ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สม รังสี เผยสแกมเมอร์กัมพูชา ซื้อ F-16 ได้เกือบ 292 ลำ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “Sam Rainsy” ของ “นายสม รังสี” นักการเมืองอดีตผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้ออกมาโพสต์ถึงกรณีเครือข่ายอาชญากรสแกมเมอร์ในกัมพูชา สามารถสร้างรายได้รวมสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างมาก ขณะที่ F-16 ใหม่นั้นจะมีราคา 65 ล้านดอลลาร์ ก็สามารถซื้อได้ประมาณ 292 ลำ

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “รายได้จาก “อาชญากรสแกมเมอร์” ในกัมพูชา ราว 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ขณะที่ F-16 ใหม่นั้นจะมีราคา 65 ล้านดอลลาร์”

อย่างไรก็ตาม “สามารถซื้อ F-16 ได้ประมาณ 292 ลำ หากเทียบกับรายได้จากสแกมเมอร์ 19,000 ล้านดอลลาร์”

สม รังสี เผยรายได้สแกมเมอร์กัมพูชา

ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กของ นายสม รังสี นั้นชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชา โดยระบุชัดเจนว่า “สแกมเมอร์กัมพูชา” สามารถสร้างรายได้ถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นยอดเงินที่สูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศขนาดกลาง

หากเทียบกับราคาเครื่องบิน F-16

ในขณะที่เครื่องบินขับไล่รุ่น F-16 ซึ่งถือเป็นอาวุธทางทหารที่ทันสมัย มีราคาลำละ 65 ล้านดอลลาร์ หากเทียบกับรายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์ของเหล่า “สแกมเมอร์กัมพูชา” แล้วนั้น จะสามารถซื้อเครื่องบินดังกล่าวได้สูงถึง 292 ลำ

ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความตกใจในวงกว้าง เพราะมันชี้ให้เห็นถึงการแปรสภาพรายได้จากการฉ้อโกงทางโลกออนไลน์เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการทหาร

ผลกระทบจากสแกมเมอร์กัมพูชา

  • สังคมโลกไซเบอร์ทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากกลุ่มสแกมเมอร์กัมพูชา ที่ดำเนินการฉ้อโกงผ่านเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และอีเมลหลอกลวง
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เป็นวงกว้าง และเกิดขึ้นทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง
  • การลักลอบย้ายถิ่นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ ส่งผลให้ความยุ่งยากในการจับกุมผู้กระทำผิด

การเปิดเผยข้อมูลของ “สม รังสี” นี้ถือเป็นการปลุกความตระหนักต่อสังคมโลกเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์จากกลุ่ม “สแกมเมอร์กัมพูชา” ที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ควรจับตาดูข้อมูลและการดำเนินการของรัฐบาลในภูมิภาคเกี่ยวกับการสกัดกั้นอาชญากรรมเกมมิ่งและสแกมออนไลน์ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาว หากยังไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง

หากเทียบกับยอดรายได้จาก “รายได้สแกมเมอร์กัมพูชา” ที่สูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี การสั่งซื้อ F-16 จำนวน 292 ลำ ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ หากงบประมาณนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง

เราควรหยุดคิดถึงการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์และการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดการแพร่กระจายของสแกมออนไลน์ให้น้อยที่สุด

ที่มา – ‘สม รังสี’ แฉรายได้สแกมเมอร์กัมพูชา สามารถซื้อ F-16 ได้เกือบ 292 ลำ

Monomax ถ่ายทอดสดครบทุกคู่พรีเมียร์ลีก 2025/26 สัปดาห์แรก บิ๊กแมตช์ผีแดงปะทะปืนใหญ่

แฟนบอลชาวไทยเตรียมเขย่าจออีกครั้ง เมื่อฤดูกาลใหม่ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2025/26 มีกำหนดเปิดฉากอย่างเป็นทางการในสัปดาห์แรก ระหว่างวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ถึงเช้าตรู่วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 ซึ่งทุกการแข่งขันสามารถรับชมได้แบบสด ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax ครบถ้วนทุกแมตช์ ไม่ว่าจะเป็นเกมเดือด ๆ หรือบิ๊กแมตช์ระดับพรีเมียร์ลีกเลย

Monomax ยิงสดครบทุกแมตช์พรีเมียร์ลีก 2025/26 สัปดาห์แรก

เปิดฉากความมันส์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 ส.ค. เวลา 02:00 น. (คืนวันศุกร์) มีการเปิดสนามของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่จะรับการมาเยือนของ เอเอฟซี บอร์นมัธ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นเกมสวนกลับดุดัน

บิ๊กแมตช์วันเสาร์: พรีเมียร์ลีกเดือดตั้งแต่คืนวันเสาร์

ทั้งวันเสาร์เต็มตื้นไปด้วยศึกใหญ่ระดับพรีเมียร์ลีก ถึง 5 คู่ที่แฟนบอลต้องห้ามพลาด โดยเริ่มที่ “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลลา รับมือ “ปืนใหญ่” นิวคาสเซิล เวลา 18:30 น. ต่อมา เวลา 21:00 น. มีเกมแยกดวลกว่าแคบระหว่าง:

  • ไบรท์ตัน พบ ฟูแลม
  • ซันเดอร์แลนด์ รับมือ เวสต์แฮม
  • ทอตแนม พบ เบิร์นลีย์

ปิดท้ายคืนเสาร์กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน พบ แมนฯ ซิตี ที่ไม่ว่าใครก็เต็มไปด้วยแนวรุกและความอุตสาห์ในการคว้าชัย

ซูเปอร์ดาร์บี้ลอนดอน: พรีเมียร์ลีกฉีกฉ้วนตั้งแต่วันอาทิตย์

เข้าสู่คืนวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. ความมันส์เพิ่มขึ้นทุกคู่ โดยมี เชลซี เปิดรังพบ คริสตัล พาเลซ เวลา 20:00 น. และ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พบ เบรนท์ฟอร์ด ทันทีถัดมา

ที่น่าจับตามองที่สุดของสัปดาห์นะครับ — บิ๊กแมตช์ “ผีแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด vs “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เวลา 22:30 น. ทั้งสองทีมมาแรงครบเครื่องและล้วนเป็นฝันร้ายของทีมอื่น ๆ

ปิดท้ายสัปดาห์ปักหมุดซีซั่นใหม่

ปิดโปรแกรมวันอังคารที่ 19 ส.ค. เวลา 02:00 น. (คืนวันจันทร์) ด้วยคู่เดี่ยว “ลีดส์ ยูไนเต็ด vs เอฟเวอร์ตัน” ที่ในปีนี้คือน้องใหม่มากำจัด Monomax ให้คุณไม่พลาดสักแมตช์ ทั้งยังให้คุณสมัครแพ็กเกจ Monomax Standard ในราคาเพียง 299 บาทต่อเดือน เท่านั้น!

ดูทุกแมตช์ พรีมั่มชัด ผ่านระบบสตรีมมิ่งคุณภาพจาก Monomax — สามารถดูได้ทุกที่ ทุกเวลา ยืดหยุ่นเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

อย่าลืมเชียร์ทีมที่คุณรัก และติดตาม Monomax เพื่อรับชม พรีเมียร์ลีก 2025/26 ตลอดฤดูกาลนี้แบบจัดเต็มไม่ต้องพัก!

ที่มา – “Monomax” ยิงสดครบทุกแมตซ์กับ “พรีเมียร์ลีก 2025/26” สัปดาห์แรก มีบิ๊กแมตซ์ “ผีแดง” ปะทะ “ปืนใหญ่”

‘ไอซ์ รักชนก’ ซัด ‘ทุเรศ’ หลังรัฐมนตรีหลายกระทรวงแห่ตั้ง ‘อาสา’ เพื่อปฏิบัติการทางการเมือง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2-3 เป็นครั้งแรก ภายใต้การเป็นประธานของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ในที่ประชุม น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายขอให้มีการปรับลดงบประมาณ และเสนอให้ยกเลิกแผนบูรณาการด้านต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากมองว่างบประมาณที่ใช้ไปนั้น ไม่สามารถวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีเป้าหมายชี้วัดที่ชัดเจน ส่งผลให้งบประมาณหลักพันล้านบาทถูกใช้แบบ “สิ้นเปลือง” โดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม

‘ไอซ์ รักชนก’ ซัด ‘ทุเรศ’ หลังรัฐมนตรีหลายกระทรวงแห่ตั้ง ‘อาสา’ เพื่อปฏิบัติการทางการเมือง

นอกจากนี้ น.ส.รักชนก ยังระบุว่า งบประมาณในการสนับสนุนอาสาสมัครในหน่วยงานต่างๆ นั้น ถูกใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากพบว่าหลายพรรคการเมืองมีแนวโน้มใช้เครือข่ายอาสาสมัครเพื่อหวังผลทางการเมือง

“ไม่ขอพูดว่าเป็นอะไร แต่ประชาชนไม่โง่ เพราะดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือที่เป็นงบประมาณจากภาครัฐ เมื่ออสม.ทำปฏิบัติการบางอย่างสำเร็จ ทำให้กระทรวงอื่นตามทำ เช่น อาสากระทรวงพัฒนาสังคม อาสากระทรวงดิจิทัล อาสากระทรวงเกษตรฯ ฯลฯ” น.ส.รักชนก กล่าวในที่ประชุม

งบประมาณถูกใช้แทนรายได้อาสา?

น.ส.รักชนก ย้ำว่า การตั้งอาสาสมัครของทุกกระทรวงนั้นไม่ควรเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย และควรรวมศูนย์ให้อยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการสิ้นเปลืองงบประมาณที่ไม่สามารถวัดผลได้ และผิดจุดประสงค์ในเบื้องต้น

หากเดิมอาสาสมัครเป็นอาสาธรรมดา ภายหลังกลับกลายเป็นการให้เงินตอบแทนจนกลายเป็นรายได้ประจำ จึงเป็นปัญหาที่ควรได้รับการทบทวนและแก้ไข

“พูดตรงๆ อาสาต่างๆ เหล่านี้กลายเป็น ‘แขนขา’ ให้รัฐมนตรีเจ้าพระทรวงทำปฏิบัติการบางอย่างดิฉันไม่เห็นด้วยกับเอางบแผ่นดินไปทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้นๆ มันทุเรศ”

เธอสรุปว่า “ดิฉันขอถอนคำว่าทุเรศ แต่ไม่อยากให้ทำเพราะไม่อยากให้ใช้งบประมาณ สิ้นเปลือง และขอให้รัฐบาลทำเรื่องนี้จริงจัง ด้วยความเคารพอาสาทั่วประเทศ”

คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ ‘งบประมาณแผ่นดิน’ เพื่อประโยชน์ด้านการเมืองมากกว่าประชาชน โดยเฉพาะเมื่อแต่ละกระทรวงมีความต้องการจ้าง “อาสาสมัคร” เองเพื่อดำเนินกิจกรรมที่ไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม

ส่งท้ายด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นความโปร่งใสในการใช้จ่าย ระบบตรวจสอบที่เข้มงวด และแนวทางที่ชัดเจนในการวัดผลที่เกิดขึ้นจริง เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

หากคุณคิดว่าปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐในปีหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในระบบราชการ

ที่มา – ‘ไอซ์ รักชนก’ซัด‘ทุเรศ’หลังรัฐมนตรีหลายกระทรวงแห่ตั้ง ‘อาสา’ เพื่อปฏิบัติการทางการเมือง

แซนด์วิชฟู้ดทรัค อิตาลีเป็นเหตุคนกินดับ 2 ราย ป่วย 14 ราย

กรณีน่าสะพรึงของแซนด์วิชจากรถขายอาหารในอิตาลีที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นอีก 14 ราย หลังรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคโบทูลิซึม ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉิน

แซนด์วิชฟู้ดทรัค อิตาลีเป็นเหตุคนกินดับ 2 ราย ป่วย 14 ราย

ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิตาลี โดยผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ ลุยจิ ดิ ซาร์โน วัย 52 ปี และทามารา ดากุนโต วัย 45 ปี ซึ่งเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 2 วันหลังรับประทานแซนด์วิชสไตล์อิตาลีหรือ “ปานินี” ที่มีไส้กรอกและผักใบเขียวซึ่งปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย

สิบสี่รายที่ยังมีชีวิตอยู่ถูกนำส่งโรงพยาบาลด่วน อาการแสดงทั่วไปคือ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก และความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งล้วนเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคโบทูลิซึม

โบทูลิซึมคืออะไร

โรคโบทูลิซึมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งสามารถผลิตสารพิษได้ในอาหารที่มีสภาพไร้ออกซิเจน เช่น เนื้อสัตว์ อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่แปรรูปผิดวิธี โดยหากได้รับสารพิษนี้เข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนอัมพาต และอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับยาต้านพิษทันท่วงที

ในครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบล้วนสั่งปานินีเหมือนกันทั้งหมด คือ ไส้กรอกย่างและผักใบบร็อคโคลี่ในรถขายอาหารของ จูเซปเป ซานโตโนซิโต ซึ่งขณะนี้ถูกเจ้าหน้าที่ยึดเพื่อสอบสวน พร้อมพนักงานอีก 3 คน

  • ลูกค้า 2 รายเสียชีวิตภายใน 2 วัน
  • ผู้ป่วยอาการหนัก 14 รายถูกนำส่งโรงพยาบาล
  • เจ้าหน้าที่ยึดร้านอาหารและสอบสวนแหล่งผลิต
  • มีความเป็นไปได้สูงว่าเชื่อมโยงกับโรคโบทูลิซึมระบาดในซาร์ดิเนียเมื่อช่วงปลาย กรกฎาคม

ทางการอิตาลีได้ออกคำสั่งให้ระงับการขายปานินีทั่วประเทศทันที รวมถึงให้มีการตรวจสอบวัตถุดิบทั้งหมดของรถขายอาหารและแหล่งผลิต โดยทนายความของจูเซปเปยืนยันว่าเขาซื้อวัตถุดิบมาใช้เพียงพอสำหรับทำปานินีประมาณ 6-7 ชิ้น ซึ่งคัดค้านข้อกล่าวหาอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังได้เปิดเผยอีกว่า แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยทั้ง 5 คนในโรงพยาบาลสองแห่งถูกสอบสวนเพิ่มเติมด้วย เพราะการวินิจฉัยโรคไม่ทันท่วงทีอาจเป็นปัจจัยเสริมทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักขึ้นได้

การระบาดของโรคโบทูลิซึมในครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายกรกฎาคม บนเกาะซาร์ดิเนีย ก็มีประชาชนเสียชีวิตหนึ่งราย และมีผู้ป่วยอีก 8 ราย รวมถึงเด็กชายวัย 11 ปี หลังได้รับประทาน “กัวคาโมเล” ในงานเทศกาลที่ปนเปื้อนเชื้อ

การเฝ้าระวังและการควบคุมคุณภาพอาหารที่ผลิตหรือจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะสุขภาพของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับนิยมการรับประทานอาหารอย่างปลอดภัยอย่างมาก

สุขภาพดีเริ่มจากรู้เท่าทันอาหารที่เรากินทุกวัน หากคุณกำลังเลือกซื้ออาหารจากร้านดัง เฟรชชี่ หรือแม้แต่รถเข็น อย่าลืมตรวจสอบแหล่งผลิตความสะอาด และวันหมดอายุเสมอ

ที่มา – แซนด์วิชร้านฟู้ดทรัคเป็นเหตุ ทำคนกินดับ 2 ราย ป่วยหนักอีก 14 ราย

พริษฐ์ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปเตรียมรับวิกฤตภาษีสหรัฐฯ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในฐานะคณะกรรมการงบประมาณปี 69 ได้อภิปรายถึงความกังวลด้านการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่ยังไม่ได้เตรียมพร้อมเพียงพอต่อวิกฤตเศรษฐกิจจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนในประเทศ

พริษฐ์ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปจัดงบปี 69

แม้รัฐบาลจะเริ่มจัดทำงบประมาณปี 2569 ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตภาษีจากสหรัฐฯ แต่นายพริษฐ์ชี้ว่าคณะกรรมการงบประมาณที่มีเสียงข้างมากมาจากฝ่ายบริหารนั้น ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญอย่างรอบคอบในการใช้เงินงบประมาณเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ นายพริษฐ์เปรียบเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน ที่คณะกรรมการงบประมาณปี 64 มีการปรับงบประมาณใหม่ถึง 31,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 แต่ในปีงบประมาณ 2569 มีการปรับงบประมาณเพียงแค่ 8,000 ล้านบาทเพื่อเตรียมตัวรับมือกับปัญหาจากภาษีตอบโต้สหรัฐฯ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงแค่มียอดรวมงบประมาณสูง

ปัญหาความซ้ำซ้อนระบบราชการ

หนึ่งในประเด็นที่เน้นย้ำโดย นายพริษฐ์ คือ ปัญหาความซ้ำซ้อนในระบบราชการ ซึ่งทำให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ทรัพยากรไปกับกิจกรรมที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อนกัน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แยกกันทำ แย่งกันทำ และย้ายออกไปทำ

  • ปัญหาแยกกันทำ: เช่น โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มยกระดับทักษะแรงงานที่มีการสร้างแยกกันในหลายหน่วยงาน โดยไม่มีการควบรวม แม้ในบางกรณีจะเป็นแพลตฟอร์มเดิมที่มีอยู่แล้ว
  • ปัญหาแย่งกันทำ: มีหลายกรมในกระทรวงพาณิชย์แย่งกันดำเนินงานเดียวกัน เช่น การประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรที่อาจมีหน่วยงานอื่นเหมาะสมกว่า
  • ปัญหาย้ายออกไปทำ: เกิดจากการตั้งหน่วยงานใหม่แยก出来เพื่อทำงานเดียวกันกับที่มีอยู่เดิม เช่น การตั้งสำนักนโยบายและแผนในหลายกระทรวง

หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการจัดงบประมาณและการควบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน ก็จะทำให้ประเทศไม่มีงบประมาณเหลือเพียงพอในกรณีฉุกเฉิน หรือในสถานการณ์วิกฤตมหาศาลที่เกิดขึ้นภายหลัง

ทั้งนี้ นายพริษฐ์ ย้ำว่า ควรมีการพิจารณาเรื่องการควบรวมหน่วยงานและลดหลั่นการจัดทำแผนขึ้นหิ้งจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานทำงานร่วมกันมากขึ้น มีความคล่องตัวสูง และสามารถตอบสนองต่อปัญหาเศรษฐกิจได้ทันที

การจัดทำงบประมาณที่ไม่พิจารณาวางแผนอย่างรอบด้านสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายด้าน ดังนั้นทุกบาทที่ถูกใช้ในงบประมาณควรจะถูกวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ดังนั้น ทุกฝ่ายควรได้ร่วมมือกันในการปรับปรุงการบริหารจัดสรรงบประมาณและการทำงานของภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมรับวิกฤตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘พริษฐ์’ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปจัดงบปี 69 ไม่เตรียมแผนต่อกรภาษีทรัมป์

พิชัยแจงกมธ.หั่นงบ8.92พันล้าน เหตุไม่สอดคล้องปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ 3 เป็นวันแรก โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กล่าวชี้แจงว่า กมธ.วิสามัญฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอื่นๆ ซึ่งพิจารณาตามความจำเป็น ภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ และภารกิจพื้น โดยคำนึงถึงสถานะการคลังภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

พิชัยแจงกมธ.หั่นงบ8.92พันล้าน เหตุไม่สอดคล้องปัจจุบัน

นายพิชัย กล่าวต่อว่า การปรับลดงบประมาณ本次ีงบประมาณ 8,920,781,300 บาท นั้น มาจากการพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายผลการดำเนินงาน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยนำงบประมาณไปเพิ่มตามความเหมาะสม ดังนี้ 1.งบกลางเป็นค่าใช้จ่ายรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2.สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 3.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง 4.กรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ 5.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการบรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 6.กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม 7.กระทรวงแรงงาน 8.รัฐวิสาหกิจ การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ 9.หน่วยงานของศาล และหน่วยงานขององค์กรอิสระ

เหตุผลเบื้องหลังการปรับงบประมาณ

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ สงวนความเห็น อภิปรายว่า มีขอให้การปรับลดงบประมาณเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เหลือ 373,600 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจะอยากที่จะตัดลดงบประมาณเพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะยังเผชิญกับวิกฤตคู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และหารปะทะกันในเขตชายแดน ซึ่งเราหวังว่าวิกฤตชายแดนน่าจะจบลงในเร็ววันไม่ยึดเยื้อไปจนถึงปีงบประมาณ 2569 แต่วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องขอปรับลดงบประมาณลง 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น

  • แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวจาก 2.8% เหลือ 1.6%
  • ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่คาดการณ์ไว้สูงกว่าความเป็นจริง
  • รายได้ภาษีจากภาครัฐอาจลดลงมากถึง 64,000 ล้านบาท
  • ปัญหาโครงสร้างด้านรายได้ยังไม่ได้แก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

“อีก 3 วันข้างหน้า สมาชิกก็คงจะได้รับฟังว่ามีรายการอะไรบ้าง มีประเด็นใดบ้างของงบประมาณปี 69 ที่ได้จัดทำมาซ้ำซ้อน แพง ไม่จำเป็น และจำเป็นจะต้องปรับ ลด รีดไขมันออก ต้องชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อน และต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ นั่นคือเหตุผลทางด้านงบประมาณ ส่วนดิฉันอยากนำเสนอเหตุผลในการปรับลดงบประมาณที่เป็นเหตุผลทางด้านการคลังที่จะขอปรับลด จากวิกฤตที่จะเกิดจากสงครามการค้าที่กำลังจะมาถึง ทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3 เสี่ยง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะ”น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

วิกฤตเศรษฐกิจอาจมีผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเงินและการคลัง ดังนั้นการวางแผนล่วงหน้าและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจึงสำคัญมาก ทั้งนี้ หากเปรียบงบประมาณเป็นกระสุนแล้ว การเก็บให้มากในช่วงนี้ คือการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน การวางแผนร่วมกับความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ‘พิชัย’ แจงกมธ.หั่นงบ 8.92 พันล้าน เหตุไม่สอดคล้องปัจจุบัน ‘ไหม’ ยันขอลดงบ 5 หมื่นล้าน เก็บกระสุนสู้วิกฤต

กลุ่มสมาคมโดรนกัมพูชาฝึกบินป่วนชายแดนไทย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ได้มีการเผยแพร่คลิปและภาพถ่ายที่น่าจับตาจากกลุ่ม สมาคมโดรนกัมพูชา ซึ่งรวมตัวกันฝึกบินและสาธิตการใช้งานโดรนในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย บริเวณจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา สร้างความกังวลและความสนใจในวงกว้าง

กลุ่มสมาคมโดรนกัมพูชาฝึกบินป่วนชายแดนไทย

ตามรายงานจากแฟนเพจ Army Military Force กลุ่มโดรนกัมพูชานำโดรนหลายลำบินเรียงแถว示范ในอากาศ มีการสอนการควบคุม ซึ่งเนื้อหาบนเพจระบุว่า “กลุ่มสมาคมโดรนกัมพูชา รวมตัวกันฝึกสอนชาวเขมรบินโดรน ไว้สำหรับป่วนชายแดนไทย คลิปจริงครับ มีการฝึกสอนกันที่พระตะบอง ไม่ใช่ AI”

โดยเพจยืนยันว่า ภาพและคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์จริง และไม่ได้แก้ไขหรือสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า ความสามารถด้านโดรนของกัมพูชากำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์ในภูมิภาค

กิจกรรมฝึกบินโดรนในพื้นที่ใกล้ไทย

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นไม่ไกลจากพรมแดนไทย ทำให้เกิดการจับตามองจากประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงที่ต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกิจกรรมมีลักษณะคล้ายกับการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคง

  • ฝึกบินเป็นแถวในอากาศ
  • ฝึกควบคุมจากจุดศูนย์กลาง
  • โฟกัสในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงบางส่วนจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ตั้งข้อสงสัยว่า ภาพดังกล่าวอาจเป็น AI หรือไม่ ถึงแม้เพจจะยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์จริง แต่ก็ยังไม่สามารถตัดประเด็นนี้ออกได้ทั้งหมดจากความสงสัยของสาธารณะ

ความคิดเห็นของประชาชน

หลังจากมีการเผยแพร่คลิปออกไป สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียถูกกระตุ้นให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงในพรมแดนและความซับซ้อนทางการเมืองในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่า แม้กิจกรรมจะดูเหมือนการฝึกทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาจากบริบททางภูมิศาสตร์และนโยบายต่างประเทศของกัมพูชาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรเพิกเฉย

นอกจากนี้ ยังมีคำเตือนเกี่ยวกับการใช้โดรนเป็นเครื่องมือทางทหารเบื้องต้น ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในการลาดตระเวน การสำรวจ หรือแม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นการฝึกอบรมทั่วไปหรือเป็นการเตรียมความพริบด้านทหาร หากพิจารณาถึงโครงสร้างภูมิศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียนแล้ว ย่อมถือเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย การติดตามสถานการณ์ตลอดจนความเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้านทั้งด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในภูมิภาคได้ที่นี่ทุกวัน เพื่อให้คุณไม่พลาดข่าวสำคัญที่อาจมีผลกระทบโดยตรง

ที่มา – เกิดอะไรขึ้น? กลุ่มสมาคมโดรนกัมพูชา รวมตัวฝึกคนเขมรบินป่วนชายแดนไทย

พรีเมียร์ลีกยืนไว้อาลัยโชตา-อังเดร์ในเกมแรก

ข่าวที่กีฬาโลกต้องเศร้า พรีเมียร์ลีกอังกฤษเตรียมให้สนามทุกแห่งยืนไว้อาลัยให้กับนักเตะสาวกชาวโปรตุเกส “ดิโอโก โชตา” และ “อังเดร ซิลวา” หลังจากที่ทั้งสองเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์รุนแรงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในการแข่งขันฤดูกาล 2025/26 นี้ ทุกสโมสรในพรีเมียร์ลีกจะต้องร่วมกันจัดพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการก่อนเปิดสนามแข่งเกมแรกของฤดูกาล

พรีเมียร์ลีกยืนไว้อาลัยโชตา-อังเดร์ในเกมแรก

พรีเมียร์ลีกได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะจัดกิจกรรมทางการไว้อาลัยตลอด 1 นาทีให้กับโชตาและน้องชายของเขาอังเดร์ โดยการยืนนิ่งในสภาวะความเคารพและเงียบ肃 ณ ทุกสนามแข่งขันในวันที่มีการแข่งขันแมตช์แรกของฤดูกาล 2025/26 สิ่งนี้แสดงถึงความเห็นใจและร่วมเศร้าของสโมสรและแฟนบอลทั่ววงการฟุตบอลในโลก

ลิเวอร์พูลร่วมจัดการไว้อาลัยแบบพิเศษ

ทางด้านสโมสรลิเวอร์พูล ซึ่งโชตาเคยเป็นดาวเตะสำคัญอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับพรีเมียร์ลีกให้สามารถสร้างรายละเอียดพิธีไว้อาลัยสละที่เหมาะสม นอกเหนือจากการยืนนิ่งแล้ว ผู้เล่นทุกคนที่เล่นในเกมดังกล่าวจะต้องสวมปลอกแขนสีดำเป็นเวลา 1 เกม เพื่อแสดงความเคารพสักการะต่ออดีตเพื่อนร่วมทีม

ทั้งนี้ พรีเมียร์ลีกยังได้อนุญาตให้แต่ละสโมสรวางรูปภาพพร้อมข้อความไว้อาลัยบนจอมอนิเตอร์ทุกสนาม ซึ่งใน쿠ยเติมเต็มกลิ่นอายแห่งความทรงจำและแสดงถึงอาลัยความเสียใจอย่างลึกซึ้ง มิใช่แค่เพื่อสื่อสารให้แก่แฟนบอลเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการประกาศเสียข่าวอย่างเป็นทางการแก่ทุกภาคส่วนในชุมชนแห่งฟุตบอล

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลระบุว่า ในแมตช์ของ “คอมมิวนิตี ชิลด์ 2025” ที่คริสตัล พาเลซ ได้มีเหตุเกิดขึ้นระหว่างพิธีไว้อาลัย ทำให้การกระทำดังกล่าวเฝ้าถูกปฏิเสธจากแฟนบอลส่วนใหญ่ เพราะไม่รับว่ามันเป็นการขัดขวางเทศกาลในเชิงสงบศพ การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพต่อกันมากขึ้นจึงกลายเป็นหัวใจหลักมากในการจัดกิจกรรมไว้อาลัย

พรีเมียร์ลีกยืนไว้อาลัยโชตา-อังเดร์ในเกมแรก ถือเป็นคำตอบแห่งความเมตตาและความทรงจำที่ไม่มีวันจางหายของวงการฟุตบอลต่อคนสำคัญ ฟุตบอลไม่เพียงแค่คือผลคะแนนหรือการแข่งขัน มันคือความแท้จริงของศิลปะ สุดท้าย ถ้ามีสิ่งใดที่ยิ่งยงกว่าชัยชนะ มันคือการทรงไว้อาลัยต่อผู้จากันไป

ความเห็นของเรา: ในบางครั้งการหยุดลงเพื่อระลึกถึงคือสิ่งเดียวที่ทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่ดีงามใดๆ ล้วนมีราคาสูงเสมอ ฟุตบอลคือการเติมเต็มความฝัน เราไม่ควรลืมเคารพและให้เกียรติกับคนที่ผ่านมาเสมอ

ที่มา – “พรีเมียร์ ลีก” เตรียมให้ทุกสนามยืนไว้อาลัย “โชตา-อังเดร’ ในเกมนัดแรก

จากสวนถึงเซเว่นฯ – ลำไยไทยทวีคุณค่า ‘ซีพี ออลล์’ เดินหน้านโยบายสร้างอาชีพ ‘จัดหา-กระจาย-พัฒนา’ หนุนเกษตรกรโตไปด้วยกัน

ฤดูเก็บเกี่ยวของผลไม้หลายชนิดในประเทศไทย แต่ไม่ว่าฤดูกาลใดจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมคือผลผลิตจากแรงงานของเกษตรกรไทย หนึ่งในความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่ทรงพลังคือ “ลำไยไทย” ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตแบบมีคุณภาพผ่านภาพรวมของการดำเนินนโยบายของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด “จากสวนถึงเซเว่นฯ – ลำไยไทยทวีคุณค่า ‘ซีพี ออลล์’ เดินหน้านโยบายสร้างอาชีพ ‘จัดหา-กระจาย-พัฒนา’ หนุนเกษตรกรโตไปด้วยกัน” ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรแบบเร่งด่วนและมีคุณภาพยั่งยืนในระยะยาว

จากสวนถึงเซเว่นฯ – ลำไยไทยทวีคุณค่า ‘ซีพี ออลล์’ เดินหน้านโยบายสร้างอาชีพ ‘จัดหา-กระจาย-พัฒนา’ หนุนเกษตรกรโตไปด้วยกัน

ตามรายงาน ประเทศไทยมีอันดับหนึ่งในโลกในฐานะผู้ผลิตลำไยรายใหญ่ที่สุด โดยภาคเหนือเป็นศูนย์กลางหลักของการผลิตลำไย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และอื่นๆ ที่มีการผลิตในฤดูเก็บเกี่ยวอย่างหนาแน่นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ทำให้เกิดปัญหา “ลำไยล้นตลาด” โดยเฉพาะในช่วงฤดูตลอดที่ราคาตกอย่างหนัก ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ชีวิตประจำวันของเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาผลผลิตจากสวน

จัดหา กระจาย และพัฒนา ทางแก้ที่ยั่งยืน

ด้วยบทบาทสำคัญในฐานะบริษัทค้าปลีกระดับประเทศ ซีพี ออลล์ได้เข้ามาเปิดทางให้กับเกษตรกรผ่านแนวทางโดยใช้สามเสาหลัก ได้แก่

  • 1. จัดหา: ซื้อสินค้าจากสวนในจังหวัดภาคเหนือโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสามารถในการขายผลผลิตที่มีปริมาณน้อยแต่คุณภาพสูง ช่วยให้เกษตรกรตัดปัญหาราคาตกจากให้ทุนได้ในช่วงฤดูล้นตลาด
  • 2. กระจาย: เปลี่ยนลำไยสดคุณภาพจากการแปลงนาเขื่อนปัจเจกไปยังถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านช่องทางจุดขายที่มากกว่า 30,000 สาขาทั่วประเทศภายใต้แบรนด์ เซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลำไยคุณภาพมากยิ่งขึ้น
  • 3. พัฒนา: ฉีกแนวธุรกิจการแยกขายผลไม้สดให้หลุดพ้นจากการขายปริมาณเพียงอย่างเดียว โดยให้ความช่วยเหลือแก่サービทธุรกิจ SME ในรูปแบบของการส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ใช้ประโยชน์เอง เช่น การทำ “ลำไยลอยแก้ว”, “วุ้นมะพร้าวผสมน้ำลำไย”, และ “เกาเหลาในน้ำลำไย” ปรับมูลค่าให้สูงขึ้นเพื่อขยายรายได้ออนกันถึงครัวเรือน

นี่ถือเป็นแนวคิดใหม่ในการรับมือกับปัญหาของเกษตรกร และมุ่งเน้นให้ระบบสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับ ซีพี ออลล์ อย่างใกล้ชิด ความตั้งใจของโครงการชัดเจนในหลายด้าน ทั้งช่วยลำบากของเขาเหล่านี้มากยิ่งขึ้นผ่านการตลาดที่เข้าถึงได้จริง สู้ปัญหาความเสียหายจากการผลิตจำนวนมากโดยไร้ความเคลื่อนไหวของร้านค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริง ร่วมพัฒนาเอกลักษณ์ท้องถิ่นในการบริโภค และส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้เกษตรกรกลายเป็น “เถ้าแก่ใหม่” ที่มีความรู้ ความสามารถ และรายได้ที่คนปัจจุบันคาดไม่ถึง

กิจกรรมในโครงการยังเสริมสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมการค้าปลีกและการเกษตร ผ่านการเชื่อมพื้นฐานบนพื้นโลกของ “เศรษฐกิจเพื่อชุมชน” ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้เมื่อมีการจัดการเหมาะสม รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกิจการชุมชนขนาดเล็ก เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัดแม่ละมาย บริษัทขนมหวานคุณเก๋ บริษัทไทยวอล์คกี้ และ บริษัทซันสวีท ที่รับลงทะเบียนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้วยวัตถุดิบประโยชน์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สินค้าที่พร้อมให้เลือกรับประทานตั้งแต่วันนี้

นับเป็นเส้นทางแห่งโอกาสของเกษตรกรไทย เพราะในช่วงเวลาเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนกันยายนนี้ ผู้บริโภคสามารถร่วมแรงงานกับคณะก้าวทันใครได้ทันทีผ่านการเลือกระบุซื้อผลไม้สดของเกษตรแกร่งในราคายุติธรรม เช่น

  • ลำไยสดถ้วย 350 กรัม – ราคา 35 บาท
  • ลำไยคว้านเมล็ด – ราคา 35 บาท
  • ลำไยลอยแก้ว – ราคา 25 บาท/ถ้วย
  • วุ้นมะพร้าวรวมมิตรน้ำลำไย – ราคา 17 บาท/ถ้วย
  • วุ้นกะทิน้ำลำไย – ราคา 27 บาท/ถ้วย
  • เกาเหลาในน้ำลำไย – ราคา 20 บาท/ถ้วย

ทั้งหมดนี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการบูรณาการการสร้างอาชีพและอนุบาลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

เพียงร่วมบริโภค ก็เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีโอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมเปลี่ยนแปลงชีวิตไปมากว่าที่เคยคิดไว้

ที่มา – จากสวนถึงเซเว่นฯ – ลำไยไทยทวีคุณค่า ‘ซีพี ออลล์’ เดินหน้านโยบายสร้างอาชีพ ‘จัดหา-กระจาย-พัฒนา’ หนุนเกษตรกรโตไปด้วยกัน

ไทยรับตัว 5 ผู้ร้ายข้ามแดนคดียาเสพติดสำคัญจากลาว

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานความมั่นคงต่างดำเนินการร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการควบคุมอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ไทยรับตัว 5 ผู้ร้ายข้ามแดนคดียาเสพติดสำคัญจากลาว

ผลจากการร่วมมือดังกล่าว ประเทศไทยได้รับมอบตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับจากคดียาเสพติดอย่างสำคัญ จำนวน 5 ราย ผู้ต้องหาเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้ทำการรับตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย จาก สปป.ลาว บริเวณสำนักงานศุลกากรจังหวัดหนองคาย ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้ง นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการ ป.ป.ส.ภาค 4 และตัวแทนจากหน่วยงานความมั่นคง เข้าร่วมกระบวนการรับตัว

ความร่วมมือเพื่อปราบปรามยาเสพติด

การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งจากโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามและควบคุมตัวผู้ต้องหาหลบหนีคดีความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ตามหมายจับของศาลไทย โดยผู้ต้องหาทั้ง 5 รายถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในข้อหาสมคบและร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภท 1 และ 2 รวมถึงข้อหาการนำเข้า ครอบครอง และจำหน่ายเพื่อการค้า ซึ่งเป็นการกระทำที่นำไปสู่การแพร่กระจายของยาเสพติดในวงกว้าง

  • สอดคล้องกับนโยบาย “NO Drug NO Dealer”
  • ปิดช่องทางการหลบหนีของผู้ร้าย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า การดำเนินการรับตัวครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการแสดงความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและลาวเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐบาลภายใต้นโยบาย “NO Drug NO Dealer – ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด” ที่มุ่งเน้นการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังทั้งในและนอกอาณาเขตของประเทศ

ด้วยการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานไทยและลาว เราเชื่อว่ากำลังจะสามารถคุมเข้มสถานการณ์ด้านภัยพิบัติด้านยาเสพติด เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมั่นคงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ‘จิรายุ’ เผย ไทยรับตัว 5 ผู้ร้ายข้ามแดนคดียาเสพติดสำคัญจากลาว