ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ขยายผล 6 เม็ดล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก จับเครือข่าย ‘ตุ๊ก บางทราย’ ยึดไอซ์-คีตามีน 115 กก.

ขยายผล 6 เม็ดล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยว่า ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ร่วมกับ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ และ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ ได้ทำการขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีชื่อว่า ‘ตุ๊ก บางทราย’ จนสามารถเข้าค้นเป้าหมายได้ 4 แห่งในชลบุรี พร้อมของกลางไอซ์และคีตามีนรวมกันกว่า 115 กิโลกรัม

ปฏิบัติการล่าสุดของตำรวจภูธรภาค 2

การจู่โจมครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวภายใต้โครงการกวาดล้างยาเสพติดในชื่อ ‘No Drugs No Dealers’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างยาเสพติดทุกมิติ โดยของกลางจำนวนมากนี้ หากหลุดไปสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท สร้างผลกระทบต่อเยาวชนและชุมชนอย่างรุนแรง

  • ไอซ์: หนึ่งในสารเสพติดที่รัฐให้ความสำคัญ
  • คีตามีน: ถูกแพร่หลายภายใต้รูปแบบที่เสพง่ายและส่งผลทางด้านจิตใจ

จาก 6 เม็ดเริ่มขยายผล

เริ่มต้นจากคดีเล็กๆ ที่จับผู้ต้องหาอย่างนายอนันต์ พร้อมของกลางยาบ้า 6 เม็ด เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 จากนั้นตำรวจไม่หยุดเพียงแค่นั้น ได้สืบสวนต่อจนนำไปสู่นายสังคม (บอย) ที่มีของกลางยาบ้าเพิ่มเติม 104 เม็ด พร้อมยาอี 67 เม็ดและอาวุธปืนอีกหนึ่งกระบอก

ภายหลังขยายผลเพิ่มเติม ตำรวจได้บุกจับกุมนายอภิชัย หรือเอ้ ผู้ค้ารายใหญ่ พร้อมยึดยาบ้ากว่า 20,953 เม็ด และคีตามีน 137.98 กรัม และจากสอบปากคำ ตำรวจสามารถติดตามเครือข่ายไปยัง ‘ตุ๊ก บางทราย’ ซึ่งถือเป็นผู้สั่งการในพื้นที่ภาคตะวันออก

ยึดได้แล้ว 115 กก. คาดโทษต่อเครือข่ายสำคัญ

ผลลัพธ์ของปฏิบัติการครั้งนี้นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญให้กับการปราบปรามยาเสพติดระดับประเทศ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรอง ผบก.สส.ภ.2 และมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลจนนำมาสู่การตรวจยึดยาเสพติดจำนวนมหาศาล นั่นจึงเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ต้องอาศัยการสืบสวนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ

ตำรวจภูธรภาค 2 ยืนยันยุทธการปราบผู้ค้า

ปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 2 ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อจัดการทั้งผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าระดับกลาง และนายทุนใหญ่โดยไม่ละเว้น ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้มีการช่วยเหลือผู้เสพย์เข้าสู่กระบวนการบำบัด เพื่อป้องกันการทำลายชุมชนจากการแพร่ระบาดของยาเสพติด ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ชุมชน ตำรวจต้องรับความรับผิดชอบในการปกป้องเยาวชนและสังคมไทย

หากใครมีเบาะแสเกี่ยวกับเครือข่ายค้ายาเสพติด สามารถติดต่อแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร. 191 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยุติปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

แอนนี่ บรู๊ค โพสต์เดือดถึงชาวกัมพูชา ชี้มีบางคนไม่ให้เกียรติทหารผู้เสียสละ

แอนนี่ บรู๊ค ออกมาโพสต์ถึงชาวกัมพูชา กรณีทหารเสียสละแต่ไม่ได้รับการยอมรับ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา แอนนี่ บรู๊ค ซึ่งเป็นทั้งนางแบบและนักแสดง ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการโพสต์ข้อความเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษากัมพูชา ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ และหลายต่อหลายคนต่างให้ความสนใจกับความเห็นของเธอนี้

แอนนี่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เคารพทหารผู้กล้า

แอนนี่ระบุว่า ข้อความนี้ไม่ได้มีเจตนาทะเลาะวิวาทกับประชาชนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ แต่เธอต้องการนำเสนออีกมุมหนึ่งของเรื่องที่แตกต่างจากข่าวสารทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของทหารไทยที่เสียสละตนเองเพื่อรักษาความสงบและปกป้องพื้นที่ชายแดน

เธอได้กล่าวว่า: ‘มีบางคนไม่กล้าแม้แต่จะนำศพของทหารที่ไปสู้รบเพื่อดูแลรักษาแผ่นดินของคุณหรือชีวิตของประชาชนชาวเขมรกับเข้าไปในบ้าน พวกเขาไม่กล้าที่จะบอกว่าทหารของคุณเสียชีวิตไปเท่าไหร่ ทหารเหล่านั้นคือลูกชาย พ่อ สามี หรือคนรักของครอบครัวผู้หนึ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่กลับไม่ได้รับการยกย่องหรือแม้แต่การให้เกียรติอย่างน้อยที่สุด’

นั่นทำให้เกิดคำถามที่สำคัญว่า ทหารผู้เสียสละคือผู้ปกป้องทั้งชีวิตของประชาชนและดินแดนของชาติ เป็นตัวแทนพลังความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และสมควรที่จะได้รับการยกย่องทั้งจากทั้งสองฝ่ายหรือไม่

บทบาทของสื่อและความรู้สึกของครอบครัวทหาร

ในกรณีนี้ สิ่งที่น่าปวดใจที่สุดคือครอบครัวของทหาร ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับความสูญเสีย แต่กลับไม่ได้รับชื่อเสียงหรือความเคารพในเชิงสังคม โดยเฉพาะในกรณีที่บางประเทศอาจไม่แม้แต่จะยอมรับจำนวนทหารที่เสียชีวิตจริงๆ หรือให้เกียรติศพทหารในรูปแบบที่สมควรทำ

แอนนี่ได้ชี้ให้เห็นปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ว่าทหารผู้กล้าบางคนถูกทิ้งไว้โดยขาดการยอมรับ ความช่วยเหลือจากสังคม หรือแม้แต่การยกย่องจากผู้ได้รับผลประโยชน์จากความเสียสละของพวกเขา

ทหารคือกำลังใจของชาติ

ทหารทุกคนคือหัวใจสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความมั่นคง หรือแม้แต่ในกรณีที่ต้องรักษาความสงบระหว่างประเทศ ทุกประเทศนั้นควรให้เกียรติผู้ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อรับใช้ชาติและประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด

หากคุณรักใครสักคนซึ่งเคยเป็นทหาร เราเชื่อว่าคุณต้องเข้าใจดีว่า ชื่อเสียงและความเคารพที่ต้องมีให้กับพวกเขานั้นสำคัญเพียงใด และหากมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างแอนนี่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ มันก็เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยสร้างการรับรู้และแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้เกิดขึ้น

แอนนี่ บรู๊ค โพสต์เดือดถึงชาวกัมพูชา ชี้มีบางคนไม่ให้เกียรติกับทหารผู้เสียสละ

เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหาร พ่อแม่ พี่น้อง คนใกล้ชิด หรือแม้แต่ตัวประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวของทั้งสองประเทศ คนเหล่านี้ต่างต้องการความสงบสุข ไม่ต้องการสงครามและความสูญเสีย

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าทหารสูญเสียชีวิตเพื่อรักษานั่นคือคุณค่าที่ควรได้รับ อย่างน้อยการยอมรับจากสังคมคือสิ่งที่ควรทำ เพราะความเสียสละนั้นย่อมมีค่ามากกว่าคำว่าความเงียบเฉย

ที่มา – “แอนนี่ บรู๊ค” โพสต์เดือดถึงชาวกัมพูชา ชี้มีบางคนไม่ให้เกียรติทหารผู้เสียสละ

เปิดประมูลแล้ว! โครงการขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณฑลสาย 3 ถึง สาย 4 วงเงิน 4,490 ล้านบาท

สำนักข่าวสายสัมพันธ์ด้านการขนส่งรายงานว่า งาน ขยายทางลอยฟ้าบนถนนบรมราชชนนี สัมฤทธิ์ผลไปอีกขั้นแล้ว โดย สำนักสะพาน กรมทางหลวง (ทล.) ประกาศเปิดประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding เรียบร้อยสำหรับโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายทางยกระดับบนถนนหลวงหมายเลข 338 ในเฟส 1 ซึ่งครอบคลุมช่วงจากพุทธมณฑลสาย 3 ถึง พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 4.63 กิโลเมตร วงเงินรวม 4,490 ล้านบาท

เปิดประมูลแล้วขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4

โครงการจ้างเหมาก่อสร้างทางลอยฟ้าบรมราชชนนีนี้แบ่งประมูลออกเป็น 6 ตอน หรือ 6 สัญญา โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมยื่นข้อเสนอราคาได้ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2568 และเป็นโครงการที่ใช้รูปแบบทางยกระดับ 4 ช่องทางจราจร (ด้านละ 2 ช่อง) คาดว่าใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1,080 วัน หรือราว 3 ปี และหลังจากก่อสร้างเสร็จ จะเปิดใช้งานในช่วงปี 2571

ประโยชน์ของเส้นทางขยาย

เมื่อรวมกับช่วงที่เปิดบริการอยู่เดิม คือจากแยกอรุณอัมรินทร์ถึงพุทธมณฑลสาย 3 ระยะทางประมาณ 12.6 กิโลเมตร เส้นทางทั้งหมดจะมีระยะทางรวมประมาณ 17 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยลดการจราจรติดขัดที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่เขตปริมณฑล อย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยราชมงคลเทคนิค รวมถึง สถานีขนส่งสินค้าปริมณฑล ที่เติบโตด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ด้วยความต้องการในการเดินทางและขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการจราจรเป็นหนึ่งในประเด็นหลักภายในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ดังนั้นการก่อสร้างทางยกระดับจึงจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วย ลดเวลาเดินทาง แก้ไขปัญหาความแออัด ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเกิดอุทกภัยหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

แผนต่อขยายระยะที่สอง

สำหรับ เฟสที่ 2 ซึ่งจะเชื่อมต่อจากพุทธมณฑลสาย 4 ถึง ถนนเพชรเกษม หรือ ทางหลวงหมายเลข 4 ระยะทาง 18 กิโลเมตร นั้น ทำให้เส้นทางทั้งหมดมีระยะทางกว่า 35 กิโลเมตร ในตอนนี้ กรมทางหลวงกำลังทบทวนและปรับปรุงแผนงานใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองและแผนการคมนาคมในอนาคต

  • ระยะทางทางยกระดับเฟส 1 รวม 4.63 กิโลเมตร
  • แบ่งประมูล 6 สัญญา
  • กำหนดยื่นข้อเสนอเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2568
  • เริ่มใช้งานได้คาดการณ์ในปี 2571

ทั้งนี้ โครงการใหญ่เช่นนี้สะท้อนการพัฒนาระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ซึ่งนอกจากช่วยให้เดินทางสะดวกขึ้น ยังเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาพื้นที่รอบข้างอย่างชัดเจน ทีมผู้เชี่ยวชาญคาดว่า จะเห็นอัตราการเจริญเติบโตของระบบถนนลอยฟ้า ในเขตชานเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย

หากคุณกำลังมองถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โครงการ “เปิดประมูลแล้วขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4” นี้นับเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ต้องจับตามอง สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน เส้นทางนี้จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของผู้คน และเตรียมความพร้อมให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลตอบรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานกรมทางหลวงยืนยันว่า จะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมทันทีที่มีความคืบหน้า ทั้งในส่วนของการก่อสร้างจริง ไปจนถึงแผนในระยะยาวเพื่อขยายเส้นทางต่อเชื่อมไปยังถนนเพชรเกษม อย่าลืมติดตามการประมูลและการเริ่มต้นก่อสร้างที่ใกล้เข้ามาทุกที

ที่มา – เปิดประมูลแล้วขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณธลสาย3 -สาย 4แยก6สัญญา4,490ล้าน

‘พร้อมพงศ์’ จวก ม็อบนัดชุมนุม 2 ส.ค.โจมตีรัฐบาลไส้ศึก กล่าวหาเลื่อนลอยปลุกกระแสมุ่งล้มรัฐบาล

‘พร้อมพงศ์’ จวก ม็อบนัดชุมนุม 2 ส.ค.โจมตีรัฐบาลไส้ศึก กล่าวหาเลื่อนลอยปลุกกระแสมุ่งล้มรัฐบาล

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้มีการวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการชุมนุมที่ถูกนัดหมายโดย กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน โดยกล่าวว่า แม้ว่าจะถูกใช้ฉากหน้าในการให้กำลังใจแก่ทหาร แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือ เพื่อต้องการล้มรัฐบาล ภายใต้ข้อกล่าวหาและวาทศิลป์ที่ถูกคิดมาเพื่อกระตุ้นกระแสการเคลื่อนไหว.

บทบาทของกลุ่มเคลื่อนไหวในทางการเมือง

กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ได้นัดชุมนุมในวันที่ 2 สิงหาคม บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงการให้กำลังใจทหารจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสถานการณ์เริ่มสงบลงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม หลังจากที่ตัวแทนจากสถานทูต ทูตทหารนานาประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนทั่วโลก ได้ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพื่อรับฟังข้อมูลจากทหารและชาวบ้าน และตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุโดยละเอียด พร้อมทั้งได้เห็นว่าพลเรือน โรงพยาบาล ร้านค้าต่างๆ ถูกโจมตีอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม.

รัฐบาลและกองทัพกำลังเตรียมข้อมูลและหลักฐานเพื่อฟ้องร้องประเทศกัมพูชาต่อศาลโลก ภายใต้ข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการเคารพจากทุกภาคส่วน ทั้งในและนอกประเทศ

ความสงบสุขคือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น

นายพร้อมพงศ์ ชี้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังการสู้รบลดความรุนแรงลง และกลุ่มประท้วงที่ใช้ประเด็นชายแดนนี้เป็นข้ออ้างเพื่อต่อต้านรัฐบาล ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ถือเป็นการหาเรื่องเลื่อนลอย และปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง โดยเฉพาะการทำให้ภาพลักษณ์ระหว่างทหารกับรัฐบาลเกิดรอยร้าว ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง.

นอกจากนี้ สิ่งที่ควรเป็นห่วงมากกว่าคือ การได้รับผลกระทบจากผู้ที่ต้องใช้เส้นทางและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ผู้ที่เดินทางเข้าโรงพยาบาลหรือมีนัดที่สำคัญ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวคือศูนย์กลางของการคมนาคม ซึ่งการชุมนุมอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้โดยง่าย

การชุมนุมและวาทศาสตร์ที่ตอบสนองแรงจูงใจส่วนตัว?

เขายังได้กล่าวถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งสองที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มของนายจตุพร และ กลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยสนิทกันมาก่อน แต่ปัจจุบันอาจเกิดความไม่ลงรอยกัน

‘คนบางกลุ่มยังไม่หยุดคิดหาข้ออ้าง จับโน่นโยงนี่ สร้างความขัดแย้งไม่สิ้นสุด โดยผมเชื่อว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศล้วนอยากเห็นความสงบสุขและความสามัคคี มากกว่าจะเห็นประเทศอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด ขอให้ทุกฝ่ายตั้งสติ และพิจารณาให้รอบด้านก่อนมีการเคลื่อนไหว’

ทั้งนี้ การชุมนุมที่ใกล้จะเกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางการเมือง แต่เป็นการสร้างสถานการณ์ทางสังคมที่มีผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างเห็นได้ชัดในเมืองหลักที่มีการชุมนุมประจำ

  • บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถือเป็นเขตเศรษฐกิจและการคมนาคม
  • โรงพยาบาลหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากความแออัด
  • ประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องจะเดือดร้อนและอาจได้รับอันตราย

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกทางความคิดเห็นย่อมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่ย่อมต้องคำนึงถึงผลกระทบของส่วนรวมด้วย การชุมนุมเพื่อโจมตีรัฐบาลโดยใช้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีรากฐาน อาจส่งผลเสียมากกว่าดี

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง เราทุกคนต้องเรียนรู้การรับฟังและรับรู้ให้รอบด้าน ก่อนจะตัดสินใจสนับสนุนกิจกรรมใดๆ เพราะความขัดแย่งทางความคิด ไม่ใช่แนวทางที่ดีสำหรับการสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘พร้อมพงศ์’ จวก ม็อบนัดชุมนุม 2 ส.ค.โจมตีรัฐบาลไส้ศึก กล่าวหาเลื่อนลอยปลุกกระแสมุ่งล้มรัฐบาล

มรภ.อุดรธานี พัฒนาครูสู่บทบาทผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วย Active Learning

มรภ.อุดรธานี ชูแนวคิดผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วย Active Learning

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หรือ มรภ.อุดรธานี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับประถมศึกษา ภายใต้โครงการที่เน้นการนำ Active Learning มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นการติวเข้มเพื่อเปลี่ยนครูให้กลายเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ ที่สามารถดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูในยุคการศึกษาใหม่

ดร.จุฬาวดี มีวันคำ รองผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ให้ความเห็นว่า การพัฒนาครูในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การฟังบรรยายหรือการเตรียมแผนการสอนธรรมดา แต่เป็นการออกแบบบทบาทใหม่ของครูให้เข้ากับบริบทห้องเรียนปัจจุบัน โดยใช้หลักการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อผลักดันให้ครูเข้าใจวิธีการคิด วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมใหม่ที่สามารถส่งต่อไปยังนักเรียนได้เช่นกัน กล่าวง่ายๆ คือครูต้องไม่ใช่แค่ผู้สอน แต่ต้องเป็นทั้งนักคิดและนักออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่มด้วย

Active Learning เปลี่ยนห้องเรียนไทยสู่อนาคต

ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผู้อำนวยการ สพป. บุรีรัมย์ เขต 1 ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมครูในครั้งนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการ ‘1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ’ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยมีครูเข้าร่วมกว่า 260 คน จาก 10 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา และจุดเด่นของโครงการนี้ คือ การให้ครูได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้และส่งเสริม Active Learning อย่างแท้จริง

การพัฒนาครูเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการศึกษาใหม่

นางณัฐฐ์ธมล สอโส ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษจาก สพป.สุรินทร์ เขต 1 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ Active Learning ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ครูจะพัฒนาตนเอง เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกลงมือทำจริง และฝึกงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะหลักที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 และยังช่วยให้นักเรียนมีทักษะชีวิต (21st Century Skills) ที่สามารถปรับใช้กับโลกดิจิทัลและ Soft Power ได้

การเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ คือก้าวสำคัญของยุคใหม่ของการศึกษาที่ยืดหยุ่นและปรับตัวกับเทคโนโลยีได้ ครูสามารถช่วยปลุกความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน รวมไปถึงสามารถสร้างนวัตกรรมเล็กๆ จากห้องเรียนจนไปสู่คุณค่าในเชิงเศรษฐกิจได้ในอนาคต

สพฐ. ร่วมหนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

  • ปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)
  • เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง
  • เตรียมครูให้เป็นผู้นำห้องเรียนในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้เน้นว่า ในโลกที่แผนการสอนยังไม่ทันตามโลกจริง ครูไทยต้องกล้าคิด กล้าทำ และเป็นผู้นำในการออกแบบห้องเรียนแบบ Active Learning อย่างจริงจัง ไม่เพียงนำเสนอความรู้ แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจและการเรียนรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ใส่ใจความถนัดเฉพาะของเด็กแต่ละคน และสามารถสร้างผลงานได้ชัดเจน

Active Learning คือแนวทางใหม่ของการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเรียนรู้เชิงรุกมีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การอบรมโปรแกรมนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเตรียมครูให้มีทักษะครบถ้วนทั้งด้านการคิด การออกแบบกิจกรรม และการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ มรภ.อุดรธานี เป็นต้นแบบของการศึกษาใหม่ที่จุดประกายพลิกโฉมห้องเรียนไทยจากภายในสู่ภายนอก

ที่สำคัญ การอบรมไม่ได้จัดขึ้นเพื่อให้ผ่านๆ ไป แต่มีวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห้องเรียน อันอาจนำไปสู่นวัตกรรมที่สามารถต่อยอดในระดับเขตพื้นที่ การศึกษา และในที่สุด สู่เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

มรภ.อุดรธานี ร่วมเป็นแรงผลักดันการศึกษาไทย

ด้วยการนำแนวคิดเชิงระบบผ่าน GPAS 5 Steps นักเรียนในวันนี้จึงมีโอกาสพัฒนาแนวคิดเป็นนักคิดนักสร้างแบบครูที่อบรมมา ทุกห้องเรียนอาจไม่ใช่แค่ที่ท่องจำ แต่กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนยุคใหม่ของการศึกษาที่เน้นการ ‘ทำ’ อย่างแท้ทรู

หากเทคโนโลยีมีทิศทางฉุดนักเรียนไทยให้ก้าวเร็วขึ้น บทบาทของ Active Learning ก็คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยควบคุมความเร็วนั้นด้วยการสอนให้เด็กคิด แล้วค่อยทำ ซึ่งเราเองก็สามารถสนับสนุนการศึกษาจากระยะไกลได้ โดยเริ่มจากครู ผู้เป็นฐานแห่งกำลังสำคัญของการเรียนรู้

อย่าลืมติดตามพัฒนาการของห้องเรียนใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนการศึกษาไทยให้น่าตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะอนาคตของการจัดการเรียนรู้เริ่มต้นตรงนี้ในวันนี้เอง

ที่มา – ‘มรภ.อุดรธานี’ ติวเข้มครูเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ ด้วยรูปแบบ ‘Active Learning’

มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ ตำรวจ 2 พันนายคุมเข้ม-หวั่นมือที่สามสร้างความวุ่นวาย

มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่จุดนัดหมาย โดยกิจกรรมในครั้งนี้กลุ่มรวมพลังแผ่นดินเพื่อปกป้องอธิปไตยได้นัดหมายระหว่างเวลา 12.00 – 21.00 น. เพื่อแสดงพลังในการปกป้องอำนาจอันเป็นของประชาชน และสื่อสารถึงความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทางการเมือง

บรรยากาศโดยรวมตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงสาย ยังคงเป็นไปอย่างสงบ หลายคนนำป้ายข้อความ รวมถึงธงชาติไทยมาแสดงจุดยืนของตนเองอย่างคลาคล่ำ แต่ยังไม่พบเหตุการณ์เผชิญหน้าใดๆ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต่างเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อให้การชุมนุมดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยขณะนี้การจราจรถัดไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ยังเป็นไปได้ แม้บางช่วงจะมีการชะลอตัวบ้างตามจำนวนผู้มาร่วมกิจกรรมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การจัดกำลังตำรวจกว่า 2,000 นายคุมเข้มไม่ให้มือที่สามเข้ามาก่อปัญหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4) เผยว่าได้จัดกำลังกว่า 2,000 นาย เพื่อดูแลพื้นที่ชุมนุม และป้องกันบุคคลหรือกลุ่มที่อาจเข้ามาสร้างความวุ่นวาย โดยเชื่อว่าการตั้งจุดคัดกรองจะช่วยกรองผู้ไม่หวังดีที่อาจแฝงตัวเข้ามาภายใต้การชุมนุมอันสงบสุขครั้งนี้ ทุกคนที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมจำเป็นต้องผ่านจุดคัดกรองด้านความปลอดภัยก่อนเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ที่ดีที่สุด

ภายในงานมีการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการรับมือหากประชาชนหลั่งไหลเข้ามาในปริมาณมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้คาดการณ์ว่า กิจกรรมในช่วงเย็นนั้นจะคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีกำหนดการให้แกนนำจากหลายกลุ่มขึ้นปราศรัย และแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อรวมพลังในแนวทางปกป้องอธิปไตยของตนเอง

เป้าหมายหลักคือการปกป้องอธิปไตยอย่างแท้จริง

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพลังหลากหลายของภาคประชาชน ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นจากความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การออกมาชุมนุมของผู้คนถือเป็นการใช้เสรีภาพที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมวลชนและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มบุคคลที่สามเข้ามาใช้ช่องทางถนนเพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงสงบตามที่ปรากฏอยู่ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องกังวล และสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ พร้อมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวทั้งจากโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากทิศทางของเหตุการณ์นั้นยังคงผันผวน ความเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งในทางที่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง อย่างไรก็ตาม Democratic Insight ขอแนะนำให้คุณรับฟังทุกมุมมองอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงมือหรือเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ เพื่อไม่ให้ถูกใช้ประโยชน์โดยบุคคลภายนอก

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารหรือกิจกรรมด้านสังคมและการเมืองที่กำลังมาแรง อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และติดตามเราบนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้ และสุดท้ายอยากให้จำไว้ว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกกลุ่มคนในสังคมคือการรักษาความสงบเพื่อฟังเสียงของกันและกันอย่างจริงจัง

ที่มา – มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ ตร. 2 พันนายคุมเข้ม-หวั่นมือที่สามป่วน

อาเล็ก ธีรเดชโชว์หุ่นล่ำซิกแพ็ก เผยความตั้งใจฟิตหุ่นจนเป็นแบบอย่าง

อาเล็ก ธีรเดช โชว์ซิกแพ็กของจริง ผ่านการรับรองจาก โบว์ เมลดา

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ทำให้วงสนทนาในโลกออนไลน์ร้อนระอุ เมื่อหนึ่งในพระเอกชื่อดังอย่าง อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ได้เผยภาพหุ่นใหม่ที่ผ่านการฟิตมาเป็นอย่างดีให้แฟนๆ ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะซิกแพ็กที่หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นของจริงหรือแค่โปรแกรมตกแต่งแบบ AI

หุ่นดีจนต้องปรึกษาแฟนก่อนลงรูป

ในงานเปิดตัว “The NEW is NOW” ของ TrueVisions Now ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ อาเล็กได้เล่าถึงภาพดังกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือผลงานทางกายภาพที่เขาตั้งใจฟิตหุ่นมาเป็นเวลานานและเป็นหุ่นดีที่สุดในชีวิตของเขาก็ว่าได้ โดยมีการเลือกรูปก่อนโพสต์อย่างดีร่วมกับแฟนสาว โบว์ เมลดา ซึ่งแม้ว่าเธอจะพำนักอยู่ที่ลอนดอน แต่ก็ยังมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

“ภาพก็ผ่านการดูจากโบว์หมดแล้วครับ เขาช่วยเลือกรูปและเขียนแคปชั่นให้ผมเลยทีเดียว” อาเล็กเล่าพร้อมรอยยิ้ม พร้อมย้ำว่า “นี่ยังเป็นร่างทองแดง เขายังมีความมั่นใจว่าหุ่นในตอนนี้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

หัวใจอยู่ในไทยแม้ว่า โบว์ ไปเรียนลอนดอน

แม้จะมีผลงานที่ท้าทายเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ทำลายความรักของคู่นี้ อีกทั้งเขายังพยายามรักษามุมหวานไว้เสมอ เช่นการให้ดอกไม้ในทุกๆ วันครบรอบเดือนที่เป็นเรื่องปกติของคู่รักนี้โดยไม่มีการผิดสัญญาสักเดือน ที่ประหลาดใจคือ โบว์ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นสาวเปิ่นๆ สามารถปรับตัวในต่างประเทศได้ดี และพูดภาษาอังกฤษได้จนแฟนคลับต่างรู้สึกภูมิใจแทน

ยืนยงไม่ทิ้งช่อง 3 แม้งานใหม่จะมา

อาเล็ก ธีรเดช กล่าวว่า “ผมยังคงอยู่ช่อง 3 แต่ก็มีบทซีรีส์ใหม่ที่ท้าทายความสามารถของผม ซึ่งได้รับอนุญาตจากช่องแล้ว” พร้อมยืนยันว่า “ทุกโปรเจ็กต์ที่ทำ ยังมีการพูดคุยและปรึกษากับผู้ใหญ่ของช่องอยู่เสมอ”

การย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งของแอปพลิเคชั่นใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการบันเทิงไทย ที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงความสามารถในแบบที่หลากหลายกว่าเดิม

เทรนด์คนอยากฟิตหุ่นผ่านการเป็นแรงบันดาลใจจากดารา

เทรนด์การดูแลสุขภาพในระดับดารา ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มคนที่อยากผอมหรือมีซิกแพ็กมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีของ อาเล็ก ธีรเดช ที่ยอมรับว่าเขาลดน้ำหนักจนได้หุ่นที่ดีที่สุดในชีวิต และยังบอกว่า “เคยเป็นเด็กอ้วนมาก่อน” เลยทำให้เขาเข้าใจผู้คนที่กำลังลดความอ้วนอย่างแท้จริง

ค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองคุ้มหรือไม่?

  • ใช้วิธีเทรนเนอร์ส่วนตัวและควบคุมอาหารเข้มงวด
  • ต้องใช้เวลาฝึกซ้อมหลายชั่วโมงต่อวัน
  • วิธีการฟิตหุ่นสัมพันธ์กับลักษณะการถ่ายทำที่อาจเปลี่ยนไป

ในยุคที่เทรนด์ AI แพร่หลายไปทั่วการถ่ายภาพหรือแม้แต่การตัดซิกแพ็กในรูป ดูไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของความพยายามจริงๆ แต่ในกรณีนี้ อาเล็ก ยืนยันว่าซิกแพ็กของเขาไม่ได้ผ่านการปรับแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เรียกได้ว่าผ่านการออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างจริงจัง

สรุปหุ่นดีที่สุดในชีวิตของ อาเล็ก

หุ่นที่ฟิตมาอย่างเป็นระบบของ อาเล็ก ธีรเดช ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในระยะเวลาไม่นาน และแม้ตัวจะอยู่ในกลุ่ม “ร่างทองแดง” เขาบอกว่ายังคิดว่ามีพัฒนาต่อไปได้อีก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนไม่ว่าคุณจะเคยประสบความสำเร็จทางหุ่นหรือยังไม่เคยเลยก็ตาม

ถ้าคุณกำลังอยากเริ่มฟิตตัวเองอย่างจริงจัง อาเล็กคืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่ใช้เวลานานจนได้ผลลัพธ์ คุณต้องเริ่มด้วยความมีวินัย และอย่าลืมปรึกษาผู้ที่รักในตัวคุณอย่าง “โบว์ เมลดา” ด้วย!

ที่มา – ‘อาเล็ก’ลั่นภาพซิกแพ็กผ่านด่าน ‘โบว์’แล้ว ย้ำตอนนี้แค่ร่างทองแดง-ภูมิใจหุ่นดีสุดในชีวิต

ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวร่วมตักบาตรยามเช้า สืบสานศรัทธาไทย ส่งต่อกำลังใจสู่แนวชายแดน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ความสงบในช่วงเช้าของเมืองพิษณุโลกได้ถูกยกระดับด้วยการรวมตัวของประชาชนชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวสเปนกว่า 100 คน ที่มาร่วมในกิจกรรม ตักบาตรยามเช้า ของ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ วัดใหญ่ เมืองพิษณุโลก ซึ่งจัดขึ้นทุกเช้าวันเสาร์เวลา 06.00 น. บริเวณวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอความศรัทธา แต่ยังเผยให้เห็นความร่วมมือ ความเป็นไทย และพลังของศาสนาที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวอย่างลงตัว

บรรยากาศแห่งศรัทธา ณ วัดใหญ่ พิษณุโลก

ท่ามกลางแสงอรุณที่เจิดจ้า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารได้กลายเป็นศูนย์กลางของจิตใจผู้คนอีกครั้ง กิจกรรม ตักบาตรยามเช้า ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังมีความหมายเชิงจิตวิญญาณลึกซึ้งที่เชื่อมโยงประเพณีไทยเข้าไว้กับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

การทำบุญที่เกินความคาดหมาย

นอกจากการร่วมใส่บาตรแล้ว ข้าวสารและอาหารแห้งที่เตรียมมาร่วมกิจกรรมยังถูกแบ่งไปช่วยเหลือทหารและประชาชนที่ต้องประสบภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสำนึกร่วมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างความอบอุ่นทั้งแก่จิตใจชาวพิษณุโลกและสายตาของนักท่องเที่ยว

ในครั้งนี้ คณะที่นำโดย นางศศิวัณย์ ศรีพรหม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตแบบชาวพุทธอย่างใกล้ชิด โดยเปิดโอกาสให้ได้ทำบุญ เปิดโบสถ์ และเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีไทย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อพลังใจ แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ให้แก่การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมชุมชนอย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ในวันที่ 4 สิงหาคมจะมีการนำ วัตถุมงคล พระผงพระพุทธชินราช รวม 500 องค์ที่ได้รับการรับ blessing ในพิธีตักบาตรทั้งหมด ไปมอบให้กับทหารที่ประจำการชายแดน เพื่อเป็นกำลังใจและความเชื่อมั่นในพุทธศาสนาแก่พวกเขา ท่ามกลางช่วงเวลาที่พวกเราทั้งชาติไทยต้องร่วมกันส่งเสริมความรักร่วมประชาคม

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความศรัทธาเชิงจิตวิญญาณ แต่ยังสะท้อนในเรื่องของการเขียน ประวัติศาสตร์ ให้การท่องเที่ยวไทยพบจุดเปลี่ยนสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ ที่สัมผัสได้ถึงอัตลักษณ์ไทยล้วน ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอันงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือผู้คนจริง

  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเชื่อมโยงกับศาสนา
  • การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างกระตือรือร้น
  • การระลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสียของประเทศ พร้อมส่งพลังใจอย่างจริงใจ

ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยีรุดหน้าและสื่อ entertainment ครอบคลุมทั่วโลก กิจกรรม ตักบาตรยามเช้า ในครั้งนี้ได้เพิ่มมิติให้แก่การเดินทาง ไม่เพียงเพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ แต่เพื่อ สร้างคุณค่าทดแทนความสงบ ให้ใจเราได้เปิดกว้างรับธรรมชาติอีกครั้ง

ที่มา – ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวร่วมตักบาตรยามเช้า สืบสานศรัทธาไทย ส่งต่อกำลังใจสู่แนวชายแดน

ทรูวิชั่นส์ นาว โฉมใหม่ ‘The NEW is NOW’ รวมพันธมิตรระดับโลก มอบความบันเทิงและกีฬาสุดประทับใจ

ทรูวิชั่นส์ นาว โฉมใหม่ พร้อมเป็น NOWtainment ความบันเทิงครบทุกรูปแบบ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ ทรูวิชั่นส์ นาว (TrueVisions NOW) ในคอนเซ็ปต์ใหม่สุดอลังการ “The NEW is NOW” ที่จะพาคุณสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ความบันเทิงและกีฬาระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ ภายในคอนเทนต์เดียว! แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอันดับหนึ่งในไทยได้รวมเอาความสนุกครบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครเวที ข่าวสาร และกีฬาประทับใจ ล่าสุดยังเสริมทัพความบันเทิงระดับพรีเมียมจาก iQIYI, WeTV, VIU และแอปอื่นๆ มาไว้ให้คุณรับชมในที่เดียว

เอาใจสายบันเทิง คอนเทนต์มากกว่า 2,000 รายการ ทั่วทุกมุมโลก

TrueVisions NOW ขนความบันเทิงแบบครบสูตรให้คุณได้เลือกชมกว่า 2,000 รายการ นานกว่า 30,000 ชั่วโมง ทั้ง TrueVisions NOW Original, หนังไทยใหม่ๆ ที่ส่งตรงมาเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงซีรีส์ดังจากเอเชียทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่นกว่า 200 เรื่อง

  • TrueVisions NOW Original: สรรหาคอนเทนต์ไทยโดยเฉพาะ ที่เข้มข้นด้วยความเป็นท้องถิ่น
  • โซนเอเชีย: ละคร ซีรีส์กำลังสร้างตำนานจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่นจากพันธมิตรคุณภาพ
  • ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood และยุโรป: กว่า 400 เรื่อง พร้อมพากย์ไทยและซับไทย
  • สารคดีและคอนเทนต์ครอบครัว: และอนิเมะกว่า 120 เรื่อง ให้ทั้งครอบครัวได้ประทับใจ

TrueVisions NOW ครบทุกกีฬาดังกว่า 11,000 แมตช์

ชื่อนี้ยังคงครองตำแหน่ง ‘King of Sports’ อย่างเหนียวแน่น เอาใจคนรักกีฬาทั้งประเทศด้วยการนำคอนเทนต์กีฬาแบบเอ็กซ์คลูซีฟมาไว้ในที่เดียว กว่า 11,000 แมตช์ไม่ว่าจะ UEFA Champions League, La Liga, Serie A หรือกีฬาอื่นๆ มากมาย

  • ฟุตบอล: ทั้ง 9 ลีก 15 ถ้วย ฟรีถ่ายทอดสดกว่า 2,000 แมตช์ ต่อฤดูกาล
  • เทนนิส: 4 แกรนด์สแลมสุดยิ่งใหญ่ และ 103 ทัวร์นาเมนต์สำคัญ
  • มวยและกีฬาความเร็ว: พร้อมต่อยอดความมันกับ UFC ซึ่งขนถึง 56 แมตช์มาให้คุณ
  • แฟนกีฬาทั้งไทยและต่างประเทศ: TrueVisions NOW ยังเป็นผู้ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการของ ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่นี่จึงเป็น OTT ที่คุณไม่ควรพลาด

สตรีมแบบไม่สะดุด ใช้งานง่ายทุกพฤติกรรม

ทรูวิชั่นส์ออกแบบมาเพื่อทุกเจนโดยใช้บริการได้ง่ายบนหน้าจอมือถือ สมาร์ททีวี แท็บเล็ต หรือแม้แต่กล่องทรูไอดี พิเศษกว่านั้นยังมี Shorts Vertical สำหรับไล่ตามเทรนด์ละคนดัง ให้คุณได้สัมผัสละครแนวใหม่ในแบบฟอร์แมตสั้นๆ

สัมผัสประสบการณ์สตรีมมิ่งกับทรูวิชั่นส์ นาวได้แล้ววันนี้!

สำหรับแพ็กเกจของ TrueVisions NOW มีให้เลือกหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน:

  • NOW ENT: บันเทิงครบวงจร 99 – 299 บาท/เดือน
  • NOW FOOTBALL: บริการเชียร์ฟุตบอลสุดมัน 199-259 บาท/เดือน
  • NOW SPORTS: เต็มอิ่มกับทุกกีฬาทั่วโลก 699 บาท/เดือน
  • NOW MAX: บันเทิงและกีฬาครบสูตรพร้อมท่องโลกแบบสดๆ ในข่าวระดับโลก ที่ 1,599 บาท/เดือน

ดาวน์โหลดแอป TrueVisions NOW ได้ทั้งบน App Store (IOS), Google Play (Android) และอุปกรณ์สมาร์ททีวียอดนิยม

สัมผัสฟรีสำหรับลูกค้าทรูแบบจานดาวเทียมและเคเบิล เพลินใจกับความบันเทิงและกีฬาพร้อมกันแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม!

พิเศษสุดๆ กับการกลับมาของ “อะคาเดมี แฟนเทเชีย” รายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของไทยที่สร้างวงการมูสิกให้ป๊อปร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม ล่าสุดยังขน 10 หนุ่ม Boys Vibe The Project รวมถึงเหล่านักแสดงชื่อดังและสายกีฬา ไม่ว่าจะเป็น โอ๊ต-ปราโมทย์, อเล็กซ์-อัลบอน และ สมเกียรติ จันทรา มาสร้างความมันส์ในทุกเวที

อย่ารอช้า! เติมเต็มทุกความบันเทิงของคุณกับ TrueVisions NOW ที่เปิดประสบการณ์ใหม่กับโฉมใหม่ ตั้งแต่วันนี้ ทุกไลฟ์สไตล์ จะจบได้ที่ “ทรูวิชั่นส์ นาว

อย่าลืมติดตามเราได้บนทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น แอป IOS, Android TV, Apple TV, Samsung TV, LG TV, HISENSE TV เพียงพิมพ์ TrueVisions NOW

ที่มา – “ทรูวิชั่นส์ นาว” โฉมใหม่ “The NEW is NOW” ผนึกพันธมิตรทั่วทุกมุมโลก จัดครบจัดเต็มกีฬา-บันเทิงทั่วทุกมุมโลก

เลขาธิการ ศอ.บต. ประชุมคณะกรรมการตัดสินผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการตัดสินผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุม 303 อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานของการประชุมในครั้งนี้ โดยการประชุมได้รับความร่วมมือจากผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งการเข้าร่วมประชุมแบบออฟไลน์และผ่านระบบซูมอย่างพร้อมเพรียงกัน

การคัดเลือกอย่างมีมาตรฐานเพื่อเข้ารับเกียรติบัตรจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

เป้าหมายหลักของการประชุมในครั้งนี้คือเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านการพิจารณาจากแต่ละจังหวัดแล้ว เพื่อเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรและเข็มรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2568

กรอบการคัดเลือกและการพิจารณาอย่างละเอียด

กระบวนการคัดเลือกนั้นแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด และระดับของ ศอ.บต. โดยคณะกรรมการได้พิจารณาคุณสมบัติและผลงานของแต่ละบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา รวมถึงการตรวจสอบหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างละเอียด

สำหรับในปีนี้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัดได้ส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาในระดับจังหวัดแล้วพร้อมกับเอกสารผลงาน รวมทั้งหมด 9 กลุ่ม รวมจำนวน 45 คน เพื่อให้คณะกรรมการของ ศอ.บต. ทำการพิจารณาตัดสินขั้นตอนต่อไป โดย พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวอย่างละเอียดว่า ในแต่ละจังหวัดได้ดำเนินการคัดเลือกอย่างเคร่งครัดแล้ว และคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หลักคือยืนยันความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

บทบาทของคณะกรรมการเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังย้ำว่าคณะกรรมการควรมีบทบาทสำคัญในการวางแผนและวางแนวทางการคัดเลือก เพื่อให้มั่นใจว่า แต่ละชื่อที่ถูกเสนอขึ้นมานั้นมีศักยภาพเพียงพอ และเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในพื้นที่ โดยหวังว่ากิจกรรมเช่นนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาผลงานในระดับพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในระยะยาวและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ และอ่านรายงานเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ ศอ.บต. เพื่ออัปเดตความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจดี ๆ จากผู้มีผลงานดีเด่นในพื้นที่

หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากการลงมือทำ คุณไม่ควรพลาดโอกาสในการติดตามเรื่องราวเหล่านี้ นี่คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ และอาจเป็นแรงผลักดันให้คุณนำแนวคิดดี ๆ ไปพัฒนาชุมชนของตนเองต่อไป

ที่มา – เลขาธิการ ศอ.บต. ประชุมคณะกรรมการตัดสินผู้ที่มีผลงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2567