่นจริง หรือปั่นเล่น”ดร.แก้ว ยังเตือนว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ยอมยุติเรื่องราว อาจมีคดีความตามมา และการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อคืนดีอาจกลายเป็นดั่งเพลิงไหม้ได้หากใช้ไม่เป็น

จากการติดตามกรณีนี้ ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งทางอารมณ์และผลประโยชน์ เราควรตั้งคำถามว่า เรื่องความรักอาจเริ่มต้นด้วยความฝัน แต่มันจบลงได้เฉพาะเมื่อทั้งคู่ลงมือตัดสินใจหันหลังให้กันจริง ๆ อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์กลายเป็นความแค้นที่ไม่สิ้นสุด

หากคุณเป็นหนึ่งในฝ่ายที่ได้รับความเดือดร้อนจากคดีความหรือข่าวกวนใจ อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย เพราะความจริง มันมีค่าเสมอ

ที่มา – ‘เสี่ยหนุ่ม’ ร้อง ‘ดร.แก้ว’ ช่วยด้านกฎหมาย หลังถูก ‘อดีตกิ๊กสาว’ แจ้งเอาผิดกล่าวหา ส่งลูกน้องบุกทำร้าย-พ่นสีรถ

โจรใต้บุกเผาแบ๊กโฮ-รถบรรทุก โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เสียงระเบิดบึ้ม 3 ครั้ง-ไฟลุก!

เมื่อคืนวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่โรงงานไฟฟ้าชีวมวล แห่งหนึ่งในอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ก่อเหตุรุนแรงคือ โจรใต้ บุกเข้ามาในโรงงานพร้อมกับวางเพลิงทำลายทรัพย์สิน จนเกิดเพลิงไหม้หลายจุด ทำให้ทั้งโรงงานตกอยู่ในความหวาดเสียว

โจรใต้บุกเผาแบ๊กโฮ-รถบรรทุก โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เสียงระเบิดบึ้ม 3 ครั้ง-ไฟลุก!

ร.ต.ท.ธีมดี ศรีหล้าเดโช รอง สว.สอบสวน สภ.แว้ง รับแจ้งว่ามีโจรใต้จำนวนประมาณ 10 คน พร้อมอาวุธปืน บุกรถแบ๊กโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ ที่จอดอยู่ในโรงงานไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท Firex of Wood Green Energy จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านศาลาอูมา ม.9 ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส

หลังจากก่อเหตุ โจรใต้ได้วางเพลิงจนเกิดไฟลุกไหม้อย่างหนัก และมีเสียงระเบิดดังขึ้นถึง 3 ครั้ง ก่อนจะหลบหนีออกจากพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายสูงเมื่อเข้าตรวจสอบเหตุ

โจรใต้ลอบวางเพลิงในโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ พบว่าโรงงานที่อยู่สูงกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 300 เมตร กำลังลุกไหม้ใน 3 จุดหลัก ได้แก่ รถแบ๊กโฮ, รถบรรทุก 6 ล้อ และรถปราบดินแบบล้อยาง ที่อยู่ด้านหลังพื้นที่

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเบื้องต้น พบว่าโจรใต้เข้ามากลุ่มละแวกแม่น้ำโก-ลก แล้วลอบแฝงเข้ามากับด้านหลังของโรงงานไฟฟ้าชีวมวล จากนั้นกระจายกันวางเพลิงในหลายจุดอย่างเป็นระบบ

ส่วนเสียงคล้ายระเบิดที่เกิดขึ้น 3 ครั้ง ข้าราชการคาดว่าอาจเป็นผลจากถังน้ำมันเชืเพลิงในรถที่เกิดระเบิดหลังเพลิงลุกไหม้ หรืออาจมีการวางระเบิดอย่างตั้งใจ อย่างไรก็ตามยังต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียด

  • รายงานผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการบุกวางเพลิง
  • เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่อย่างระมัดระวัง
  • รอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • รถแบ๊กโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อไหม้เรียบ

เจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ ร้านค้าและสถานที่สำคัญในพื้นที่จึงควรยิ่งระมัดระวังอย่างมากในช่วงนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเปราะบาง หากหน่วยงานรักษาความปลอดภัยไม่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและความเสียหายจากวัสดุที่ใช้งานอยู่

การตั้งโรงงานไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับเส้นทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย เป็นสิ่งที่ต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนตกเป็นเป้าทำลายของผู้มิหวังดี

ความคิดเห็นจากผู้เขียน: การกระทำของโจรใต้ในครั้งนี้ถือเป็นการกระตุ้นความกลัวในสังคมและสร้างเส้นหน้าใหม่ของความขัดแย้งในพื้นที่ รัฐบาลควรเร่งปรับแผนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ที่มา – โจรใต้บุกเผาแบ๊กโฮ-รถบรรทุก โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เสียงระเบิดบึ้ม 3 ครั้ง-ไฟลุก!

ทรัมป์เผย เห็นพ้องกับปูตินเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” เซเลนสกี “ต้องตัดสินใจ”

ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนก่อนหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และยูเครน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” ที่มีความซับซ้อนสูง และเน้นว่าผู้นำยูเครนอย่างโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ทรัมป์เผย เห็นพ้องกับปูตินเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” เซเลนสกี “ต้องตัดสินใจ”

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการข่าวของ ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์ระบุว่า ได้มีการหารือกับพรรคนายวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เกี่ยวกับแนวทางดำเนินการในเรื่องดินแดนของยูเครน และมีความเห็นพ้องกันในหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการสละดินแดนบางส่วนและการให้หลักประกันด้านความปลอดภัย

บรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น

เสนอข่าวว่า บรรยากาศระหว่างการเจรจาเป็นไปอย่างอบอุ่น และทรัมป์ยังแสดงความเห็นว่า ปูตินเป็นผู้นำที่ “แข็งแกร่งและเด็ดขาด” หลังจากการพบปะพูดคุย แม้ว่าประเด็นดินแดนจะยังไม่สิ้นสุดลง แต่ใกล้เข้าสู่ข้อสรุปแล้ว พร้อมกับย้ำว่าทางยูเครนต้องตกลงร่วมด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทุกอย่างขึ้นอยู่กับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ว่าจะตอบสนองและการเจรจาไปในทิศทางใด ยุโรปแม้จะมีบทบาท แต่ท้ายที่สุดแล้ว “ขึ้นอยู่กับเซเลนสกี” ที่จะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของประเทศตนเอง

  • ได้มีการเจรจาอย่างจริงจังระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย
  • ทรัมป์มองว่ากำลังเข้าใกล้ข้อสรุปเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนดินแดน
  • ยูเครนต้องมีส่วนร่วมและต้องยอมรับข้อเสนอ
  • ปูตินถูกมองว่าเป็นผู้นำที่มีความมุ่งมั่นและเด็ดขาด
  • ความคาดหวังอยู่ที่เซเลนสกีในฐานะผู้นำชาติในขั้นตอนสุดท้าย

การเปิดเผยครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทางการทูตที่ซับซ้อน เกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน รวมถึงผลลัพธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิภาคในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นดินแดน ผลประโยชน์ และความมั่นคงในยุโรป

ความคิดเห็นของทรัมป์สามารถกระตุ้นการตั้งคำถามของสาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ และการเข้าแทรกแซงในภูมิภาค นอกจากนี้ก็แสดงถึงแนวทางเจรจาที่ต้องอาศัยศักยภาพในการตัดสินใจของผู้นำยูเครนอย่างลึกซึ้ง

ที่มา – ทรัมป์เผย เห็นพ้องกับปูตินเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” เซเลนสกี “ต้องตัดสินใจ”

สึกแล้ว! เจ้าอาวาสวัดดังฉันบวบ หลังคลิปแชร์ว่อน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่วัดศรีบุญเรือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลแม่ข้าวต้ม ซึ่งมีอายุ 72 ปี ได้ทำการยอมรับการลาสิกขาลงอย่างเป็นทางการ ภายหลังมีคลิปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์อย่างมาก โดยมีคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายมาร่วมสังเกตการณ์ในพิธีลาสิกขาครั้งนี้

สึกแล้ว! เจ้าอาวาสวัดดังฉันบวบ หลังคลิปแชร์ว่อน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อนายโสไกร ใจหมั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่วัดดังกล่าว หลังจากมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุว่ามีพระรูปหนึ่งแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือที่เรียกกันว่า “ฉันบวบ” และเป็นเหตุให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

การประชุมคณะกรรมการสงฆ์

หลังการตรวจสอบ คณะกรรมการสงฆ์จังหวัดได้มีการประชุมหารืออย่างเป็นทางการ โดยมีพระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการสงฆ์อีก 7 รูป ในการพิจารณาพฤติกรรมและข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในระหว่างการประชุม ได้มีการพิจารณาอย่างรอบด้านเกี่ยวกับความเหมาะสมและความประพฤติของพระรูปดังกล่าว และเมื่อคณะกรรมการเห็นว่าพฤติกรรมนั้นเป็นการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง จึงตัดสินใจให้อดีตเจ้าอาวาสยอมรับและลงโทษด้วยการลาสิกขา

อดีตเจ้าอาวาสได้ยอมรับต่อหน้าคณะกรรมการว่า เป็นภาพในคลิปดังกล่าวจริง และพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยื่นเรื่องลาสิกขาอย่างสมัครใจ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย และไม่ให้เป็นที่เสื่อมเสียของศาสนา

  • วันที่ 13 ส.ค. เริ่มการสอบสวนข้อเท็จจริง
  • วันที่ 16 ส.ค. ทำการลาสิกขาอย่างเป็นทางการ
  • ไม่มีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังพิธี

เมื่อพิธีลาสิกขาเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ อดีตพระรูปดังกล่าวได้เดินทางออกจากวัดทันที โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนใด ๆ แต่อย่างใด ซึ่งแสดงถึงเจตนาที่ต้องการปิดประเด็นนี้อย่างสงบและไม่ต้องการสร้างความตื่นตระหนกเพิ่มเติม

กรณีนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการศาสนาไทยในช่วงนี้ โดยหลายคนมองว่าเป็นการเปิดประเด็นเกี่ยวกับความเข้มงวดในการควบคุมบทวินัยของพระภิกษุ และการตรวจสอบพฤติกรรมที่ถูกต้องภายในวิถีชีวิตทางศาสนานั่นเอง

หากคุณมีความคิดเห็นหรือมุมมองเฉพาะต่อกรณีนี้ ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราได้เลยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา และอย่าลืมติดตามข่าวสารวงการศาสนาเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – สึกแล้ว! เจ้าอาวาสวัดดังฉันบวบ หลังคลิปแชร์ว่อน รักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่

มีน-พีรวิชญ์ ท้าทายบทหมอเหยา ในหนังสยองท่าแร่

นักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่น อย่าง“มีน พีรวิชญ์” ล่าสุดได้รับบทบาทที่ถือว่ายากที่สุดในชีวิตการแสดง ด้วยบท “หมอเหยา” ในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง “ท่าแร่” หนังที่กำลังจะเข้าฉายในเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาจะต้องรับบทบาทที่ไม่เคยทำมาก่อน ให้ความเป็นภูไทสมจริง ทั้งในด้านภาษาถิ่น พิธีกรรม และอารมณ์ของคาแร็กเตอร์ที่มีความลึกลับ

บทท้าทายหมอเหยาในหนังท่าแร่

ความยากขั้นสุดของบทนี้คือตรงที่ หมอเหยา ไม่ใช่แค่หมอผีธรรมดาๆ แต่เป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณ” ที่ต้องใช้ความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพิธีกรรมและภาษาถิ่นที่ไม่ใช่ภาษาไทยทั่วไป คือ “ภาษาภูไท” ซึ่งมีความแตกต่างในแต่ละเผ่าภายในชุมชน ทำให้มีนต้องเรียนรู้และฝึกฝนจนเข้าใจจริง

ประวัติศาสตร์เริ่มต้นบทหมอเหยา

“พี่คุ้ย” ผู้กำกับ เผยว่าเดิมมีนักแสดงหลายคนที่อยู่ในสายตาสำหรับบท“หมอเหยาในหนังท่าแร่” แต่เขาต้องการมุมมองใหม่ๆ และภาพลักษณ์ที่หลุดกรอบจากหมอผีทั่วไป และเมื่อได้พูดคุยกับมีน พีรวิชญ์ ก็รู้สึกถึงความเป็นไปได้ทันที

ในช่วงต้น มีนบอกว่ากังวลมาก เพราะตัวเองไม่รู้เรื่องภาษาอีสาน หรือภาษาภูไทเลย แต่พออ่านบทแล้วก็ ‘จิ้ม’ อยากลองทำสิ่งท้าทาย เข้าเวิร์คชอปกับหมอเหยาตัวจริง ฝึกภาษาภูไทจากโค้ชในทีม และใช้เวลาในการทำความเข้าใจภูมิทัศน์ของ “ท่าแร่” จนสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิต

“ท่าแร่” ดินแดนที่เต็มไปด้วยความเชื่อ

“ท่าแร่” เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวเวียดนามในประเทศไทย มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และภาษา คนที่อยู่ตรงนี้มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน บางบ้านพูดอีสาน บางบ้านภูไท และบางบ้านก็พูดภาษาไทยทั่วไป บริบทนี้ทำให้การแสดงมีความคึกคักและลึกซึ้งเป็นพิเศษ

เขาเผยว่า โดนใจสุดที่ได้ไปเห็น “เทศกาลแห่ดาว” ซึ่งนับเป็นงานประจำปีของท่าแร่ ซึ่งมีทั้งการเฉลิมฉลองแบบคริสต์ และผสมผสานกับพิธีกรรมไทย ทำให้เขารู้สึกว่า “ที่นี่มีความหลากหลายเหนือจินตนาการ”

คาแร็กเตอร์ของหมอเหยาที่ไม่ธรรมดา

ตัวละครของมีนรับบทเป็น “แม่เมืองโสภา” ผู้เป็นหมอเหยาผู้มีชื่อเสียงในพื้นที่ แต่ความพิเศษของตัวละครคือเขาไม่ได้ทำงานเหมือนหมอเหยาแบบเดิมๆ เขาเป็นหมอเหยาแห่งยุคโซเชียล มีไลฟ์ใน TikTok วันไหนมีปัญหาเขาไลฟ์ไป ก็ได้เรื่องไป ให้ความรู้ ให้กำลังใจ พร้อมทั้งบันทึกเสียงสวดมนต์เป็นคลิป viral ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงความเชื่อแบบดั้งเดิมได้ง่ายขึ้น

มีนบอกว่าตัวเองรู้สึกท้าทาย ในแง่ของการแสดงกับการสื่อสารออนไลน์ ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของหมอเหยาในปัจจุบัน ทั้งความจริงจังของความเชื่อ และความล้อเล่นผ่านโซเชียลมีเดีย”

  • ยากที่สุดคือต้องสื่อทั้งความเป็นหมอเหยาจริงจัง และยังต้องทำให้คนเชื่อผ่านหน้าจอมือถือ
  • ต้องสวดมนต์จริง รู้ความหมายของคำและภาษา
  • ต้องเคลื่อนไหวตามภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสมจริง

ใครอยากรู้ว่ามีนจะสามารถทำได้ดีแค่ไหนกับบทที่ท้าทายที่สุดในชีวิต ต้องตามชมในภาพยนตร์เรื่อง “ท่าแร่” ที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

หากคุณเป็นแฟนภาพยนตร์ที่ชื่นชอบเรื่องราวลึกลับ ผสมผสานวัฒนธรรมไทยและเผยแพร่ความเชื่อผ่านมุมมองยุคใหม่ หนังท่าแร่คืออีกหนึ่งผลงานที่คุณต้องห้ามพลาด!

ที่มา – “มีน-พีรวิชญ์” ท้าทายที่สุดในชีวิตการแสดงกับบทบาท “หมอเหยา” ในภาพยนตร์สยอง “ท่าแร่”

ชล็อต ปลื้ม หงส์แดง สตาร์ตเยี่ยมหลังชนะบอร์นมัธ

อาร์เนอ ชล็อต ผู้จัดการทีมมากฝีมือของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ต้องพอใจอย่างมากกับผลงานการเปิดฤดูกาลใหม่หลังพาทีมคว้าชัยชนะแบบมันส์ระทึกใจ 4-2 เสมอ บอร์นมัธ ในการเปิดบ้านเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ประตูสำคัญทั้งสองของทีม ถูกทำในนาทีที่ 88 และ 90+4 ทำให้ลิเวอร์พูลมีชัยแบบแคบขอบในเกมสุดมันที่ผ่านมา

ชล็อต ชื่นชมเกมสุดท้ายสุดมัน

“บรรยากาศในช่วงนาทีท้ายๆ เหลือเชื่อมาก ผมคิดว่าการคว้าแชมป์ลีกที่นี่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว จะพิเศษมากกว่าชนะบอร์นมัธในบ้านเสมอ แต่ช่วง 6-7 นาทีท้าย มันแบบ ว้าว ว้าว ว้าว น่าประทับใจจริงๆ” ชล็อต กล่าวกับสื่อมวลชนหลังเกม 

ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ยังชมฟอร์มของลูกทีมว่าใส่กันเต็มถังจนจบเกม โดยเฉพาะในช่วงเวลาท้ายเกมที่แรงใจและไม่ยอมแพ้ แถมยังให้เครดิตผู้ตัดสิน แอนโธนี เทย์เลอร์ ว่าควบคุมเกมได้ดี ไม่เป่านกหวีดทุกครั้งเพียงเพราะจังหวะเล็กๆ น้อยๆ

ประทับใจแฟนบอลไว้อาลัยโชตา

อีกประเด็นที่ชล็อตยังใช้โอกาสพูดถึง คือ แฟนบอลลิเวอร์พูลที่จัดให้มีการไว้อาลัยให้กับอดีตกองหน้าทีมอย่าง ดิโอโก โชตา ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนที่แล้ว โดยกองเชียร์ได้ร้องเพลงให้ไปทั้งก่อนเกม ช่วงนาทีแรก ครึ่งหลัง 20 นาที และใกล้จบเกม ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการแสดงความเคารพที่น่าประทับใจมาก

ส่วนเรื่องเกมรับที่ลิเวอร์พูลเสีย 2 ประตูจากจังหวะโต้กลับนั้น ชล็อต ยอมรับว่าเป็นจังหวะที่บังเอิญ และให้เหตุผลว่าลูกทีมของเขาวิ่งกลับเร็วเต็มที่แล้ว ทำให้เขาไม่สามารถตำหนิใครได้

  • ลิเวอร์พูล แสดงฟอร์มสุดมันจนคว้าชัยแบบมือลั่นในเกมเปิดฤดูกาล
  • ผู้จัดการทีม ชล็อต พอใจกับผลงานโดยรวมแม้เกมจะมีจังหวะเสี่ยง
  • แฟนบอลร่วมไว้อาลัยให้ ดิโอโก โชตา อย่างอบอุ่น
  • เกมมีประเด็นเรื่องการสาดเหยียดผิวจากแฟนบอลทั้งสองทีม ลิเวอร์พูลออกมาประณามอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ทีม “หงส์แดง” ยังออกมาประณามฟุตบอลทีมRITE ที่มีเหตุการณ์แฟนบอลบางคน เหยียดผิว อองตวน เซเมนโย จนเกมต้องหยุดพักในช่วงครึ่งแรก ชล็อต ก็เห็นว่าทุกฝ่ายไม่ควรยอมรับพฤติกรรมลักษณะนี้ และขอให้มีการลงโทษอย่างหนัก

โดยรวมแล้ว การเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยม แม้เกมจะมาชัยแบบไม่สบายใจ แต่ทีมยังมีพลังทางจิตใจและความสามัคคีในทีมอย่างเห็นได้ชัด ถ้าพวกเขาสามารถรักษาฟอร์มและจังหวะเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าเดิมแน่นอน

ทีมงานเชื่อว่าลิเวอร์พูลในรังของตัวเองยังมีพลังมหาศาล ใครจะมาเก็บจุดรุ่งเรืองของหงส์แดงในฤดูกาลนี้ไว้ซักกันสักครั้ง?

ที่มา – “ชล็อต” ปลื้ม “หงส์แดง” สตาร์ตเยี่ยม

ตชด.ร้อย 336-ปางหมู จับขบวนการขนไม้ประดู่เถื่อน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ต.ต.คมคิด แก้วพิศุทธ์ ผู้บังคับการร้อยกอง ตชด.ร้อย 336-ปางหมู ได้ร่วมมือกับตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝ่ายปกครองอำเภอปาย และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในการจัดการจับกุมผู้ต้องสงสัยในข้อหาลักลอบขนไม้ประดู่แปรรูปผิดกฎหมาย ณ ถนนทางหลวงหมายเลข 1265 หมู่บ้านสบสา ต.เมืองแปง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

ตชด.ร้อย 336-ปางหมู จับกุมคนขับไม้เถื่อน

จากการปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายสิทธิเดช อายุ 46 ปี ชาวจังหวัดหนองคาย ขณะขับรถยนต์บรรทุกไม้ หมายเลขทะเบียน 71-1448 เชียงใหม่ พบว่ามีไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 157 แผ่น ปริมาตร 12.840 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้ที่ถูกตัดมาจากป่าโดยไม่มีใบอนุญาต

จากการสอบสวนผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพว่า ได้นำไม้ผิดกฎหมายมาจากการอาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู๋ที่ 5 บ้านสันติชล ตำบลเวียงใต้ อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วกำลังจะขนส่งไปยังจังหวัดเชียงใหม่ แต่ถูกหน่วยงานบังคับใช้จับกุมได้ก่อน

ตชด.ร้อย 336-ปางหมู ขยายผลตรวจสอบแหล่งกำเนิด

หลังจากได้ข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการสืบสวนไปยังบ้านพักของผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ในพื้นที่บ้านสันติชล และพบว่ามี ไม้ประดู่ จำนวนมากเป็นของผิดกฎหมาย จึงได้ยึดไว้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 เรื่องมีไม้ประดู่แปรรูปเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต และตามมาตรา 70 ด้วยข้อหาซ่อนเร้นหรือรับไว้ซึ่งไม้ป่าโดยมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษสูงสุดถึงจำคุก

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปาย เพื่อเปิดข้อสอบสวนตามกฏหมายอย่างเป็นทางการ

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ ตชด.ร้อย 336-ปางหมู ในการป้องกันและปราบปรามการค้าไม้เถื่อนที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังคงมีป่าไม้เป็นจำนวนมาก

เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรขยายผลการสืบสวน และเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและตรวจสอบกิจกรรมที่น่าสงสัยในพื้นที่ป่า รวมถึงรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้และความผิดที่ตามมาจากการลักลอบค้าไม้เถื่อน

ที่มา – ‘ตชด.ร้อย 336-ปางหมู’ ขยายผลจับกุม ขบวนการลักลอบขนไม้ประดู่เถื่อน

เชียร์เย็นนี้ ‘ชบาแก้ว’ เตรียมทีเด็ดดับ ‘เมียนมา’ ตัดเชือกบอลอาเซียน

ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชุด ‘ชบาแก้ว’ พร้อมเปิดฉากการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ในรอบรองชนะเลิศ พบกับทีมเมียนมา ในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ สังเวียนลัชไช สเตเดียม ประเทศเวียดนาม การถ่ายทอดสดจะมีให้ชมทาง ททบ.5 HD, AIS PLAY, BG Sports, True Visions Now, เพจ FA Thailand, Thai Women’s Football และ Youtube ช้างศึก

เชียร์เย็นนี้ ‘ชบาแก้ว’ เตรียมทีเด็ดดับ ‘เมียนมา’ ตัดเชือกบอลอาเซียน

ฟุตบอลหญิงไทยมีประวัติ辉煌ในสนามบอลอาเซียน โดยคว้าแชมป์มาแล้ว 4 สมัย โดยครั้งล่าสุดคือปี 2018 ในขณะที่เมียนมาเป็นแชมป์ได้ 2 สมัย โดยครั้งล่าสุดในปี 2007 ในรอบแบ่งกลุ่มชุดเจ้าถิ่นไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ด้วยการชนะ อินโดนีเซีย 7-0, ชนะ กัมพูชา 7-0 และแพ้แต้มให้กับเวียดนาม 0-1 มาในขณะที่ทีมเมียนมาเป็นแชมป์กลุ่ม B จากการเอาชนะ ออสเตรเลีย 2-1, ชนะ ติมอร์เลสเต 3-0 และเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 พร้อมส่งฟิลิปปินส์แชมป์เก่าตกรอบไป

ช่วงซ้อมก่อนเกม

เมื่อเย็นวันที่ 15 ส.ค.ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยได้เข้าร่วมการซ้อมที่สนาม VIN 1 เมืองไฮฟอง ประเทศเวียดนาม โดยฟูโตชิ อิเคดะ ผู้จัดการทีมชาวญี่ปุ่นได้นำทีมติวเข้มเน้นซ้อมทั้งความจัดการสถานการณ์ในเกมรุก เกมรับ และการเล่นลูกตั้งเตะ ซึ่งอิเคดะกล่าวว่า “พวกเราตื่นเต้นมากที่จะได้พบกับทีมที่มีคุณภาพอย่างเมียนมาเล่นพร้อมกับทีมมีการพัฒนา และได้เรียนรู้จากเกมที่ลงสนามมาแล้ว โดยพร้อมจะเตรียมภาพของนักกีฬาให้พร้อมและมีความพร้อมสูงสุดต่อเกมการแข่งขันครั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ให้มีความมุ่งมั่นสูงสุด”

กฎระเบียบที่สำคัญในการแข่งขัน

สำหรับในเกมเผชิญหน้ากับเมียนมา ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยจะสวมชุดสีน้ำเงิน โดยผู้รักษาประตูจะสวมเสื้อสีเหลือง ขณะที่ทีมเมียนมาจะสวมชุดแดงเสื้อผู้รักษาประตู สีเหลือง การเปลี่ยนตัวใช้ได้รวมทั้งหมด 5 คน เป็นการเปลี่ยนได้สูงสุด 3 ครั้ง ไม่รวมช่วงพักครึ่งเวลา ระบบ VAR จะถูกนำมาใช้ในการตัดสินเพื่อความถูกต้องแม่นยำ หากเสมอกันในเวลาปกติ 90 นาที จะต่อเวลาเพิ่มอีก 30 นาที แบ่งเป็น 2 ครึ่ง หากเสมอกันต่อจะเข้าสู่จุดโทษเพื่อหาผู้ชนะ และในนัดชิง 3 ถ้าเสมอกันจะเข้าสู่การยิงจุดโทษทันที โดยในรอบรองชนะเลิศอีกคู่ เจ้าบ้านเวียดนามจะพบกับออสเตรเลีย ช่วงเวลา 20.00 น. ของวันเดียวกัน

เราเชียร์ ‘ชบาแก้ว’ อย่างเต็มที่เพราะความพยายามของนักเตะสาว และแน่นอนว่าการต่อสู้ในสนามคือพัฒนาการของวงการฟุตบอลหญิงไทยไปอย่างหนึ่ง! เรามาส่งพลังกันให้พวกเขาได้ในคืนนี้ เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการแข่งขันฟุตบอลอาเซียน 2025 นี้ด้วยกัน!

ที่มา – เชียร์เย็นนี้! ‘ชบาแก้ว’ เตรียมทีเด็ดดับ ‘เมียนมา’ ตัดเชือกบอลอาเซียน