ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

D.driver Youth Cup แข่งฟุตบอลเยาวชน ดรุณาราชบุรีคว้าแชมป์

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน "D.driver Youth Cup" ครั้งที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี ได้ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2568 ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ โยด้วยเสียงปรบมือและการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากทุกภาคส่วน นักเตะเยาวชนจากหลายโรงเรียนในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร ได้แสดงพลัง ความมุ่งมั่น และฝีเท้าอย่างเต็มรูปแบบ

D.driver Youth Cup สร้างเวทีปลูกฝังคุณธรรมเยาวชน

เป้าหมายหลักของการจัด "D.driver Youth Cup" นอกเหนือจากการแข่งขันฟุตบอล คือการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และน้ำใจนักกีฬา ให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งในด้านทักษะกีฬาและความร่วมมือในทีม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของคณะกรรมการจัดการแข่งขันที่นำโดย ดร.ธนเดช สงวนพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดี.ไดรฟ์เวอร์ และ ดร.คำนวนวิชญ์ สงวนพันธุ์ ประธานที่ปรึกษาที่เน้นการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน

ดรุณาราชบุรีคว้าแชมป์อย่างสง่างาม

ในพิธีปิด ได้รับเกียรติจาก คุณพัดชา รักตะกนิษฐ อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกรับเชิญผู้มีเกียรติที่มาร่วมมอบรางวัลให้กับทีมผู้ชนะ โดยทีมโรงเรียนดรุณาราชบุรี สามารถคว้าแชมป์เหนือคู่แข่งด้วยการเล่นเกมรุกที่เฉียบคม ความแน่วแน่ และการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมและกรรมการตัดสินเป็นอย่างยิ่ง

บรรยากาศช่วงมอบรางวัลเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความภูมิใจ และแรงบันดาลใจในตัวนักกีฬาเยาวชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของกีฬาที่สามารถรวมพลังคนรุ่นใหม่ และปลูกฝังเจตนารมณ์เชิงบวกได้อย่างแท้จริง

  • เวทีพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์
  • ปลูกฝังน้ำใจนักกีฬาและคุณธรรม
  • การร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างลงตัว

ยังมีนักฟุตบอลอีกหลากหลายทีมที่เดินทางมาร่วมเวทีในครั้งนี้อย่างเต็มสูบ พร้อมทั้งคณะกรรมการ ผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง และหน่วยงานเอกชน ที่มาร่วมสนับสนุนเวทีให้ประสบความสำเร็จอย่างอลังการ

D.driver Youth Cup ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันฟุตบอล แต่ยังเป็นเวทีที่พัฒนาทักษะชีวิต และปลูกฝังความมั่นใจให้เยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพในระดับประเทศในอนาคตอันใกล้

หากคุณมีความหลงใหลในกีฬา อย่าพลาดติดตามนิสิตนักกีฬาไทยรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้เรียนรู้จากชัยชนะบนสนาม และใช้ชีวิตจริงอย่างมีวิสัยทัศน์

ที่มา – การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “D.driver Youth Cup” ครั้งที่ 1 ปิดฉากสุดยิ่งใหญ่ โรงเรียนดรุณาราชบุรีคว้าแชมป์

จีนระงับ-ยกเลิกมาตรการองค์กรไม่น่าเชื่อถือกับบริษัทสหรัฐ

จีนตัดสินใจระงับและยกเลิกมาตรการที่เคยประกาศกับ องค์กรไม่น่าเชื่อถือ ของสหรัฐบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น มาดูกันว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างในครั้งนี้

จีนระงับ-ยกเลิกมาตรการองค์กรไม่น่าเชื่อถือกับบริษัทสหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ว่า จีนได้เพิ่มองค์กรของสหรัฐเข้าสู่บัญชีรายชื่อ องค์กรไม่น่าเชื่อถือ รวม 17 แห่งในช่วงเดือนเมษายนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทเหล่านี้ เพราะห้ามเข้าร่วมกิจกรรมด้านการค้า การนำเข้า ส่งออก ที่เกี่ยวข้องกับจีน อีกทั้งยังถูกระงับการทำธุรกิจและการลงทุนใหม่ในจีน

มาตรการดังกล่าวถูกระงับ-ยกเลิกแล้วเมื่อใด

จีนยังคงระงับมาตรการข้างต้น ซึ่งถูกบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 90 วัน และได้มีการยกเลิกมาตรการเดียวกันซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 9 เมษายน เพื่อเป็นการปฏิบัติตามความตกลงที่บรรลุระหว่างการประชุมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

  • จีนต้องการลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ
  • มาตรการใหม่รองรับการกลับมาของบริษัทต่างชาติ
  • บริษัทจีนสามารถยื่นคำร้องขอทำธุรกรรมได้

บันทึกสำคัญที่ควรรู้คือ แม้มาตรการ องค์กรไม่น่าเชื่อถือ จะถูกยกเลิก แต่กลไกการพิจารณาองค์กรของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ หากบริษัทในจีนต้องการดำเนินธุรกรรมบางอย่างกับบริษัทสหรัฐ ยังสามารถยื่นคำร้องขอข้อยกเว้นได้ และหน่วยงานที่รับผิดชอบจะพิจารณาอนุมัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างสมดุลในประเด็นการค้ากับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การประกาศระงับและยกเลิกมาตรการยังเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งในระยะยาว ความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์แบบยั่งยืน

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ บทความนี้อาจเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมได้มากขึ้น

ที่มา – จีนระงับ-ยกเลิกมาตรการ “องค์กรไม่น่าเชื่อถือ” กับบริษัทสหรัฐบางส่วน

พรรคเศรษฐกิจเสนอใช้กฎอัยการศึกชี้กัมพูชาระเมิดข้อตกลง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รัฐบาลกัมพูชาละเมิดข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือที่เรียกอีกชื่อว่าข้อตกลง GBC ซึ่งมีการวางกับระเบิด PMN-2 เพิ่มขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ขาขาด ล่าสุดมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย รวมเป็น 4 รายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

ในเวลาเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์เวลา 12.42 น. ของวันเดียวกัน ยืนยันว่ามีการวางระเบิดและจับกุมกับระเบิดเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาต่อการเจรจาตามข้อตกลง และ การไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐบาลฮุนเซน

พรรคเศรษฐกิจเสนอใช้กฎอัยการศึก

พรรคเศรษฐกิจ มองว่าสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันถึงขั้นรุนแรง จึงเสนอให้ยกเลิกข้อตกลง GBC ทั้ง 13 ข้อ และให้ผู้บัญชาการทหารบกใช้อำนาจประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพื่อบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเสนอให้ใช้ศาลทหารในพื้นที่ชายแดนใกล้เคียง เหมือนกับแนวทางที่ใช้ในพื้นที่ภาคใต้เพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ข้อเสนอของพรรคมีพื้นฐานจากความกังวล

ความกังวลของพรรคเศรษฐกิจไม่เพียงแค่ด้านความปลอดภัย แต่ยังรวมถึงการค้าขายที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายของฝ่ายกัมพูชา ที่ยังลักลอบส่งสินค้าเข้ามาในไทย โดยไม่ผ่านด่านที่กฎหมายกำหนด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและยังช่วยย้ำแกร่งให้รัฐบาลฮุนเซนมีรายได้เพิ่ม

“ปัจจุบันเราไม่สามารถเชื่อได้ว่าชาวกัมพูชาที่เข้ามายังพื้นที่ชายแดนของไทยเพื่ออ้างว่าไม่มีงานทำนั้น อาจมีเจตนาอื่น เช่น การสืบข้อมูลทางทหารหรือไม่” พลเอกรังษี กล่าวซึ่งการเสนอใช้กฎอัยการศึกในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นการรัฐประหาร แต่เป็นการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้ทหารมีอิสระในการป้องกันประเทศและประชาชนได้อย่างเต็มที่

  • เสนอให้ยกเลิกข้อตกลง GBC ทั้ง 13 ข้อ
  • ใช้อำนาจกฎอัยการศึกในพื้นที่ชายแดน
  • ใช้ศาลทหารในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน
  • ตรวจสอบผู้ลักลอบเข้าไทยอย่างเข้มงวด

พรรคเศรษฐกิจมองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่ใช้มาตรการรุนแรง จะอาจนำไปสู่น้ำเสียของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และลดความมั่นคงของประเทศ

เมื่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเปราะบาง การยืนยันอำนาจรัฐและความสามารถในการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น พรรคเศรษฐกิจจึงเสนอให้ใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นเพื่อให้ไทยมีความมั่นคงตามหลักอำนาจแห่งกฎหมาย

ที่มา – ‘พรรคเศรษฐกิจ’ เสนอใช้กฎอัยการศึก ชี้ ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลงไม่หยุด

‘ปศุสัตว์’ ยันจุดยืนต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่มีกระแสข่าวการเปิดนำเข้า เนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งสังคมมีความกังวลว่าอาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยในอนาคต

‘ปศุสัตว์’ ยันต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดง

ท่านอธิบดีกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดการนำเข้า แต่กรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายต้านทานการใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างชัดเจนมาตลอด ทั้งในห่วงโซ่การผลิต โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงดำเนินการสร้างความตระหนักรู้ให้กับเกษตรกรในทุกระดับ

จุดยืนชัดเจนเพื่อความปลอดภัย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุว่า สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารที่ถูกกฎหมายห้ามใช้ในไทยอย่างเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น ความดันโลหิตสูง ปัญหาหัวใจ และผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจสะสมในร่างกายได้ ดังนั้น กรมได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยจากสารดังกล่าวและพร้อมส่งออกสินค้าคุณภาพสูงไปยังประเทศพันธมิตรกว่า 160 ประเทศ

“เรามีมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังโรงฆ่าสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ และฟาร์มทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้สารเหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร” ท่านกล่าว

  • เฝ้าระวังในทุกระดับของห่วงโซ่การผลิต
  • ให้ความรู้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
  • มุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก

ท่านยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลมีความคืบหน้าในการพิจารณานโยบายเรื่องการนำเข้า เนื้อหมูจากสหรัฐฯ จะต้องมีการพิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก และจะรายงานให้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับทราบอย่างแน่นอน

สุดท้าย ท่านอธิบดีตั้งใจว่า ไม่ว่าจะมีนโยบายใดเกิดขึ้น กรมปศุสัตว์ก็จะยึดมั่นในความมุ่งมั่นเดิม นั่นคือ “การปกป้องสุขภาพของคนไทย” อย่างไร้ข้อยกเว้น

ดังนั้น การต่อต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดงจึงไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นภารกิจเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชาวไทยและคู่ค้าระหว่างประเทศ

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ ควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับเนื้อหมูที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง

ที่มา – ‘ปศุสัตว์’ ยันจุดยืน ต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดง สร้างความมั่นใจ ‘ผู้บริโภค’

“มนพร” สั่งปรับปรุงเทอร์มินอล “สนามบินอุบลฯ” ดันฮับบินอีสาน

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สนามบินอุบลราชธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้เร่งปรับปรุงเทอร์มินอลให้พร้อมรับมาตรฐานระดับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้อุบลราชธานีกลายเป็นฮับการบินแห่งใหม่ของภาคอีสาน

“มนพร” สั่งปรับปรุงเทอร์มินอล “สนามบินอุบลฯ” ดันฮับบินอีสาน

ในโอกาสนี้ นางมนพรได้เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการบินอุบลราชธานี และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมสั่งการสำคัญให้กรมท่าอากาศยานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารให้รองรับทั้งเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งให้จัดสรรพื้นที่จุดตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรให้ครบถ้วน

พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความพร้อมระดับฮับการบิน

นางมนพร กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ บวท. เร่งพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อรองรับนโยบายการพัฒนาเส้นทางบินสู่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี และเป็นฮับการบินของภาคอีสาน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้เชื่อมโยงความช่วยเหลือผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนเน้นให้ทั้ง ทย. และ บวท. เข้มงวดมาตรการความปลอดภัย เช่น การเฝ้าระวังโดรนในพื้นที่ การซ้อมแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการทำงานร่วมกับทหารและตำรวจ

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สนามบินอุบลราชธานี มีระบบทันสมัย เช่น VDO Conference ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ รองรับผู้โดยสารได้ 1,050 คนต่อชั่วโมง หรือปีละประมาณ 3 ล้านคน โดยมีสายการบินหลัก เช่น ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ และไทยเวียตเจ็ท เชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ อย่างสม่ำเสมอ

  • รองรับอากาศยานขนาด 180-350 ที่นั่ง
  • ลานจอดรถสามารถจอดได้สูงสุด 230 คัน
  • ระบบขนส่งสาธารณะครบวงจร เช่น แท็กซี่, รถเช่า, ซิตี้บัส

นอกจากนี้ ในงบประมาณปี 2568 กรมท่าอากาศยานได้วางแผนยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทั่วทั้งสนามบิน โดยจัดหาอุปกรณ์ตรวจจับอาวุธ ระบบไฟส่องสว่างรั้วสนามบิน กล้องตรวจการณ์แบบ Panorama และยานพาหนะตรวจจับ FOD เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ผู้โดยสารและบุคลากรภายใน

เห็นได้ชัดว่า สนามบินอุบลราชธานี กำลังก้าวไปสู่เป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ของภาคอีสาน อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในการกระจายจุดเชื่อมต่อการบินในภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสาร การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านความปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาภาพรวมของจังหวัดและภาคในระยะยาว

ที่มา – “มนพร” สั่งปรับปรุงเทอร์มินอล “สนามบินอุบลฯ” ดันฮับบินอีสาน

ฟิลิปปินส์กังวลเหตุเรือจีนชนกันเองในทะเลพิพาท

รายงานจากกรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์นั้น เป็นการปะทะระหว่างเรือลาดตระเวนของกองกำลังยามฝั่งจีนกับเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ซึ่งเกิดจากการไล่จี้เรือยามฝั่งของฟิลิปปินส์ด้วยความเร็วสูง

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ออกมาแสดงความกังวลและระบุอย่างชัดเจนว่า นี่เป็น “พฤติกรรมอันตราย” ที่ขัดต่อกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการแทรกแซงอย่างผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของยานพาหนะและบุคลากรฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์กังวลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมเสี่ยงของจีน

แม้ว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเรือของฟิลิปปินส์ แต่เหตุการณ์ที่เรือจีนสองลำชนกันเองหลังไล่จี้เรือฟิลิปปินส์ถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน รัฐบาลประเทศกล่าวว่า “เป็นเรื่องโชคร้าย” ที่ไม่มีความเสียหายร้ายแรงมากไปกว่านี้ ทว่าก็ย้ำว่าพฤติกรรมเช่นนี้ต้องถูกตั้งคำถามและต้องมีการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดที่มีอยู่เดิมในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการโต้แย้งซึ่งกันและกันระหว่างหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย รวมไปถึงจีน

แม้ฟิลิปปินส์จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดภายหลังเกี่ยวกับสถานะของเรือจีนทั้งสองลำ แต่เจ้าหน้าที่ยามฝั่งของฟิลิปปินส์ได้ยื่นมือออกไปให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ จากอีกฝ่าย ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศกล่าวว่า ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ถือเป็นประเด็นที่นานาชาติจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและการใช้พลังทางทหารโดยไม่จำเป็น

จากสถานการณ์ในครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศยังมุ่งมั่นในการพูดคุยและเจรจาอย่างสันติ เพื่อค้นหาทางออกที่ยั่งยืนแก่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยไม่ให้เกิดการแตกแยกหรือเพิ่มความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารเวิลด์นิวส์เพื่อไม่พลาดข่าวความเคลื่อนไหวทั่วโลก

ที่มา – ฟิลิปปินส์ “กังวลอย่างยิ่ง” เรือจีนชนกันเองในทะเลพิพาท ชี้เป็น “พฤติกรรมอันตราย”

โฆษกมาลีปัดวางทุ่นระเบิดทหารไทย ยันเป็นระเบิดเก่า

วันที่ 12 สิงหาคม พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาให้แถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทยว่ามีการวางทุ่นระเบิดโดยเจตนา

โฆษกมาลีปัดวางทุ่นระเบิดทหารไทย

พลโทหญิงมาลีระบุอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชา ขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อข้อกล่าวหาที่ขาดเอกฐานหลักฐานอย่างชัดเจนจากฝ่ายทหารไทย ว่ามีการวางทุ่นระเบิดทำลายล้างในพื้นที่ชายแดน โดยยืนยันว่ากัมพูชาไม่เคยและจะไม่มีวันวางระเบิดใหม่ในพื้นที่ใด ๆ

เธอย้ำอีกว่า กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศภาคีที่ภาคภูมิใจของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Treaty) ซึ่งได้ลงนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติในความพยายามด้านการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดที่เหลือทิ้งจากสงคราม

ย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกจากฝ่ายกัมพูชายังกล่าวอีกว่า มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้จากฝ่ายทหารไทยว่ามีความโปร่งใสและเป็นกลางหรือไม่ เพราะต้องอาศัยการสืบสวนอย่างรอบคอบก่อนจะสรุปความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ กัมพูชายังเคยแจ้งเตือนฝ่ายไทยมาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับความยากลำบากของพื้นที่ชายแดนที่ยังคงมีวัตถุระเบิดอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นผลตกค้างจากสงครามในอดีต “ฉะแรง” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลโทหญิงมาลี กล่าวว่าทุกฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการตีความหรือนำเสนอข่าวในเชิงกล่าวหา ก่อนที่จะมีการสรุปอย่างเป็นทางการ

  • ยืนยันไม่ได้วางระเบิดใหม่
  • เตือนเกี่ยวกับวัตถุระเบิดจากอดีต
  • เรียกร้องให้สอบสวนอย่างเป็นธรรม
  • ย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชายังทำเนียบย้ำถึงมุมมองและเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับไทยในอนาคต โดยหวังว่าจะสามารถพัฒนาความร่วมมือผ่านคณะกรรมการชายแดน (GBC และ RBC) อย่างสร้างสรรค์ และดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ลงนามเพื่อให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่

ในที่สุด พลโทหญิงมาลี ยืนยันว่ากัมพูชามุ่งมั่นจะปฎิบัติตามกฎหมายสากลและใช้วิธีการสันติในการแก้ไขข้อขัดแย้ง ไม่ใช้ความรุนแรงใด ๆ และเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหน้าตรงปัญหาและก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้อย่างมีเกียรติ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ควรติดตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – โฆษกมาลี “ฉะแรง”ปัดวางทุ่นระเบิดทหารไทย ยันแค่ระเบิดเก่า ไม่ต้องมาโยนผิดให้เขมร

‘เศรษฐา’ แนะ ‘รมว.การต่างประเทศ’ เดินสายแจงเวทีโลกปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความเห็นผ่านแอปพลิเคชัน X เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมีบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในเวทีโลก เพื่อชี้แจงสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองประเทศ

‘เศรษฐา’ แนะ ‘รมว.การต่างประเทศ’ เดินสายแจงเวทีโลกปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา

เศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า การดำเนินการของไทยในเวทีระดับโลกควรมีความเข้มแข็งในการสื่อสารเรื่องราวกับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของท่านรัฐมนตรีต่างประเทศที่ควรเดินสายเพื่อชี้แจงสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจนอย่างต่อเนื่อง

การวางระเบิดโดยฝั่งกัมพูชาเป็นหัวใจของปัญหา

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ การวางระเบิดใหม่ในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่ง ‘เศรษฐา’ ได้เน้นย้ำว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องเผยแพร่ให้ชัดเจนว่าฝั่งกัมพูชาต้องกลับไปกู้ระเบิดเอง เนื่องจากเป็นฝ่ายวางระเบิดในพื้นที่ ดังนั้น การเจรจาในเวทีโลกจึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

ความโปร่งใสเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศอื่นๆ ต้องเข้าใจถึงมุมมองของไทย เพราะหากข้อมูลไม่ชัดเจน อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ประเทศพยายามสร้างไว้ในเวทีนานาชาติ

  • เวทีโลกเปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ขัดแย้งได้แสดงจุดยืน
  • การตั้งอยู่ของระเบิดในพื้นที่ชายแดนส่งผลต่อความปลอดภัยของพลเมือง
  • การมีบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศมีความสำคัญต่อการสื่อสารนโยบาย

และเมื่อพิจารณาว่าปัญหานี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ประเทศมาเลเซียในสัปดาห์ที่แล้ว จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ฝ่ายไทยควรใช้เวทีโลกนี้เป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน รวมถึงเสนอแนวทางร่วมกันในการจัดการกับระเบิดที่ฝั่งกัมพูชาเป็นผู้วางไว้

ทั้งนี้ ‘เศรษฐา’ เห็นว่า รัฐมนตรีต่างประเทศควรเร่งเตรียมข้อมูลการเจรจาและการจัดการกับสถานการณ์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็น อาทิ พิกัดของระเบิด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และผลกระทบต่อผู้คนในบริเวณใกล้เคียง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เพียงปัญหาที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องวางแผนระยะยาว เพื่อป้องกันความไม่เข้าใจในอนาคต อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างมรดกทางการทูตต่อโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในฐานะผู้นำความคิดเห็นของประเทศ นายเศรษฐาได้ทำการชี้แจงข้อมูลและเปิดทางให้ประชาชนเข้าใจความมุ่งหมายของรัฐต่อปัญหาความขัดแย้งบนพรมแดนอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ในตอนท้าย หากมองกลับไปยังบทบาทที่รัฐมนตรีต่างประเทศมีในเวลานี้ คำแนะนำของ ‘เศรษฐา’ ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้การดำเนินนโยบายของไทยในเวทีโลกมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพในระดับสากล หลังจากที่เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่สื่อและประชาชนร่วมกังวลกันอยู่

ที่มา – ‘เศรษฐา’ แนะ ‘รมว.การต่างประเทศ’ เดินสายแจงเวทีโลกปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ชี้ฝั่งเขมรต้องกู้กับระเบิดที่วางใหม่

นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก ครึ่งปีแรกทะลุ 3.2 พันล้านคน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 หรือระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก เข้าไปเที่ยวในประเทศจำนวนมหาศาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าทึ่งว่า นักท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวนถึง 3.285 พันล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 20.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งออกเป็นนักท่องเที่ยวในเขตเมือง 2.452 พันล้านคน และในเขตชนบท 833 ล้านคน

นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก ครึ่งปีแรกทะลุ 3.2 พันล้านคน

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนหลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวภายในประเทศก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อน นักท่องเที่ยวในเมืองสร้างรายได้ 2.6 ล้านล้านหยวน ขณะที่ในชนบทสร้างรายได้ 5.5 แสนล้านหยวน

การท่องเที่ยวชนบทเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวชนบท ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดท่องเที่ยวจีน มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 30.6% ทั้งในแง่ของยอดคนและมูลค่าใช้จ่าย สูงกว่าการเติบโตในเมืองอย่างชัดเจน ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและการแปลงโฉมของพื้นที่ชนบทให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ

แนวโน้มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เดินทางที่หันมาสนใจประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมที่หาได้เฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งรัฐบาลจีนก็ร่วมสนับสนุนผ่านแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงการเดินทาง และการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น

  • จำนวนนักท่องเที่ยว: 3.285 พันล้านคน
  • อัตราการเติบโต: 20.6%
  • การใช้จ่ายท่องเที่ยว: 3.15 ล้านล้านหยวน
  • การท่องเที่ยวชนบทเติบโต: 30.6%

หากคุณวางแผนเที่ยวจีนเร็วๆ นี้ พื้นที่ชนบทอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความประทับใจ เพราะนอกจากวิวทิวทัศน์อันงดงามแล้วยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นต้นฉบับ

ที่มา – นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก ครึ่งปีแรกทะลุ 3.2 พันล้านคน การท่องเที่ยวชนบทมาแรง (คลิป)

ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ

เหตุการณ์ที่ว่า ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ ได้กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่เข известจักในนาม หมอบี ได้เดินทางไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (กก.1 บก.ป.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568

ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ

ตามรายงานความคืบหน้า หมอบี ได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความ และนำเอกสารบางอย่างเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่สอบสวนในวันดังกล่าว โดยผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่า เจ้าตัวได้เข้าไปให้ข้อมูลภายในตึกด้านหลังของกองบังคับการปราบปราม และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการประมาณหนึ่งชั่วโมง เขาก็เดินออกมาทางด้านหลังด้วยท่าทางยิ้มแย้ม สื่อหลายสำนักพยายามสอบถามเกี่ยวกับเนื้อหาของเอกสารที่เขาพานำมา รวมถึงถามถึงความมั่นใจในตัวเองว่ายังบริสุทธิ์ แต่หมอบีก็ปฏิเสธไม่ตอบคำถามเหล่านั้นก่อนจะขึ้นรถ離開ไป

การให้ข้อมูลครั้งล่าสุดมีความสำคัญอย่างไร?

การให้ข้อมูลครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ หมอบี ได้แสดงความชัดเจนเกี่ยวกับข้อหาที่มีต่อเขา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือการกระทำในอดีต การมายื่นเอกสารเพิ่มเติมสามารถช่วยสร้างช่องทางใหม่ในการตั้งคำถามหรือยกข้อพิจารณากรณีนี้ออกไปได้ ทั้งยังสามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวบุคคล และอาจแปรเปลี่ยนทิศทางของการสอบสวนในอนาคต

  • ยิ้มแย้ม: ท่าทางของ หมอบี เป็นจุดสนใจหลังจากให้ข้อมูล เจ้าตัวดูสบายใจและพร้อมสู้
  • การมีทนายความ: เพิ่มความมั่นใจในการจัดการกับสถานการณ์
  • การปฏิเสธให้ข้อมูล: ถือเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มบุคคลที่มีโปรไฟล์สูง

ท่าทีของ หมอบี ที่ยิ้มแย้มหลังจากการให้ข้อมูละเอียดที่เกิดขึ้น อาจสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างรอบคอบ สิ่งนี้อาจส่งผลต่อการรับรู้ของสาธารณชน และอาจเป็นการวางรากฐานเพื่อการตอบโต้ข้อกล่าวหาหากคดีมีการพัฒนาต่อไป

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคาใจสาธารณะคือ เอกสารที่เขาพานำมายังมีความสำคัญเพียงใด และสามารถช่วยยืนยันหรือสนับสนุนคำให้การของเจ้าตัว รายละเอียดเหล่านี้น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะระบุทิศทางของคดีในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือกระบวนการสอบสวนควรดำเนินไปอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และให้โอกาสทุกฝ่ายในการแสดงความจริงอย่างสมบูรณ์

ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ กับเรา สำหรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้และความเคลื่อนไหวถัดไป

ที่มา – ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ