ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

บขส.มอบวีลแชร์ให้กับ รพ.สต.บ้านผือ จ.ขอนแก่น ยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านผือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้รับมอบรถยนต์วีลแชร์จากบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ผ่านสถานีเดินรถขอนแก่น ในโครงการ มอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสทางการเคลื่อนไหวให้เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น

บขส.มอบวีลแชร์ให้กับ รพ.สต.บ้านผือ จ.ขอนแก่น

จากการรายงานข่าวในพื้นที่ นายธวัชชัย ลุนธิระวงษ์ ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านผือ ได้ร่วมกับ นายพงศ์ธร พิศาพิทักษ์กุล อดีตนายกเทศมนตรีตำบลพระลับ และคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา รวมถึงผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมพิธีรับมอบรถยนต์วีลแชร์จำนวน 2 คัน จากบริษัท ขนส่ง จำกัด โดยมี น.ส.อุบลรัตน์ ซาชิโย นายสถานีเดินรถขอนแก่น พร้อมคณะเป็นตัวแทนของบริษัทฯ ดำเนินการมอบให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่

โครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์

น.ส.อุบลรัตน์ ซาชิโย กล่าวว่า โครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ของบริษัท บขส. เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เน้นด้านสังคม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเดินทาง และดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก สบาย และปลอดภัย ลดภาระของผู้ดูแล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตรงตามแนวคิด CSR (Corporate Social Responsibility) ของบริษัทอย่างชัดเจน

ในปีงบประมาณ 2569 นี้ บขส. มีแผนส่งมอบวีลแชร์ให้กับผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศอีก 74 คัน เพื่อเพิ่มโอกาสและความสามารถในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ซึ่งทางบริษัทเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านสถานีเดินรถทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ CSR บขส. หรืองานกิจกรรมเพื่อสังคม โทรศัพท์ 02 – 936 – 2996 ในวันและเวลาราชการ

การจัดโครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ไม่เพียงแค่เป็นการช่วยเหลือในเชิงรูปธรรม แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวสามารถมีส่วนร่วมในสังคมและเพิ่มศักยภาพในชีวิตประจำวัน การมีวีลแชร์ที่เหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาเข้าถึงบริการสุขภาพ ศึกษา หรือแม้แต่การออกสังคมได้สะดวกมากขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่ต้องการสมัครขอรับบริจาควีลแชร์จาก บขส. อย่าลืมติดต่อสถานีเดินรถที่ใกล้บ้าน หรือติดตามข้อมูลทางช่องทางออนไลน์ของทางบริษัทเพื่อรับข่าวสารและลงทะเบียนได้ทันที

ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานีเดินรถ โรงพยาบาล และองค์กรท้องถิ่น ทำให้โครงการนี้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชุมชน การร่วมมือกันเป็นเครือข่ายของคนดี เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ด้อยโอกาสทางการเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นถึงภูมิใจในความเป็นไทยของเรา

โครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่แสดงให้เห็นการ “ให้” อย่างมีคุณค่า ช่วยสร้างรอยยิ้ม ความหวัง และโอกาสใหม่

อย่าลืม! หากคุณหรือใครคนหนึ่งที่คุณรู้จักต้องการวีลแชร์เพื่อใช้ในภาคราชการหรือส่วนตัว ลองติดต่อสถานีเดินรถใกล้บ้าน แล้วร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนชีวิตไปพร้อมกัน

ที่มา – “บขส.”มอบวีลแชร์ให้กับ รพ.สต. บ้านผือ จ.ขอนแก่น ตามโครงการมอบพลังใจ ผ่านวีลแชร์ ยกระดับคุณภาพชีวิต

มหัศจรรย์พิธีบวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อเวลา 09.19 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ฝ่ายสรงน้ำและบำรุงรักษาที่หนึ่งประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นำโดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ร่วมกับเทศบาลนครรังสิต นำโดย ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต และกรมชลประทาน นำโดย นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 ได้จัดพิธี บวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

ทั้งนี้ มี คณะผู้บริหาร อบจ.ปทุมธานี และภาครัฐ-เอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปมาร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง โดยมีพระวัชรญาณมุนี หรือเจ้าคุณเทียนชัย เจ้าอาวาสวัดเทพสรธรรมาราม เป็นประธานสงฆ์ในพิธีสำคัญ ซึ่งเสาเอกที่จะตอกในครั้งนี้มีตัวเลข 088 สลักอยู่ที่โคนของตัวเสา ส่งผลให้ประชาชนที่มาร่วมงานต่างทยอยถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

มหัศจรรย์พิธีบวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บรรยากาศในพิธีเริ่มต้นด้วยการบวงสรวงเทพยดาโดยโหราบัณฑิตพรหมณ์ ณฐกร โทนะศรี จากนั้น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนไตย ถวายเครื่องทองน้อย และถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พร้อมกับเจริญพระพุทธมนต์

การตอกเสาเอกอย่างเปี่ยมด้วยศรัทธาและปาฏิหาริย์

ภายใต้แสงแดดที่ส่องลงมาเบื้องบน เส้นทางของฝนปรอยบางเบาพร้อมแสงแดดเป็นฉากหลังให้แก่พิธีตอกเสาเอกอย่างเปี่ยมความศรัทธา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่ามหัศจรรย์ ซึ่งผู้เข้าร่วมพิธีล้วนต่างประหลาดใจในความเป็นไปได้ของ-paper อันศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงอยู่ในสถานที่แห่งนี้

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า โครงการอนุสาวรีย์นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน และมีโรงแกว่งให้ที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางปกติของพิธีกรรมทางศาสนาและการก่อสร้าง ประธานย้ำว่าการจัดงานนี้มิใช่เรื่องง่ายเพราะต้องประสานงานหลายภาคส่วน โดย.Orders ขั้นตอนโครงสร้างงานได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้ว 17 ล้านบาทจาก อบจ.ปทุมธานี และเทศบาลนครรังสิต

  • ดำเนินการร่วมกับกรมชลประทาน
  • ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักพิธีกรรม
  • เชิญหลวงพ่อเทียนชัยเป็นประธาน
  • ประกันให้ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์

ในพิธีนี้ยังปรากฏเหตุการณ์น่าอัศจรรย์อีกเมื่อหลวงพ่อเทียนชัยได้โยนเหรียญเพื่อเสี่ยงทายโดยได้หัวทั้ง 9 ครั้งซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการดำเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ถูกต้องตามพรที่พระองค์ท่านต้องการ การสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีแนวคิดเชื่อมโยงว่าจะเป็นจุดสำคัญแห่งการเคารพสักการะบูชาอยากให้อาจารย์ ศิษย์ และชุมชนโดยรอบได้ร่วมสืบทอดพิธีกรรมแบบดั้งเดิมและใช้เวลาออกมาบริโภคเป็นกิจวัตรประจำวัน

โดยสิ้นสุดภายใต้การกล่าวขอบคุณผู้ร่วมจัดงาน ที่ทำให้การตอกเสาเอกในวันนี้เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แผลงรวมถึงความหวังที่ว่าสถานที่นี้จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาและจิตวิญญาณอย่างยั่งยืน

อย่าลืมติดตามข่าวการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนในอนาคต

ที่มา – มหัศจรรย์พิธีบวงสรวงตอกเสาเอก-เสาโทพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ไฟเขียวบุปผาคุมประกันสังคม เด้งมารศรีนั่งรองปลัด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติคำขอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อสับเปลี่ยนตำแหน่งและทดแทนตำแหน่งที่ว่างในกระทรวงแรงงาน ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ไฟเขียวบุปผาคุมประกันสังคม

ในครั้งนี้ มีมติแต่งตั้ง น.ส.บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และนางมารศรี ใจรังสี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงานแทน ซึ่งถือเป็นการหมุนเวียนตำแหน่งสำคัญในกระทรวงแรงงาน

สำหรับนางมารศรี ใจรังสี ได้มีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ดังนั้นการแต่งตั้งครั้งนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมในระบบบริหารงานของกระทรวงแรงงานНЫักงานก่อนนางมารศรีเกษียณ

มารศรีนั่งรองปลัด พิเชษฐ์ เป็นอธิบดีจัดหางาน

นอกจากนี้ ครม.ยังมีคำสั่งแต่งตั้ง นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ส่วน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานเดิม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานแทน เพื่อรองรับภารกิจทางการบริหารที่มีความสำคัญในระดับกระทรวง

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ระบุว่า การแต่งตั้งในครั้งนี้เป็นผลจากการประเมินความสามารถ ประสบการณ์ และคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่ออย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างเหมาะสม

  • บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน → เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
  • มารศรี ใจรังสี เลขาธิการฯ → รองปลัดกระทรวงแรงงาน
  • สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีจัดหางาน → ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน
  • พิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการฯ → อธิบดีกรมการจัดหางาน
  • สิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ รองอธิบดีจัดหางาน → ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน

ผลงานและความรับผิดชอบในตำแหน่งใหม่ของบุคลากรเหล่านี้ ถือว่าเป็นวงจรการบริหารบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ อีกทั้งยังสามารถรองรับภารกิจและนโยบายของภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของประกันสังคมและการจัดหางาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบแรงงานไทย

ไม่เพียงเท่านั้น ครม.ยังมีมติอนุมัติการโอนข้าราชการระดับสูงรายอื่น ได้แก่ การโอน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ จากเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาบริหารระดับสูง สังกัดสำนักงาน ก.พ.ร. ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้าราชการในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการบริหารจัดการข้าราชการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถรองรับภารกิจการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีวิสัยทัศน์

น่าสนใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดบ้างในการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมและกรมการจัดหางานภายหลังจากการแต่งตั้งในครั้งนี้ เราควรติดตามพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นในหน่วยงานเหล่านี้ในระยะต่อไป

ที่มา – ไฟเขียว ‘บุปผา’ คุมประกันสังคม เด้ง ‘มารศรี’ นั่งรองปลัด ‘พิเชษฐ์’ เป็นอธิบดีจัดหางาน

เปิดภาพ ‘อ.เบียร์ ‘ ถวายเงินแก่ ‘พระอลงกต’ ตื่นธรรมแต่ยังไม่ตื่นรู้

เรื่องราวของ “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกโซเชียลเมื่อมีการเผยภาพขณะนำเงินจำนวน 2,806,392.61 บาท ไปถวายแก่ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อสมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลใกล้เคียง ดูเหมือนจะเป็นการทำบุญที่ดีงามและมีจิตศรัทธาในธรรมะ

เปิดภาพ ‘อ.เบียร์ ‘ ถวายเงินแก่ ‘พระอลงกต’ ตื่นธรรมแต่ยังไม่ตื่นรู้

แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลับสะเทือนวงการพระและกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสข่าวที่ระบุว่า “หลวงพ่ออลงกต” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามออกหมายจับในข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัด ตามคำร้องของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ภาพที่ “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” นำเงินถวายกับ “พระอลงกต” ที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริต จึงก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประชาชน หลายคนจึงตั้งคำถามว่า ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ยังจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า “ตื่นธรรม” ได้หรือไม่?

พระอลงกตเป็นผู้ต้องหาข้อหาทุจริต

ตามรายงานข่าว หลวงพ่ออลงกต ถูกออกหมายจับข้อหาทุจริตยักยอกเงินทรัพย์ของวัด ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาท โดยศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้รับเรื่องและสั่งหมายจับเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมถูกจับกุมตัวในวันเดียวกัน ภายหลังจากมีการสอบสวนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่พบความผิดปกติในเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งวัดดังกล่าวมีชื่อเสียงว่าเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ธรรมะในวงกว้างผ่านสื่อสังคม

สิ่งที่น่าตกใจมากไปกว่านั้น คือการถูกจับกุมในวันเดียวกันกับ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” เจ้าของเพจ “งมงาย สไตล์หมอบี” ที่มีผู้ติดตามเป็นล้าน ซึ่งถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับการรับเงินบริจาคจากประชาชนไปยังวัดพระบาทน้ำพุโดยไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใสอย่างเพียงพอ

  • สถานการณ์ทำให้ผู้บริจาคเริ่มตั้งคำถามต่อการใช้เงิน
  • มีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบบัญชีเงินบริจาคอย่างเป็นทางการ
  • สื่อและประชาชนจับตาดูพัฒนาการของคดีอย่างใกล้ชิด

กลับมาที่ “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” ภาพของการนำเงินถวายในสถานการณ์เช่นนี้จึงเกิดเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนตั้งข้อสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการบริจาค และตั้งคำถามถึงจิตสำนึกของผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ตื่นธรรม” เมื่อเงินที่ถูกบริจาคไปอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทุจริต

สิ่งที่เห็นคือโชว์ของการให้ แต่สิ่งที่ไม่เห็นอาจลึกซึ้งกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น จริยธรรมและความรับผิดชอบในการทำบุญไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพื่อคำว่า “เป็นที่นิยม” หรือ “ในที่สาธารณะ”

ในความเป็นจริง การตื่นธรรมไม่ใช่แค่การสวมชุดขาว การสวดมนต์ หรือการบริจาคให้ดูดี มันคือการมีสติเต็มที่กับสิ่งที่ทำ รู้เท่าทันสถานการณ์รอบตัว และมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทำของตนเอง

ดังนั้น ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเปิดภาพที่ผิดพลาด แต่เป็นบทเรียนให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงธรรมะหรือไม่ ก็ควรใช้สติในการตัดสินใจ แล้วคุณล่ะเป็นคนที่ “ตื่นธรรม” แล้ว “ตื่นรู้” หรือยัง?

ที่มา – เปิดภาพ ‘อ.เบียร์ ‘ ถวายเงินแก่ ‘พระอลงกต’ พร้อมระบุถึงตื่นธรรมก็ใช่ว่าจะตื่นรู้

นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมการเรียนรู้สู่ตลาดแรงงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานในพิธีเปิดงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาการในอนาคตแห่งประเทศไทย ประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งมี นายณัฐพงศ์ แก้ววงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมพุทไธศวรรย์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมการเรียนรู้สู่ตลาดแรงงาน

ที่กล่าวในงาน คือ นายณัฐพงศ์ แก้ววงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของวิทยาลัยที่มีอายุมากกว่า 80 ปี ว่าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2477 ภายใต้ชื่อโรงเรียนประถมวิสามัญหญิงแผนกการช่าง ก่อนจะผ่านการเปลี่ยนแปลงชื่อเรื่อยๆ จนในปัจจุบันเป็น วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เขตภาคกลาง

เป้าหมายของงานประชุมฯ

ภายในกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพและความสามารถทางด้านวิชาชีพ และทักษะแกนสำคัญอื่นที่จำเป็นต่อการทำงานในสายอาชีพต่างๆ อย่างแท้จริง โดยแบ่งการเรียนการสอนออกเป็นจำนวน 9 แผนกวิชา ได้แก่ การบัญชี การตลาด การจัดการสำนักงาน คหกรรมศาสตร์ อาหารและโภชนาการ ศิลปกรรม การท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม และเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการ นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมการเรียนรู้สู่ตลาดแรงงาน ยังเป็นโอกาสสำหรับองค์กรนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางใหม่ๆ ที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

  • ยกระดับทักษะความรู้ให้กับนักเรียนนักศึกษา
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อนนักศึกษาและครู
  • เฝ้าระวังแนวโน้มอาชีพในยุคเทคโนโลยี
  • เตรียมความพร้อมสู่การทำงานในระดับชาติและนานาชาติ

งานประชุมวิชาการครั้งนี้ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ภาคอาชีวะ โดยเฉพาะนักศึกษาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าถึงโอกาสทางอาชีพมากยิ่งขึ้น ด้วยการเตรียมความพร้อมในทุกพื้นที่ ทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติจริง อีกทั้งยังจัดการประกวดให้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในระดับประเทศ

สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ใครหลายคนเชื่อว่าเส้นทางการเรียนรู้จากอาชีวะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน หากแต่ยังขยายไปสู่ทักษะที่ใช้ได้จริงในตลาดแรงงาน และก้าวทันโลกแห่งอนาคต

หากคุณเป็นนักเรียน นักศึกษาในสายอาชีวะ ควรเลือกเรียนรู้ที่ตรงกับทิศทางแรงงานในอนาคต เพราะนั่นคือเส้นทางที่ไม่เพียงจะพาคุณให้มีงานทำ แต่ยังมีชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืน

ที่มา – นายก อบจ.อยุธยา เปิดประชุมวิชาการอาชีวะส่งเสริมทักษะพัฒนาการเรียนรู้นักเรียนสู่สายอาชีพตลาดแรงงาน

‘ศุภชัย’ วิจารณ์ลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เหลือ 20 บาทตลอดสาย โดยระบุอย่างชัดเจนว่า นโยบายลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นี้ไม่ใช่การลดราคาที่เกิดจากเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้า แต่กลับเป็นรัฐบาลที่ใช้งบประมาณจากภาษีอากรของประชาชนทั่วประเทศมาอุดหนุนให้แก่เอกชนผู้รับสัมปทานอย่างตรงไปตรงมา

‘ศุภชัย’ ซัดลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ในโพสต์ของเขา นายศุภชัยได้กล่าวว่า แนวทางนี้อาจส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนลดลง แต่ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการรถไฟฟ้าจะถูกถ่ายโอนไปสู่รัฐ รัฐจึงกลายเป็นผู้รับภาระหนักหนา อย่างแท้จริง เมื่อใช้เงินภาษีจำนวนมากมาเป็นการอุดหนุนกิจการเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของงบประมาณของประเทศ

รัฐอุ้มเอกชนสนองนโยบายพรรคการเมือง

นอกจากนี้ยังมีการวิจารณ์ว่า การดำเนินนโยบาย ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหลือ 20 บาทในทุกสาย เป็นการใช้ประโยชน์จากระบบรถไฟฟ้าเพื่อหาเสียงกับประชาชน โดยการประชดาตัวเพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นห่วงในเรื่องนโยบายสาธารณะ ทั้งที่ไม่ได้คำนึงถึงความจริงจังของเศรษฐศาสตร์และการจัดการระบบขนส่งอย่างยั่งยืน

งานนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า นโยบายที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงนี้ แท้จริงแล้วเป็นประโยชน์กับใครกันแน่ รัฐหรือเอกชน? หากมองจากหน้าที่ของรัฐในการบริหารประเทศอย่างเหมาะสมและยาวนาน บางครั้งการอุ้มกิจการเอกชนเช่นนี้อาจกลายเป็นภาระหนักหนาต่อผู้จ่ายภาษีประเภททั่วไป แทนที่จะเป็นทางแก้ต้นทุนการเดินทางของประชาชน

  • การใช้เงินภาษีประชาชนช่วยเอกชน
  • ความไม่ยั่งยืนของนโยบายระยะยาว
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อลูกค้า
  • การเมืองใช้รถไฟฟ้าในการหาเสียง

ประเด็นนี้ก่อให้เกิดการอภิปรายในวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์และสื่อสารมวลชน ที่เริ่มมีเสียงผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนถึงผลกระทบระยะยาวของการดำเนินนโยบายแบบไม่พิจารณาอย่างรอบด้าน การำที่แท้จริงไม่ใช่แค่ต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในตอนนี้ แต่การวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อให้ระบบขนส่งยังสามารถดำเนินการได้แม้ในอนาคต

การเคลื่อนไหวของนายศุภชัย ใจสมุทร จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประเด็นถึงแนวทางการบริหารรถไฟฟ้าแบบยั่งยืน และการใช้มาตรการเพื่อหาเสียงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในมิติต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศไทย

ดังนั้น ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมติดตามพัฒนาการของนโยบายดังกล่าว พร้อมกับตั้งคำถามว่า ความเป็นธรรมที่แท้จริงในค่าโดยสารนั้น เกิดขึ้นเมื่อใด?

ที่มา – ‘ศุภชัย’ ซัดลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รัฐอุ้มเอกชนสนองนโยบายพรรคการเมือง

เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ

การแข่งขัน RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025 หรือการแข่งขันจักรยานขาไถ (Balance Bike) ชิงแชมป์โลก ได้เปิดเวทีระดับนานาชาติที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา โดยมีนักกีฬารุ่นเยาว์จากทั่วโลกกว่า 900 คน เข้าร่วมประลองฝีมือและความเร็วในการทรงตัวของจักรยานขาไถอย่างตื่นตาตื่นใจ

เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ

ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้ร่วมมือกับทาง RSR RUNBIKE เพื่อจัดให้มีเวทีกีฬาระดับโลก โดยเปิดการแข่งขันระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา จันทน์ผา คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอบหมายให้ดร.อดุลย์ หาญวังม่วง รองคณบดี เป็นประธานเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

สนุกตื่นเต้น กับการแข่งขันระดับนานาชาติ

การแข่งขันในครั้งนี้มีนักกีฬาขาไถรุ่นเยาว์จากประเทศต่าง ๆ จำนวนกว่า 900 คน เข้าร่วมจากทั่วโลก ได้แก่ ไทย จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยแบ่งออกเป็นนักกีฬาต่างชาติ 400 คน และนักกีฬาไทย 500 คน ทุกคนต่างตั้งเป้าชิงความรวดเร็วและทักษะในการทำงานของตนเองอย่างเต็มที่

RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025 ถือเป็นเวทีกีฬานานาชาติที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การสร้างเครือข่าย และความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักกีฬาจากต่างประเทศ ตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมกีฬาระดับโลก และการส่งเสริมความมีอยู่ของเยาวชนอย่างยั่งยืน

RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นเข้าถึงการออกกำลังกาย และมีสุขภาพที่ดี ร่วมสนุกกับบรรยากาศของการแข่งกันแบบมืออาชีพในเวทีนานาชาติ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเชียร์เยาวชนไทยในเวที เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ นี้ได้เลยครับ

ที่มา – เปิดเวที 900 นักกีฬาขาไถรุ่นจิ๋วจาก 10 ประเทศ ดวลความเร็ว! “RSR RUNBIKE WORLD CUP 2025” ที่ราชมงคลสุวรรณภูมิ

ตำรวจบ้านดู่ฝึกซ้อม Combat Handguns เพิ่มศักยภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สนามยิงสุวิทย์ เม่นแย้ม ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ ได้เข้าร่วมการฝึกยิงปืน Combat Handguns ภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการจัดการฝึกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีทักษะและความพร้อมในการใช้อาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ตำรวจบ้านดู่ฝึกซ้อม Combat Handguns เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่

ภายในการฝึกครั้งนี้ เป็นการนำทัพโดย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, พ.ต.อ.สันติ กองสมัคร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และ พ.ต.อ.ศันย์ชัย พานิชกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ ซึ่งการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฝึกอย่างเข้มข้นเพื่อยกระดับศักยภาพกำลังพลในพื้นที่

เพิ่มทักษะและลดความเสี่ยง

การฝึกยิงปืนแบบ Combat Handguns นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้อาวุธอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการใช้ปืนจริง และฝึกให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ซึ่งความชำนาญของการยิงปืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสงบสุขของประชาชน

ในการฝึกครั้งนี้ นายสุวิทย์ เม่นแย้ม เจ้าของสนามยิงปืน พร้อมด้วย พ.ต.ต.วีรวุฒิ พุ่มไพรจิตร และ พ.ต.ต.สง่า กันหารุ่งเรือง ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรฝึกอบรมอย่างใกล้ชิด ด้วยการใช้กระสุนจริงในการซ้อมยิง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินผลการฝึกได้อย่างแม่นยำและเข้าใจถึงพลังของกระสุนจริงๆ

  • มุ่งเน้นความปลอดภัยในการใช้อาวุธ
  • เพิ่มทักษะการยิงอย่างแม่นยำภายใต้แรงกดดัน
  • เตรียมความพร้อมเมื่อเผชิญสถานการณ์ใช้อาวุธจริง

มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดประมาณ 100 นาย เข้าร่วมฝึกในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพของบุคลากรตำรวจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัย ช่วยเสริมเสถียรภาพในพื้นที่อย่างแท้จริง

ด้วยแนวทางการฝึกที่ทันสมัยและเข้มงวดเช่นนี้ ตำรวจในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น นี่คือการลงทุนที่สำคัญเพื่อความมั่นคงของสังคม

อ่านข่าวเพิ่มเติม: การฝึกยิงปืนแบบ Combat Handguns เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเตรียมพร้อมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าเดิม และรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ตำรวจบ้านดู่ฝึกซ้อม Combat Handguns เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่

‘ภูมิธรรม’ แจง ปมมติครม.ถอดชื่อ ‘ธนพร’ ออกจาก วปอ.ปี 69 เหตุมีร้องเรียนปัญหาเข้ามา

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติถอดชื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ออกจากนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ปี 2569

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากมีการร้องเรียนจากสมาคมประมง ซึ่งระบุว่า รศ.ดร.ธนพร เคยให้คำแนะนำด้านนโยบายที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ปัญหาทางด้านการประมงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบยาวนานจนถึงปัจจุบัน

‘ภูมิธรรม’ แจง ปมมติครม.ถอดชื่อ ‘ธนพร’ ออกจาก วปอ.ปี 69 เหตุมีร้องเรียนปัญหาเข้ามา

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้มีการร้องเรียนจากชาวประมงเข้ามาจริง ๆ และทางรัฐบาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของหลักสูตรและการตัดสินใจที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เมื่อถามเพิ่มเติมว่า การถอดชื่อครั้งนี้เป็นเพราะเหตุการณ์ในอดีตซึ่งมีการกล่าวถึงการหมิ่นประมาทหรือไม่ นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อหาหมิ่นประมาทนั้นเป็นเรื่องที่ผ่านความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ส่วนเรื่องปัญหาประมงควรไปสอบถามสมาคมประมงเพื่อความชัดเจน

ผลกระทบและความโปร่งใสในการตัดสินใจ

มติครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในการสรรหาบุคลากรเข้าร่วมหลักสูตรวิชาการระดับสูง เช่น วปอ. ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสถาบันที่ฝึกอบรมนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ

  • มีการร้องเรียนจากชาวประมงเกี่ยวกับนโยบายที่ได้รับคำแนะนำจาก รศ.ดร.ธนพร
  • ความไม่ชัดเจนในนโยบายส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล
  • ครม.มีมติถอดชื่อออกจากวปอ. ตามความเห็นจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินการของรัฐบาลในการฟังเสียงจากประชาชนและหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะก่อให้เกิดกระแสต่าง ๆ แต่ก็เป็นกระบวนการที่จำเป็นในการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน

หากมองในมุมรวม เป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมมีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรี และหน่วยงานของรัฐก็พร้อมรับฟังอย่างเปิดกว้าง เพื่อทำให้การตัดสินใจมีความโปร่งใสและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ แจง ปมมติครม.ถอดชื่อ ‘ธนพร’ ออกจาก วปอ.ปี 69 เหตุมีร้องเรียนปัญหาเข้ามา

LINE ไทยจัด LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025 ปีที่ 2 สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

LINE ประเทศไทย เดินหน้าภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับสังคมไทย ผ่านการผลักดันด้าน Digital Literacy โดยเน้นย้ำให้คนไทยเข้าใจและใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง มั่นใจ และปลอดภัย เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ

LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025

กิจกรรม “LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของ LINE ประเทศไทย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านดิจิทัลควบคู่กับทักษะการลงทุนให้กับผู้สูงวัย พร้อมเน้นย้ำเรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคดิจิทัลทุกวันนี้

นางสาวณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) ของ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทักษะการใช้ดิจิทัลอย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันและปลอดภัยไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นความสามารถสำคัญที่ทุกคนต้องมี”

เนื้อหาครอบคลุมหลากหลายมิติ

เนื้อหาในกิจกรรม LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025 ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทั้งการใช้ LINE อย่างปลอดภัย เช่น การตรวจสอบบัญชี Official ของจริง, การตั้งค่าความปลอดภัย และการรายงานบัญชีที่น่าสงสัย นอกจากนี้ยังสอนวิธีการรู้เท่าทันการหลอกลวงทางด้านการเงิน รวมถึงภัยคุกคามจากโลกออนไลน์อย่างฟิชชิ่ง และการแฮกบัญชี

ในปีนี้ LINE ประเทศไทยร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญหลายหน่วยงาน ได้แก่ Young Happy, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อมอบองค์ความรู้ที่สมบูรณ์และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

กิจกรรมมีผู้สูงวัยจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 60 คน ซึ่งได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ในการเพิ่มความรู้เกี่ยวกับโลกดิจิทัลและช่วยให้มีทักษะในการปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อออนไลน์

แผนการขยายกลุ่มเป้าหมายในอนาคต

LINE ประเทศไทย มีแผนจะต่อยอดกิจกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ เช่น เยาวชน และกลุ่มคนทำงาน เพื่อสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในอนาคต ด้วยความเชื่อว่าทักษะการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมั่นใจและปลอดภัยจะเป็นทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวันของทุกคน

การมีความรู้ด้านดิจิทัลไม่ใช่เรื่องเลือกได้อีกต่อไป — มันเป็นทักษะที่ทุกคนควรได้รับ ไม่ว่าจะวัยไหน ขอให้คุณก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างมั่นใจ และปลอดภัยกับ LINE ไปด้วยกัน

ที่มา – LINE ประเทศไทย จัด LINE CONNECT DAY: Smart Senior 2025 สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลปีที่ 2