ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปูติน-คิม ยกหูคุยชื่นมื่น เดินหน้ายกระดับสัมพันธ์ รัสเซีย-เกาหลีเหนือ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวสำคัญจากเวทีการทูตระดับโลก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำประเทศรัสเซีย ได้ประพฤติพูดคุยกับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ คือ นายคิม จอง-อึน ผ่านระบบโทรศัพท์ การสนทนานี้ถูกมองว่ามี “บรรยากาศอบอุ่นของความเป็นสหาย” อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีรายงานจากหน่วยข่าวกรองเกาหลีกลาง (เคซีเอ็นเอ) ที่ยืนยันถึงการร่วมมือและการประสานงานในอนาคต

ปูติน-คิม กำหนดเส้นทางร่วมกันในเวทีทวิภาคี

ท่ามกลางสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ผันแปร ความร่วมมือระหว่าง “ปูติน-คิม” แสดงให้เห็นถึงการขยายพรมแดนทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความร่วมมือในระดับทหารและการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ

ความเห็นพ้องในการส่งเสริมความสัมพันธ์แบบรัสเซีย-เกาหลีเหนือ

ในระหว่างการสนทนา ผู้นำทั้งสองได้พูดถึงความพร้อมจะส่งเสริมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การค้า และทหาร โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัสเซีย ซึ่งคิม จอง-อึน ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะยังคงสนับสนุนรัสเซียในเรื่องนี้ต่อไป ตามแนวทางที่ประธานาธิบดีปูตินได้วางไว้

ยิ่งไปกว่านั้น ปูตินยังได้แสดงความชื่นชมใน “จิตวิญญาณของความเสียสละ” ที่นักสู้จากเกาหลีเหนือมีต่อพอร์ตทหารรัสเซียในพื้นที่เคิร์สก์ ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่กำลังเผชิญภัยสงครามอย่างหนัก

คุ้มค่าของความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ

มุมมองด้านการทูตและการเมืองถือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย-เกาหลีเหนือ ที่เพิ่งมีการยกระดับขึ้นในครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนสมดุลทางอำนาจในเอเชียตะวันออก ในขณะที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างไม่แน่นอน

  • เสริมแนวร่วมทางทหาร
  • เปิดช่องทางเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ
  • ลดการพึ่งพาพันธมิตรดั้งเดิม

ด้วยความร่วมมือดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิเคราะห์ว่า รัสเซียอาจมีข้อได้เปรียบในการลดความสัมพันธ์กับโลกรอบนอกมากขึ้น ส่งผลให้สามารถปรับโครงสร้างพันธมิตรใหม่ตามความต้องการทางกลยุทธ์ได้

น่าจับตาอีกประเด็นหนึ่ง คือ ความจริงจังของการพบปะทางการทูตครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมระดับสูงระหว่าง ปูตินกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเจรจาเพื่อหาทางออกบนเวทีระดับนานาชาติ

อนาคตของความสัมพันธ์แบบรัสเซีย-เกาหลีเหนือ

แม้จะมีการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับผลระยะยาวจากความร่วมมือระหว่าง “ปูติน-คิม” แต่มุมมองผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า อาจเป็นรากฐานสำคัญในการปรับภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ แม้ในตาโลกจะถูกมองว่าเป็นอำนาจสัมพัทธ์ แต่ก็ยังสามารถสร้างเสถียรภาพให้กับฝ่ายภายใน รวมทั้งมีข้อได้เปรียบทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในประเทศ

การตั้งเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่าง รัสเซีย-เกาหลีเหนือ ตอกย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงของแผนทิศทางระดับโลก สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วจนสายตาของชาติพันธมิตรเดิมๆหมดสิ้น

ในแง่ของประเทศไทยและประชาคมโลก อาจต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับผลกระทบจากความร่วมมือระหว่างคู่ผู้นำรายนี้ หากมีวิวัฒนาการต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่กระทบกับเสถียรภาพของพื้นที่ในเอเชียตะวันออก แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจโลกในภาพรวม

หากมองในระยะยาว ปูติน-คิม ก็สามารถสร้างคลื่นสะเทือนให้กับพันธมิตรเดิมได้จริงๆ เพราะ(nil) เมื่อแนวคิด “ยอดอำนาจ” เริ่มเปลี่ยนจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ไปสู่ทิศตะวันออกแทน การขยับตัวของ “รัสเซีย-เกาหลีเหนือ” ก็กลายเป็นพลังสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างหนัก

สนใจอ่านข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทูตระหว่างประเทศติดตามได้ที่นี่

ที่มา – “ปูติน-คิม” ยกหูคุยชื่นมื่น เดินหน้ายกระดับสัมพันธ์ “รัสเซีย-เกาหลีเหนือ”

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา นายกฯอิ๊งค์ ‘ลุ้นนัดฟังวินิจฉัยคลิปเสียง’

สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยวันนี้ (12 สิงหาคม 2568) กลับมาเข้มข้นอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “นายกฯ อิ๊งค์” อาจลาออกจากตำแหน่งก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ “คลิปเสียง” ที่ก่อให้เกิดข้อหาว่ากระทำการผิดรัฐธรรมนูญเมื่อพูดคุยกับ พลเอก ฮุน เซน รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา โดยในงานตักบาตรวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ สนามหลวง นายกฯ อิ๊งค์เผชิญกับคำถามจากสื่อ แต่ไม่ให้ใจความเพิ่มเติม กลับยิ้มพร้อมกล่าวว่า “คิดถึงนะคะ” เพียงเท่านั้น

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา นายกฯอิ๊งค์ ‘ลุ้นนัดฟังวินิจฉัยคลิปเสียง’

พรรคเพื่อไทยได้ชี้แจงผ่าน “เลขาฯ บอย” สรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า ไม่เคยมีการพูดคุยหรือวางแผนเรื่องการลาออกของนายกฯ อิ๊งค์ แม้จะมีข่าวคาดเดาเกี่ยวกับอนาคตหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาระงับคดีนี้ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้บ่อนทำลายความมั่นคงในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเสนอให้ชะลอคดีไว้ประมาณ 6 เดือน และให้นายกฯ กลับมามีอำนาจบริหารในช่วงเวลาที่สถานการณ์หลายด้านของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต

การเมืองในสภา – งบประมาณลุ้นตัดรายจ่ายมากถึง 3 หมื่นล้าน

ทางด้านส.ส.แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ พรรคประชาชน ได้เปิดเผยรายละเอียดของงบประมาณที่คณะกรรมการฯ กำลังพิจารณาตัด โดยบางโครงการถูกยกให้ว่ามีความจำเป็นน้อย แต่ใช้งบประมาณมหาศาล เริ่มจาก “ตึกกระทรวงคมนาคม” วงเงิน 3,832 ล้านบาท ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดในรอบปี โดยคณะกรรมการอนุกรรมการตัดงบทดลองเหลือเพียง 380 ล้านบาท แต่ยังน้อยไปหากเทียบกับงบประมาณที่ใช้จริง

สิ่งก่อสร้างอีกหลายโครงการที่อยู่ในสังเกต ได้แก่ พิพิธภัณฑ์องค์ความรู้ไม้มีค่า (400 ล้านบาท) รพ.ราชทัณฑ์ (ตกแต่ง 260 ล้านบาท) โครงการบ้านพักข้าราชการฯ ตึกกรมคุ้มครองฯ การรถไฟ ฯลฯ โดยเฉพาะโครงการบ้านข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีวงเงิน 90 ล้านบาท สร้างในลักษณะบ้านพักหรูใกล้กันถึง 7 หลัง แต่ระบุว่าใช้เป็นที่หลบภัยและการบัญชาการ ในที่สุดถูกตัดงบ 100%

  • บ้านพักข้าราชการตำรวจ ตัดงบทั้งหมด 90 ล้านบาท
  • รพ.ราชทัณฑ์ ตัดงบตกแต่งเหลือ 138 ล้านบาท
  • ตึกสำนักงาน ก.พ. ลดงบเหลือ 385 ล้านบาท

“สส.แบงค์” ได้ระบุว่า งบประมาณทั้งหมดที่สามารถลดหรือตัดได้จากโครงการต่าง ๆ จะสามารถประหยัดงบประมาณได้มากถึง 30,000 ล้านบาท หากทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ข่าวอื่นที่น่าจับตา

“เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังจับประเด็นการเพิกถอนกรรมสิทธิ์เขากระโดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับดินแดนปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าควรดำเนินตามกฎหมาย และมีความชัดเจนในการวินิจฉัยจากศาล พร้อมให้ความเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่ทางการเมืองในการแก้ปัญหา

ด้านความเคลื่อนไหวของรัฐบาลท้องถิ่น “รมช.อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลในการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีหลังที่เบิกจ่ายงบประมาณไม่ทันสถานการณ์ พร้อมกล่าวว่าentarios ดังกล่าวเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในระบบราชการ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทยและไม่ควรสะท้อนออกมาเป็นเรื่องการเมือง

สุดท้าย ทั้งสองฝ่าย (เพื่อไทย และ ภูมิใจไทย) ต่างเห็นพ้องกันว่า วันเลือกตั้งทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ใช่จุดใกล้เคียงเลือกตั้ง หากนายกฯ อิ๊งค์ยังไม่สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จนกว่าศาลจะวินิจฉัยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคลิปเสียง อาจทำให้เป็นจุดเชื่อมระหว่างความตึงเครียดทางการเมืองในระยะใกล้

เมื่อการเมืองไทยต้องใคร่ครวญต่อสู้กับหลายมิติอย่างซับซ้อน เรื่องของกฎหมาย งบประมาณ และความแย่งชิงอำนาจ แม้ดูเหมือนลุกลามแต่หากมีความใส่ใจต่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่แท้จริงเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา นายกฯอิ๊งค์ ‘ลุ้นนัดฟังวินิจฉัยคลิปเสียง’

ผู้นำยูเครนโวยซัมมิตที่อะแลสกา เหมือนปูตินได้รับ “ชัยชนะส่วนตัว” จากทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. เพราะไม่มีตัวแทนจากยูเครนเข้าร่วม

เซเลนสกีระบุว่า การประชุมดังกล่าวถือเป็น “ชัยชนะส่วนตัว” ให้แก่ปูติน เนื่องจากเขาได้รับเชิญให้เข้าไปเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่ามีความหมายเชิงการทูตอย่างยิ่งในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับตะวันตกไม่สงบ

ผู้นำยูเครนโวยซัมมิตที่อะแลสกา เหมือนปูตินได้รับ “ชัยชนะส่วนตัว” จากทรัมป์

ทางด้านเซเลนสกียังแสดงความ กังวล ว่า การประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐกับรัสเซีย อาจนำไปสู่ข้อเสนอหรือเงื่อนไขบางอย่างที่สามารถนำมาใช้กดดันยูเครนในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการยอมสละดินแดนบางส่วน เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์สงครามให้สิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกียืนยันว่า รัฐบาลของเขาจะไม่อนุมัติให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ดอนบาส หรือดินแดนใด ๆ ที่ยูเครนอ้างว่าเป็นของตนเอง กลับกัน ทหารยูเครนจะยังคงตั้งมั่นเพื่อต่อกรับการรุกรานจากฝั่งรัสเซียต่อไป

สถานการณ์ทางการทูตในเวทีโลก

ด้าน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เจรจาผ่านโทรศัพท์กับ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ และยืนยันต่อสื่อว่า การมาพบกันระหว่างทรัมป์กับปูติน ไม่ได้หมายถึงการ “ยอมอ่อนข้อ” แต่อย่างใด

ในขณะที่นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ปฏิเสธที่จะยืนยันว่าใครเป็นฝ่ายริเริ่มเรียกร้องให้มีการประชุมดังกล่าว

ทั้งนี้ การมาเยือนสหรัฐของปูตินครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี และนับเป็นการพบกันเป็นครั้งแรกหลังจากที่สองฝ่ายไม่ได้ประชุมกันมานาน โดยเฉพาะตั้งแต่การประชุม G20 ที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2019

ไม่เพียงเท่านั้น การพบกันครั้งนี้ยังหมายถึงการประสานสายสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเคยประชุมกับปูตินที่เมืองเนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2021 ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐกับรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเช่นกัน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เรียกได้ว่ามีความซับซ้อน การพบกันของผู้นำสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ผู้นำยูเครนโวยซัมมิตที่อะแลสกา เหมือนปูตินได้รับ “ชัยชนะส่วนตัว” จากทรัมป์ จึงถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์และการทูตอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

มองไปข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมนี้ อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของสงครามในยูเครน และต่อสานผลกระทบต่อความมั่นคงระดับโลกในอนาคต ทั้งยูเครนและนานาประเทศจึงจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

อยากอ่านข่าวเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับยูเครนและรัสเซีย? ติดตามเราได้ทุกวันที่นี่!

ที่มา – ผู้นำยูเครนโวยซัมมิตที่อะแลสกา เหมือนปูตินได้รับ “ชัยชนะส่วนตัว” จากทรัมป์

โจทย์ใหญ่เพื่อไทยในโค้งสำคัญ

ในช่วงโค้งสำคัญของการเมืองไทย พรรคอนาคตใหม่และพรรคภูมิใจไทยกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งทั่วไป ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านกฎระเบียบและการรักษาความน่าเชื่อถือ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ประสบกับโจทย์ใหญ่ในช่วงเวลานี้เช่นกัน

โจทย์ใหญ่เพื่อไทยในโค้งสำคัญ

พรรคเพื่อไทยขณะนี้เผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนจากการที่ นายกฯอิ๊งค์ หรือ นายสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ต้องพักงานจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีคำตัดสินโดยสิ้นเชิง แต่สถานการณ์ที่ถูกโจมตีจากฝ่ายค้านและการขาดภาพลักษณ์ที่เข้มแข็ง ส่งผลให้พลังพรรคเริ่มสั่นคลอน

ความกดดันจากประเด็นภายในรัฐบาล

ภายใต้การนำของ มท.อ้วน ภูมิธรรม เวชยชัย ภาพของพรรครัฐบาลกลับกลับมาอยู่ในจุดโฟกัส ด้วยการเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องเวนคืนที่เขากระโดง หรือการเรียกผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้เข้ารับนโยบายด้านการปราบปรามยาเสพติดแบบตามทันที จึงไม่น่าแปลกที่พรรคเพื่อไทยเริ่มมีแรงผลักให้ต้องดำเนินการปรับภาพลักษณ์ทันที

  • การขาดเสียงนำที่เด่นชัดจากนายกฯ
  • ปัญหาด้านวัฒนธรรมและการทำนโยบายซอฟต์พาวเวอร์
  • การโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในประเด็นต่างๆ

นายเสนาะ เทียนทอง เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับ “กระทรวงโหล่เปรต” ด้านวัฒนธรรม และในปัจจุบัน วัฒนธรรมเริ่มเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ Rope Creative และ THACCA ถูกว่าจ้างให้ออกแบบซอฟต์พาวเวอร์เพื่อสร้างรายได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการสื่อสารภาพลักษณ์ให้ประชาชนมองเห็นความจริงจังของพรรค

ภาพลักษณ์ที่คมชัดของ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ของพรรคเพื่อไทย ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า บางที “นายกฯตัวจริง” ที่พรรคพึ่งพาไม่ได้อาจไม่ใช่คนที่ถือตรา

นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากประเด็นเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนบนทวีป เช่น MOU44 หรือประเด็นปิโตรเลียมในทะเลอันดามันที่อาจถูกหยิบมาตั้งคำถาม หากศาลวินิจฉัยว่านายกฯอิ๊งค์ไม่มีคุณสมบัติ

แนวทางการฟื้นภาพลักษณ์พรรค

ในภาวะที่นายกฯอิ๊งค์ถูกพักงาน การขับเคลื่อนนโยบายโดย มท.อ้วน ภูมิธรรม และแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ของพรรคเพื่อไทย คือกุญแจสำคัญของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เพื่อยกฐานคะแนนความนิยมกลับมา พรรคต้องรีบปรับองค์ประกอบ 4 ด้านหลัก

  • สร้างแบรนด์ นายกฯ ให้น่าจดจำมากขึ้น
  • ยกระดับข้อความนโยบายวัฒนธรรมให้มีเอกลักษณ์
  • ตั้งคณะกรรมการสื่อสารภายนอกให้ชัดเจน
  • มั่นคงในอาวุธนักการเมืองบนพื้นที่

ท่าทีล่าสุดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่พยายามลดบทบาทให้น้อยลงจากข้อหาเรื่อง “ชั้น 14” อาจเป็นสัญญาณว่า กระแสร้องขอการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเริ่มเข้มข้น ขณะเดียวกัน ความนิยมของพรรคเพื่อไทยก็ต้องอยู่บนความสมดุลของภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ต่อการรับมือกับพลเมืองยุคดิจิทัลที่รู้เท่าทันข่าวสารได้มากขึ้น

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ความกดดันจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และ “โจทย์ใหญ่เพื่อไทยในโค้งสำคัญ” คงต้องใช้ความชำนาญทางยุทธศาสตร์ทั้งในมุมสื่อสารและนโยบาย มาช่วยทุกข์ประชาชนในหลายด้าน เพื่อคว้าชัยชนะครั้งใหม่ในสนามการเมือง

หากคุณสนใจอยากติดตามข่าวการเมืองล่าสุด อย่าลืมเปิดเว็บไซต์ข่าวที่คุณเชื่อถือ ติดตามทุกข่าวทันเหตุการณ์

ที่มา – โจทย์ใหญ่เพื่อไทยในโค้งสำคัญ

ขับรถทุกวันเสี่ยงสะโพกเสื่อม ควรระวังอย่างไร?

สำหรับใครที่ต้องใช้รถยนต์เป็นประจำ เช่น ขับรถไปทำงานทุกวัน หรือเป็นพนักงานขนส่ง ก็คงไม่แปลกใจกับอาการปวดเมื่อยบริเวณหลังล่าง สะโพก หรือต้นขา อาการเหล่านี้เกิดจากการอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับตัวมากนัก ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพระยะยาวอย่าง “สะโพกเสื่อม” ได้หากไม่ใส่ใจ

บทความนี้จาก ผศ. ดร. นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน “สะโพกเสื่อม” ที่คุณควรรู้

สาเหตุของอาการปวดสะโพกเสื่อม

โดยทั่วไปแล้ว อาการของสะโพกเสื่อมเกิดจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการขับรถระยะไกลหรือต้องขับทุกวัน ยิ่งถ้านั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมกับร่างกาย เช่น เบาะรองไม่พอดี หรือส่วนรองหลังไม่เอียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงให้กล้ามเนื้อและข้อต่อเกิดความตึงเครียด บางกรณีถึงขั้นเส้นประสาทถูกกดทับ จนเกิดอาการปวดรุนแรงหรือชาได้

วิธีป้องกันสะโพกเสื่อมสำหรับคนขับรถประจำ

เพื่อดูแลรักษาสุขภาพสะโพกและเขตร่างกายส่วนล่าง ควรเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ เพื่อป้องกันการเสื่อมของข้อและกล้ามเนื้อ โดยเริ่มจากการปรับท่านั่งขณะขับรถ ให้อยู่ในท่าที่เหมาะสมที่สุด เช่น:

  • ไม่นั่งห่างจากพวงมาลัยมากเกินไป
  • หลังแนบผนังพิงพอดี ไม่เว้นช่องว่างด้านล่าง
  • เท้าแตะพื้นหรือคันเร่งได้สบาย โดยไม่ต้องชันเข่าสูงหรือกางขาจนเกินไป

หากประสบกับรถติดหรือต้องขับรถเป็นเวลานาน ควรหาโอกาสหยุดพักสักครู่ ลุกขึ้นยืดตัวสักหน่อย เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

วิธีการรักษาและฟื้นฟู

หากเริ่มมีอาการปวดสะโพกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้เริ่มบริหารร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการฝึกบริเวณกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและขา ซึ่งสามารถทำได้ทุกเช้าก่อนขับรถ ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดอาการเสื่อมในระยะยาวได้ดี

หากอาการปวดหรือชาเพิ่มขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และหากจำเป็น แพทย์อาจแนะนำการรับประทานยาแก้ปวด หรือการฟื้นฟูร่างกายด้วยวิธีอื่นๆ โดยไม่ใช่แค่พึ่งยารักษาอาการเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น เพื่อนๆ ที่มักต้องขับรถทุกวัน ควรให้ความสำคัญกับสุขภาพเขตร่างกายส่วนล่าง โดยเฉพาะสะโพก เนื่องจากการขับรถในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังหรือกล้ามเนื้อเสื่อมได้ การเริ่มต้นด้วยการนั่งที่เหมาะสมและการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญของการป้องกัน

ที่มา – ขับรถบ่อยๆขับทุกวัน…เสี่ยงสะโพกเสื่อมได้…?

หนุ่มสิ้นคิด! ลอบขนไอซ์ครึ่งตัน อ้างหนี้พนันบอล

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ได้เกิดเหตุการณ์จับกุมผู้ต้องหาในข้อหาพยายามลักลอบขนยาเสพติดไอซ์มูลค่ามหาศาล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดของกลางไอซ์ได้ถึง 449 กิโลกรัม และยังคงสามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้ 1 คน

ขอบคุณความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดเลย, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย และหัวหน้าสถานีตำรวจเชียงคาน ที่ได้เปิดเผยว่า ในช่วงช่วงหยุดยาวที่ผ่านมานี้ มีข้อมูลจากแหล่งข่าวว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเตรียมการขนไอซ์เข้ามาจากพรมแดน สปป.ลาว โดยเลือกเส้นทางผ่านอำเภอเชียงคาน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ และเชื่อว่าการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่จะเบาบางขึ้นในช่วงหยุดยาว

หนุ่มสิ้นคิด! ลอบขนไอซ์ครึ่งตัน อ้างหนี้พนันบอล

เพื่อพิทักษ์พื้นที่อย่างเข้มแข็ง กองกำลังพิเศษที่เข้าไปป้องกันและสกัดกั้นในจุดเสี่ยงประกอบด้วย ตำรวจ สภ.เชียงคาน, ร้อยเวรตชด.246, ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองภายในอำเภอ ต่างทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนสามารถซุ่มจับกุม นายภูรินทร์ อายุ 22 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 12 กระสอบ น้ำหนักรวมกว่า 499 กิโลกรัม รวมมูลค่าหลายล้านบาท

ความคืบหน้าจากการสอบสวนนายนี้ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่านายภูรินทร์สารภาพว่าเป็นครั้งแรกในการมีส่วนร่วมกับภารกิจขนไอซ์ โดยรับสมัครงานแบบไม่เจาะจงรายละเอียด จนหลังจากขึ้นรถมาแล้วจึงรู้ว่าเป็นงานขนยาเสพติด โดยทางให้ค่าจ้าง 150,000 บาท แบ่งกับผู้ร่วมขบวนการอีกหนึ่งคนที่หลบหนีรอดไปได้สำเร็จ

หนี้จากการพนันบอลชัก เล่นเกินพิกัดเสียบานปลาย

ประเด็นสำคัญที่ควรสนใจคือ เหตุผลที่ก่อให้เกิดความผิดในครั้งนี้ คือ “ความจำเป็นทางการเงิน” นายนี้เปิดใจว่า เล่นการพนันบอลจนติดหนี้เป็นจำนวนมาก ถึงขั้นไม่มีทางอื่นไปต่อ จึงสุด无奈รับงานนี้แม้รู้ดีว่าเสี่ยงต่อชีวิตและความเป็นอิสระ แต่ก็ยอมเสี่ยงเพื่อใช้หนี้ที่หนักหน่วง

พล.ต.ต.วีระเดช เลขะวรกุล ผบก.ภ.จว.เลย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งจะถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ป้องกันเส้นทางด้านชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี แต่ด้านจังหวัดเลยก็ยังมีการปรับกำลังอย่างหนาแน่น และต่อเนื่อง เพื่อดูแลภารกิจควบคุมยาเสพติด โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงพิเศษ ทั้งแนวชายแดนลาวและเส้นทางเชื่อมต่อ ซึ่งการเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงหยุดยาวเป็นแนวทางที่โจรยามักใช้สำหรับหลอกลวงเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ เผชิญกับข้อหาครอบครองและลักลอบขนไอซ์ในปริมาณมาก ส่งผลให้อาญาขั้นฐานสูงสุดอาจถึง จำคุกตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งประหารชีวิต ทั้งที่สถานการณ์จริงอาจเพียงแค่เด็กหนุ่มที่หลงทาง ตัดสินใจผิด และหาทางออกจากหนี้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์

หากคุณคือใครสักคนที่กำลังเผชิญกับความลำบากจากการพนัน หรือเริ่มใช้ทางลัดในการหาเงิน(units ด้วยการผิดกฎหมาย) ขอให้ระลึกถึงตัวอย่างของหนุ่มรายนี้ ความผิดเพียงครั้งเดียวอาจเสียอะไรไปหมดได้ ความผิดไม่มีราคาโดยสิ้นสุด

ที่มา – หนุ่มสิ้นคิด! ลอบขนไอซ์ครึ่งตัน อาศัยช่วงหยุดยาว อ้างหาเงินใช้หนี้พนันบอล

กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาสาสมัครทหารพรานที่เหยียบกับระเบิด ทำให้ขาซ้ายขาด ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ใกล้แนวชายแดน โดยมีกระแสข่าวลือว่าสถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียด จนประชาชนเตรียมข้าวของอพยพออกจากพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่แนวชายแดนทั่วทั้งจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความตึงเครียดหรือเหตุการณ์ปะทะใด ๆ เกิดขึ้น มีเพียงการปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและการควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

ความเป็นจริงที่ประชาชนควรรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารในสื่อโซเชียลมีเดีย พบว่ามีเพจบางแห่งเผยแพร่ข้อมูลว่าสถานการณ์ชายแดนกำลังตึงเครียด และนำไปสู่การอพยพของประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ถือเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์รุนแรงหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่

  • ยืนยันสถานการณ์ปกติด้านความมั่นคงชายแดน
  • ไม่มีการปะทะหรือสู้รบในพื้นที่
  • จัดกำลังพลเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ดังนั้น ข้อมูลที่ผิดพลาดอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนได้ง่าย โดยเฉพาะหากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ ทาง กองทัพภาคที่ 2 จึงเตรียมปฏิบัติการสื่อสารกับชุมชนในพื้นที่เพื่อให้ความมั่นใจว่าความปลอดภัยของประชาชนยังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ในกรณีนี้ ประชาชนควรให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เพจทางการของหน่วยงานทหาร หรือหน่วยงานของรัฐ เช่น สภ. หรือหน่วยงานราชการท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการหลงเชื่อข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนกในพื้นที่

รัฐบาลและกองทัพได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์ทุกกรณี เผื่อมีความจำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการรักษาความสงบและความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบที่ได้รับการจัดการอย่างเป็นทางการ

หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและโปร่งใส สถานการณ์ชายแดนไทยจะยังคงมั่นคงตามที่เป็นอยู่ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจประชาชนในพื้นที่ได้ว่าพวกเขาอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและปลอดภัยของทุกคน เราย้ำอีกครั้งว่า กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงการหลงเชื่อข่าวลือ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

“ผีแดง” มั่นใจคว้า “บาเลบา-ดอนนารุมมา” เสริมทัพแบบแพ็คคู่ในซัมเมอร์นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลไทยเรียกกันติดปากว่า “ผีแดง” กำลังมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า จะสามารถคว้าตัวนักเตะสองรายที่อยู่ใน radar ของทีมอย่าง คาร์ลอส บาเลบา มิดฟิลด์ฝีเท้าเยี่ยมของ ไบรท์ตัน และ จานลุยจิ ดอนนารุมมา กองหลังจอมหนึบจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มาร่วมทีมได้ในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

การเสริมทัพในซัมเมอร์นี้ของ “ผีแดง” ถือเป็นอีกครั้งที่สำคัญมาก เพราะทีมต้องการแก้ไขปัญหาในสองตำแหน่งหลัก นั่นคือ แดนกลาง และ ผู้รักษาประตู ซึ่ง บาเลบา ถูกมองว่าเป็นกองกลางดาวรุ่งที่มีคุณภาพสูง ทั้งเรื่องการควบคุมจังหวะเกม ความสามารถในการจ่ายบอล และวิสัยทัศน์ในสนาม ขณะที่ ดอนนารุมมา ถือเป็นแข้งที่มีประสบการณ์สูงและเล่นได้อย่างมั่นคงในตำแหน่งผู้รักษาประตู

“ผีแดง” มั่นใจคว้า “บาเลบา-ดอนนารุมมา” เสริมทัพแบบแพ็คคู่ในซัมเมอร์นี้

ตามรายงานจาก สื่อชื่อดังอย่าง ดิ อินดิเพนเดนท์ เปิดเผยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ข้อเสนอของทีมจะสามารถได้รับความสนใจจากทั้ง บาเลบา และ ดอนนารุมมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเตะทีมชาติอิตาลีวัย 21 ปี ที่เป็นที่จับตามองของหลายทีมใหญ่ๆ บนเวทีฟุตบอลยุโรป เขากำลังมองหาทีมใหม่ที่สามารถให้โอกาสในการเล่นในระดับสูง และสามารถเติบโตไปได้มากกว่าเดิม ส่วน “จิโจ้” ดอนนารุมมานั้น เปแอสเช พร้อมปล่อยตัวด้วยเช่นกัน เนื่องจากเหลือสัญญาเพียงอีกหนึ่งปี และทีมเตรียมตัวได้ ลูคัส เชวาลิเยร์ มาทดแทนแล้ว

เบอร์ 1 ดีลเงินล้าน ใช้เงินเท่าไหร่?

ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจต้องเตรียมงบประมาณสูงถึงราว 126 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,544 ล้านบาท) เพื่อคว้าตัวนักเตะทั้งสองรายมาเสริมแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาเลบา ที่ เชลซี, แมนฯ ซิตี้ และเรอัล มาดริด ก็ต่างเข้ามาจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน ทำให้ราคาตัวของเขาน่าจะพุ่งสูงไปอีกขั้น

  • บาเลบา เป้าหมายหลักในแดนกลาง
  • ดอนนารุมมา ทางเลือกสำหรับผู้รักษาประตู
  • แมนฯ ยูไนเต็ด เตรียมงบลุยตลาดอย่างหนัก
  • ทั้งสองนักเตะมีความพร้อมในการย้ายทีม

ทั้งนี้ บอร์ดบริหารของ “ผีแดง” มองว่า หากสามารถคว้าตัวนักเตะทั้งสองรายมาร่วมทีมได้จริง จะช่วยให้ทีมมีทางเลือกในแนวรุกและแนวรับมากขึ้น ซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการแข่งขันในฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะในศึกพรีเมียร์ลีก หรือแม้แต่ในแชมเปียนส์ลีก

การเสริมทัพครั้งนี้ถือว่าเป็นกระแสดาร์ก มิสซิ่ง พีซ ที่กุนซืออย่าง เอริค เทน ฮาก จะต้องนำมารวมเข้ากับโครงสร้างของทีมอย่างไร จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนหรือไม่ คงต้องรอดูในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ติดตามข่าวฟุตบอลอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ข่าวฟุตบอลรายวันของเรา ที่จะอัปเดตให้คุณได้รู้ข่าวสารแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – “ผีแดง” มั่นใจคว้า “บาเลบา-ดอนนารุมมา” เสริมทัพแบบแพ็คคู่ในซัมเมอร์นี้

คลื่นยักษ์ซัดเรือประมงล่ม! ศรชล.ภาค 3 ช่วยลูกเรือ 8 ชีวิต

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุเรือประมง ว.โชคมานะ 1 ถูกคลื่นยักษ์ซัดจนล่มขณะกำลังกลับหัวเรือเพื่อเดินทางกลับชายฝั่ง โดยเมื่อมาถึงบริเวณเกาะราชา เรือต้านกระแสคลื่นไม่ไหวและจมลงไป บริเวณด้านใต้ฝั่งตะวันตกหลังเกาะราชาใหญ่ ซึ่งมีลูกเรือรวม 9 คน onboard ทุกคนสวมเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย

คลื่นยักษ์ซัดเรือประมงล่ม! ศรชล.ภาค 3 ช่วยลูกเรือ 8 ชีวิต

หลังได้รับแจ้งเหตุ พลเรือโทสุวัจ ดอนสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือเรือภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือทันที โดยพล็อตตำบลที่เกิดเหตุคำนวณทิศทางของผู้ประสบภัยด้วย SAR Map และจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 (ฮ.ลล.4) ขึ้นบินค้นหาตามพิกัดที่ได้รับแจ้ง

หน่วยปฏิบัติการรีบเร่ง

หน่วยช่วยเหลือจัดการส่งเรือลาดตระเวน ร.ล.หัวหิน ออกค้นหาและพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พลเรือโทสุวัจ ดอนสกุล ได้เดินทางมายังหลักเทียบเรือทัพเรือภาคที่ 3 แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต เพื่อพบปะพูดคุยกับเจ้าของเรือ ว.โชคมานะ 1 ที่ประสบเหตุอับปางในทะเลทางทิศตะวันตกของเกาะราชาใหญ่ เนื่องจากคลื่นลมแรง

นอกจากนี้ยังได้พบปะกับ 8 ลูกเรือประมงที่ประสบเหตุในวันดังกล่าวด้วย และได้กล่าวขอบคุณกำลังพลของเรือหลวงหัวหินที่สามารถออกเรือได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 8 รายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีการสูญเสียชีวิต

  • คลื่นยักษ์พัดถล่ม
  • ทีมช่วยเหลือตอบโต้เร็ว
  • ทุกคนปลอดภัย

ศูนย์ช่วยเหลือเรือภาค 3 มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านแรงกายและแรงใจ เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามันให้มีทรัพยากรทางทะเลอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

จากกรณีนี้เราได้เห็นถึงความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ที่มีความพร้อมตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพสูง บ่งบอกถึงความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยทางทะเลของประเทศไทย

ที่มา – คลื่นยักษ์ซัดเรือประมงล่ม! ศรชล.ภาค 3 ช่วยลูกเรือ 8 ชีวิต เข้าฝั่งปลอดภัย

วัดใหญ่ในเมืองหลวงมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

หากคุณเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ วัดใหญ่ในเมืองหลวง ที่มีเงินหลายสิบล้านบาท อาจสงสัยว่า แล้ววัด “รวย” จริงหรือเปล่า? เจ้าคุณธีรวิทย์ โพสต์อธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน ให้มองภาพรวมในมุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

วัดใหญ่ในเมืองหลวงมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

พระวัฒนวชิรเมธี (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) หรือ “เจ้าคุณธีรวิทย์” อดีตรองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย มีโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ วัดใหญ่ในเมืองหลวง และความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น หลายคนคิดว่าเงินวัดเป็นของเจ้าอาวาส แต่จริง ๆ แล้วเงินวัดถือเป็นทรัพย์สินของวัด ใช้เพื่อสนับสนุนกิจการภายในอาราม ประกอบด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่รายได้ส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง ดังนั้น การใช้จ่ายเงินวัดจะต้องเป็นไปตามกฎหมายคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด

การบริหารทรัพย์สินของวัดไม่ง่ายอย่างที่คิด

ใน วัดใหญ่ในเมืองหลวง มักมีพระเณร 50–80 รูป แม่ชี 15–20 คน ศิษย์วัด 30 คน รวมถึงคนงานและสัตว์เลี้ยงในวัดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้นมีมากมาย ทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำไฟ ค่ายารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งรวมกันแล้วอาจสูงถึง 500,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 6 ล้านบาทต่อปีหากไม่นับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคารสำคัญ

พิจารณาจากตัวอย่างค่าใช้จ่ายรายเดือนดังนี้:

  • ค่าอาหาร: 200,000–300,000 บาท/เดือน
  • ค่าน้ำไฟ: 150,000–200,000 บาท/เดือน
  • ค่ายาและค่ารักษาพยาบาล: 30,000–50,000 บาท/เดือน
  • ค่ากิจกรรมพระพุทธศาสนา: 50,000–100,000 บาท/ครั้ง

ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น การบูรณะพระอุโบสถหรือวิหารเก่า ซึ่งอาจต้องใช้เงินสูงถึง 10–20 ล้านบาท

พันธกิจของวัดตามกฎหมายคณะสงฆ์

เงินของวัดไม่สามารถใช้ได้แต่เพียงเพื่อการดำรงอยู่ของอาราม แต่ยังต้องใช้สนับสนุน 6 ด้านหลัก ได้แก่:

  1. งานด้านการปกครองภายในวัด
  2. งานด้านการศึกษา ทั้งของพระเณรและประชาชนทั่วไป
  3. งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
  4. งานด้านสาธารณูปการ เช่น การซ่อมแซมถนน ระบบน้ำไฟ
  5. งานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เสริมทุนเด็กยากจน
  6. งานด้านสาธารณสงเคราะห์ ช่วยผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ เจ้าอาวาสยังต้องแบกรับภาระในการบริหารวัดในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานะเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เป็นต้น

เงินวัดไม่ใช่เงินส่วนตัว

แม้ว่า วัดใหญ่ในเมืองหลวง จะมีเงินสำรองหลายสิบล้านบาท แต่ในความเป็นจริง จำนวนนี้อาจใช้ได้แค่เพียง 4–5 ปี หากไม่มีการสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนั้น การรักษาความโปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มีความซื่อสัตย์

พระสงฆ์หลายรูปได้ปฏิบัติดี แต่หากมีบุคคลภายนอกที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องในกิจการวัด ก็อาจเกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องการใช้จ่ายดำเนินการหรือความรับผิดชอบ

คำถามคือ “เราเข้าใจวัดมากพอแล้วหรือยัง?” ถ้าเข้าใจอย่างรอบด้าน ก็จะเห็นว่า วัดใหญ่ในเมืองหลวง ไม่ใช่สถานที่ที่ “รวย” แต่เป็น “หน่วยงานชุมชนขนาดใหญ่” ที่ต้องดำเนินการทั้งเรื่องศาสนาและชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าคุณเป็นผู้ที่สนใจและกำลังอยากเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหาร财务และการดำเนินงานในวัด ควรเริ่มต้นจากการฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์จริงมาก่อน

ที่มา – ‘เจ้าคุณธีรวิทย์’ โพสต์อธิบายชัด ‘วัดใหญ่ในเมืองหลวง’ ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง