ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รมช.กลาโหมประณามเขมรกระทำไร้มนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งหลังจากมีเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ทหารไทยกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนไทย โดยทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นของฝ่ายกัมพูชา ได้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ทหารไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การกระทำนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และไม่มีความเหมาะสมใด ๆ รวมทั้งต้องถูกประณามอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังได้ยืนยันว่าจะดูแลและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม

รมช.กลาโหมประณามเขมรกระทำไร้มนุษยธรรม

พลเอกณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ผอ.ศบ.ทก.) ตนยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเด็ดขาด

มองข้ามอันตรายไม่ได้

“เราไม่อาจมองข้ามเหตุการณ์แบบนี้ได้เลย เพราะนี่คือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลให้ทหารเราได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งเราขอเรียกร้องต่อประชาคมโลกเพื่อมาช่วยกดดันรัฐบาลกัมพูชา ให้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเร่งด่วน และให้ความร่วมมือกับประเทศไทยอย่างจริงจัง” รมช.กลาโหมกล่าวอย่างหนักแน่น

  • การกระทำนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ทหารไทยได้รับบาดเจ็บโดยไม่สมควร
  • ต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาออตตาวา

การประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่เพียงแค่การออกมาแสดงความเสียใจ แต่เป็นการเตือนสติอย่างลึกซึ้งว่าหากเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นอีก จะส่งผลให้ความสัมพันธ์ของประเทศไทยและกัมพูชายิ่งบ่อนทำลายมากขึ้น แม้ในเวลานี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะไม่ได้สู้ดีนัก แต่ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีบทบาทในเวทีนานาชาติเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความช่วยเหลืออย่างแท้จริงในการจัดการกับปัญหาดินแดนและการรักษาความปลอดภัยของพรมแดน โดยเฉพาะการร่วมมือในการกำจัดวัตถุระเบิดที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ในพื้นที่ชายแดน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลเมืองตกเป็นเหยื่อจากการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของฝ่ายตรงข้าม หากไม่มีการตัดวงจรการปล่อยทุ่นระเบิดไว้ในพื้นที่ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจไม่มีวันสิ้นสุด

เป็นเวลาหลายปีที่ประเทศไทยพยายามจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างสุภาพ โดยหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถแก้ปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม หากการใช้ความรุนแรงและทรยศยังคงเกิดขึ้น ก็เป็นภารกิจของประเทศไทยที่จะต้องสู้เพื่อยืนหยัดและปกป้องประเทศชาติอย่างไม่ถอยถอย

บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชนไทย ความซื่อสัตย์ต่อแนวคิดแห่งสันติภาพ และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ มิวายมองข้ามความอุ่นใจของประชาชนและพลทหาร ที่อาจต้องเสี่ยงชีวิตในทุก ๆ วันต่อไป

หากคุณเห็นว่าเหตุการณ์นี้ควรได้รับการเรียกร้องให้หยุด และควรให้ความสำคัญมาก ๆ กับการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้เพื่อให้ทุกคนได้ตื่นตัวและร่วมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

ที่มา – ‘รมช.กลาโหม’ประณาม‘เขมร’กระทำไร้มนุษยธรรม

บอสณวัฒน์ เผย ชาล็อต แอบดื้อไม่ตอบไลน์ ลั่นคนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว!

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ดราม่าที่กำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เมื่อ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล เปิดเผยว่า ชาล็อต ออสติน แอบดื้อไม่ตอบไลน์ จนทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนคลับของทั้งสองฝ่ายแห่คอมเมนต์เข้ามาให้ความเห็นอย่างคึกคัก

บอสณวัฒน์ เผย ชาล็อต แอบดื้อไม่ตอบไลน์ล่าสุด

จากกรณีที่มีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์ถามถึงผลงานล่าสุดของ ชาล็อต ออสติน ผ่านช่องทางไลฟ์ของ บอสณวัฒน์ ก่อนที่เขาจะเผยว่า น้องดื้อเงียบไม่ตอบไลน์เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะโดยปกติแล้วชาล็อตจะตอบทันที กระทั่งในวันที่เขาสั่งงานให้น้องไปร่วมบริจาคเพื่อทหารที่เสียชีวิต และหลังจากนั้นอีกหลายวันก็ยังไม่ได้รับการตอบรับใดๆ

ความสัมพันธ์กับ “ฟรีน สโรชา” ก็ถูกจับตา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องน้องเข้าร่วมงานวันเกิดของ ฟรีน สโรชา ซึ่งบอสณวัฒน์ยืนยันว่าไม่ใช่เพราะความขัดแย้งกับฟรีน แต่เป็นเพราะงานนั้นมีแนวทางที่ต้องมาคุยภายในทีมก่อน และหากไม่มีการอนุมัติไปตามระบบ น้องก็ไม่ควรไป เพราะสิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ของศิลปินเอง

“งานนี้ไปมันมีเหตุผลของมัน เพราะฉะนั้นก็อย่าแหกคอก อย่าอยู่ๆ แอบไป ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่” บอสณวัฒน์กล่าวให้คำแนะนำอย่างจริงจัง

เยาวชนและความเป็นมืออาชีพ

บอสณวัฒน์ย้ำอีกว่า คนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว เพราะถ้าหากศิลปินไม่มีวินัยในหน้าที่ มีความสัมพันธ์กับทีมงาน และไม่มีความจริงใจ ก็อาจจะทำให้งานที่เคยมาอยู่กับเขาระยะหนึ่งจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

  • ศิลปินต้องอยู่กับระบบ อย่าไปทำตามใจต้องการ
  • ไม่ว่าใครก็ตามเป็นดาวก็ต้องรู้จักขอบเขตของตัวเอง
  • ภาพลักษณ์สำคัญกว่าความนิยมในบางครั้ง
  • ต้องมีวิสัยทัศน์ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตรงไหน

สุดท้าย บอสณวัฒน์ยืนยันว่าจะไม่พักงานของน้องชาล็อตในตอนนี้ เพราะยังมีงานรออยู่หลายรายการ พร้อมกับเตรียมยื่นแจ้งเตือนเพื่อต่ออายุสัญญา เพื่อให้แน่ใจว่าน้องจะอยู่กับเขาต่อ เพราะศิลปินที่ดีต้องมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และไม่ลืมตัวไม่ว่าจะดังเพราะอะไร

จะเป็นเช่นไรต่อไปกับบทบาทของ ชาล็อต ในวงการบันเทิงไทย ติดตามข่าวสารได้ที่นี่

ที่มา – ‘บอสณวัฒน์’ เผย ‘ชาล็อต’ แอบดื้อไม่ตอบไลน์ ลั่นคนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว!

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง

เมื่อหลายสิบปีก่อน ชายชาวปากีสถานวัย 31 ปี ชื่อ นัสซิรูดิน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างเดินทางผ่านถ้ำในหุบเขาสุพัต บริเวณทางตอนเหนือของปากีสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตจังหวัดไคเบอร์ ปักตุนควา สิ่งที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังคือภรรยากับลูก ๆ อีกสองคน

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง

ตลอดช่วงเวลานานนับสิบปี ครอบครัวของนัสซิรูดินไม่เคยหยุดค้นหาตัวเขา ได้ส่งคนไปออกตามเงาทุกซอกทุกมุมในบริเวณหุบเขา แต่ก็ไม่เคยได้พบร่องรอยใด ๆ แม้แต่น้อย มาลิก อุเบด หลานชายของนัสซิรูดิน เปิดเผยว่า พวกลุง ป้า และลูกพี่ลูกน้องไปยังบริเวณธารน้ำแข็งหลายครั้ง หวังว่าจะกู้ร่างของนัสซิรูดินกลับมาได้สักวัน แต่ก็หมดหวังไม่สามารถเข้าถึงได้

ศพยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

ใกล้เคียงสามทศวรรษ การตามหานัสซิรูดินก็สิ้นสุดลงในที่สุด หลังจากที่ชายคนหนึ่งชื่อโอมาร์ คาห์น ซึ่งเป็นคนเลี้ยงแกะในพื้นที่ พบศพของชายที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมกับบัตรประชาชนที่ยังติดอยู่กับร่างกาย

“สิ่งที่ผมเห็นนั้นเหลือเชื่อมาก” คาห์นเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟัง “ศพยังคงสมบูรณ์ เสื้อผ้ายังอยู่ครบถ้วนไม่ขาดไม่ขาด”

บริเวณที่เขาอยู่นั้น เป็นธารน้ำแข็ง ซึ่งช่วยรักษาสภาพร่างกายไว้ได้อย่างดีตลอดระยะเวลายาวนาน 28 ปี เนื่องจากร่างกายได้ถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีการผุพัง และกลายเป็น “มัมมี่” ที่สมบูรณ์จนน่าอัศจรรย์

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง นี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่น่าทึ่ง แต่ยังสื่อถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการละลายของธารน้ำแข็งจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของปากีสถานที่เคยมี ธารน้ำแข็ง หลายพันแห่ง

  • ปากีสถานมีธารน้ำแข็งมากเป็นอันดับสองของโลก
  • อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ธารละลายเร็วขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อธรรมชาติรวมถึงการค้นพบศพในกรณีนี้

มาลิก อุเบด กล่าวว่า “ในที่สุดเราก็โล่งใจแล้ว สุดท้ายเราก็ได้รับข่าวของนัสซิรูดินกลับมา แม้ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณ แต่เราก็ได้สิ่งที่รอคอยมานาน”

การค้นพบศพของนัสซิรูดินเป็นเครื่องเตือนใจว่า ธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญในทุก ๆ ด้านของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอาจทำให้เรื่องราวจากอดีตถูกปิดไว้นานกลับมาปรากฏอีกครั้งผ่านการละลายของธารน้ำแข็ง

ที่มา – พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง สภาพศพสมบูรณ์เหลือเชื่อ

ข่าวดี! พบ ‘เสือดำ’ โผล่เดินอวดโฉมนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บรรยากาศในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นหลังจากมีรายงานว่า เสือดำ หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “เสือดาว” ซึ่งมีลักษณะขนสีดำสนิท ได้อวดโฉมตัวเองให้กับนักท่องเที่ยวได้ชมใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยืนยันว่าการปรากฏตัวของมันเกิดขึ้นจริงและใช้เวลาในพื้นที่ค่อนข้างนาน จนทำให้ผู้ได้พบเห็นต่างพากันประทับใจและกริ๊ดกราดไปตามเสียงสะท้อนจากความตื่นเต้น

เสือดำโผล่อวดโฉมที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
เสือดำปรากฎตัวอวดโฉมต่อหน้าผู้เข้าชมจากหลายประเทศ

ข่าวดี! พบ ‘เสือดำ’ โผล่เดินอวดโฉมนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

เสือดำ เป็นสัตว์หายากชนิดหนึ่งในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีคุ้มครอง ดังนั้น การที่มันออกมาแสดงตัวอย่างใกล้ชิดกับมนุษย์ในบริเวณอุทยานฯ จึงถือเป็นปรากฎการณ์ระดับ “ว้าว!” อย่างแท้จริง อีกทั้งยังบ่งบอกถึงสภาวะที่ดีของระบบนิเวศภายในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรี นั้นยังคงรักษาความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของเสือดำในธรรมชาติ
การเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของเสือดำในธรรมชาติ

แนวทางป้องกันรบกวนขณะชมสัตว์ป่า

  • รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม
  • ไม่ส่งเสียงดังหรือเลียนเสียงสัตว์
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
  • งดการนำอาหารเข้าไปให้สัตว์

เจ้าหน้าที่จาก อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวทุกคนให้รักษาความระมัดระวังในการชม เสือดำ อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันอันตรายรองสองฝ่าย ทั้งนักท่องเที่ยวและสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเสือดำแสดงพฤติกรรมที่เริ่มรู้สึกวิตกกังวลหรือตื่นเต้น เนื่องจากการเข้าไปใกล้เกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่รุนแรงได้

การกลับมาปรากฏตัวของ เสือดำ ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดีมากสำหรับงานอนุรักษ์สัตว์ป่าของไทย เพราะสื่อถึงความสำเร็จในการรักษาสมดุลของธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเชื่อมโยงกับการเป็น “มรดกโลกแก่งกระจาน” อย่างแท้จริง นักท่องเที่ยวหลายคนเชื่อว่าการได้พบเห็น เสือดำ ในโอกาสแบบนี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือน

หากคุณเป็นผู้ชื่นชอบธรรมชาติและสัตว์ป่า อย่าพลาดโอกาสมาสัมผัสประสบการณ์ระทึกขวัญนี้กับ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่พร้อมต้อนรับทุกท่านด้วยความสงบสุข และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติบนคาบสมุทรที่เต็มไปด้วย accession to biodiversity

ที่มา – ข่าวดี! พบ ‘เสือดำ’ โผล่เดินอวดโฉมนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

MUT2025 เทิดไท้องค์แม่ พาสาวงามถวายพระพร ชิมเมนูเด็ดที่ร้านตู้กับข้าว

“MUT2025” หรือ “Miss Universe Thailand 2025” ได้กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและความกตัญญู เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพศหญิงที่เข้าประกวดทั้ง 77 คน มาร่วมแสดงความจงรักภักดี ณ หอประชุมอดิศรภักดีศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

MUT2025 ถวายพระพร ร่วมบุญในวันแม่

กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นที่หอประชุมอดิศรภักดี จังหวัดภูเก็ต โดยนางงามทั้งหมดแต่งกายอย่างตระการตาด้วยชุดไทยสวยงาม เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายทานตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่ในหลวงของเรา ซึ่งมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนางบุษดี สุวรรณรัตน์ นายกเหล่ากาชาดฯ เป็นประธานในพิธี

MUT2025” ไม่เพียงการประกวดความงาม แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีไทยอย่างแท้จริง โดยนางงามร่วมกิจกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจในวันแม่ และเป็นโอกาสอันล้ำค่าในการแสดงออกถึงความกตัญญูอย่างแท้จริง

ร่วมกิจกรรมกับพ่อเมืองภูเก็ต ชิมเมนูเด็ดที่ร้านตู้กับข้าว

หลังจากพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้น พ่อเมืองภูเก็ตได้กล่าวต้อนรับและให้กำลังใจแก่นางงามทั้งหลาย พร้อมทั้งอวยพรให้ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวัง จากนั้น คณะนางงามเดินทางมุ่นหน้าไปสู่กิจกรรมสังสรรค์ที่สุดแสนอบอุ่น ณ ร้าน “ตู้กับข้าว” ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการโดย พี่คิม ธีระศักดิ์ ผลงาม และ พี่กบ ธนพัฒน์ นวลสกุล ผู้ถือสิทธิ์การประกวด “มิสยูนิเวิร์สภูเก็ต 2025”

ภายในร้าน “ตู้กับข้าว” นางงามลิ้มลองเมนูเด็ดจากเชฟพ่อครัวอาชีพมากมาย รสชาติที่โดดเด่นตื่นลิ้นจนบอกต่อชากัน พร้อมมุมถ่ายภาพสุดคิ้วที่นำเสนอวิถีไทยในแบบมินิมอลที่ชวนหลงใหล

ในช่วงค่ำคืน ความตื่นตาตื่นใจยังดำเนินต่อไม่หยุด อีเวนต์แฟชั่นโชว์ชุดราตรีผ้าไหมไทย และการประกวด “Queen Of Thai Silk” ที่จัดขึ้นที่โรงแรม Angsana Convention & Exhibition Space โดยความร่วมมือจากผู้รักษาเกียรติของจังหวัดภูเก็ต

MUT2025 ยังเป็นเวทีแห่งการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอย่างเต็มสูบ โดยนางงามได้เข้าร่วมชมการแสดงยอดฮิตอย่าง “สยามนิรมิต” ที่เปิดฉากสุดพิเศษให้นางงามได้เข้าชมก่อนใคร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมคุณค่าแห่งผืนผ้าไหมไทย ทำให้ไม่ใช่เพียงความงามภายนอก แต่ยังเป็นความงามจากภายใน

  • ร่วมพิธีถวายพระพรในวันแม่
  • เยือน ร้านตู้กับข้าว ลิ้มลองเมนูเด็ด
  • ชมโชว์สุดตระการตาจากสยามนิรมิต
  • สวมใส่ชุดราตรีผ้าไหมไทยในแฟชั่นโชว์
  • ส่งเสริม “Queen Of Thai Silk”

สำหรับใครที่พลาดโอกาสในการติดตาม MUT2025 ในครั้งนี้ก็ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของนางงามไทยจากรอบโลกผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram และ TikTok เพื่อไม่ให้พลาดกิจกรรมสุดตื่นตาตื่นใจตลอดขบวนทาง

ความงามที่ไม่ใช่แค่ภายนอก แต่คือความงามทางจิตใจวัฒนธรรม และความภูมิใจในความเป็นไทย “MUT2025” ทำได้มากกว่าที่คุณคิด

ที่มา – ‘MUT2025’ กับกิจกรรมงดงามใน ‘วันแม่’ ปลื้มใจเข้าพบ ‘พ่อเมืองภูเก็ต’ ชิมเมนูเด็ดที่ ‘ร้านตู้กับข้าว’

กองทัพบกโต้กัมพูชา แจงมีหลักฐานทุ่นระเบิด PMN-2

ล่าสุด กองทัพบกไทย ได้ออกมาโต้กลับ กัมพูชา หลังจากที่มีรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันอย่างชัดเจนว่า มีหลักฐานที่ระบุว่า กัมพูชายังคงมี ทุ่น PMN-2 อยู่ในความครอบครอง และได้นำมาติดตั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดนเพื่อเป็นอันตรายแก่ทหารไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองทัพบกโต้กัมพูชา แจงมีหลักฐานทุ่นระเบิด PMN-2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พล.ต.วินธัย สุวารี ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ พล.ท. มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด โดยระบุว่าไม่มีความจริงเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม โฆษกกองทัพบกกลับชี้ชัดว่า มีเหตุหลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการมี ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งถูกติดตั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดน

หลักฐานชี้ว่ามีการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่

กองทัพบกได้ทำการสำรวจพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด และพบว่า ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พบเป็นทุ่นที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่ ซึ่งไม่ใช่ระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตแต่อย่างใด โดยโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดเหตุ จะมีการวาง ทุ่นระเบิด PMN-2 อีกจำนวน 3-5 ลูก ซึ่งติดตั้งอย่างตั้งใจ ในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์

  • มีการพบหลักฐานชัดเจนในบริเวณจุดเกิดเหตุ
  • ทุ่นระเบิดมีลักษณะการวางที่เหมือนกันในหลายจุด
  • ทุ่น PMN-2 ไม่ใช่ทุ่นเก่าจากสงคราม
  • การกระทำของกัมพูชานับว่าเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา

กองทัพบกระบุอย่างชัดเจนว่า การกระทำของกัมพูชานั้นเป็นการเผยแพร่ข้อความเท็จต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด ซึ่งขัดต่อมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ข้อ 9 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการเผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และยังเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งไทยและกัมพูชาตกลงร่วมกันไว้

จากการพิจารณาเชิงเทคนิคแล้ว ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดที่มีการผลิตขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ของเก่าที่หลงเหลือจากความขัดแย้งในอดีต ซึ่งหมายความว่าการติดตั้งใหม่เป็นการกระทำที่มีเจตนาชัดเจน และเป็นภัยต่อความปลอดภัยของชายแดนไทย

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกได้แสดงความปรารถนาอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางสันติวิธี โดยยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและถาวรในปัญหาชายแดนและความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งทั้งสองฝ่ายในการจัดการความสัมพันธ์ในระดับชายแดนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายและมารยาทระหว่างประเทศ

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และมีประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – ‘กองทัพบก’ โต้ ‘กัมพูชา’ แจงชัดมีหลักฐานทุ่น PMN-2 ลักลอบติดตั้งใหม่

ลุย!ทางต่างระดับแยกเมืองเก่าสร้างสะพานใหม่4ตัวขยายถนนมิตรภาพกับวงแหวนฯขอนแก่น10เลน

โครงการก่อสร้าง ทางต่างระดับแยกเมืองเก่า จ.ขอนแก่น เตรียมเปิดฉากลงสัญญากับบริษัทเอส เทค ชีวิล แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ภายใต้งบประมาณที่ได้รับการเสนอราคาต่ำสุดเพียง 649,493,000 บาท ซึ่งต่ำกว่างบประมาณที่ได้จัดไว้ 650 ล้านบาทเล็กน้อย

ลุย!ทางต่างระดับแยกเมืองเก่าสร้างสะพานใหม่4ตัวขยายถนนมิตรภาพกับวงแหวนฯขอนแก่น10เลน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดที่ แยกเมืองเก่า ในจ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่มีปริมาณรถยนต์สูงและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยจะก่อสร้างสะพานแบบทางแยกต่างระดับ 4 แห่ง พร้อมขยายความกว้างถนนในเส้นทางหลัก

สร้างสะพานใหม่ 4 แห่ง ตอบโจทย์การจราจร

ความคืบหน้าของโครงการมีรายละเอียดดังนี้:

  • สะพานทางออกตัวใหม่ บนทางหลวงทล.2 ทิศทางขอนแก่น-เลย กว้าง 6 เมตร ยาว 362 เมตร สำหรับ 1 ช่องจราจร
  • สะพานทางเข้าสถานีขนส่งใหม่ บริเวณทล.230 ขนาด 14 เมตร ยาว 48 เมตร 2 ช่องจราจร
  • สะพานข้ามทางหลวงทิศทางเลย-นครราชสีมา ขนาด 14.50 เมตร ยาว 218 เมตร 2 ช่องจราจร
  • สะพานข้ามทางรถไฟ เชื่อมต่อไปยังจ.กาฬสินธุ์ ขนาด 14.50 เมตร ยาว 134 เมตร 2 ช่องจราจร

โครงการนี้รวมถึงการ ขยายถนนมิตรภาพ (ทางหลวงทล.2) และ ถนนวงแหวนรอบเมืองขอนแก่น (ทางหลวงทล.230) ให้รองรับการจราจรในอนาคต โดยมีการปรับปรุงจากช่องทางเดิมเป็น 10 เลน แบ่งเป็น 6 เลนหลัก และ 2 เลนคู่ขนาน พร้อมทางเท้าและระบบสาธารณูปโภค

พร้อมให้บริการในปี 2571

ระยะเวลาการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 3 ปี หรือ 1,080 วัน ซึ่งหากเป็นไปตามกำหนด โครงการจะเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2571

โครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งในภูมิภาคอีสาน โดยช่วยให้การเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความสะดวกสบายต่อการเดินทางของประชาชนในพื้นที่

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้เส้นทาง ทางแยกเมืองเก่า เป็นประจำ โครงการนี้ถือเป็นข่าวดีที่น่าติดตามอย่างยิ่ง!

ที่มา – ลุย!ทางต่างระดับแยกเมืองเก่าสร้างสะพานใหม่4ตัวขยายถนนมิตรภาพกับวงแหวนฯขอนแก่น10เลน

สรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ อึ้ง!เจอที่สุรินทร์ 234 รายการ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ แสงชนินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมกำลังพลชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กำลังใจ และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจที่สำคัญในการลดภัยจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

สรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ

ระหว่างวันที่ 1–11 สิงหาคม พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1-4 รวมทั้งสิ้น 9 ชุดปฏิบัติการ ที่หน่วยทหารช่างสนาม กองกำลังสุรนารี ตำบลบ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งมีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) จำนวน 15 ชุด ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธร ในการสนับสนุนกองกำลังสุรนารีและตำรวจภูธรภาค 3

เจอที่สุรินทร์ 234 รายการ

จากการปฏิบัติภารกิจในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวน 483 รายการ แบ่งตามพื้นที่จังหวัดชายแดนดังนี้:

  • จังหวัดบุรีรัมย์: พบ BM-21 จำนวน 36 นัด, ลูกปืนใหญ่ 36 นัด, ลูก ค. 21 นัด และวัตถุระเบิดอื่น ๆ 13 รายการ รวม 95 รายการ
  • จังหวัดสุรินทร์: พบ BM-21 จำนวน 206 นัด, ลูกปืนใหญ่ 3 นัด, ลูก ค. 36 นัด และวัตถุระเบิดอื่น ๆ 19 รายการ รวม 234 รายการ
  • จังหวัดศรีสะเกษ: พบ BM-21 จำนวน 38 นัด, ลูกปืนใหญ่ 88 นัด รวม 120 รายการ
  • จังหวัดอุบลราชธานี: พบ BM-21 จำนวน 35 นัด รวม 34 รายการ

ผลการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมืออาชีพของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิด ที่สามารถเก็บกู้และทำลายวัตถุอันตรายเหล่านี้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ได้ย้ำว่า หน่วยงานยังคงมุ่งเน้นการสำรวจหาขีปนาวุธ กระสุนปืนใหญ่ และระเบิดจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาที่ยังไม่ได้ระเบิด เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย

พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวเช่นกันว่า การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ ที่ช่วยให้คนในชุมชนตระหนักถึงภัยจาก วัตถุระเบิด ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของลูกปืนใหญ่หรือระเบิดดักซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ในพื้นที่ทั่วไป

เราขอขอบคุณหน่วยดำเนินการทุ่นระเบิด ทั้งทางทหารและตำรวจ ที่ยังคงทำงานกันอย่างหนักเพื่อความปลอดภัยของประชาชน พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย และเตือนประชาชนว่า หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดปกติในพื้นที่ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทันที เพื่อให้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายอย่างปลอดภัย

ความพยายามในการสรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ นี้ มิใช่แค่การดำเนินการเพียงครั้งเดียว แต่มีความสำคัญสูงสุดที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ตลอดระยะยาว การรวมหัวของนักปฏิบัติการจากหลากหลายหน่วยทั้งทางทหารและตำรวจ เพื่อทำงานร่วมกันพลิกโฉมให้กับพื้นที่ชายแดนตอนล่าง ถือเป็นสัญลักษณ์ของพลังร่วมของชาติไทยในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

หากคุณหรือคนในชุมชนพบวัตถุระเบิด อย่าเพิ่งเข้าใกล้ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน เพราะกลุ่มหน่วยทุ่นระเบิดยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อความปลอดภัยของทุกคนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – สรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ อึ้ง!เจอที่สุรินทร์ 234 รายการ

หัวเว่ยเปิดตัว FusionCube HCI ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสู่ยุคอัจฉริยะ

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัว FusionCube HCI อย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายใต้แนวคิด “Always Intelligent, Always Resilient” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของไทย ให้ก้าวทันกับยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยโซลูชันนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หัวเว่ยเปิดตัว FusionCube HCI ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสู่ยุคอัจฉริยะ

ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ควรต้องมีขององค์กรทุกขนาด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอทีจึงมีความสำคัญอย่างมาก นาย เชลดอน หวัง รองประธานอาวุโส ธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า FusionCube HCI ไม่ใช่เพียงโซลูชันไอทีอีกหนึ่งชิ้น แต่เป็นรากฐานอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการขององค์กรในยุคดิจิทัล

หัวเว่ยเปิดตัว FusionCube HCI ซึ่งเป็น hyper-converged infrastructure แบบ full-stack ที่รวมระบบประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และความปลอดภัยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างคล่องตัว ลดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

จุดเด่นของ FusionCube HCI

  • ใช้งานง่ายแบบ Plug-and-Play: ติดตั้งได้ภายในไม่กี่นาที เพิ่มทรัพยากรได้ในคลิกเดียว
  • ความเสถียรและความน่าเชื่อถือสูง: รองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขยายระบบได้ตามต้องการ
  • ประหยัดต้นทุน O&M: จากกรณีศึกษาธุรกิจขนส่ง FusionCube ช่วยลดต้นทุน O&M ได้สูงถึง 30%
  • ประสิทธิภาพสูง: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงสุดถึง 2 เท่าจากเทคโนโลยีการจัดการอัจฉริยะ

FusionCube HCI มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมรองรับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา สุขภาพ การคมนาคม หรือภาคธุรกิจ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 12,000 องค์กรทั่วโลก และตอนนี้การเปิดตัวในประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งจากกลยุทธ์ที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย

ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตในประเทศไทย เพื่อประเทศไทย (Grow in Thailand, Contribute to Thailand)” หัวเว่ยมุ่งใส่ใจในการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนองค์กรและชุมชน ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกระบบเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และทันสมัย

ด้วยคุณสมบัติอันล้ำหน้าของ หัวเว่ย FusionCube HCI ที่เปิดตัวในครั้งนี้ มั่นใจได้ว่าจะเป็นพลังสำคัญที่จะผลักดันให้องค์กรไทยสามารถก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และเต็มประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นผู้บริหารหรือผู้ตัดสินใจในองค์กร เราเชื่อว่าการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เหมาะสมในตอนนี้ จะเป็นก้าวย่างสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

ที่มา – “หัวเว่ย” เปิดตัว FusionCube HCI ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสู่ยุคอัจฉริยะ

นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน ดับสลดกลางเทศกาล

โยวานิส มาร์เกซ วัย 35 ปี เป็นหนึ่งในชายหนุ่มหลายสิบคนที่เข้าร่วมงานเทศกาล นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่เมืองฟันดาซิออน เขตมักดาเลนา ทางตอนเหนือของโคลอมเบีย ซึ่งจบลงด้วยความตายของเขา ขณะที่คลิปวิดีโออันน่าสะเทือนขวัญที่บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะวัวกระทิงใช้เขาขวิดมาร์เกซจนตัวลอยกลายเป็นไวรัล

รายงานข่าวระบุว่า มาร์เกซพยายามจะกระโดดข้ามวัวกระทิงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในเทศกาลคอร์ราเลฮาหรือเทศกาลนักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน แต่เขากระโดดไม่พ้นตัวมัน ทำให้โดนวัวกระทิงขวิดหลายครั้ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้ชม

นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน

ในช่วงท้ายของคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่ามีหลายคนเข้ามาช่วยเขาให้ลุกขึ้นและพาตัวออกไปจากสนาม แม้มาร์เกซจะยังคงเดินได้และดูมีสติ แต่สุดท้ายเขาก็เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บตามรายงานของสื่อท้องถิ่น

พยานคนหนึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ‘เอล เตียมโป’ ว่า “เขา (มาร์เกซ) ลุกขึ้นยืนได้เหมือนกับไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เลือดเขาไหลไม่หยุด เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น”

สาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต

หนังสือพิมพ์รายงานว่า มาร์เกซถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน แต่ก็เสียชีวิตก่อนจะไปถึง การสู้วัวเป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในบางพื้นที่ของโคลอมเบีย ซึ่งนักสู้วัวกระทิงจะเข้าร่วมการท้าทายต่าง ๆ ขณะสู้วัวต่อหน้าฝูงชน แต่ในปัจจุบัน กิจกรรมเหล่านี้ถูกมองว่าล้าสมัย เป็นเทศกาลที่ทารุณกรรมสัตว์และเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ด้วย

เมื่อปีที่แล้ว รัฐสภาโคลอมเบียได้ผ่านกฎหมายห้ามการจัดงานนักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชนเรียบร้อยแล้ว แต่จะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในปี 2570

หน่วยรณรงค์เพื่อสิทธิสัตว์จากโคลอมเบียได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่หนุ่มคนนี้เสียชีวิตหลังถูกวัวกระทิงที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บ เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวเองของมัน ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่าง ‘เทศกาล’ ที่ทางเทศบาลจัดขึ้น และพวกเขาหวังว่าโอกาสในการเสียชีวิตของมนุษย์เช่นนี้จะหยุดลงในอนาคต

เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ต้องถูกทบทวนอีกครั้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่อาจส่งผลให้เกิดความรุนแรง ทั้งต่อมนุษย์และสัตว์

ที่มา – นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน ดับสลดกลางเทศกาล