ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อว.แฟร์ 2025 งานวิจัยใกล้ตัว ช่วยชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน อว.แฟร์ 2025 ครั้งสำคัญ ขนทัพงานวิจัยใกล้ตัวที่ใช้ได้จริง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Universe of SRI’ นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น พบกับเทคโนโลยีล้ำสมัย โซนกิจกรรม และนวัตกรรมสร้างคุณค่าในชีวิตประจำวัน

อว.แฟร์ 2025

งาน อว.แฟร์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ไทยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้จริง ได้ทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคม โดยเน้นการวิจัยที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม มีให้สัมผัสตั้งแต่วันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดแสดงในพื้นที่โซนต่างๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น.

โซนนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ภายในงานมี ZONE E: LIVING DISTRICT ที่นำเสนอสิ่งประดิษฐ์เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งนวัตกรรมด้านสุขภาพ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบยั่งยืน อีกทั้งยังมีโซน Thai Tam Tueng จากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ที่โชว์ผลงานเครื่องจักรกลและสิ่งประดิษฐ์ฝีมือไทยระดับเยี่ยม พร้อมการสาธิตเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง เช่น “Smart Pick and Place Robot” และหุ่นยนต์ช่วยในชีวิตประจำวัน

อีกไฮไลต์ของงานคือ “ThaiWater Application” แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจข้อมูลน้ำและอากาศได้ง่าย กระบวนการจัดการน้ำ “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” สะท้อนการจัดการทรัพยากรน้ำตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยแสดงที่โซน D: VALLEY OF GROWTH ซึ่งนำเสนอordes from สกสว. ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีประโยชน์ในชีวิตจริง รวมถึงกิจกรรม SRI Playground ที่ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยสามารถสนุกและเรียนรู้ได้พร้อมกัน

ผลงานจากหน่วยต่างๆ เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มานำเสนอใช้ AI ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงเทคโนโลยี Telehealth และ IoT ที่ช่วยให้ประชาชน tracking สุขภาพได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ทุกคนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

นอกจากนี้ งานยังมีกิจกรรมพิเศษสำหรับเยาวชน เช่น การประกวดวงดนตรีท้องถิ่น และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกับนักศึกษาจากทั่วประเทศ ผ่านเวทีหลากหลายรูปแบบ

งาน “อว.แฟร์ 2025” จัดขึ้นที่ฮอลล์ 1-4 ชั้น G และร่วมกับ NST Fair 2025 ที่ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mhesifair.com และ Facebook MHESIThailand

เรามาเปลี่ยนวันธรรมดาของคุณให้น่าตื่นเต้นด้วยนวัตกรรมจริงๆ ในงาน อว.แฟร์ 2025 นี้ เพราะเทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ฝัน แต่อยู่ในระยะเอื้อมของทุกคน!

ที่มา – ‘อว.แฟร์ 2025’ ขนทัพงานวิจัยใกล้ตัว ใช้ได้จริงเสริมความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น

โฆษกสธ.เตือน! คนเครียดสูงเสี่ยงก่อความรุนแรง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์อันน่าเศร้าเกิดขึ้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อนายทหารรายหนึ่งได้ออกจากที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมพาอาวุธปืนและกระสุน ทำร้ายร่างกายประชาชน 2 ราย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากความเครียดสะสม ส่งผลให้เกิดความคิดและพฤติกรรมที่ผิดปกติ

โฆษกสธ.เตือน! คนเครียดสูงเสี่ยงก่อความรุนแรง

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความเห็นและคำเตือนถึง danger ของ “ความเครียดสูง” ที่สะสมอยู่ในจิตใจของคนเรา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอยู่ในสภาวะหรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางกายภาพ สังคม หรือแม้กระทั่งทางออนไลน์ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

ความเครียดสูง คือ ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อมนุษย์ในทางลบอย่างมาก เพราะไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพจิต เหมือนที่หลายคนคาดคิด แต่ยังสามารถขัดจังหวะของการคิด พฤติกรรม และอารมณ์ จนทำให้บางรายพัฒนาเป็นความรุนแรงต่อตนเอง หรือกระทั่งต่อผู้อื่นได้” นพ.วรตม์ กล่าวรวมถึงการที่บางคนซึมซับความรุนแรงจนเกิดความรู้สึกเฉยชา แม้กระทั่งมองว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ หรือมีแต่คนร้าย คนมุ่งทำร้ายกัน

จัดการ “ความเครียดสูง” อย่างไรให้ปลอดภัย?

แม้ว่าหลายคนจะอยู่ในสภาพที่หลีกเลี่ยงความรุนแรงไม่ได้ เช่น ครอบครัวที่มีพฤติกรรมรุนแรง หรือบุคลากรเช่นผู้สื่อข่าว ที่ต้องรับข้อมูลข่าวสารที่มีความรุนแรงเป็นประจำ แต่ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการ เพิ่มกิจกรรมเสริม ให้ชีวิตมีช่องทางอื่นในการสร้างความสุข

นอกจากนี้ การ พูดคุยกับผู้อื่น และไม่เก็บความเครียดไว้คนเดียว ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยระบายความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ประเมินอารมณ์และพฤติกรรมตัวเองอย่างต่อเนื่อง
  • ลดการเสพข่าวหรือเนื้อหาอันรุนแรงหากทำได้
  • สร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน
  • ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม
  • ไม่ลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง การดูแล “สุขภาพจิต” จึงไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการอยู่รอด อย่างในกรณีของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทีมงาน MCATT เพื่อให้การดูแลจิตใจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง?

จากการ คัดกรองความเครียดสูงในพื้นที่เสี่ยง พบผู้มีความเครียดสูงที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายกว่า 500 คน โดยทุกคนได้รับการพูดคุย และเยียวยาปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องส่งต่อเพื่อรับการดูแลทางการแพทย์ในระดับที่สูงขึ้น สำหรับบางคนที่แสดงอาการรุนแรงหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง

“ถ้าเราไม่ตระหนักว่า ความเครียดสูง คือสัญญาณเตือนจากจิตใจ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องใหญ่ในอนาคต” นพ.วรตม์ กล่าวสรุป

สิ่งสำคัญคือคนเราควรรู้จัก อยากอยู่ ไม่ใช่แค่ “อยากตาย” และเรียนรู้ที่จะเปิดใจเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อความเครียดเริ่มควบคุมไม่อยู่

สุขภาพจิตของคุณเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้ความเครียดสูง กลายเป็นหายนะกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ขอให้ทุกคนมีใจที่ใส ไม่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เต็มไปด้วยความหวังแทน

ที่มา – โฆษกสธ.ห่วงคนเครียดสูง เสี่ยงก่อความรุนแรงต่อตนเอง- คนอื่นได้

“อนุสัญญาออตตาวา” ไทยควรทำเช่นไร เขมรละเมิดวาง”ทุ่นระเบิด”ชายแดน

เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนในเขตชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเด็ดขาด ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่ากัมพูชายังคงมีการเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้ แม้จะอยู่ภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกำหนดให้ต้องทำลายทุ่นทั้งหมดภายในกรอบเวลาที่กำหนด

“อนุสัญญาออตตาวา” คืออะไร

อนุสัญญาออตตาวา หรือ Anti-Personnel Mine Ban Convention (APMBC) มีการลงนามครั้งแรกที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 พร้อมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2542 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสิ้นสุดความทุกข์ทรมานจากการใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั่วโลก ประเทศที่เป็นภาคีจะต้องไม่ใช้ ไม่ผลิต ไม่สะสม และต้องดำเนินการทำลายคลังอาวุธภายใน 4 ปี และกำจัดพื้นที่เสี่ยงต่อทุ่นระเบิดภายใน 10 ปี

บทบาทของไทยภายใต้อนุสัญญา

ประเทศไทยร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ พร้อมกับกัมพูชาในวันเดียวกัน และได้ให้สัตยาบันในปี 2541 โดยมีผลใช้บังคับในปี 2543 ไทยจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการเก็บกู้ ทำลาย และให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อทุ่นระเบิด แม้จะประกาศทำลายคลังทุ่นหมดแล้วในปี 2546 และทำลายทุ่นที่เหลือเพื่อการฝึกอบรมในปี 2562 แต่บทบาทของไทยยังคงสำคัญในเรื่องความร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน

กัมพูชากับสถานการณ์ปัจจุบัน

กัมพูชา แม้จะเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาออตตาวา แต่หลายข้อมูลชี้ให้เห็นถึงการเก็บรักษาทุ่นระเบิดไว้อย่างลับๆ โดยอ้างข้อจำกัดด้านงบประมาณและการสนับสนุนจากนานาชาติ ทั้งๆ ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากประเทศต่างๆ เพื่อดำเนินงานด้านการเก็บกู้ และสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบ โดยในปี 2567 มียอดรวมการบริจาคเกือบ 31 ล้านดอลลาร์ฯ จากประเทศทั่วโลก

  • สหรัฐอเมริกา – 13,470,000 ดอลลาร์
  • เยอรมนี – 4,733,539 ดอลลาร์
  • อังกฤษ – 2,584,967 ดอลลาร์
  • ญี่ปุ่น – 1,355,487 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การที่กัมพูชายังวางทุ่นระเบิดในบางพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในเขตที่อ้างว่าเป็นดินแดนของตนเอง ส่งผลให้เกิดแรงตึงเครียดในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศไทยที่ยืนยันว่าเปิดพื้นที่ส่วนใหญ่แล้ว และไม่มีการวางทุ่นระเบิดใดๆ ไว้

ผลกระทบต่อไทย

เมื่อพิจารณาในมุมของไทย ความร่วมมือกับอนุสัญญาฯ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากเหยื่อพลเรือนตามพรมแดน ที่อาจได้รับอันตรายจาก ทุ่นระเบิด ที่ถูกวางโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งยังก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการทูต การทหาร การบริจาค และ especially งานด้านอาชีวอนามัยในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม หากกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงโดยแอบวางทุ่นระเบิด ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากเวทีนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ หรือ ICBL เพื่อแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน และร้องขอให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสในพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ความร่วมมือเพื่อความสงบสุขกลายเป็นช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คำแนะนำสำหรับไทยในสถานการณ์นี้คือ:

  • รักษางบประมาณและความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อดำเนินงานเก็บกู้ในพื้นที่มรดกสงครามอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ข้อมูล GIS และเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อตรวจสอบพื้นที่อย่างแม่นยำ
  • ยืนยันบทบาทการไม่ใช้ทุ่นระเบิดและสนับสนุนมาตรการสันติภาพกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อนุสัญญาออตตาวาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รวมพลังของประชาคมโลกเพื่อกำจัดวัตถุประสงค์ทำลายล้างจากสงคราม ความยั่งยืนของภารกิจนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจและความรับผิดชอบจากทุกประเทศที่ให้สัญญานี้ ประเทศไทยควรเป็นตัวอย่างในการยึดมั่นในหลักการ และกระตุ้นให้เพื่อนบ้านภาคีอย่างกัมพูชากลับไปยืนอยู่บนหน้าที่ที่ควรจะเป็น

หากไทยทำงานร่วมกับโลกต่อไป การไม่ยอมให้มีการละเมิดคำมั่นในอนุสัญญานี้ คือเส้นแบ่งระหว่างความสงบกับการถอยกลับสู่ความวุ่นวาย

ที่มา – “อนุสัญญาออตตาวา” ไทยควรทำเช่นไร เขมรละเมิดวาง”ทุ่นระเบิด”ชายแดน

ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ‘โรงเรียนบ้านจอก’ วอน รมว.ศึกษาธิการ อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนแทนหลังเก่าที่ชำรุด หลังขอไปทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ทีมข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านจอก (ประชาสามัคคี) อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสอบถามสถานการณ์จริงเกี่ยวกับสภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอาคารเรียนที่ขาดแคลนและไม่เพียงพอ

โรงเรียนบ้านจอกมีปัญหาเร่งด่วนกับอาคารเรียนเก่าที่สร้างจากไม้ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้งานมาแล้วกว่า 40 ปีและอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ทำให้ต้องมีการรื้อถอนเมื่อปี 2565 จนในปัจจุบันโรงเรียนจึงต้องใช้โรงเรียนชั่วคราวและเต้นท์เพื่อให้นักเรียนได้เรียน ทว่าแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธาสร้างอาคารเรียนผ้าป่า 2 ชั้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนกว่า 200 คน

ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ‘โรงเรียนบ้านจอก’ วอน รมว.ศึกษาธิการ อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนแทนหลังเก่าที่ชำรุด หลังขอไปทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเรียนการสอนยังคงมีปัญหา เพราะอีกทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัดในฤดูแล้ง และการรั่วซึมของฝนในฤดูฝน ทำให้บรรยากาศการเรียนไม่เอื้ออำนวย ส่งผลกระทบต่อสมาธิของเด็กนักเรียน

ปัญหาที่ถูกยกเลิกงบประมาณ

เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกปีที่ผ่านมา โรงเรียนบ้านจอกจะถูกจัดอันดับให้เป็นลำดับ 1 ในการได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณใด ๆ ทำให้ทางโรงเรียนต้องดำเนินการร้องเรียนผ่านหลายช่องทาง และโจทย์หลักคือต้องการให้ รัฐบาล และ รมว.ศึกษาธิการ เห็นปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ อาคารเรียนผ้าป่าที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกแบ่งใช้เป็นห้องเรียนตามระดับชั้น แต่ก็ต้องพักรวมหรือจัดเป็นเขตเสริมเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเท่าเทียม ซึ่งวัดจากจำนวนครูที่มีเพียง 18 คน และนักเรียนทั้งหมด 218 คน ยังมีความแออัดอย่างเห็นได้ชัด

  • การรื้ออาคาร 2565 ทำให้ไม่มีอาคารเรียนถาวร
  • การขอประมาณทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก
  • อาคารผ้าป่ามีเพียง 4 ห้องเรียน
  • สภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียน
  • ต้องใช้เต้นท์และสังกะสีที่ร้อนอบอ้าว

ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง จึงร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะการเรียนรู้ของเด็ก ๆ คืออนาคตของประเทศชาติ หากเราไม่ใส่ใจตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าจะยากยิ่งกว่านี้

หากทุกฝ่ายได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ โรงเรียนบ้านจอกก็จะสามารถให้คุณภาพการศึกษาที่ดีแก่ลูกหลานผืนแผ่นดินอีสาน อย่างแท้จริง

ที่มา – ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ‘โรงเรียนบ้านจอก’ วอน รมว.ศึกษาธิการ อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนแทนหลังเก่าที่ชำรุด หลังขอไปทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก

ทักษิณห่วงทหาร-หน่วย EOD ชายแดนไทย-กัมพูชา มอบรองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ได้เปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อ ทหาร-หน่วย EOD ลาดตะเวนชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดซึ่งอาจทำให้สูญเสียอวัยวะหรือได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ นายทักษิณจึงมีความประสงค์ที่จะมอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นอุปกรณ์มีความสำคัญในการช่วยรักษาอวัยวะสำคัญและเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพล

ทักษิณห่วงทหาร-หน่วย EOD ลาดตะเวนชายแดนไทย-กัมพูชา

รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิดที่นายทักษิณมีความประสงค์มอบ มีนวัตกรรมที่ออกแบบเพื่อป้องกันการระเบิดของสะเก็ดเหล็กหรือเศษวัตถุในกรณีที่เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ลาดตระเวน โดยเป็นรองเท้ามาตรฐานเยอรมันซึ่งมีคุณภาพสูง และใช้งานได้จริงในสถานการณ์ที่มีอันตรายสูง รองเท้าแต่ละคู่ถูกพัฒนาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้สามารถปกป้องข้อเท้าและส่วนหลังของเท้าจากการกระแทกของเศษระเบิดชิ้นส่วนต่าง ๆ

มอบผ่าน รมช.กลาโหม จำนวน 120 คู่ รวมมูลค่า 3 ล้านบาท

การมอบในครั้งนี้ดำเนินการผ่าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งต่อความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ โดยมีรายละเอียดคือ มอบรองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิดให้แก่ทหารชายแดนจำนวน 100 คู่ เป็นเงิน 2,500,000 บาท และมอบให้แก่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดจำนวน 20 คู่ เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท อุปกรณ์ทั้งหมดถูกสั่งผลิตพิเศษจากโรงงานที่มีมาตรฐานเดียวกันกับที่กองทัพไทยใช้อยู่ และจะทยอยส่งมอบครบภายใน 30 วัน

การกระทำนี้สะท้อนถึงความใส่ใจในชีวิตและกำลังใจของทหารที่เสี่ยงภัยในพื้นที่ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานในหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญกับโอกาสสูงในการสัมผัสกับวัตถุระเบิดกว่าหน่วยอื่น ๆ การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ยังเป็นการส่งเสริมขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนอย่างชัดเจน

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความห่วงใยจากผู้เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศถูกถ่ายทอดมาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้าน ซึ่งถือว่ามีความหมายอย่างยิ่งต่อบรรยากาศในการทำงานของกำลังพล รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมจิตสำนึกความรับผิดชอบและความสามัคคีของสังคมต่อกำลังพลที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องความสงบสุขของเรา

สิ่งที่ผู้คนควรตระหนักคือ ความปลอดภัยของ군ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อันตรายต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่พลเมืองทั่วไป การช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม หากเราร่วมมือสานพลังกันในการสนับสนุน ก็จะช่วยให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ทักษิณ’ ห่วง ทหาร-หน่วย EOD ลาดตะเวนชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ ‘รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด’

ตำรวจยโสธรเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดยโสธรช่วงที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะจากการปฏิบัติการที่เข้มข้นเพื่อ กวาดล้างยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง โดย ตำรวจยโสธร ได้เปิด ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง ในช่วงวันที่ 8 – 15 สิงหาคม 2568 ภายใต้การนำของ พลตำรวจตรี ภิรมย์ สวนทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ที่สั่งการให้สถานีตำรวจภูธรในจังหวัดทั้ง 11 แห่งร่วมปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ เพื่อปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรม และสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

ตำรวจยโสธรเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือ สถานีตำรวจภูธรมหาชนะชัย ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก มังกร กวีกรณ์ ร่วมกับ นายวรเทพ ทองน้อย นายอำเภอมหาชนะชัย ซึ่งได้จัดตั้งจุดตรวจหน้าตู้ยามฟ้าหยาด เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลา 21.00 น. ปรากฏว่าสามารถจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายสำคัญรายหนึ่ง พร้อมของกลางยาบ้า 26 เม็ด รถยนต์กระบะอีซุซุ 1 คัน เงินสดกว่า 70,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

ขยายผลการปฏิบัติการ

ต่อเนื่องจากความสำเร็จครั้งก่อน เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม เวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำหมายค้นดำเนินการตรวจค้นในพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลฟ้าหยาด ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาในข้อหาค้ายาเสพติดได้อีก 2 ราย และผู้เสพอีก 2 ราย พร้อมยึดของกลางยาบ้า 109 เม็ด และรถยนต์เก๋ง TOYOTA YARIS ATIV 1 คัน รวมทั้งรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน

จากการปฏิบัติการในช่วง 14-15 สิงหาคม ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย ผู้ต้องหารายใหญ่ 3 คน ผู้เสพ 2 คน และบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 1 คน พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,498,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรมตามนโยบายของ รัฐบาล ที่ต้องการให้ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง

การปฏิบัติการสุดเข้มของ ตำรวจยโสธร ถือเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานอย่างจริงจังเพื่อป้องกันภัยต่อสังคม โดยเฉพาะเยาวชนผู้เป็นอนาคตของบ้านเมือง การขยายผลจากการจับกุมครั้งนี้ยังอาจนำไปสู่การแกะรอยเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีลักษณะเป็นขบวนการ ซึ่งหากยืนยันได้ว่าเป็นกลุ่มระดับหัวหน้า หรือต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะนำมาใช้ในทุกมิติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

จากการดำเนินการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีต่อ การกวาดล้างยาเสพติด และแสดงให้เห็นว่า ผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะระดับใด หากก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม จะถูกดำเนินการตามบทกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจำคุกตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต ขึ้นอยู่กับระดับความผิดและผลการสอบสวน

ในที่สุด การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพการทำงานของ ตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างชุดบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งประสบความสำเร็จของรัฐบาลในการสร้างความปลอดภัยและลดอาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีการปฏิบัติการ ควรตระหนักถึงภัยอันตรายจากยาเสพติด และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

ที่มา – ตำรวจยโสธรเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง

ไทยพร้อมจัดศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน กองทัพเรือดูแลความปลอดภัย

ประเทศไทยเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน ปี 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน ที่หาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความมั่นใจในความปลอดภัยและความพร้อมของนักกีฬาเป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพเรือที่ให้ความสำคัญในการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ไทยพร้อมจัดศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน “กองทัพเรือ” ดูแลความปลอดภัยเต็มที่

“โค้ชตึก” นายธนาวิชญ์ โถสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมภายในของฝ่ายโอเพ่นวอเตอร์ ซึ่ง อ.โชติวิทย์ ธรรมสุจิตร เลขาธิการสมาคมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของสถานที่แข่งขัน ที่พัก โรงแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อีกด้วย

ความร่วมมือจากกองทัพเรือเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา

ตามรายงานจากผู้เกี่ยวข้อง มีการเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของนักกีฬาถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง แม้ขณะนี้จะมีสถานการณ์ความไม่สงบในบางพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่กองทัพเรือสัตหีบ ยังคงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยจะจัดกำลังพลมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยตลอดการแข่งขัน ทำให้วงจรนักกีฬาจากประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักกีฬาจากหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 50-60 คน โดยจะเน้นไปที่นักกีฬารุ่นอายุน้อยและดาวรุ่งของไทย ซึ่งกำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 ส่วนนักกีฬากลุ่มทีมชาติระดับเซเนียร์อาจไม่เข้าร่วมครั้งนี้ เพื่อเก็บตัวเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งใหญ่

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน มีการแบ่งประเภทตามอายุ รวมทั้งสิ้น 3 รุ่น ได้แก่ อายุ 16-17 ปี, อายุ 18-19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยมีกำหนดการการแข่งขันดังนี้:

  • วันที่ 12 กันยายน: ระยะว่ายน้ำ 10 กิโลเมตร สำหรับทั้งชายและหญิง
  • วันที่ 13 กันยายน: ระยะว่ายน้ำ 5 กิโลเมตร สำหรับทั้งชายและหญิง
  • วันที่ 14 กันยายน: การแข่งขันผลัดผสมชาย-หญิง 4×1.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นรุ่นอายุ 14-18 ปี และรุ่นทั่วไป

การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อชิงแชมป์อาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการฝึกฝนทักษะว่ายน้ำในน้ำเปิด รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยที่ต้องการเป็นนักกีฬามืออาชีพในอนาคต ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทย ในฐานะเจ้าภาพและผู้สนับสนุนกีฬาโอลิมปิกชนิดนี้ในภูมิภาคอาเซียน

หากคุณเป็นแฟนกีฬาว่ายน้ำหรือคนในแวดวงกีฬา อย่าพลาดติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งสำคัญนี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความพร้อมด้านกีฬาของประเทศเรา

ที่มา – ไทยพร้อมจัดศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน “กองทัพเรือ” ดูแลความปลอดภัยเต็มที่

eVTOL หนักหมื่นตันของจีน สำเร็จส่งสินค้านอกชายฝั่งครั้งแรก

ข่าวสำคัญจากประเทศจีนเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการขนส่งเมื่อบริษัท CNOOC (China National Offshore Oil Corporation) ประกาศความสำเร็จในการใช้ยานพาหนะ eVTOL (electric Vertical Take-Off and Landing) หนักหมื่นตัน ซึ่งเป็นการบินเพื่อขนส่งสินค้าไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งเป็นครั้งแรก

นี่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนา eVTOL หนักหมื่นตันของจีน ที่เน้นความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ในการดำเนินการขนส่งทางอากาศที่ต้องการความแม่นยำและความรวดเร็ว

eVTOL หนักหมื่นตันของจีน เริ่มต้นภารกิจใหม่

สำหรับภารกิจครั้งนี้ ได้มีการใช้ eVTOL หนักหมื่นตันของจีน ในการขนส่งสิ่งของจำเป็น เช่น ผลไม้และยา เส้นทางจากเมืองเซินเจิ้นไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ห่างไกลออกไป 150 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินเพียง 58 นาที

ข้อดีของ eVTOL เมื่อเทียบกับระบบขนส่งแบบเดิม

  • ต้นทุนการเดินทางที่ต่ำกว่า
  • ความรวดเร็วในการขนส่งระยะไกล
  • ใช้พลังงานสะอาด ไม่ปล่อยคาร์บอน
  • เหมาะกับพื้นที่จำกัด ใช้งานได้คล่องแคล่ว

คุณเหริน หย่งอี้ รองผู้จัดการทั่วไปของ CNOOC สาขาเซินเจิ้น ให้ความเห็นว่า eVTOL ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดภาระต้นทุนในการขนส่งให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและการบินในพื้นที่พลวัต

การใช้ eVTOL หนักหมื่นตันของจีน ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับการขยายขอบเขตของโลจิสติกส์ในมุมมองของการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกันในไม่ช้า เพื่อพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจด้านสินค้าหรือบริการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในยุคที่โลกต้องเร่งปรับเปลี่ยนมุ่งสู่ความยั่งยืน และเป็นการสะท้อนว่าเทคโนโลยี eVTOL หรือยานบินแนวแนวสุดล้ำนี้เริ่มเข้าสู่ระยะเวลาในการใช้งานจริงและสามารถนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน

หากคุณกำลังมองหาแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคต การพัฒนา eVTOL และยานบินไฟฟ้าอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – eVTOL หนักหมื่นตันของจีน เสร็จสิ้นภารกิจส่งมอบสินค้านอกชายฝั่งครั้งแรก (คลิป)

ทรู ส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ รองรับภารกิจทหารชายแดนไทย

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เร่งดำเนินการติดตั้งและตรวจสอบคุณภาพสัญญาณมือถืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย เพื่อรองรับภารกิจของกองทัพไทย หลังจากการติดตั้ง สถานีฐานขนาดเล็ก (Small Cell) และ สถานีฐานชั่วคราว (Temp Site) ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนคำขอจากรัฐบาลในการส่งเสริมความมั่นคงและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ทหาร

ทรู ส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ รองรับภารกิจทหารชายแดนไทย

การติดตั้งเสาสัญญาณชั่วคราวและการตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ 5G และ 4G อย่างใกล้ชิดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถควบคุมสัญญาณให้ทำงานได้อย่างแม่นยำเฉพาะในพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถใช้งานเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการรั่วไหลของสัญญาณไปยังพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่เป้าหมาย

ยกระดับการสื่อสารในพื้นที่ทหาร

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สัญญาณมีคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ยังสามารถจำกัดพื้นที่การให้บริการ เพื่อให้ครอบคลุมเฉพาะบริเวณที่ต้องการ เช่น จุดตรวจ ทางลาดตระเวน หรือหน่วยทหารประจำการ ซึ่งช่วยในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือการสื่อสารภายในหน่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อย่างเข้มงวด เช่น การรื้อหรือลดความสูงของเสาในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณรั่วไหลไปยังพื้นที่ต่างประเทศ

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การตรวจสอบคุณภาพสัญญาณเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เราต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ส่งมอบไปยังกองทัพนั้น มีความเสถียร ได้มาตรฐาน และสามารถรองรับภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

  • ใช้เทคโนโลยี Small Cell เพื่อควบคุมพื้นที่สัญญาณ
  • สนับสนุนภารกิจความมั่นคงของหน่วยทหารตามแนวชายแดน
  • ปฏิบัติตามระเบียบของ กสทช. อย่างเคร่งครัด
  • ทีมเทคนิคติดตามตรวจสอบคุณภาพสัญญาณอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการดำเนินการที่เป็นระบบ งบประมาณที่นำไปใช้ และการประสานงานกับหน่วยงานราชการ ทำให้การสื่อสารในพื้นที่ชายแดนไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะในสถานการณ์ปกติหรือฉุกเฉิน การลงทุนในครั้งนี้เป็นการเสริมความมั่นคงด้านไอทีและการติดต่อสื่อสารอย่างมีคุณภาพ

จากกรณีนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง สื่อสารได้เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทรู ส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ รองรับภารกิจทหารชายแดนไทย

“ศุภชัย” ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย สร้างกำลังคนคุณภาพ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบบรรยายพิเศษในโครงการฝึกอบรมหลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 (สบส.7) ภายใต้หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุดมศึกษาไทย” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร

“ศุภชัย” ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย เสริมสร้างกำลังคนคุณภาพ

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในโลกที่เทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การ ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ต้องมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และทักษะที่จำเป็น (Competency) ที่สามารถตอบสนองต่อโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาในยุคดิจิทัลต้องเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการปรับตัวอยู่เสมอ ดังนั้นกลไกในการขับเคลื่อนอุดมศึกษาของประเทศไทยจึงต้องพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างหลักสูตรและแนวทางการพัฒนาบุคลากร

วิสัยทัศน์และแนวทางสำคัญ

กระทรวง อว. มีแนวทางที่สำคัญในการพัฒนางานด้าน ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ดังนี้:

  • การพัฒนาหลักสูตรในสาขาอาชีพที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ (International Accreditation)
  • สร้างระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถและความสนใจ
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะสมัยใหม่ (degree / non-degree) ร่วมกับภาคเอกชน
  • เปิดหลักสูตร Sandbox ในสาขาที่ต้องการกำลังคนอย่างเร่งด่วน
  • ให้การศึกษานั้นยืดหยุ่นและรองรับ Experiential Learning เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จริงจากประสบการณ์
  • พัฒนาหลักสูตรโดยใช้ AI เพื่อเสริมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้สามารถใช้ในการสื่อสารและทำงานได้อย่างแท้จริง

“กระทรวง อว. มุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยให้พร้อมรับมืออนาคตด้วยการจัดการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้เทคโนโลยี และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

ในฐานะที่ประเทศไทยกำลังปรับตัวสู่สังคมแห่งความรู้ (Knowledge-Based Society) การ ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ที่มีคุณภาพคือปัจจัยสำคัญที่จะสร้าง Substantive Workforce และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้บริหารทางการศึกษา หรือกำลังสนใจเรื่องการพัฒนาหลักสูตรในยุคดิจิทัล การติดตามแนวโน้ม ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ถือเป็นโอกาสในการปรับตัวให้ก้าวทันโลก

ที่มา – “ศุภชัย” ชี้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย เสริมสร้างกำลังคน พร้อมรับมือโลกในยุคดิจิทัล