ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธเงินบริจาคเข้าข่ายฉ้อโกง

กรณีของ วัดพระบาทน้ำพุ ที่กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏหลักฐานว่าเงินบริจาคจำนวนมากอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนถึงขั้นเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เพจ “ทนายคู่ใจ” ซึ่งเป็นเพจของนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความชื่อดัง ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคของวัด

ภายหลังการเปิดเผย ปรากฏว่าเจ้าอาวาสของ วัดพระบาทน้ำพุ ได้ยอมรับว่าเคยนำเงินบริจาคไปซื้อที่ดินจำนวนมหาศาลกว่า 2,000 ไร่ แล้วจงใจจดทะเบียนในนามญาติโยมและบุคคลใกล้ชิด แทนที่จะเป็นของมูลนิธิวัดอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามีบันทึกข้อตกลงในการโอนกรรมสิทธิ์กลับมายังวัดในอนาคต แต่เอกสารดังกล่าวกลับไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

วัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธเงินบริจาคเข้าข่ายฉ้อโกง

เรื่องนี้ทำให้ประชาชนและหน่วยงานราชการเริ่มตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจัง โดยนายรณณรงค์ระบุว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรีควรออกมาให้ข้อมูลชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบหรือติดตามทรัพย์สินของวัดเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี ทั้งที่วัดแห่งนี้ได้รับเงินบริจาคอย่างต่อเนื่องจากร้อยพันประชาชนทั่วประเทศ

ภาพประกอบกรณีเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากกองบังคับการสอบสวนกลางยืนยันว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเส้นทางของเงินบริจาคและกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับ วัดพระบาทน้ำพุ อย่างละเอียด โดยพบความผิดปกติหลายประการ ที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของมูลนิธิ รวมถึงการใช้เงินบริจาคเพื่อกิจกรรมส่วนตัวของผู้บริหารวัด หรือการซื้อทรัพย์สินให้กับบุคคลภายนอก

หากยืนยันความผิด อาจถึงขั้นเอาผิดทางอาญา

ที่น่าตกใจยิ่งขึ้นคือ ข้อมูลที่สำนักงานกองปราบปรามได้ตรวจสอบนั้น พบว่ามีเงินบริจาคจำนวนใหญ่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่ตรงตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถยนต์หรู เป็นต้น ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบุคคลมีชื่อเสียงในวงกตัญญูอย่าง “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ที่เคยเป็นที่รู้จักในด้านการระดมทุนให้วัด

  • ตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาค
  • ยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด

หากผลการสอบสวนสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ามีการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ และposé ต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่เพียงแต่จะมีการดำเนินคดีทางแพ่งเท่านั้น แต่อาจมีการดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์หรือเบียดบังทรัพย์สินของมูลนิธิฯ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงตามกฎหมายอาญา

การติดตามตรวจสอบคดีนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการโปร่งใสและตรวจสอบในองค์กรทางศาสนา หากขาดความโปร่งใส จะเปิดโอกาสให้เกิดการละเมิดความเชื่อมั่นของประชาชนและอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาสนาโดยรวม การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและจริงจังจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคให้กับวัดดังกล่าว ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีผลเสียเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริหาร คุณก็อาจมีสิทธิ์ในการดำเนินการเรียกร้องความเสียหายได้เช่นกัน

ที่มา – พบพิรุธเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ใช้ผิดวัตถุประสงค์–เข้าข่ายฉ้อโกง อาจโยงยักยอกทรัพย์มูลนิธิฯ

รอตรวจสอบ! ‘รอง ผบก.ป.’ ชี้คดี ‘หมอบี’ ส่อผิดฉ้อโกง

คดีที่ว่าด้วย นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ‘หมอบี’ ที่เพิ่งถูกสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงกว้าง โดยตัวนายเสกสันน์ได้ให้สัมภาษณ์หลังถูกสอบสวนเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ว่าตนเองไม่มีเจตนาในการฉ้อโกงเงินบริจาคแต่อย่างใด และระบุว่าได้นำเงินบริจาคทั้งหมดไปมอบให้กับ หลวงพ่ออลงกต อย่างครบถ้วน

รอตรวจสอบ! ‘รอง ผบก.ป.’ ชี้คดี ‘หมอบี’ ส่อผิดฉ้อโกง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บัญชาการกองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานมากขึ้น และหลักฐานบางส่วนชี้ให้เห็นว่านายเสกสันน์เข้าข่าย ฉ้อโกง อย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเขาจะอ้างว่าเงินที่หายไปถูกใช้ไปกับโครงการต่าง ๆ ของวัด เช่น ทุนนักเรียนนอก และโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ

ข้อมูลใหม่จากการสอบปากคำพยาน

หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่เพิ่งได้รับการยืนยันคือ การสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีแล้วกว่า 20 คน ทั้งจากฝั่งของนายเสกสันน์ รวมไปถึงพยานที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งพยานบางรายให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับคำให้การของนายเสกสันน์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินของวัด

นอกจากนี้ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญในคดีนี้ ได้ให้การเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ และแสดงความเต็มใจที่จะร่วมมือในการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าต้องการทราบความจริงเกี่ยวกับ เงินบริจาคที่หายไป โดยในเอกสารบางฉบับที่มีลายเซ็นของหลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าเขามีส่วนรับรู้กับการใช้จ่ายเงินบางส่วน แต่ก็มีบางส่วนที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน

ในส่วนของทรัพย์สินส่วนบุคคลของนายเสกสันน์ รวมถึงรถยนต์หรูที่เพิ่งถูกตรวจสอบพบ นั้น นายเสกสันน์ได้ให้การว่าเป็นทรัพย์สินที่วัดเป็นผู้ครอบครองอย่างถูกต้อง แต่มีบางประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากชื่อผู้จดทะเบียนถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวปรากฏว่าเป็นเครือญาติของนายเสกสันน์ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในระยะต่อไป

ที่ดินของวัดยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือ รายงานที่ว่า ที่ดินของวัด ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,326 ไร่ มีการจดทะเบียนในนามของบุคคลภายนอกและนิติบุคคลอื่น ทั้งที่ควรเป็นของวัดตามกฎหมาย ทางกองบังคับการปราบปรามได้แจ้งความร่วมมือกับ บก.ปปป. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในส่วนนี้ โดยเน้นว่าหากพบการทุจริตในภาครัฐ จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

คดีของนายเสกสันน์ หรือ ‘หมอบี’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคล แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการทางการเงินของวัดในประเทศไทยมากที่สุด ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับคดีต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม จึงถือเป็นกรณีศึกษาเบื้องต้นที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การสอบสวนในคดี ‘หมอบี’ นี้ยังมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ทั้งในด้านการตรวจสอบพยานหลักฐานและความเชื่อมโยงของทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีการพิสูจน์ความผิดในระดับ уголовอย่างชัดเจนในอนาคต

ที่มา – รอตรวจสอบ! ‘รอง ผบก.ป.’ ชี้คดี ‘หมอบี’ ส่อผิดฉ้อโกง สอบพยานแล้วกว่า 20 ปาก

สลด! แคนดิเดตชิงผู้นำโคลอมเบียเสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ว่า คุณอูริเบ วุฒิสมาชิกฝ่ายขวาอายุ 39 ปี หลานชายของอดีตประธานาธิบดีฮูลิโอ ซีซาร์ ตูร์บาย ถูกยิงเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการรณรงค์หาเสียงที่กรุงโบโกตา ผู้โจมตีเป็นมือปืนวัยเพียง 15 ปี

สลด! แคนดิเดตชิงผู้นำโคลอมเบียเสียชีวิตแล้ว

แม้ว่าอูริเบจะมีอาการดีขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทีมแพทย์ได้ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าเขาเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมอง

เหตุการณ์นี้ทำให้สื่อและสังคมต่างสะเทือนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าผู้เสียชีวิตมีความสำคัญทางการเมืองอย่างสูงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของโคลอมเบียในปี 2026

การสืบสวนดำเนินอย่างไร?

ทางการโคลอมเบียสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 6 คน รวมถึงมือปืนวัยเยาว์ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ หลังการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ นำไปสู่การจับกุมผู้นำกลุ่มต่อต้าน “เอล คอสเตโน” หรือชื่อเต็มว่า นายเอลเดอร์ โฮเซ อาร์เตอากา เฮอร์นันเดซ

  • มือปืนเป็นผู้เยาว์วัย 15 ปี
  • จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทั้งสิ้น 6 คน
  • ผู้นำกลุ่มต่อต้านดำรงชื่อ “เอล คอสเตโน”

กลุ่มผู้ก่อเหตุเชื่อว่าเป็นฟาร์ก กลุ่มกองกำลังติดอาวุธเก่าที่ยุบตัวเองไปแล้ว แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ ทำให้เหตุการณ์นี้เปิดบาดแผลเก่าของประเทศที่เคยเผชิญกับความรุนแรงอย่างหนัก

ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “บทบาทของรัฐคือการต่อต้านอาชญากรรมโดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ใด ๆ และความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุดของข้าพเจ้า”

การสูญเสียครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำให้บางฝ่ายเรียกร้องให้มีการเสริมความปลอดภัยให้กับผู้สมัครระดับสูงมากขึ้น สิ่งนี้อาจมีผลกระทบต่อการเมืองของโคลอมเบียในระยะใกล้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ระบบการเมืองจะพัฒนาขึ้น แต่ความรุนแรงทางการเมืองยังคงแฝงอยู่ภายในโครงสร้างของสังคม

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์ต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงในการเมือง อย่าพลาดติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด อาจมีบทเรียนที่หลายประเทศสามารถเรียนรู้เพื่อป้องกันจากเหตุการณ์แบบนี้ได้

ที่มา – สลด! แคนดิเดตชิงผู้นำโคลอมเบียเสียชีวิตแล้ว หลังถูกลอบยิงเมื่อเดือนมิ.ย.

จับตาพรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง

พรุ่งนี้ (13 ส.ค. 68) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะโครงการแจกเงินชดเชย ไร่ละ 1,000 บาท ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง และมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลราคาข้าวภายในประเทศ

จับตาพรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าราคาข้าวในท้องตลาดยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหดตัว

ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในจึงได้เตรียมข้อเสนอแนะเพื่อเสนอที่ประชุม นบข.พิจารณา โดยมีโครงการสำคัญ เช่น การประกันภัยข้าวนาปี การส่งเสริมการผลิต และการแจกเงินชดเชย ไร่ละ 1,000 บาทให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งคาดว่าจะมีการสรุปผลในการประชุมในวันพรุ่งนี้

แนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอื่นๆ จากกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อดูแลเกษตรกร อาทิ:

  • โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัด” ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตผ่านการจำหน่ายปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในราคาลดพิเศษ
  • การระบายสินค้าเกษตร เช่น ลำไย ผ่านกิจกรรม “Thai Fruits Festival” และการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงตู้จำหน่ายอัตโนมัติและสายการบิน
  • การผลักดันตลาดส่งออกไปยังประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและราคาข้าวไทย

จับตาพรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง” เป็นประเด็นที่ผู้สนใจควรให้ความสำคัญ เนื่องจากผลการประชุมจะมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ภายใต้นโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้”

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม นบข. พรุ่งนี้ และผลการตัดสินใจที่จะมีผลกระทบต่อชาวนาทั่วประเทศ

ที่มา – จับตา พรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง

กพท. เร่งตรวจสอบเอกสารขออนุญาตบินโดรนเกษตร

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เร่งตรวจสอบเอกสารขออนุญาตบินโดรนเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรและนักบินโดรนสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยตามระเบียบกฎหมาย

กพท. เร่งตรวจสอบเอกสารขออนุญาตบินโดรนเกษตร

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า จากการผ่อนปรนการบินโดรนเกษตรที่ประกาศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 มีบางพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน นำไปสู่การรับข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการขึ้นทะเบียน รวมถึงปัญหาในการขออนุญาตบินจากนักบินโดรนเกษตรและเกษตรกร

พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในปัจจุบันมีความไวต่อผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อชาวบ้าน จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนที่ครอบครองโดรนต้องเข้ามาขึ้นทะเบียนผ่านระบบ UAS Portal ทั้งเว็บไซต์ https://uasportal.caat.or.th และแอปพลิเคชันมือถือทั้ง IOS และ Android โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

การขึ้นทะเบียนและขออนุญาตบินโดรนเกษตรอย่างถูกต้อง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะใช้งานโดรนในวงการเกษตร ควรดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและจดทะเบียนโดรนผ่าน ระบบ UAS Portal ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในเรื่องของเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตบินผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal ได้จริง

  • ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเข้าใจง่าย
  • ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • รายงานปัญหาและข้อเสนอแนะได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ทาง กพท. ได้มีการประสานงานกับสมาคมโดรนเกษตรประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลปัญหาและข้อเสนอแนะจากสายตรงคือเกษตรกรและนักบินโดรน เพื่อนำมาประชุมหารือกับสำนักงานที่เกี่ยวข้องในอนาคตอันใกล้

ด้านแรงงานและความร่วมมือในระดับท้องถิ่น กพท. ยังได้ประสานไปยังกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้นำประกาศผ่อนปรนการบินโดรนเกษตรฯ ไปแจ้งให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านรับทราบ ทำให้การควบคุม区域性ในแต่ละพื้นที่เป็นระบบมากขึ้น

สำหรับคนที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขออนุญาตบินโดรนในภาคเกษตร สามารถตรวจสอบได้ที่:

เป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายต้องมีความรู้จักและเคารพต่อกัน เพราะในระยะยาว การใช้งานโดรนในภาคเกษตรจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหารของประเทศอย่างมาก

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือนักบินโดรน พยายามลงทะเบียนและปฏิบัติตามข้อกำหนดของ กพท. เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยยกระดับการเกษตรของไทยไปสู่ระบบเทคโนโลยีได้จริง

ที่มา – “กพท.” เร่งเช็กเอกสารขออนุญาต “บินโดรนเกษตร” พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ

ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ลดลง 50 บาท

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.06 น. ตลาดทองคำเปิดการซื้อขายครั้งแรกของวันโดย ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 50 บาท สู่ระดับ 51,500 บาท เทียบกับราคาเมื่อวานที่ปรับตัวลดลงไปถึง 400 บาทจากการประกาศทั้งหมด 10 ครั้งในรอบวัน

ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ผลจากการเคลื่อนไหวของ ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ทำให้ราคาทองคำแท่งมีการรับซื้อที่ราคาบาทละ 51,400 บาท และราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 51,500 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณราคาซื้อคืนอยู่ที่บาทละ 50,376.68 บาท และราคาขายออกบาทละ 52,300 บาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองวันนี้ 12 ส.ค.

ในตลาดโลก ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ทองคำ Spot ปรับตัวลดลงแตะระดับ 3,352 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐ เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

  • ทองคำแท่ง รับซื้อ: 51,400 บาท
  • ทองคำแท่ง ขายออก: 51,500 บาท
  • ทองรูปพรรณ รับซื้อ: 50,376.68 บาท
  • ทองรูปพรรณ ขายออก: 52,300 บาท

ราคาทองคำในตลาดโลกปิดเมื่อคืนที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 86.60 ดอลลาร์ สู่ระดับ 3,404.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงกดดันจากกระแสขายสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

จากข้อมูลดังกล่าว แม้ว่า ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงเช้าวันนี้หากเทียบกับช่วงปิดเมื่อวาน แต่แนวโน้มจากปัจจัยภายนอกยังน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดเศรษฐกิจสหรัฐอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในตลาดโลก และส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนในระยะสั้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามราคาทองคำอย่างใกล้ชิด ข้อมูลล่าสุดวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะสามารถช่วยให้คุณวางแผนการซื้อขายหรือลงทุนได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ทรัมป์เตรียมคุยกับปูติน เพื่อหยั่งเชิงเรื่องดินแดนยูเครน-รัสเซีย

บรรยากาศการเมืองโลกตอนนี้กำลังตึงเครียดขึ้นทุกที เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาเตรียมเดินทางไปพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่รัฐอะแลสกา เพื่อ หยั่งเชิง ว่ารัสเซียและยูเครนจะยอม “แลกเปลี่ยนดินแดน” เพื่อยุติสงครามได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต่างประเทศต่างจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์เตรียมคุยกับปูติน เพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์

ในการประชุมครั้งนี้ ทรัมป์เผยว่าการ คุยกับปูติน ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ดูท่าทีอย่างจริงจัง เพื่อประเมินว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความคืบหน้าได้หรือไม่ “ผมคิดว่าน่าจะรู้ได้ตั้งแต่สองนาทีแรกเลยว่าเขาเปิดใจหรือไม่” ทรัมป์กล่าว

ปูติน-ยูเครน ต้องยอมกันเรื่องดินแดน

แม้จะเป็นท่าทีของสหรัฐที่คาดหวังให้รัสเซียและยูเครน “ยอมกันเรื่องดินแดน” แต่จนถึงขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมเปิดรับแนวคิดอย่างชัดเจน ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศเผยว่า ทีมงานของทรัมป์กำลังขับเคลื่อนให้ประเทศในยุโรปเห็นชอบกับแผนการที่ว่า ยูเครนอาจต้องสละพื้นที่ดอนบาส หรือภาคตะวันออก ให้แก่รัสเซีย ในขณะที่รัสเซียจะต้องคืนดินแดนตอนใต้ของยูเครน เช่น เคียร์ซอนและซาโปริซเซีย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของสหรัฐคือการให้ปูตินยุติสงครามที่เกิดขึ้นในยูเครน ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรของรัสเซียมาก่อน หลังจากพบกับปูตินแล้ว ทรัมป์จะเดินทางไปหารือกับผู้นำจากประเทศยุโรปเพิ่มเติม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว

“เราหวังให้มีการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม และจะต้องมีการยอมรับกันทั้งสองฝ่ายในระดับหนึ่ง” ทรัมป์กล่าวเสริม

  • เจรจาแบบเปิดใจกับรัสเซียและยูเครน
  • เสนอแนวคิด “ยอมกันเรื่องดินแดน”
  • ค้นหาทางออกเพื่อยุติความขัดแย้ง

การเมืองระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่โลกจับตามอง ไม่ใช่แค่เพื่อความสงบในภูมิภาค แต่เพื่ออนาคตของความสัมพันธ์ระดับโลกในอนาคต ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเจรจาสันติภาพ

ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากการยอมกันเรื่องดินแดนเกิดขึ้นจริง จะต้องเป็นข้อตกลงที่รักษาความมั่นคงของยูเครนไว้พร้อมกับลดความขัดแย้งในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หากผู้นำทั้งสองไม่ยอมกันในประเด็นดินแดน ก็อาจทำให้สงครามลุกลามและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก

ในขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ซีนารีโอของการเจรจาในอะแลสกา ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพหรือเป็นฐานยุทธ์ทางการเมืองเพียงเท่านั้น

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญของการเจรจากับหัวใจของความขัดแย้งในยุโรปครั้งนี้ พร้อมเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก

ที่มา – ทรัมป์เตรียมคุยกับปูติน “เพื่อหยั่งเชิง” ชี้รัสเซีย-ยูเครน “ต้องยอมกันเรื่องดินแดน”

ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยอาคารโรงเรียนเก่าหน้าวัดดอนมะกอกล่าง หมู่ 5 ตำบลคลองปูน กลายเป็นจุดหมายของเปลวไฟที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดควันดำพวยพุ่งสูงมองเห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร

ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง

พ.ต.ท.คงศักดิ์ ไชยต้นเชื้อ สว.(สอบสวน) สภ.ปากน้ำประแสร์ ได้รับรายงานเหตุอย่างเร่งด่วน จึงรีบประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รถดับเพลิงจาก อบต.คลองปูน และเทศบาลตำบลปากน้ำประแส เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ ผู้คนต่างตื่นตระหนกกันเป็นแถว กระทั่งใช้เวลานานกว่า 30 นาทีเพลิงจึงถูกควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม อาคารโรงเรียนเก่าหลังนี้ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากเปลวไฟ ที่ลุกไหม้ท่วมบริเวณโดยรอบ ทำให้โครงสร้างไม้เก่าแก่กลายเป็นซากถ่านดำทั้งหมด

วัยรุ่นกลุ่มมั่วสุมเข้าวางเพลิง?

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ มีกลุ่มวัยรุ่นหลายคนเข้าไปในโรงเรียนเก่าอย่างลักลอบ จนกระทั่งเพียงชั่วพริบตา มีเสียงดังคล้ายการระเบิด ตามด้วยประกายไฟโหมลุก จนนำไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่นี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการวางเพลิงของวัยรุ่นกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่ จึงได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและหลักฐานจากพยานเพื่อจับกุมผู้ต้องหาตามกติกากฎหมาย

  • เพลิงไหม้รุนแรง ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
  • ซากโรงเรียนเก่าถูกทำลายจนเหลือแต่เศษถ่าน
  • กลุ่มวัยรุ่นถูกสงสัยว่าเป็นผู้วางเพลิงโดยตั้งใจ
  • กำลังเร่งสืบสวนและล่าตัวผู้ก่อเหตุ

วัยรุ่นในยุคปัจจุบันอาจเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ แต่หากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมได้ ความสะดวกสบายของโลกดิจิทัลทำให้พวกเขาเข้าถึงสารสนเทศได้ง่าย แต่หากพลัดหลงจากการเลี้ยงดูและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นภัยต่อชุมชน

คำว่า “ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง” ไม่ใช่แค่หัวข้อข่าว แต่มันสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

การร่วมมือกันระหว่างครัวเรือน โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น เป็นสิ่งสำคัญที่ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นหลงเข้าสู่วงกบฏหรือพฤติกรรมที่กระทบต่อความปลอดภัยของชุมชน

ในที่สุด คดี “ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง” ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ควรได้ยึดถือ ไม่ใช่แค่รอรับข่าวในสื่อ แต่ต้องลงมือดูแลลูกหลานและเยาวชนโดยรอบให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

ที่มา – ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 ซึ่งจัดโดย กระทรวง อว. ร่วมด้วย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยและคุณครูที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมพิธีฯ ดังกล่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

นายสุวรงค์ กล่าวว่า “โครงการ Prime Minister’s Science Award ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบรางวัลอันทรงเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและครูที่ทุ่มเทในด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เราขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและประสบการณ์อันมีค่าในการก้าวไปสู่เวทีที่สูงขึ้น ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนและเป็นกำลังใจสำคัญในการสร้างเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพื่อประเทศต่อไป”

รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ กล่าวว่า “สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะเยาวชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย รางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอันทรงคุณค่า ที่มอบแก่เยาวชนและครูผู้ทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ผู้ได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Awards 2025

โครงการ Prime Minister’s Science Award 2025 ประกอบด้วยรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มอบให้กับเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น และ รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025 มอบให้กับคุณครูที่เป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์

ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมโครงงานวิทยาศาสตร์ฯ ได้ที่งาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ตั้งแต่วันนี้ – 17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

การส่งเสริมเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศ การให้รางวัลเช่นนี้จึงเป็นแรงผลักสำคัญในการปลุกเร้าความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

DSI สอบสวนที่ดินเขากระโดง รฟท.ครอบครองไม่เว้นใคร

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กำลังดำเนินการสอบสวนกรณีที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึง 10 รายที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลทั่วไป

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ที่ดินพื้นที่เขากระโดงซึ่งมีทั้งหมด 5,083 ไร่นั้น เป็นพื้นที่ที่เคยมอบให้รฟท. เพื่อพัฒนาเป็นทางรถไฟสายอีสานใต้ เนื่องจากบริเวณนี้มีหินที่ใช้ในการสร้างทาง ประกอบกับชาวบ้าน 18 รายได้ขายที่ดินให้แก่รฟท. และหลังจากนั้นมีผู้เข้าครอบครองบางรายได้ทำการยึดที่โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เกิดคดีความต่อเนื่องหลายราย และรฟท. ชนะในทุกคดี

DSI สอบสวนที่ดินเขากระโดง รฟท.ทั้งหมด ไม่เว้น 10 นิติบุคคล-คนทั่วไป

ที่มาของข้อโต้แย้งคือ มีการออกโฉนดให้แก่ 10 รายที่ไม่ใช่ของรฟท. ซึ่งมีพื้นที่รวม 670 ไร่ ซึ่งทาง DSI อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารถามพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงาน เช่น กรมที่ดิน การรถไฟ และหน่วยงานราชการเพื่อกำหนดข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

หน่วยงานราชการในพื้นที่เขากระโดง

ในพื้นที่พิพาทยังมีหน่วยงานราชการอยู่ทั้งหมด 12 แห่ง ซึ่งรวมถึง อบต. เทศบาล กรมทางหลวง ธุรการรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1,000 ไร่ คาดว่าก่อนหน้านี้อาจถือว่าเป็นที่ดินราชพัสดุ แต่ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของรฟท. หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากกรมการปกครองว่าในพื้นที่เขากระโดงมีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 7,600 คน แบ่งออกเป็น 7 หมู่บ้าน 4,700 ครัวเรือน โดยมีโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวมกว่า 995 แปลง

ข้อควรระวังคือ แม้ประชาชนยังมีโฉนด แต่หากการสอบสวนของ DSI สรุปว่าเป็นที่ของรฟท.อย่างแน่นอน จะส่งผลให้ต้องดำเนินการคืนที่ดินตามกฎหมายต่อไป หรืออาจมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในอนาคต

จากการตรวจสอบของ DSI ยังเปิดเผยให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิของรัฐและประชาชนให้สมดุล เพื่อไม่ให้นโยบายของรัฐเก่าตกเป็นข้อโต้แย้งในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เขากระโดง ควรเฝ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะการสืบสวนครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงสถานะการถือครองที่ดินของคุณได้

ที่มา – DSI ลุยสอบที่ดินเขากระโดง รฟท.ทั้งหมด ไม่เว้น 10 นิติบุคคล-คนทั่วไป