ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พสกนิกรชายแดนร่วมใจจัดกิจกรรมวันแม่ “สร้างรอยยิ้มคืนสู่ชายแดน”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ณ ศาลาอเนกประสงค์วัดศิริวราวาส อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พสกนิกรในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย ภายใต้แนวคิด “สร้างรอยยิ้มคืนสู่ชายแดน” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรัก ความกตัญญู และความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล

กิจกรรมเริ่มขึ้นเวลา 07.30 น. ด้วยพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความจงรักภักดีและระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ซึ่งทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่อุทิศพระวรกายเพื่อแผ่นดินและประชาชนอย่างสุดซึ้ง บรรยากาศของพิธีเต็มไปด้วยความรักและความเคารพนับถืออย่างลึกซึ้ง

มอบใบประกาศแม่ดีเด่น จำนวน 23 ท่าน

หลังจากพิธีถวายบุญ ผู้ร่วมงานได้ร่วมในพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ “แม่ดีเด่น” ให้กับสตรีผู้มีคุณค่าในชุมชน จำนวน 23 ท่าน ที่ได้เสียสละและเลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตเป็นเยาวชนที่มีศีลธรรม และมีความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแม่ในสังคม โดยมีนายอำเภอกันทรลักษ์ จ่าเอก สมควร สิงห์คำ และนางนุชรีย์ สิงห์คำ นายกกิ่งกาชาดอำเภอกันทรลักษ์ เข้าร่วมเป็นประธานในพิธี

นางมลวิภา โบจรัส ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอกันทรลักษ์ เปิดเผยว่า การคัดเลือกแม่ดีเด่นในครั้งนี้ มีนัยสำคัญมากกว่าการประเมินเพียงคุณธรรม เนื่องจากพื้นที่ชายแดนเคยเผชิญกับความไม่สงบ การกลับมาของรอยยิ้มผ่านกิจกรรมวันแม่ถือเป็นเครื่องหมายของความหวัง ความเข้มแข็งของชุมชน และการเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวในสังคมไทย

รอยยิ้มใหม่ในพื้นที่ชายแดน

กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงสร้างความสุขให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังส่งเสริมความสามัคคีและความรักในครอบครัว ซึ่งเป็นแก่นแท้ของวันแม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ที่บางครั้งต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงภัย พลังแห่งความรักของแม่คือสิ่งที่ช่วยให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นคุณค่าในแม่ของคุณ อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราว หรือเข้าร่วมกิจกรรมแสดงความกตัญญูในโอกาสต่างๆ เพราะการยอมรับและชื่นชม อาจเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ใครสักคนยิ้มได้อีกครั้ง

ที่มา – พสกนิกรชายแดนร่วมใจจัดกิจกรรมวันแม่ “สร้างรอยยิ้มคืนสู่ชายแดน”

“ยูเอ็น-กลุ่มสื่อ” รุมจวกอิสราเอล สังหารทีมนักข่าวอัลจาซีราในกาซา

ในเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการสื่อโลก นักข่าวของสถานีอัลจาซีราในกาซาถูกสังหารอย่างโหดร้าย ทำให้เกิดการประณามจากสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลก การโจมตีครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

“ยูเอ็น-กลุ่มสื่อ” รุมจวกอิสราเอล สังหารทีมนักข่าวอัลจาซีราในกาซา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ผู้คนจำนวนมากในเมืองกาซาซิตีได้ร่วมกันจัดพิธีรำลึกที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟา เพื่อแสดงความเคารพต่อนายอานัส อัล-ชาริฟ นักข่าวประจำกรุงกาซาของอัลจาซีรา วัย 28 ปี และเพื่อนร่วมงานอีก 4 คนที่ถูกสังหารในฉนวนกาซาเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เป้าหมายโจมตีคือ “นักข่าวที่อิสราเอลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย”

ต่อมาอิสราเอลได้ออกมาให้การยืนยันว่ากิจกรรมทางทหารครั้งดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อโจมตีนายอานัส อัล-ชาริฟ ซึ่งกองทัพอิสราเอลระบุว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส พวกเขาอ้างว่าเขาแอบใช้ตนเป็นนักข่าวเพื่อปิดบังกิจกรรมเกลื่อนแกล้งอย่างอื่น แถมยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการโจมตีด้วยจรวดใส่ภูมิภาคของชาวอิสราเอล ด้วยฐานะหัวหน้ากิจกรรมการก่อการร้ายภายใต้สังกัดฮามาส

  • การเข้าทำลายที่พักอาศัยโดยตรงในพื้นที่สงคราม ไม่ถือว่าเป็นกรณีผิดพลาด
  • การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระรวมไปถึงทีมนักข่าวชุดใหญ่ สะท้อนถึงอันตรายที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ปฏิบัติงานสื่อ
  • การตรวจสอบภายหลังจะช่วยส่งเสริมความยุติธรรมในอุตสาหกรรมรายงานข่าว

ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ คณะกรรมการปกป้องผู้สื่อข่าวโลก (CPJ) ได้ออกมาสนับสนุนหลักการที่นักข่าวควรได้รับความปลอดภัยจากความรุนแรงทางทหาร และถิ่นกำเนิดของพวกเขาไม่ควรเป็นฐานให้ถูกกดขี่หรือถูกจำแนกในเชิงลบ จากความหลากหลายทางเชื้อชาติหรือมุมมองทางการเมือง มีการวิพากษ์ว่ากองทัพอิสราเอลมีพฤติกรรมแสดงออกในลักษณะเดิมๆ หลายครั้ง โดยโจมตีบุคลากรสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือ

สำนักข่าวอัลจาซีราได้เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งดังกล่าวมาจากการพยายามของอิสราเอลในการกำจัดเสียงสะท้อนที่เปิดโปงความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในกาซา ขณะที่นายอานัสถือได้ว่าเป็นนักข่าวที่กล้าหาญที่สุดในพื้นที่แห่งนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเตือนภัยสื่อโลกอีกครั้งเกี่ยวกับอันตรายที่รอคอยในภาคสนาม และวิถีของผู้ประกอบวิชาชีพที่ต้องเผชิญความเสี่ยงเพื่อส่งเสียงให้สังคมฟัง

หากคุณต้องการรับการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การขัดแย้ง มิสไซล์ และผลกระทบต่อพลเมืองในกาซา อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราใกล้ชิดข่าวสารทุกวัน!

ที่มา – “ยูเอ็น-กลุ่มสื่อ” รุมจวกอิสราเอล สังหารทีมนักข่าวอัลจาซีราในกาซา

รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ

“เดอะ รอคเกตส์” รอนนี โอซัลลิแวน อดีตแชมป์โลกสนุ้กเกอร์ 7 สมัย ได้ออกมาเปิดเผยรายชื่อนักสอยคิว 3 คนที่มีโอกาสสูงสุดในการคว้าแชมป์ รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ ในการแข่งขัน ซาอุดีอาระเบีย สนุ้กเกอร์ มาสเตอร์ส ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ

รอนนี เชื่อว่า ใครก็ตามที่ต้องการคว้าแชมป์ในรายการนี้จะต้องมีฟอร์มการเล่นที่ดีเยี่ยมและความสามารถพิสูจน์ตัวเองในระดับโลก โดยเขาได้ยกย่องนักสอยคิว 3 คนดังกล่าวว่าอยู่ในระดับสูงกว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ ทั่วไปในรายการนี้ รวมถึงมีประสบการณ์และผลงานที่น่าประทับใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ไคเรน วิลสัน แกร่งสุดในขณะนี้

ในบรรดานักสอยคิวทั้งหมด รอนนี ชื่นชมเฉพาะ ไคเรน วิลสัน เป็นอย่างมาก โดยเรียกเขาว่า “นักสอยคิวที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้” หลังจากที่เขาเพิ่งคว้าแชมป์เซี่ยงไฮ้ มาสเตอร์ส และยังเป็นแชมป์โลกปี 2024 มาแล้ว อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ก็ยังไม่จบ เพราะยังมี จัดด์ ทรัมป์ เจ้าของตำแหน่งมืออันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน และ จ้าว ซินถง ซึ่งยังครองตำแหน่งแชมป์โลกอยู่

ทั้งสามคนนี้ถือเป็นผู้เล่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับโลก ซึ่งรอนนียังระบุเพิ่มเติมว่า มีอีกประมาณ 7-8 คนที่มีความสามารถและความน่าจะเป็นสูงพอที่จะคว้าแชมป์ได้เช่นกัน ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นสนามที่หนักแน่นและคัดค้านสูงมาก

  • ไคเรน วิลสัน – แชมป์โลกปี 2024 และเซี่ยงไฮ้ มาสเตอร์ส
  • จัดด์ ทรัมป์ – มืออันดับหนึ่งของโลก
  • จ้าว ซินถง – แชมป์โลกคนปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เรายังต้องจับตาดูตัวผู้เล่นอื่น ๆ ที่อาจสร้างเซอร์ไพรส์ เช่น ลูกา เบรเซล แชมป์โลกปี 2023 ที่ต้องถอนตัวจากหลายรายการใหญ่ในฤดูกาลนี้เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้เขายังไม่ได้ลงแข่งแมตช์ไหนเลยในฤดูกาลปัจจุบัน ส่งผลให้อันดับของเขาตกลงมาอยู่ที่ 39 ของโลก ซึ่งหากเขาสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายและทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญในการลุ้นแชมป์ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การแข่งขัน ซาอุดีอาระเบีย สนุ้กเกอร์ มาสเตอร์ส ถือเป็นโอกาสทองสำหรับนักสอยคิวทั่วโลก เนื่องจากเงินรางวัลรวมสูงถึง 2.3 ล้านปอนด์ และแชมป์ของรายการจะได้รับเงินรางวัลถึง 5 แสนปอนด์ ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเล่นและแฟน ๆ อย่างสูง

แม้ รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ เพื่อเป็นแนวทางให้แก่แฟน ๆ และผู้ติดตามกีฬาสนุ้กเกอร์ แต่เรายังเชื่อว่าการแข่งขันในสนามแบบนี้ย่อมไม่มีใครรู้ว่าใครจะไปถึงเส้นชัยจริงๆ การเตรียมตัว การเข้าฟอร์ม และการควบคุมอารมณ์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้กลายเป็นชัยชนะได้ในที่สุด

ที่มา – “รอนนี” ยก 3 ตัวเต็งจ๋าคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ

ส่งมอบกระบะ นิสสัน นาวารา เสริมพลังช่วยงานกู้ภัย

เมื่อเร็วๆ นี้ นิสสัน ประเทศไทย โดยนำโดย ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส และ สุวรรณา วัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ สยามนิสสัน ที.เค.เอฟ. ได้ร่วมพิธีส่งมอบรถยนต์ กระบะ นิสสัน นาวารา จำนวน 23 คัน ให้กับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร ณ สถานีดับเพลิงและกู้ภัย เขตบางบอน เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญในการดับเพลิงและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

กระบะ นิสสัน นาวารา ช่วยยกระดับการปฏิบัติงานสาธารณะ

การส่งมอบกระบะ นิสสัน นาวาราในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการยืดหยุ่นและความสามารถในการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย ชาตรี แนวจำปา ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการดับเพลิงและกู้ภัย 6 ได้รับมอบรถยนต์รุ่นนี้จากรองประธานอาวุโสของนิสสันในพิธีอย่างเป็นทางการ

สมรรถนะที่ตอบโจทย์ทุกภารกิจ

นิสสัน นาวารา ถูกออกแบบมาให้พร้อมใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม ทั้งเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์แบบ 2.3 ลิตร 4 สูบทวินเทอร์โบ ความจุสูง ช่วยให้มีแรงขับเคลื่อนที่เสถียร และเชสซีที่ผลิตจากเหล็กกล้า ช่วยให้สามารถรับน้ำหนักได้เต็มพิกัด และสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางทุรกันตร์หรือเขตเมืองที่แออัด

นิสสัน นาวารา ยังมาพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่เน้นความปลอดภัยสูงขั้น เช่น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่ติดตั้งอยู่ครบครันทั้งภายในและภายนอกตัวรถ ทำให้ผู้ขับมั่นใจได้ตลอดการเดินทาง และเหมาะกับงานที่สำคัญ เช่น การปฏิบัติงานของหน่วยกู้ภัยและหน่วยจราจร

  • เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ 2.3 ลิตร 4 สูบ
  • เชสซีเหล็กกล้า ความทนทานสูง
  • ระบบเบรก ABS และอื่น ๆ
  • สิ่งอำนวยความสะดวกภายในครบครัน

“นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะและความทนทาน นาวารามาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ จึงเป็นรถยนต์ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจดับเพลิง และกู้ภัยของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร นิสสันภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนี้เพื่อช่วยเหลือสังคม” ทาคาอากิ ยานางิ กล่าวในพิธีส่งมอบ

จากการส่งมอบครั้งนี้ กระบะ นิสสัน นาวารา จะถูกนำไปใช้พิเศษในงานด้านสาธารณประโยชน์ เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือประชาชน จริงๆ แล้ว การเลือกรถกระบะที่เหมาะสมกับงานด้านบูรณาการการช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานมีความคล่องตัวและสามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทันเวลากว่าเดิม

ถ้าคุณกำลังมองหารถกระบะที่มีประสิทธิภาพ สมรรถนะสูง และวางใจได้ในทุกสภาพการใช้งาน ก็ควรลองศึกษาเรื่องของ นิสสัน นาวารา ให้มากขึ้น ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งในงานราชการและงานส่วนตัวได้อย่างลงตัว

ที่มา – ส่งมอบกระบะ นิสสัน นาวารา

เร่งหาสาเหตุ? ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส

กรณีที่ ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา เมื่อคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้สร้างความตกใจให้กับชุมชนอย่างมาก โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ นายอาหามะ มาหนิ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กำลังทำหน้าที่รับซื้อทุเรียนที่แผงในพื้นที่ตำบลบันนังสาเรง

เร่งหาสาเหตุ? ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส

จากข้อมูลที่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุในเวลาประมาณ 00:30 น. ว่ามีชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอาหามะ กำลังพูดคุยกับลูกค้าขณะที่มีคนร้ายซุ่มอยู่ในป่าละเมาะ แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่เขา 1 นัดด้วยกระสุนจริง ซึ่งกระสุนเข้าโดนบริเวณหลัง จนทำให้เขาล้มลงทันที

หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านได้ร่วมกันช่วยเหลือนำตัวผู้บาดเจ็บไปส่งที่ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา อย่างเร่งด่วน จากนั้นแพทย์ได้นำตัวเข้าห้องผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากอาการมีความรุนแรง

เจ้าหน้าที่เร่งเก็บพยานหลักฐาน

เช้าวันที่ 12 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยมีรถยนต์หลากหลายรุ่น เช่น อีซูซุ MU-X และหลายรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ ซึ่งถูกเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานในการสืบสวน

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ทำให้ปรากฏข้อมูลสำคัญว่านายอาหามะ เป็นลูกชายของ นายมือลี มาหนิ ที่เคยถูก 사람ร้ายบุกบ้านยิงเสียชีวิตพร้อมกับนายประกิจ กลมสอาด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกรณีที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกิดความคล้ายคลึงในรูปแบบการก่อเหตุ

  • เหตุเกิดในพื้นที่เดียวกัน
  • มีลักษณะการใช้อาวุธปืนยิงแบบในป่าซุ่ม
  • มีลูกชายคนหนึ่งของเหยื่อรายก่อนหน้าถูกทำร้ายในลักษณะใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่า การลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส ครั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จลาจลในพื้นที่หรือเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ประกอบกับมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างญาติของเหยื่อรายก่อนหน้าและเหตุการณ์ล่าสุด

สังคมขณะนี้ต่างจับตามองว่าจะพบแนวทางใหม่ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้เหตุการณ์ทั้งสองแม่นยำตรงเป้า และสามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้โดยเร็ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโน้มน้าวให้ทุกคนตระหนักอีกครั้งถึงความเสี่ยงของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ใกล้เคียงสถานการณ์ไม่สงบ และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชนที่ทำงานในช่วงกลางดึกโดยเฉพาะกรณีเช่นนี้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เราอยากฟังความคิดเห็นของคุณว่า สมควรหรือไม่หากสถานที่ทำงานบนพื้นที่ขนาดใหญ่ควรต้องมีการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมจากหน่วยงานท้องถิ่นหรือไม่

ที่มา – เร่งหาสาเหตุ? ลอบยิง ผู้ใหญ่บ้าน รับซื้อทุเรียนสาหัส พบพ่อถูกยิงดับไม่ถึง1ปี

ประธานรัฐสภาลงนามถวายพระพร 12 ส.ค.68

เมื่อเวลา 09.00 น. วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 ณ พระบรมมหาราชวัง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปีพุทธศักราช 2568

ประธานรัฐสภาลงนามถวายพระพร 12 ส.ค.68

การลงนามถวายพระพรในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีและความเคารพอย่างสูงสุดของประชาชนชาวไทย ตลอดจนผู้ที่นำหน้าในการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งทรงมีพระกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชานิยมในประเทศไทย

ความหมายของวันพ่อแม่แห่งชาติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระอิสริยยศเป็นที่เคารพนับถืออย่างลึกซึ้งจากประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ มีพระทัยเมตตาต่อทุกหมู่เหล่า และทรงสามารถรวมพลังของสังคมเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

ภาพบรรยากาศในพิธีถวายพระพรเต็มไปด้วยความเคารพและศรัทธา ซึ่งจากภาพที่เผยแพร่ให้เห็น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานรัฐสภา ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้แทนที่มาร่วมลงนามถวายพระพร โดยมีภาพถ่ายของกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและจิตสำนึกของผู้ร่วมลงนาม

  • สถานที่: พระบรมมหาราชวัง
  • วันและเวลา: วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น.
  • ผู้ร่วมลงนาม: ประธานรัฐสภาและผู้แทนต่างๆ
  • โอกาสพิเศษ: วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระพันปีหลวง

เหตุการณ์ในวันนี้ถือเป็นการแสดงออกแห่งความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย ที่มีต่อราชวงศ์จักรีและพระองค์ผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของสังคมไทยในการเคารพและรักษาคุณงามความดีของสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เสมอ

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมถวายพระพรในวันพ่อแม่แห่งชาติ ยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ และกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ค่านิยมดีงามของชาติไว้อย่างถาวร

การลงนามถวายพระพรที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยมีความสามัคคีและร่วมมือกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบของความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์

หากคุณเคยมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้ การสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองจะทำให้คุณเข้าใจความหมายลึกซึ้งของความจงรักภักดีที่คนไทยมีต่อพระมหากษัตริย์ได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ประธานรัฐสภา’ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระพันปีหลวง 12 ส.ค.68

ปานเทพ เรียกร้องต่ออายุราชการแม่ทัพภาคที่ 2

ล่าสุด มีกรณีที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาโพสต์เรียกร้องให้มีการต่ออายุราชการ ของแม่ทัพภาคที่ 2 ผ่านแฟนเพจส่วนตัว ซึ่งข้อความของเขาได้รับการแชร์อย่างแพร่หลายบนโลกโซเชียล

ปานเทพ เรียกร้องต่ออายุราชการแม่ทัพภาคที่ 2

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายปานเทพได้โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุว่า “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก ขอเรียกร้องให้ต่ออายุราชการ” เป็นข้อความที่เน้นย้ำความสำคัญของการมีเสถียรภาพในการบริหาร โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงมีความซับซ้อนและต้องการผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญเขาอยู่ในตำแหน่ง

การสนับสนุนจากประชาชน

นอกจากนี้ นายปานเทพยังกล่าวอีกว่า “ท่านแม่ทัพภาคที่ 2 ใครเห็นด้วยช่วยแสดงพลังกดไลก์ และแชร์ถึงความต้องการนี้ด่วน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการระดมพลังเสียงจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

ข้อความดังกล่าวได้สร้างกระแสการอภิปรายอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการควบคุมการปฏิบัติราชการ และการเลือกผู้มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมของนโยบายในภูมิภาค

  • การต่ออายุราชการเป็นแนวทางที่เห็นผล
  • ต้องการความมั่นคงในภาวะแวดล้อมที่ไม่มั่นคง
  • ประชาชนและเจ้าหน้าที่สนับสนุน

การเรียกร้องของนายปานเทพสะท้อนให้เห็นว่า gathering support จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่ในฐานะผู้บริหาร แต่ยังเป็นเสียงสะท้อนจากสถานการณ์ที่ต้องการผู้นำที่มีความแข็งแกร่งและทรงคุณูปการ

หากเรื่องนี้มีความคืบหน้ามากขึ้น ก็ถือว่ามีนัยสำคัญต่อแนวทางการบริหารราชการในอนาคต อีกทั้งยังเป็นกรณีตัวอย่างที่ว่าสังคมสามารถมีส่วนร่วมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้อย่างไรในการสนับสนุนหรือแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของประเทศ

ว่ากันว่า “เสียงของประชาชนคือพลัง” ข้อความเรียกร้องครั้งนี้อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้มีการพิจารณาอย่างจริงจังในเรื่องการต่ออายุราชการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความพร้อมสำหรับผู้บริหารที่จะก้าวสู่บทบาทใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ปานเทพ’ โพสต์เรียกร้องให้ ‘ต่ออายุราชการ’ แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่นไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก!

ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมพิธีทำบุญถวายพระราชกุศล 12 ส.ค.68

ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 07.30 น. ณ ท้องสนามหลวง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมพิธีทำบุญถวายพระราชกุศล 12 ส.ค.68

ในวันสำคัญนี้ นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ก็ได้เข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับผู้บริหารและข้าราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่มาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย โดยมีการสวดพระพุทธมนต์ และการตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีถวายพระพรในพระบรมมหาราชวัง

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีที่สนามหลวง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง นายทศพร แย้มวงษ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ตลอดจนคณะสมาชิกวุฒิสภาและผู้บริหารสำนักงาน เข้าร่วมพิธีลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

กิจกรรมในวันนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเคารพ ความจงรักภักดี และความสามัคคีของทุกภาคส่วนของสังคมไทยที่มาร่วมกันในโอกาสที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระชนมพรรษา

การเข้าร่วมพิธีครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีของวุฒิสภาไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาอย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของวัฒนธรรมอันดีงามของไทยอันมีความเชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันรักษาความเป็นหนึ่งของชาติ

หากคุณมีโอกาส อย่าลืมร่วมแสดงความเคารพในโอกาสสำคัญเช่นนี้ เพื่อให้วัฒนธรรมอันงดงามของไทยสืบทอดต่อไป

ที่มา – ‘ประธานวุฒิสภา’ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระพันปีหลวง 12 ส.ค.68

สิงคโปร์ปรับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ แต่เตือนความเสี่ยงระดับโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่ากระทรวงการค้าสิงคโปร์ออกแถลงการณ์ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของปีนี้ จากเดิม 0-0.2% เป็น 1.5-2.5%

สิงคโปร์ปรับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ

การปรับเปลี่ยนตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้น หลังเศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโต 4.4% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่สอง หรือระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังขยายตัว 4.1% ในช่วงสามเดือนก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสิงคโปร์

เตือนถึงความเสี่ยงระดับโลก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการค้าสิงคโปร์เตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาจชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจาก “ความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง” จากนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาและขอบเขตของภาษีศุลกากร โดยเฉพาะภาคส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสิงคโปร์

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ได้ประกาศเก็บภาษี 100% สำหรับชิปจากบริษัทที่ไม่ได้ลงทุนในสหรัฐ และขู่ว่า จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากภาคเภสัชกรรมสูงสุดถึง 250%

  • เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตได้ดีในไตรมาสที่สอง
  • มีการปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้เพิ่มขึ้น
  • เตือนถึงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐ

สิ่งที่น่าสนใจ คือแม้สิงคโปร์จะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังคงมีการเตือนความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในเฟสหลังของปีนี้

จากการวิเคราะห์ แม้ผลประกอบการระยะสั้นของสิงคโปร์จะดูมีมุมมองที่ดี แต่ฝ่ายบริหารยังคงมีมุมมองรอบคอบต่อปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่นเดียวกับปัญหาเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ซึ่งนักบริหารและนักวางแผนควรเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ

ที่มา – สิงคโปร์ปรับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ แต่เตือนความเสี่ยงระดับโลก

“การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี”

อเลฮานโดร การ์นาโช ปีกตัวจี๊ดของ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 21 ปี เริ่มทำตัวขู่ใส่สโมสรต้นสังกัด หลังจากที่ไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างเต็มที่ จนอาจเลือกที่จะย้ายไปร่วมทีม “สิงห์สำอาง” เชลซี แทน โดยมีรายงานว่าหากเรื่องการย้ายทีมไม่ได้เคลื่อนไหวไปข้างหน้า กองหน้าชาวสเปนพร้อมที่จะนั่งสำรองเป็นเวลา 6-12 เดือน

“การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี”

จากข้อมูลที่เผยออกมาภายหลังการเปิดเผยของฟาบริซิโอ โรมาโน นักข่าวด้านตลาดย้ายทีมชื่อดัง ระบุว่า การ์นาโช ได้ส่งข้อความชัดเจนถึงสโมสรต้นสังกัดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า หากไม่ได้ย้ายไปร่วมทีมเชลซีในฤดูหน้า ตนยินดีนั่งแบ๊งค์ข้างสนามไปต่อ โดยอาจไม่ได้ลงสนามเลยเป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีเต็ม

สถานการณ์การเจรจาค่าตัว

เดิมที “ปีศาจแดง” ระบุราคาค่าตัวการ์นาโชสูงถึง 70 ล้านปอนด์ แต่เมื่อเห็นว่าตลาดไม่ค่อยร้อนแรงจึงลดเหลือเพียงเพียง 50 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม เชลซียังเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวยังสูงเกินความคุ้มค่า ที่จะได้รับกลับมาจากการ์นาโชในปัจจุบัน

หัวหอกวัย 21 ปีรายนี้เหลือสัญญากับยูไนเต็ดอีกยาวไกล แต่มีข่าวว่าเขาเริ่มไม่พอใจกับตำแหน่งในทีม และต้องการโอกาสในการแสดงศักยภาพแบบเต็มๆ ที่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

จากการ์นาโชเข้าร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแล้ว 144 นัด โดยสามารถส่งลูกทีม 26 ลูก และมีแอสซิสต์ไปอีก 22 ครั้ง ถือว่าเป็นหนึ่งในนักเตะรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง หากได้รับโอกาสในการพัฒนา

บุคลิกและการประเมินจากเชลซี

เชลซีไม่เห็นปัญหาในด้านบุคลิกของ“การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี” เลย เพราะผ่านการตรวจสอบและศึกษาตัวนักเตะมาอย่างละเอียด ถือเป็นนักเตะที่มีสไตล์การเล่นเหมาะกับระบบของ “สิงโตคำราม” ดีมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญคือตัวเลขค่าตัวที่ยูไนเต็ดยังยืนกรานไว้ที่ 50 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร สำหรับนักเตะที่ยังไม่ได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่อง

  • การ์นาโช ลงสนามให้แมนฯ ยูไนเต็ดไปแล้ว 144 นัด
  • ยิงไป 26 ประตู และแอสซิสต์อีก 22 ครั้ง
  • สนใจย้ายทีมเพื่อเล่นให้กับเชลซีอย่างจริงจัง
  • หากไม่ได้ย้ายจะเลือกนั่งสำรองเป็นเวลา 6-12 เดือน

ขณะนี้สถานการณ์การเจรจากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ และเชื่อกันว่าหากยูไนเต็ดไม่ลดราคาค่าตัวลงอีกนิด “การ์นาโช” อาจต้องจัดการทางเลือกของตนเองโดยไม่รอเวลานานอีกต่อไป

การย้ายทีมในตลาดซื้อขายนักเตะครั้งนี้น่าจะส่งผลต่อโครงสร้างหน้าใหม่ของทั้งสองสโมสร ทั้งในแง่ของการเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม และการปล่อยนักเตะที่อาจไม่ใช่ตัวเลือกสำคัญในอนาคตอีกต่อไป

ทั้งนี้ “การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี” จะสามารถ “บังคับ” ให้ยูไนเต็ดยอมปล่อยตัวเขาไปร่วมทีมสิงห์สำอางได้จริงหรือไม่ ต้องติดตามกันใกล้ชิดในตลาดซื้อขายหน้าร้อนนี้

หากคุณเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเชลซี ต้องตามให้ทันข่าวสารทุกวัน เพราะตลาดนี้น่าดูมาก!

ที่มา – “การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี”