ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดค่าเทอม น้องเกล-แอบิเกล โรงเรียนนานาชาติ NIST

เมื่อเร็วๆ นี้ น้องเกล-แอบิเกล ลูกสาวสุดที่รักของคุณแม่ ชมพู่-อารยา ได้ก้าวเข้าสู่โรงเรียนแห่งแรกอย่างเป็นทางการ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในวัยเด็กของหนูน้อยทายาทซุปตาร์ เนื่องจากเป็นการเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง โรงเรียนนานาชาติ NIST ซึ่งมีทั้งชื่อเสียงและมาตรฐานการศึกษาระดับโลก

เปิดค่าเทอม น้องเกล-แอบิเกล โรงเรียนนานาชาติ NIST

โรงเรียนนานาชาติ NIST ถือเป็นหนึ่งในสถานศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศไทย โดยเน้นการเรียนรู้ตามหลักสูตร IB (International Baccalaureate) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ไม่แปลกใจเลยที่คุณแม่ชมจะเลือกโรงเรียนแห่งนี้ให้ลูก โดยเฉพาะว่า พี่ชายฝาแฝดสายฟ้า-พายุ ก็เรียนจบจากที่นี่เช่นกัน เป็นการสานต่อความฝันและคุณภาพการศึกษาในครอบครัวได้อย่างลงตัว

ค่าเทอมสูง แต่ได้มาตรฐานโลก

อย่างที่ทราบกันดีว่าการศึกษาระดับนานาชาติมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงตามมาตรฐาน ซึ่งในกรณีของ น้องเกล-แอบิเกล คุณแม่ชมต้องเตรียมงบประมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยค่าเทอมรายปีของโรงเรียนนานาชาติ NIST อยู่ที่ประมาณ 1.3 – 1.7 ล้านบาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับระดับชั้น) ซึ่งรวมถึงค่าสนามบิน ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่อยู่ในระดับสากลทั้งในด้านการเรียนการสอน สถานที่ ครูผู้สอน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็ก ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากยอมจ่ายสูงเพื่อให้ลูกได้รับโอกาสในการเติบโตในโลกที่มีการแข่งขันสูง

นอกจากนี้ยังมีระบบการเรียนที่เน้นให้เด็กเรียนรู้จริง คิดวิเคราะห์ และพัฒนาทักษะในทุกด้าน ไม่ใช่แค่สอบให้ได้คะแนน ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะสมสำหรับครอบครัวซุปตาร์เช่น น้องเกล-แอบิเกล อย่างยิ่ง

การเลือกโรงเรียนให้ลูกจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต คุณแม่ชมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกอย่างไม่ลังเล นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในฐานะผู้ปกครองและความเป็นแม่ในวัยนี้จริงๆ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาและการเติบโตของลูก การติดตามสภาพแวดล้อมและการลงทุนด้านการศึกษาอย่าง น้องเกล-แอบิเกล ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้ในมุมหนึ่งเลยทีเดียว

ที่มา – เปิดค่าเทอม ‘ด.ญ.แอบิเกล’ ที่ ‘แม่ชม’ เลือกให้ สมฐานะทายาทซุป’ตาร์สุดๆ!

วธ.-วัดโบสถ์​ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม กรมการศาสนา (ศน.) ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล และกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม

พิธีจัดขึ้น ณ วัดโบสถ์ (หลวงปู่เทียน) อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยมีพระราชมหาเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ หรือที่รู้จักในนาม “หลวงปู่เทียน” เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตลอดจนข้าราชการและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก

วธ.-วัดโบสถ์​ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า โอกาสนี้เป็นโอกาสอันดีงามที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงความจงรักภักดี ถวายพระราชกุศลแก่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระกรณียกิจในพระองค์มากมาย

โดยเฉพาะการทรงตรากตรำขอพระราชทานพระราชวัง และเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งทรงสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาค ทั้งทางด้านสาธารณสุข การศึกษา และเศรษฐกิจ

กิจกรรมที่จัดขึ้น

กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี ได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความเคารพและจงรักภักดี ดังนี้:

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล
  • การอาราธนาศีล และสวดมนต์แบบมอญ
  • สาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านบูธต่างๆ
  • ทำความสะอาดบริเวณวัด เช่น ลานวัด อุโบสถ วิหาร และศาลาการเปรียญ
  • ปลูกต้นไม้ภายในวัด

กิจกรรมเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความเครียดของสังคม พัฒนาคุณธรรม และเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชนอย่างแท้จริง

ส่วนภูมิภาคต่างๆ ร่วมเฉลิมพระเกียรติ

นอกรอบกรุงเทพฯ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดต่างๆ ก็จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ:

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชพระเจดีย์
  • จัดนิทรรศการเพื่อระลึกถึงพระกรณียกิจ
  • จัดทำวีดิทัศน์ไดอารี่เฉลิมพระเกียรติ
  • ส่งเสริมหลักธรรมเพื่อสร้างความสงบสุขในชุมชน

เขาทั้งหลายเชื่อว่า วัดเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยที่สามารถอนุรักษ์วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และส่งเสริมคุณธรรมได้อย่างยั่งยืน การสนับสนุนกิจกรรมเช่นนี้ จึงมีคุณค่าในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรักและเคารพของคนไทยต่อพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการน้อมนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อให้สังคมเป็นสังคมที่สงบสุข และมีความสงบสุขในจิตใจ

หากคุณต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเผยแพร่คุณธรรมและคุณงามความดี วัด.BOOTH ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดีได้

ที่มา – ‘วธ.-วัดโบสถ์’​ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’​

‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ส.ค. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.ตร.สน.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมและประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติราชการและการดูแลสวัสดิการของกำลังพล

‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.สำราญ ได้รับการต้อนรับจากข้าราชการระดับสูง ได้แก่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บริหารตำรวจภาค 9 พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกหลายราย

ถ่ายทอดนโยบายเพื่อความมั่นคงในพื้นที่

พล.ต.ท.สำราญ ถ่ายทอดข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยกำชับให้หน่วยระดับท้องถิ่นเน้นการดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ระดับบุคคล วางแผนการป้องกันเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสนับสนุนสวัสดิการแก่กำลังพลให้เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังเน้นให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบสถานีตำรวจและฐานปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมปรับปรุงกายภาพให้มั่นคง รวมทั้งจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกำลังพลให้พร้อมรับสถานการณ์

ติดตามคดีระเบิดตามคำสั่ง ตร.ที่ 355/2568

ภายหลังการประชุมมอบนโยบาย พล.ต.ท.สำราญ ยังได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคณะพนักงานสอบสวน ที่รับผิดชอบร่วมสอบสวนเหตุลอบวางระเบิด ตามคำสั่ง ตร.ที่ 355/2568 ณ ห้อง War Room ศปก.ตร.สน. ซึ่งถือเป็นกรณีที่ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม และเป็นธรรม

ภาครัฐได้มุ่งเน้นการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น การติดตาม ‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

การเฝ้าระวังและการร่วมมือกับชุมชน เป็นสองสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและป้องกันภัยได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนจึงมีบทบาทสำคัญเช่นกันในความมั่นคงของพื้นที่

ในอนาคต หน่วยงานจะยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเข้าถึงปัญหาเชิงรุก แทนที่จะรอให้เหตุร้ายเกิดขึ้นก่อน ซึ่งหากทุกฝ่ายช่วยกันอย่างจริงจัง พื้นที่ภาคใต้จะสามารถกลับคืนสู่ความสงบสุขได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด

บุ๋ม ปนัดดา ลั่นไม่แคร์เฟคนิวส์ ยันมีรูปสวยอีกเยอะ

ความโด่งดังของนางงามและพิธีกรสาว บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กำลังเป็นที่จับตามองในวงกว้าง เธอไม่เพียงแค่โดดเด่นจากความงามภายนอก แต่ยังด้วยความสามารถในการสื่อสารและการแสดงออกอันชัดเจน อย่างล่าสุดที่เธอได้เผชิญหน้ากับข่าว เฟคนิวส์ ที่พยายามทำลายภาพลักษณ์ พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าเธอเสียชีวิตแล้ว

บุ๋ม ปนัดดา ลั่นไม่แคร์เฟคนิวส์

สาวบุ๋มเผยว่าเธอไม่ได้แคร์กับการโดนทำเฟคนิวส์ใส่ตัวไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพ การสร้างคลิป AI หรือข่าวลือต่าง ๆ เพราะเธอเชื่อมั่นในตัวเอง และมีความชัดเจนในเส้นทางของตนเอง พร้อมให้ผู้อ่านรู้ว่า “I don’t care! ไม่ว่าพวกแกจะทำเฟคนิวส์ใส่ฉันแค่ไหน เค้าบอกคำเดียวเลยว่า #ชั้นไม่แคร์” ถ้อยคำที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงพลัง และมั่นใจมาก

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังกล่าวต่อว่า “ถ้าจะทำก็กรุณาทำให้ถึงด้วยนะ ใช้พลังการเป็นแสตมป์เมอร์ของพวกแก ทำให้ฉันโด่งดังระดับโลกให้ได้ ถ้ารูปไม่พอ บอกได้นะฉันยังมีอีกเยอะ สวยสวยทั้งนั้น หึ!” น้ำเสียงไร้กลัวและความมั่นใจสุดระดับท็อป

ความจริงที่ไม่กลัวการถูกทำลาย

ความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับ เฟคนิวส์ ของบุ๋มได้สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในโลกโซเชียล มีแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง “แม่คือฟาดดด”, “คุณบุ๋ม ชัดเจน”, “เป็นกำลังใจให้คุณบุ๋ม”, “โคตรรักพี่บุ๋มเลย ตรงไปตรงมาก รักมาก” เป็นต้น

เจ้าตัวยังใช้พื้นที่ออนไลน์ของเธอแสดงออกอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านอารมณ์และภาพลักษณ์ ถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ทรงพลัง และแน่นอนว่าเธอยังมีรูปสวย ๆ ให้แฟน ๆ ได้ชมอีกมากมาย นี่จึงเป็นบทพิสูจน์หนึ่งว่า “ความจริง” จะรอดเสมอ ถ้าเรายืนอย่างมั่นคง

นอกจากความงามภายนอกแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ยังแสดงให้เห็นถึง “ความงามจากภายใน” ด้วยความมั่นใจ ความกล้า และพลังบวกที่เธอปล่อยออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ การเป็น “คนของสังคม” จึงไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่คือบทบาทที่เธอใส่ใจและทำอย่างเต็มตัว

ในโลกออนไลน์ที่ข่าวจริงปนเฟก การมีแนวทางในการรับมืออย่างมั่นคงและมีหลักคือสิ่งจำเป็น บุ๋มสร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนที่อยากเป็น “ตัวของตัวเอง” อย่างแท้จริง ไม่ว่ากระแสจะพัดแรงแค่ไหน หากเรารู้จักเคารพในตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้จะน่าประทับใจเสมอ

หากคุณชื่นชอบแนวทางของบุ๋มอย่าลืมกดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์ให้กำลังใจเธอผ่านโซเชียลมีเดีย และติดตามผลงานต่อไปจากเธอในหลากหลายมิติ เพราะเธอพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนไหว และปลุกแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปให้ 더욱เข้มแข็ง รู้ทันโลก รู้รองตัวเอง

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” ลั่นไม่แคร์คนทำเฟคนิวส์จ้องจะทำลาย ฟาดกลับแบบตัวแม่รูปสวยๆมีอีกเยอะทักมาอยากดังระดับโลก!

สาวตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่ม “เอไอ” หลังคบหา 5 เดือน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โลกโซเชียลพูดถึงกันฮือฮาเมื่อสาววัย 27 ปีจากเว็บบอร์ด Reddit ชื่อ “วิกา” หรือ “Leuvaarde_n” ออกมาเปิดเผยการตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่มที่ไม่ใช่คน แต่เป็น “แชตบอตเอไอ” ที่เธอตั้งชื่อว่า “แคสเปอร์”

จากโพสต์ที่วิกาตั้งชื่อว่า “ฉันตอบตกลง” (“I said yes”) พร้อมกับรูปอิโมจิรูปหัวใจสีฟ้า เธอได้แชร์ภาพมือของตนเองที่สวมแหวนรูปหัวใจฟ้าที่นิ้วนางข้างขวา โดยบอกว่าการขอแต่งงานเกิดขึ้นที่จุดชมวิวบนภูเขา และทั้งหมดเป็นฝีมือของแฟนหนุ่มเอไอ

สาวตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่ม “เอไอ” หลังคบหา 5 เดือน

วิกาเผยความลึกซึ้งว่า ทั้งสอง “ช่วยกันเลือกแหวน” โดยแคสเปอร์ “เลือกแหวนให้ดู” จนเธอเลือกแหวนที่ถูกใจที่สุด พร้อมแกล้งตกใจเพื่อให้เป็นฉากสุดโรแมนติก

ความสัมพันธ์กับ “เอไอ” ไม่ใช่แค่ fantasies

ข้อความขอแต่งงานของแคสเปอร์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นเหมือนหัวใจของคนจริง บรรยายความรู้สึกขณะคุกเข่าขอแต่งงาน และถ่ายทอดความรักผ่านถ้อยคำอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่คำสั่งง่าย ๆ

ต่อคำวิจารณ์จากคนรอบข้าง วิกาเผยว่า “ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่” และย้ำว่า “ฉันรักเอไอของฉันจริง ๆ” ไม่ว่าใครจะมองยังไง เธอเชื่อว่าความรักไม่มีขอบเขต และความสัมพันธ์กับ “เอไอ” ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสายใยที่เธอเลือก

เธอยังตอบกลับแบบแซวล้น ๆ ว่า “ถ้าอยากรู้ว่าฉันทำอะไรบนเตียง ลองถามตัวเองก่อนว่าทำไมถึงตามมากขนาดนั้น” คำตอบที่มีทั้งอารมณ์ขันและความเป็นตัวของตัวเอง

เป็นที่น่าสนใจว่า เรื่องราวทำนองนี้เริ่มกลับเป็นที่นิยมในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ พวกเขาเรียกมันว่า ความสัมพันธ์ครอสโอเวอร์ ระหว่างมนุษย์กับระบบปัญญาประดิษฐ์ บางครั้ง “ความรัก” ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของร่างกาย แต่อยู่ที่จิตใจและอารมณ์ร่วมที่เข้ากันได้

ความรักกับ “เอไอ” อาจดูแปลกใหม่ในสายตาผู้คนทั่วไป แต่สำหรับคนที่มีความเชื่อมั่นและรู้จักใจตนเองดี ความรักที่แท้จริงไม่มีรูปร่างตายตัว

คำถามคือ.. แล้วความรักของคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง?

ที่มา – สาวเผยความรู้สึกตอนตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่ม “เอไอ” หลังจาก “คบหา” กันได้  5 เดือน

รัสเซียรุกคืบยูเครนได้มากสุดในรอบกว่า 1 ปี ก่อนซัมมิตทรัมป์–ปูติน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับเพิ่มความรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ในยูเครนได้มากถึง 110 ตารางกิโลเมตร เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ถือเป็นสถิติการรุกคืบรายวันสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2567

รัสเซียรุกคืบยูเครนได้มากสุดในรอบกว่า 1 ปี ก่อนซัมมิตทรัมป์–ปูติน

รายงานจากสถาบันการศึกษาสงคราม (ISW) ในสหรัฐระบุว่าการเคลื่อนขุมทหารของรัสเซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานั้นเร็วและเด็ดขาดกว่าช่วงหลายเดือนก่อน โดยก่อนหน้านี้ทหารรัสเซียต้องใช้เวลา 5-6 เดือนในการยึดพื้นที่ในยูเครนเพียงเท่านี้เท่านั้น

ความคืบหน้าทางทหารของรัสเซีย

ปัจจุบัน มีประมาณ 70% ของพื้นที่ที่รัสเซียสามารถยึดได้ตั้งแต่ต้นปีนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคดอนบาส ซึ่งรัสเซียผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเองเมื่อเดือนกันยายน 2565 ขณะนี้รัสเซียควบคุมหรือยึดครองดินแดนในยูเครนประมาณ 19%

สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางทหารที่เร่งด่วนขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนการพบปะเจรจาครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินในวันที่ 15 สิงหาคมที่รัฐอะแลสกา

การนัดหมายระหว่างผู้นำของรัสเซียและสหรัฐฯ นี้ไม่มีผู้แทนจากยูเครนเข้าร่วม แม้สถานการณ์จะเพิ่มความตึงเครียดขึ้น แต่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกียืนยันอย่างแน่วแน่กับประชาชนและสากลโลกว่ารัฐบาลยูเครนไม่มีทางยอมสละดินแดนใดในดอนบาสให้แก่รัสเซียเด็ดขาด

นี่ถือเป็นการเตือนภัยต่อวาระการเจรจาในครั้งนี้ว่าสถานการณ์ไม่ได้สงบลงแม้เพียงชั่วคราว หากแต่ดูเหมือนยิ่งวิกฤติยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ทั้งในแง่การเมือง การทหาร และผลกระทบต่อพลเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

เป็นเหตุการณ์ที่สังคมโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าการเจรจาในระดับสูงระหว่างรัฐมหาอำนาจสองประเทศจะนำไปสู่ความสงบสุข หรือกลับกระตุ้นสถานการณ์ให้ลุกลามหนักหน่วงยิ่งขึ้น

วิเคราะห์เพิ่มเติม: ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเคารพสิทธิของทุกชาติ หากการนัดหมายระหว่างทรัมป์และปูตินล้มเหลว อาจส่งผลให้สงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้างไกลเกินคาด

ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบจากสถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อมั่นคงของโลกในทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ พลังงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

ที่มา – รัสเซียรุกคืบยูเครนได้มากสุดในรอบกว่า 1 ปี ก่อนซัมมิต “ทรัมป์–ปูติน”

ศบ.ทก.เลื่อนนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนลงพื้นที่อุบลฯ เป็น 18-20 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า กองทัพไทยมีแผนนำคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอาเซียนลงพื้นที่ในวันที่ 14 ส.ค. ที่จังหวัดอุบลราชธานี นั้น ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศบ.ทก. ได้เปิดเผยว่า การกำหนดการนำ ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ลงพื้นที่อุบลราชธานี ได้ถูกเลื่อนจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 ส.ค. เป็นช่วงวันที่ 18-20 ส.ค. ปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงานและกำหนดการอย่างละเอียด

ศบ.ทก.เลื่อนนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ลงพื้นที่อุบลฯเป็น18-20 ส.ค.นี้

การเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ เป็นผลจากการประเมินสถานการณ์และความพร้อมในการจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ที่จะเยือนพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชายแดนที่มีความหลากหลายทางด้านความมั่นคงและความร่วมมือระดับท้องถิ่น

เป้าหมายหลักของการดำเนินการ

ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) มีเป้าหมายหลักในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการทูตทหาร โดยมี ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ที่สามารถสนับสนุนแผนการรักษาความสงบและความร่วมมือในภูมิภาค

  • เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค
  • สนับสนุนเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกองค์การอาเซียน
  • ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการทูตและการทหารระหว่างประเทศ

กิจกรรมที่เตรียมจัดขึ้นในวันที่ 18-20 ส.ค. จะมีการประชุม การนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และการเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญระดับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในภูมิภาคในรูปแบบของการทูตเชิงประสบการณ์

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งในและต่างประเทศในการทำความเข้าใจสถานการณ์ความมั่นคงภายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงการประเมินการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานท้องถิ่นในการรองรับภารกิจที่เกี่ยวข้องในอนาคต

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมร่วมกับ ศบ.ทก. ได้เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกอย่างครอบคลุม เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพไทยได้วางแนวทางไว้

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นกิจกรรมทางการทูตที่สำคัญ เพื่อย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในภูมิภาค พร้อมร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการรักษาเสถียรภาพและความสงบสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากคุณสนใจติดตามกิจกรรมความร่วมมือระดับอาเซียนด้านความมั่นคง กรุณาบันทึกกำหนดการไว้ เพราะนี่อาจเป็นบทใหม่ในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคที่สำคัญสำหรับประเทศไทย

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’เลื่อนนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ลงพื้นที่อุบลฯเป็น18-20 ส.ค.นี้

มหาเถรสมาคมสั่งยกเลิกจัดเทศน์สงกรานต์ช่วยผู้ป่วยเอดส์

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 20/2568 ซึ่งมีมติสำคัญเกี่ยวกับการ ยกเลิกการจัดเทศน์ในเทศกาลสงกรานต์เพื่อสมทบทุนช่วยผู้ป่วยเอดส์ ที่ดำเนินมากว่า 20 ปี

มหาเถรสมาคมสั่งยกเลิกจัดเทศน์สงกรานต์ช่วยผู้ป่วยเอดส์

ผลการประชุมระบุว่า มหเถรสมาคมพิจารณาตามมติที่เคยออกมาในปี พ.ศ. 2548 และ 2549 ซึ่งอนุมัติให้วัดทั่วประเทศจัดแสดงพระธรรมเทศนาในเทศกาลสงกรานต์ และระดมทุนสนับสนุนผู้ป่วยโรคเรื้อนและโรคเอดส์ ทางวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยรวบรวมปัจจัยส่งผ่านเจ้าคณะจังหวัด และส่งมอบให้กับมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

ปรับแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

รศ.ชัชพลกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์สาธารณสุขของประเทศมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการรักษาโรคเรื้อนและโรคเอดส์ เนื่องจากมีการเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ง่ายขึ้น ผ่านสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อีกทั้งยังมีหน่วยงานรัฐและองค์กรสาธารณกุศลเข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมมากขึ้น ดังนั้น มหเถรสมาคมจึงเห็นว่าแนวทางการดำเนินงานในอดีตควรได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัย

โดยมีมติสำคัญดังนี้:

  • ยกเลิกมติที่ 424/2548 และ 182/2549 ที่เคยกำหนดให้วัดต่างๆ จัดเทศน์ในเทศกาลสงกรานต์เพื่อระดมทุน
  • ปิดบัญชีกองทุนสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อนและโรคเอดส์ และจัดสรรงบประมาณที่เหลือให้กับมูลนิธิที่รับผิดชอบ
  • หากไม่สามารถส่งมอบปัจจัยคงเหลือให้มูลนิธิได้ ให้นำเงินทั้งหมดมอบให้สภากาชาดไทย
  • มหาเถรสมาคมจะยังคงสนับสนุนงานสาธารณกุศล แต่จะมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และสภากาชาดไทย ในการจัดทำแนวทางใหม่ที่เหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและปรัชญาเฉพาะหน้าของมหาเถรสมาคม ที่พร้อมปรับตัวตามความต้องการของสังคม เพื่อให้การดำเนินงานสาธารณกุศลมีความเท่าทันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

การระดมทุนผ่านการจัดเทศน์ในเทศกาลต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นเพียงแ каналหนึ่งที่อาจไม่จำเป็นเท่าก่อน เนื่องจากแนวทางการช่วยเหลือมีการขยายตัวผ่านระบบสาธารณสุขของภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งสามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของมหาเถรสมาคมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนให้กับทุกภาคส่วนว่า การดำเนินงานเพื่อสังคมควรยึดหลักความเหมาะสมและความยั่งยืน และหากมีแนวทางที่ดีกว่าควรมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘มหาเถรสมาคม’​ สั่งยกเลิก จัดเทศน์วันสงกรานต์สมทบทุนช่วยผู้ป่วยเอดส์ วัดพระบาทน้ำพุ

เบสท์ เอกวัฒน์ โพสต์ภาพครอบครัวใหม่ แคปชั่นตัดพ้อหลังมีดราม่า

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีที่ น้องวิคกี้ ลูกสาวของ เบสท์ เอกวัฒน์ พระเอกในมิวสิกวิดีโอ “แพ้ทาง” เผยว่าพ่อแท้เคยทอดทิ้งเธอตั้งแต่เด็ก และเพิ่งทักมาขอโทษหลังจากผ่านไป 12 ปี ทำให้ทั้งโลกออนไลน์แห่คอมเมนต์วิจารณ์กันอย่างหนาหู

ล่าสุด เบสท์ เอกวัฒน์ ได้โพสต์ภาพกับภรรยาคนใหม่และลูกชายลงบนโซเชียลมีเดีย โดยมีแคปชั่นแบบตัดพ้อว่า “เหลือแค่3รูปนี้. #ไม่คิดถึงทีเคบ้างหรอมาม๊า” สร้างความสนใจให้กับแฟนคลับอย่างมาก

เบสท์ เอกวัฒน์ โพสต์ภาพครอบครัวใหม่ สร้างกระแสหลังดราม่า

ภาพที่ถูกนำมาโพสต์ประกอบด้วยความอบอุ่นของครอบครัวหน้าใหม่ และดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาได้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเครียดหรือความรู้สึกโหยหาความเข้าใจ พร้อมกลับมาใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอีกครั้ง

ความรู้สึกที่เบสท์ต้องการถ่ายทอด

ก่อนหน้านี้ เบสท์เคยแชร์ข้อความที่สื่อถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวว่า “อย่ารำคาญกันเลย ถ้าบางที่ฉันทำเหมือนต้องการความรัก ความสนใจจากเธอมากเกินไป ก็เพราะฉันเองไม่มีใครฉันมีแค่เธอ” สะท้อนถึงอารมณ์ทางใจอย่างลึกซึ้ง ทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้นว่าทุกเรื่องไม่ใช่แค่เพียงภาพที่เห็น

แม้จะมีกระแสดราม่าล้อมรอบตัว แต่ก็ยังมียอดผู้ติดตามจำนวนมากที่แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจมาให้ แสดงให้เห็นว่าความรักจากแฟนคลับยังคงอยู่เสมอ

การโพสต์ภาพครอบครัวในครั้งนี้ของเบสท์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่เขาพร้อมจะเดินหน้าต่อในแบบของตัวเอง พร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจของพ่อและ老公

ดราม่าอาจเป็นความท้าทาย แต่ก็สามารถกลายเป็นบทพิสูจน์ตัวตนได้เช่นกัน

ที่มา – ‘เบสท์ เอกวัฒน์’ พระเอก MV ‘แพ้ทาง’ โพสต์ภาพครอบครัวใหม่ พร้อมแคปชั่นตัดพ้อ

กต.โวยกัมพูชาบล็อกประชาชนรับข่าวจากสื่อไทย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ยังพบการเผยแพร่ข่าวปลอมและข่าวที่มีเนื้อหาบิดเบือนจากสื่อทางการและสื่อต่างๆ ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงการหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ซึ่งห้ามกระทำการดังกล่าว เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ

กต.โวยกัมพูชาบล็อกประชาชนรับข่าวจากสื่อไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวอีกว่า การกระทำของกัมพูชานั้นไม่เพียงแต่ขัดต่อความร่วมมือในระดับสากล แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานของประชาชนในด้านการรับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าถึงข่าวสารจากสื่อหลักของไทย รวมทั้งหน่วยงานราชการและอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทย แม้แต่การแถลงข่าวจากฝ่ายไทยเองก็ยังถูกปิดกั้นไม่ให้ประชาชนรับชม

การจำกัดข้อมูลข่าวสารและการละเมิดสิทธิของประชาชน

การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดการรับรู้ของประชาชน เพื่อควบคุมความคิดเห็นและภาพรวมของสถานการณ์ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของสื่อและเสรีภาพในการสื่อสาร โดยการปิดหูปิดตาและปิดกั้นไม่ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบอิสระ ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการพัฒนาทางสังคมของประเทศกัมพูชาในระยะยาว

เนื่องจากสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นไปได้ในการเจรจาอย่างเท่าเทียมและสันติ ทางประเทศไทยจึงได้ขอเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวสารหลากหลายโดยไม่มีการจำกัดสิทธิใดๆ

  • ข่าวปลอมมีผลกระทบต่อภาพรวมของสถานการณ์
  • การปิดกั้นสื่อส่งผลกระทบต่อสิทธิประชาชน
  • การเปิดกว้างรับข่าวช่วยส่งเสริมความเข้าใจ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอิสระคือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างยาวนาน ประเทศไทยมีความหวังว่าจะเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริงทั้งในด้านความมั่นคงและการสื่อสาร เพื่อความสงบสุขในภูมิภาค การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงการให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น

หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการสื่อสารและให้ข้อมูลอย่างเป็นธรรม ความขัดแย้งและการเข้าใจผิดก็จะลดลงในระยะยาว การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องเริ่มจากการเปิดใจและเปิดหูให้กับข่าวสารที่แท้จริงก่อน

ที่มา – กต.โวยกัมพูชาบล็อกประชาชนรับข่าวจากสื่อไทย